กยท.เจ๋งผลิตน้ำยางข้นไร้สารมะเร็ง เป็นมิตรสุขภาพ-สิ่งแวดล้อมรายแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329474

x

กยท.เจ๋งผลิตน้ำยางข้นไร้สารมะเร็ง เป็นมิตรสุขภาพ-สิ่งแวดล้อมรายแรกของโลก

วันพุธ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคใต้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. โดยศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคใต้ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง ร่วมกับภาคเอกชน ประสบผลสำเร็จในการผลิตน้ำยางข้นเกรดพรีเมียมปราศจากสารก่อมะเร็งในเชิงพาณิชย์ด้วยการใช้นวัตกรรมของ กยท. นับว่าเป็นรายแรกและรายเดียวของโลก ที่สามารถผลิตได้ในขณะนี้และยังผ่านมาตรฐาน GMP อีกด้วย โดยผลิตออกมาในลอตแรกจำนวน 20 ตัน สามารถจำหน่ายได้ทั้งหมด เหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตจุกนมยาง ถุงยางอนามัย ถุงมือแพทย์ แทนยางสังเคราะห์เพราะมีความยืดหยุ่นได้ดีกว่า

ทั้งนี้ กยท.พร้อมที่จะขยายถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตน้ำยางข้นปราศจากสารก่อมะเร็งดังกล่าวให้กับสถาบันเกษตรกรหรือบริษัทเอกชนผู้ที่สนใจ เพื่อที่จะขยายตลาดยางเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ที่มีแนวโน้มต้องการเพิ่มขึ้นอย่างเนื่องในอนาคต รวมทั้งสามารถเข้าไปทดแทนและแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางสังเคราะห์ได้

นางปรีดิ์เปรม กล่าวต่อว่า ในกระบวนการผลิตน้ำยางข้นทั่วไปนั้น จะใช้สารเตตระเมทิลไทอูแรมไดซัลไฟด์ (TMTD) กับ ซิงค์ออกไซด์ (zinc oxide)ร่วมกับแอมโมเนียในการรักษาสภาพน้ำยางสดอย่างไรก็ตาม ZnO เป็นสารที่มีกลุ่มโลหะสังกะสีและตกค้างในผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อนำไปกำจัดเป็นซากทิ้ง ขณะที่สาร TMTD จะทำให้เกิดสารไนโตรโซเอมีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง สารตัวนี้ประเทศในสหภาพยุโรปได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายของระเบียบว่าด้วยสารเคมีของสหภาพยุโรป(Registration Evaluation and Authorization of Chemicals: REACH) ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม สำหรับน้ำยางข้นที่ผลิตทั่วไปนำไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่กระทบต่อสุขภาพ เช่น ถุงมือแม่บ้าน ถุงมือทั่วๆ ไป เป็นต้น ส่วนถุงมือผ่าตัด จุกนมยาง จะใช้ยางสังเคราะห์แทบทั้งหมด ทำให้ยางธรรมชาติถูกแย่งตลาดในส่วนนี้ไป

ดังนั้น กยท.จึงได้ทำการวิจัยและคิดค้นนวัตกรรมในการผลิตน้ำยางข้นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงในสารรักษาสภาพน้ำยาง และปลอดภัยปราศจากสารก่อมะเร็งไม่เป็นพิษต่อเซลล์มนุษย์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า นอกจากนี้นวัตกรรมในการผลิตน้ำยางข้นของ กยท. ดังกล่าวยังได้นำหลักของ GMP มาประยุกต์ใช้ร่วมด้วยทำให้สามารถลดปริมาณการใช้แอมโมเนียลงได้ กลิ่นลดลง ผู้ปฏิบัติงานมีความสุขเพิ่มขึ้น และเมื่อไม่ใช้ TMTD กับ Zinc oxide สารตกตะกอนต่างๆ ก็ลดลง ในขณะที่สารที่ใช้ทดแทนก็เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อน ใช้ประโยชน์‘BIG DATA’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329471

x

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อน ใช้ประโยชน์‘BIG DATA’

วันพุธ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ“การใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่” (Big Data) โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกว่า 130 คน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ตามแนวทางของรัฐบาลและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดโอกาสให้มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อแนวทางการใช้ประโยชน์ รวมทั้งให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถระบุเจาะจงระบบข้อมูลร่วมกับการจัดทําระบบข้อมูล และชี้เป้าการใช้ประโยชน์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ในแง่มุมต่างๆ

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการแต่งตั้งคณะทํางานพัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จํานวน 4 คณะทํางาน ได้แก่ ด้านข้อมูลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ด้านข้อมูลสินค้าเกษตร ด้านข้อมูลที่ดินและพื้นที่เกษตรกรรม ด้านข้อมูลน้ำและการชลประทาน คณะทํางานแต่ละด้านซึ่งมีท่านผู้ตรวจราชการกระทรวง และรองอธิบดีกรมเป็นประธานดําเนินงาน ได้ดําเนินการรวบรวมชุดข้อมูลสําคัญเป็น Big Data ด้านการเกษตร พร้อมกําหนดแนวทางการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายหลักคือ ให้มีการเปิดเผย แลกเปลี่ยน ใช้งานข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร และการกําหนดนโยบายภาคการเกษตร ที่ตรงความต้องการของเกษตรกร ตรงความเดือดร้อน และตรงพื้นที่

รายงานพิเศษ : ‘ศาสตร์พระราชา’พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329238

รายงานพิเศษ : ‘ศาสตร์พระราชา’พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : ‘ศาสตร์พระราชา’พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงพระราชทานพระราชกระแสให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้แต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในระดับพื้นที่ 4 ภาคขึ้นมา เพื่อติดตาม ขับเคลื่อน เร่งรัด และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศ ได้นำพระราชกระแสดังกล่าว มากำหนดไว้ในแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน ซึ่งมีแนวทางขับเคลื่อน 7 แนวทาง แนวทางที่กรมชลประทานให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ เร่งรัดการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งมีอยู่จำนวน 168 โครงการให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ โดยให้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็นแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

พื้นที่ภาคเหนือ เป็นอีกพื้นที่ที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศมีความลาดชัน ป่าไม้ถูกทำลาย ในฤดูฝนเกิดปัญหาน้ำป่าไหลหลากฤดูแล้งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานพระราชดำริโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหลายโครงการมีทั้งโครงการที่ กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการก่อสร้าง

อย่างไรก็ตามให้การขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นไปเป้าหมาย คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มี นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธาน ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 จนถึงปัจจุบันรวมถึง 6 ครั้ง จำนวน 36 โครงการ โดยครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 6 มีจำนวน 13 โครงการ ทุกโครงการมีความก้าวหน้าอย่างน่าพอใจประกอบด้วย โครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) แล้วมีจำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยลอย ตำบลวังทอง อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานขนาดเล็ก งบประมาณค่าก่อสร้าง 37.66 ล้านบาท ปัจจุบันมีผลงานก่อสร้างร้อยละ 30

พลากร สุวรรณรัฐ

โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กปร. เพื่ออนุมัติงบประมาณดำเนินงานก่อสร้างในปีงบประมาณ 2561 จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการสถานีสูบน้ำแม่เชียงรายลุ่ม 2 พร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลแม่พริก อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง งบประมาณค่าก่อสร้าง 36.81 ล้านบาท สถานภาพมีความพร้อมในการก่อสร้าง โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เย๊าะพร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง โครงการนี้แม้แบบก่อสร้างแล้วเสร็จก็ตาม แต่มีพื้นที่บางส่วนอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โซน C เกิน 50 ไร่ ดังนั้นจะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) เพื่อนำไปใช้ประกอบการขออนุญาตใช้พื้นที่ต่อไป งบประมาณค่าก่อสร้าง 42.83 ล้านบาท โครงการฝายแม่ อางบ้านน้ำล้อม ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง งบประมาณค่าก่อสร้าง 19.50 ล้านบาท สถานภาพโครงการมีความพร้อมในการก่อสร้าง โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเฮี้ยพร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง งบประมาณค่าก่อสร้าง 51.59 ล้านบาทสถานภาพโครงการมีความพร้อมในการก่อสร้าง และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาง ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี โดยในปีแรกขอรับการสนับสนุนจาก กปร.งบประมาณค่าก่อสร้าง 18 ล้านบาท สถานภาพโครงการมีความพร้อมในการก่อสร้าง

โครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม จำนวน 7 โครงการ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการก่อสร้างจำนวน 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแหน ตำบลแม่ทะ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีความจุ 192,000 ลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ 300 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยของบสนับสนุนการก่อสร้างจาก กปร.จำนวน 15 ล้านบาท โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สุย ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ค่อนข้างจะล่าช้าเนื่องจากมีผู้คัดค้านโครงการจำนวน 14 รายและมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ซึ่งกรมชลประทานจะประสานกับหน่วยงานปกครองในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งเร่งขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โครงการนี้สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก 3,000 ไร่ โครงการฝายแม่อางบ้านดงพร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะสามารถก่อสร้างในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โครงการอ่างเก็บน้ำแม่จางตอนบน ตำบลจาเหนือ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีความจุ 1.44 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 1,500 ไร่ มีแผนงานศึกษา IEE ในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เคียน ตำบลปงเตา อำเภองาว จังหวัดลำปาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 2.67 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก 1,800 ไร่ มีแผนศึกษา IEE เจาะสำรวจธรณี และขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 มีแผนก่อสร้างภายในปี 2563

ส่วนอีก 2 โครงการ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ซึ่งจะต้องทำการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างและพื้นที่น้ำท่วมอยู่ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำแม่บอม(แม่ตุ๋ย) ตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 10.24 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 6,000 ไร่ คาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยขอสนับสนุนงบประมาณจาก กปร. ในปีแรกจำนวน 31 ล้านบาท และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่งาว ตำบลบ้านร้อง อำเภองาว จังหวัดลำปาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 18.81 ล้านลูกบาศก์เมตรสามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 13,628 ไร่ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยจะขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก กปร. ในปีแรก จำนวน 40 ล้านบาท

นายประพิศ จันทร์มา 

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน ได้รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 36 โครงการ ที่องคมนตรีได้ลงพื้นที่ติดตามทั้ง 6 ครั้งว่า ในจำนวน 36 โครงการดังกล่าว กรมชลประทานได้ดำเนินการของบประมาณปี 2561 จาก กปร.จำนวน 19 โครงการ เป็นโครงการที่แล้วเสร็จภายในปี 2561 จำนวน 16 โครงการ และเป็นโครงการต่อเนื่องอีก 3 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 17 โครงการ จะดำเนินการของบประมาณในปีต่อๆ ไป

นอกจากนี้ ในจำนวน 36 โครงการดังกล่าว ยังได้ขอดำเนินการเปลี่ยนแปลงงบประมาณปี 2561 เพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม จำนวน 1 โครงการ และการประสานงานขอช่างรังวัดเพิ่มเติม เพื่อปฏิบัติงานรังวัดที่ดินให้กับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปี พ.ศ. 2561-2562 จำนวน 6 โครงการ อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานจะจัดทำกรอบระยะเวลา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ
กำกับ ติดตาม และขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เป็นไปตามเป้าหมายทุกโครงการ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ได้รับการยกย่องให้เป็น “ปราชญ์แห่งน้ำ” เพราะพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกๆ ด้าน ทรงทุ่มเท พระวรกายในการศึกษาวิจัยและการพัฒนาแหล่งน้ำ จนเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำมากกว่า 2,700 โครงการ สามารถแก้ไขทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศไทยและพสกนิกรชาวไทย จนในปัจจุบันกลายเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ถ่ายทอดและสืบสานต่อไป ชั่วลูกชั่วหลาน

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 36 โครงการดังกล่าว เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ยังคงเหลืออีกกว่า 100 โครงการในภูมิภาคต่างๆ โดยกรมชลประทานจะเร่งดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามพระราชกระแสรับสั่งของในหลวงรัชกาลที่ 10 ต่อไป

รักษ์เกษตร : ผักไชยา ผักอนามัยที่ทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329237

รักษ์เกษตร : ผักไชยา ผักอนามัยที่ทรงคุณค่า

รักษ์เกษตร : ผักไชยา ผักอนามัยที่ทรงคุณค่า

วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผักไชยาคืออะไรครับ ผมเคยเห็นเค้าขายตามต่างจังหวัด ชาวบ้านเอามารับประทานกัน เป็นผักอันตรายหรือเปล่าครับ ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ

ประเสริฐ อเนกกาลนนท์

อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี

คำตอบ

ผักไชยา มีหลายชื่อ เช่น คะน้าเม็กซิกัน ผักโขมต้น หรือ ชายา ซึ่งเป็นภาษาสเปน Chaya เป็นไม้พุ่ม อายุหลายสิบปี อยู่ในกลุ่มเดียวกับยางพาราและสบู่ดำเชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในประเทศเม็กซิโก ลำต้นอวบน้ำ มียางสีขาว ทรงพุ่มตั้งตรง โตเร็ว มีขนาดใหญ่ สามารถสูงได้ถึง 6 เมตร ใบกว้าง มีแฉกคล้ายใบมะละกอ และมีอายุนานถึงยี่สิบสามสิบปี

ผักไชยาเป็นผักกินใบ เป็นอาหารชนิดหนึ่งของประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา และประเทศแถบอเมริกากลาง สามารถนำไปประกอบอาหาร รสชาติอร่อยเหมือนผักคะน้า ห้ามรับประทานแบบดิบๆ เพราะมีสารจำพวกสารกลูโคไซด์ที่เป็นพิษอ่อนๆ การรับประทานต้องทานสุกเท่านั้น โดยเด็ดยอดไชยา ประมาณ 1 ฟุต เด็ดทั้งใบทั้งก้าน แล้วปอกเอาผิวของยอดออกเหมือนลอกต้นคะน้า ลอกให้เปลือกเขียวหมด จะเหลือเนื้อใสๆ หั่นเฉียงเป็นท่อนๆ ตั้งน้ำจนเดือด พอน้ำเดือดใส่ผักลงไปลวกน้ำร้อนจนสุก เอาผักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงนำมาประกอบอาหาร ถ้าลองชิมผักเมื่อลวกแล้ว จะมีรสชาติอร่อย หวานเล็กน้อย เหมือนคะน้าทั่วไป

การปลูก และการขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำโดยการตัดกิ่งที่เริ่มเป็นสีเขียวเข้มออกขาวมาปักชำ ตัดความยาวขนาด 1 คืบ นำมาปักชำในกระถาง ขนาดประมาณ 5-6 นิ้ว ใส่ดิน
พร้อมปลูก วางไว้ในที่แดดรำไร ไม่นานก็จะแตกกิ่ง แล้วค่อยนำลงปลูกในดิน สามารถขยายพันธุ์ได้เร็ว และเจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว

การดูแลรักษา ผักไชยาจะไม่มีแมลงรบกวน ชอบดินโปร่งที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำท่วมขังนานเกินไป ชอบแดดจัด ให้ใส่ปุ๋ยคอกนานๆ ครั้ง หมั่นตัดไม่ให้กิ่งสูงเกินไป เพื่อให้เป็นทรงพุ่มสวยงามและสะดวกในการเก็บมารับประทาน

สรรพคุณของผักไชยา มีสารอาหารประเภทโปรตีนสูง มีวิตามิน แคลเซียม โพแทสเซียม และเหล็ก เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ ผักไชยาดิบมีพิษ เนื่องจากมีสารกลูโคไซด์ ซึ่งจะปลดปล่อยสารพิษจำพวกไซยาไนด์อย่างอ่อนออกมา จึงจำเป็นต้องทำให้สุกก่อนรับประทาน โดยลวกให้สุกประมาณ 2-3 นาที เพื่อลดฤทธิ์ของสารที่เป็นพิษให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ประโยชน์ของผักไชยานั้น ทราบกันว่า จะช่วยในการหมุนเวียนโลหิต ช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการมองเห็น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยบรรเทาริดสีดวงทวาร ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันอาการไอ เพิ่มแคลเซียมให้กระดูก ป้องกันโลหิตจาง โดยเพิ่มธาตุเหล็กให้กับเลือด เพิ่มประสิทธิภาพความจำ และการทำงานของสมอง ช่วยบรรเทาโรคไขข้ออักเสบ และโรคเบาหวาน

ผักไชยา เป็นพืชที่เหมาะสำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่จำกัด ปลูกได้ดีข้างบ้าน เพราะเจริญเติบโตง่าย ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากนัก สามารถปลูกในกระถางได้ ถ้าหมั่นตัดยอดเรื่อยๆ ก็จะแตกยอดให้รับประทานได้ตลอดปี ที่สำคัญก็คือ ไม่มีศัตรูพืชและโรคพืชรบกวนไม่ต้องพึ่งสารเคมี ถือว่าเป็นผักที่ปลอดภัย แต่อย่าลืมลวกน้ำเดือดเสียก่อนที่จะนำมาปรุงอาหาร นะครับ

นาย รัตวิ

กยท.ลุยพัฒนายาง‘RAOT-GMP’ กระแสตอบรับแรงจัด-ยอดสั่งซื้อพุ่งกระฉูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329236

x

กยท.ลุยพัฒนายาง‘RAOT-GMP’ กระแสตอบรับแรงจัด-ยอดสั่งซื้อพุ่งกระฉูด

วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคใต้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ประสบผลสำเร็จในการผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน GMP RSS เกรดพรีเมียมภายใต้ชื่อ RAOT–GMP ซึ่งยางคุณภาพสูงสม่ำเสมอ สะอาด ได้มาตรฐาน โดยในงาน Global Rubber, Latex & Tyre 2018 Expo ที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคมที่ผ่านมา กยท. ได้นำยางแผนรมควัน RAOT–GMP ไปจัดแสดง ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจและมียอดสั่งซื้อเข้ามากว่า 300 ตัน

ทั้งนี้ การผลิตยางแผ่นรมควัน GMP RSS ต้องผ่านมาตรฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การดูแลสวนยาง วิธีการกรีดยาง การรวบรวมน้ำยาง พอมาถึงโรงงานผลิตยางแผ่นรมควันจะมีวิธีควบคุมกระบวนผลิตโดยใช้หลักการปฏิบัติที่ดีและเหมาะสม จนกระทั่งได้ยางแผ่นรมควัน RSS ออกมา ในขั้นตอนการเก็บรักษาและขนส่งยางก็ต้องได้มาตรฐานเช่นกัน จึงมั่นใจได้ว่า ยางแผนรมควันทุกแผ่นภายใต้ชื่อ RAOT-GMP ได้มาตรฐานและคุณภาพสูง

“ปัจจุบันตลาดยางพารามีแข่งขันสูงถ้าหากเกษตรกรสามารถพัฒนาทำยางที่มีคุณภาพสูงขึ้น ภายใต้การรับรองมาตรฐาน GMP ของ กยท. จะเพิ่มโอกาสทางการค้ามากขึ้น ลดการแข่งขันในตลาดเดิมๆ มุ่งสู่ตลาดที่ต้องการยางคุณภาพสูง เพื่อเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์ ล้อเครื่องบิน สุขภาพ ความงาม อาหาร เป็นต้น ที่ต้องการความมั่นใจในวัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการโดยมีมาตรฐานคงที่ และมีความน่าเชื่อถือซึ่งที่ผ่านมา กยท. ได้สนับสนุนส่งเสริมให้สถาบันเกษตรชาวสวนยาง และชุมนุมสหกรณ์ ในหลายๆ พื้นที่ ผลิตยางมาตรฐาน GMP ทั้งประเภทยางแผ่นรมควัน และยางแผ่นรมควันอัดก้อน”

นายปรีดิ์เปรมกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากยท. ได้แนะนำและถ่ายถอดความรู้ให้ผู้นำสถาบันเกษตรชาวสวนยางที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาการผลิตยางแผ่นรมควันให้ได้มาตรฐาน GMP ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก เกิดความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญในการผลิตยางแผ่นรมควันให้ได้คุณภาพมาตรฐาน เป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดพลังงาน ลดมลภาวะ ลดแรงงาน และการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มศักยภาพและความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ ขณะนี้มีโรงรมควันไม่น้อยกว่า 144 แห่งทั่วประเทศสนใจเข้าร่วมผลิตทางแผนรมควันมาตรฐาน GMP RSS เกรดพรีเมียม ซึ่งมีโรงรมควันที่ผ่านมาตรฐานดังกล่าวแล้ว 12 แห่ง อยู่ใน จ.ตรัง 7 แห่ง จ.สงขลา 3 แห่ง จ.นครศรีธรรมราช 1 แห่ง และจ.บุรีรัมย์ 1 แห่ง ที่เหลืออีก 137 แห่งอยู่ระหว่างการ
เตรียมความพร้อม ในเรื่องของการจัดระบบสถานประกอบการ

สศก.แจงปรับค่าแรง กระทบภาค‘เกษตร’ ต้นทุนเพิ่มเฉลี่ย17%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329234

x

สศก.แจงปรับค่าแรง กระทบภาค‘เกษตร’ ต้นทุนเพิ่มเฉลี่ย17%

วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ของ สศก.ถึงผลกระทบจากการเพิ่มค่าจ้างแรงงานต่อระบบเศรษฐกิจการเกษตรไทย โดยพิจารณาจากสัดส่วนต้นทุนค่าจ้างแรงงานถึงผลกระทบต่อภาคเกษตรของแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมากสุด โดยมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานเฉลี่ย 17.8% ได้แก่ การทำไร่อ้อยโรงงาน สวนยางพารา การทำไร่ข้าวโพด การทำไร่มันสำปะหลัง การทำสวนผัก และการทำสวนผลไม้ โดยการผลิต จำเป็นต้องใช้แรงงานตั้งแต่การเริ่มการเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต รองลงมา คือ สาขาบริการทางการเกษตร มีสัดส่วนต้นทุนแรงงานเฉลี่ย 12.1% ซึ่งมีการใช้แรงงานที่ไม่มากนัก เนื่องจากได้นำเทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานบางกิจกรรมการผลิต เช่น เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องตัดอ้อย เป็นต้น สาขาประมงมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานเฉลี่ย 8.4% ซึ่งการทำประมงทะเลจะได้รับผลกระทบการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าการทำประมง

กำชับวางกลไกตรวจสอบไทยนิยม ‘กฤษฎา’ลั่นต้องโปร่งใสตั้งแต่เริ่มถึงประเมินผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329235

x

กำชับวางกลไกตรวจสอบไทยนิยม ‘กฤษฎา’ลั่นต้องโปร่งใสตั้งแต่เริ่มถึงประเมินผล

วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาที่ดิน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงาน “การตลาดนำการผลิต” และโครงการไทยนิยมยั่งยืน ของกรมพัฒนาที่ดิน โดยมี 3 ประเด็นหลัก คือ1.เพื่อเน้นย้ำการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมเข้มแข็งของรัฐบาล ในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบ ภายใต้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีงบประมาณ 2561 จำนวน 2.4 หมื่นล้านบาท โดยกรมพัฒนาที่ดินมี 3 โครงการที่จะดำเนินการภายใต้โครงการไทยนิยมเข็มแข็ง เช่น โครงการสร้างฝายชะลอน้ำใน 45 จังหวัด เป้าหมาย 1,097 แห่งๆ ละ 100,000 บาท

2.การเน้นย้ำเรื่องความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนของโครงการ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริงและครอบคลุมมากที่สุด และ 3.การสร้างความรู้ความเข้าใจนโยบายตลาดนำการผลิตให้กับเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน โดยเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดจะต้องเป็นผู้ประสานงานหลักในการทำงานตามหลักการตลาดนำการผลิต เพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่มี 3 ปัจจัยหลัก คือ ขาดความรู้เทคโนโลยีการผลิต ขาดความรู้ด้านการตลาด และ ขาดแคลนแหล่งเงินทุน

“เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ต้องเป็นหน่วยงานกลางในการประสานหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อบูรณาการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านองค์ความรู้ด้านการเกษตรในพื้นที่ พร้อมทั้งประสานกับ ธ.ก.ส. ในพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน ทั้งประสานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและภาคเอกชน เช่น หอการค้า สภาอุตสาหกรรม บริษัทประชารัฐ
รักสามัคคีจังหวัด หรือร้านค้าต่างๆ เพื่อติดต่อกับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรในพื้นที่โดยตรง ขณะเดียวกันสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจะต้องรวบรวมข้อมูลผลผลิตทางการเกษตรที่ตลาดต้องการ พร้อมรายละเอียดช่องทางการติดต่อซื้อขายผลผลิตจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรในจังหวัดส่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเพื่อจัดทำเป็นข้อมูลประกอบการทำเว็บไซต์ด้วย”นายกฤษฎา กล่าว

จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกขยับ3.8 l สศก.ชี้ปัจจัยเกื้อหนุนเพียบ-ภาวะเศรษฐกิจโลกดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329042

x

จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกขยับ3.8 l สศก.ชี้ปัจจัยเกื้อหนุนเพียบ-ภาวะเศรษฐกิจโลกดีขึ้น

วันจันทร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2561 พบว่า ขยายตัว 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยทุกสาขาการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายด้าน เช่น ปริมาณน้ำ ภูมิอากาศ และการดำเนินนโยบายพัฒนาภาคการเกษตรของรัฐ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแยกภาวะเศรษฐกินการเกษตรเป็นรายสาขาดังนี้

สาขาพืช ขยายตัว 4.7% โดยผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมันและลำไย ขณะที่ในด้านราคาช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2561 สินค้าพืชที่มีราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และลำไย

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 1.4% จากการเพิ่มปริมาณการผลิตตามความต้องการบริโภคของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคระบาด และจัดการฟาร์มได้มาตรฐาน ทำให้สินค้าปศุสัตว์หลัก ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ด้านราคาสินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่มีราคาลดลง โดยราคาสุกร ไข่ไก่ ลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำนมดิบค่อนข้างทรงตัว สาขาประมง ขยายตัว 1.5% จากปริมาณกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี รวมทั้งมีการพัฒนาระบบการเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ส่วนราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 3.6% โดยเกษตรกรมีการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และเกี่ยวนวดข้าวตามพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอ ขณะที่ในส่วนของอ้อยโรงงานก็มีการใช้บริการเก็บเกี่ยวอ้อยเพิ่มขึ้น เพราะมีการขยายพื้นที่เพาะปลูก สาขาป่าไม้มีการขยายตัว 2.2% เนื่องจากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัส ไม้ยางพารา ถ่านไม้ และครั่ง เพิ่มขึ้น โดยความต้องการไม้ยูคาลิปตัสภายในประเทศสูงขึ้นเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ และแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ขณะที่ไม้ยางพารายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

เกษตรบูรณาการ : ผลงาน 3 เดือน แก้ปัญหาภาคเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329038

251598

เกษตรบูรณาการ : ผลงาน 3 เดือน แก้ปัญหาภาคเกษตรฯ

วันจันทร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดงานกระทรวงเกษตรฯ มาต่อเนื่อง  หลังการประกาศก้อง ของ ครม. โค้งสุดท้าย รัฐบาลประยุทธ์ 5 ที่นำพา รมว. เกษตรฯที่นำทีม โดย นายกฤษฎา บุญราช ที่ประกาศก้องว่า 3 เดือน ไม่สามารถแก้ปัญหาสินค้าเกษตรฯ ได้อย่างชะงัก จะพิจารณาตัวเอง  ที่แน่ๆ ทุกสินค้าที่เป็นสินค้า หลักภาคเกษตร ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพาราและข้าวโพด  ทุกอย่างต้องมีราคาที่พอดีพองามตามแบบอย่างนักแก้ปัญหาที่ชื่อ  “กฤษฎา” วางเอาไว้ นั่นหมายถึงคำพูดในวันที่เดินทางเข้ามารับตำแหน่ง รมว. ร่วมกับ รมต. อีก 2 ท่าน ที่มานั่งในตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ที่ท่านรมว. “กฤษฎา” มอบหมายงาน ส่วนตัวท่าน  รมว.จะไม่แตะต้องหน่วยงานใด ยกเว้นที่อยากทำ

ว่ากันตามตรง คือตามใจฉันอยากหยิบอะไร ขึ้นมาดูมาแลก็จะไล่จับไล่ดูเป็นอย่างๆ จนบางครั้ง เล่นเอา รมช. ที่กำกับหลงทิศหลงทางเพราะเกรงว่าหาก สั่งการ กับกรมไป มาวันหลัง ท่าน รมว. มาจี้มามอบงานอีกครั้งกลัวจะไปคนละทิศคนละทาง มาถึงวันนี้ เรื่องการเดินหน้าพัฒนามันถึงกระท่อนกระแท่นกันไป เอากันชัดๆ คือ ผลงานด้านการพัฒนาวันนี้ แทบไม่มีเป็นชิ้นเป็นอัน โดยตลอด กว่า 4 เดือน ที่ผ่านมา  ลือกันว่าผลงานที่ท่านรมว.ที่มาจากนักปกครอง ปลายด้ามขวานที่ท่าน รู้เรื่อง สินค้าเกษตรเห็นจะมีแค่เรื่องเดียว และก็คงหนีไม่พ้น สินค้าเกษตร  ที่เป็นเกษตรการเมืองนั้นคือยางพารา และก็ ยางพารา

งานนี้ การยางแห่งประเทศไทยจึงถูกจับต้องเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่ ท่านรมว. เกษตรพยายามโชว์กึ๋น ว่าข้ารู้แน่จะแก้ปัญหาอย่างไร ทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่ง  สั่งงานข้ามกระทรวง ดึงหน่วยงาน กระทรวงมหาดไทยมาสั่งการ ช่วยรับยางไปทำถนน และมอบหมายงานให้ การยางแห่งประเทศไทย เดินหน้าหาทางระบายยาง เพื่อนำไป ใช้ ในหน่วยงานรัฐ ทั้งหมด เพื่อให้ราคา ยางพารา ดีดตัวสูงขึ้น ตามปากของท่าน ท่านประกาศ 3 เดือนต้องเห็นผลชัดเจน  จนสุดท้ายผลงานเด่นก็ปรากฏ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา “กฤษฎา” ประกาศก้อง แบบไม่เกรงใจใครว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2561 และลงนามในวันที่ 20 มี.ค.2561 เด้งสายฟ้าแลบ “ธีธัช สุขสะอาด” ผู้ว่าฯกยท.ให้ไปนั่งตบยุงประจำสำนักปลัดนายกฯ จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นประการอื่นเล่นเอางงกันทั้งวงที่ประชุม ของการประชุมบอร์ดยางพารา ที่กำลังประชุมในวันนั้น งงไปตามๆกันว่าทำไม ทั้งที่ทุกอย่างแก้ปัญหา ตามนโยบายของรัฐบาล กำหนด ทุกอย่าง ผู้ว่าฯกยท.ต้องทำตาม สุดท้ายยังโดนเด้ง

ซึ่งนั่นเล่นเอาหลายคนงง หรือที่จะเป็นผลงานเด่นในรอบหลายเดือนของการบริหารงานกระทรวงเกษตรฯที่ประกาศเอาไว้ ว่าหาก 3 เดือน จะพิจารณาตนเอง เพราะต้องตอบคำถามท่านนายกรัฐมนตรีให้ได้ที่แท้ พิจารณาว่าจะหาแพะอย่างไรหนอ จะได้เห็นว่า ข้าทำงาน  นี้คือผลงานแรก ของท่าน รมว. เกษตรฯ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ท่านย้ำว่า จากนี้ไปหลังการเปลี่ยนไปของผู้ว่าฯกยท. ที่ไปนั่งตบยุง ที่ทำเนียบราคายางจาก 49 บาท อาจเป็น 60 บาท ต่อ  กิโลกรัม เพราะท่านรักษาการ ผู้ว่าฯกยท. คนใหม่แหม ถ้าดีจริง เขาคงเลือกมาเป็นผู้ว่าฯตั้งแต่แรก เพราะแว่วว่าท่านรักษาการผู้ว่าฯกยท. ที่จะเข้ามาทำงานลือกันว่าเคยมาสมัคร ผู้ว่าฯกยท.แต่ไม่ถูกเลือก

และคาดว่าเร็วๆนี้จะมีอีกหลายผลงานตามมา เพราะแว่วจากคนใกล้ชิด รมว. กฤษฎา บอกว่า ไวๆนี้ อาจมีการ สังคายนาครั้งใหญ่ ของกระทรวงเกษตรฯแบบเซอร์ไพรส์ และตอนนี้กำลังไล่เลียง รู้เรื่องอะไรก่อน ซึ่งท่านรู้เรื่องยางพารามากสุด ยางพาราเลยจบก่อน จากนี้ไปต้องดูว่าท่านจะอยากรู้เรื่องอะไรต่อไป และจะหยิบมาเป็นผลงาน ระวังนะท่าน ท่านบอกได้เลยจากนี้ไปมีร้อนๆหนาวๆ ระวังให้ดี พวกงาบงบเงียบกริบ เดินสายต่างจังหวัด เก็บเงิน สร้างตัวก่อนเกษียณ ระวัง อาจมีสิทธิ์ จบไม่สวย เพราะงานนี้ ว่ากันว่ามีข้อมูลส่งตรงถึงรมว.เพียบ โดยเฉพาะ พวกสามี เป็นใหญ่ บรรดาเมียๆ ดันจุ้นหากินในหน่วยงานของสามี ซึ่งว่ากันว่ามีหลายหน่วยงาน ระวัง ระวังเพราะท่านเป็นมือปราบ…..มาก่อน แน่จริงเอาให้อยู่นะท่าน

ราชดำเนิน

มก.พบผู้ประกอบการ ดันพลิกโฉมงานวิจัย ต่อยอดเชิง‘พาณิชย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329039

x

มก.พบผู้ประกอบการ ดันพลิกโฉมงานวิจัย ต่อยอดเชิง‘พาณิชย์’

วันจันทร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรได้จัดการแสดงผลงานวิจัยจากโครงการเกษตรอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อการขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME และผู้สนใจทั่วไปได้เข้าชม และนำผลงานผลิตภัณฑ์ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ให้มากยิ่งขึ้น โดยมีผลงานถึง 119 ชิ้นถูกนำมาจัดแสดง แบ่งเป็น 5 โซน ประกอบด้วย

โซนที่ 1 FOOD INNOVATION กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารใหม่และอาหารเพื่อสุขภาพ 58 ผลงาน โซนที่ 2 FARM TO LAB กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร 16 ผลงาน กลุ่มผลิตภัณฑ์ชุดตรวจวัดและชุดทดสอบ 3 ผลงาน โซนที่ 3 BEAUTY HEALTH กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม 11 ผลงาน โซนที่ 4 DIGITAL MANUFACTURING INNOVATION TECHNOLOGY กลุ่มเครื่องจักรกลและสิ่งประดิษฐ์ 16 ผลงาน กลุ่มระบบสารสนเทศและแอพพลิเคชั่น 8 ผลงาน และโซนที่ 5 CSR กิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม 7 ผลงาน