กรมส่งเสริมสหกรณ์เทงบ1พันล้าน ปล่อยกู้เกษตรกรดอกรายละ3หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329930

กรมส่งเสริมสหกรณ์เทงบ1พันล้าน ปล่อยกู้เกษตรกรดอกรายละ3หมื่น

กรมส่งเสริมสหกรณ์เทงบ1พันล้าน ปล่อยกู้เกษตรกรดอกรายละ3หมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561, 15.04 น.

“อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เทงบ1 พันล้านบาท ปล่อยกู้เกษตรกร ดอกเบี้ยต่ำ ต่อยอดการผลิตรายละ3 หมื่นบาททั่วประเทศ รองรับโครงการไทยนิยมฯดันสหกรณ์กว่า1.3 พันแห่ง เข้าสู่สังคมไร้เงินสด ซื้อขายผ่านบัตรโคออฟ ลดทุจริตเป็นศูนย์ จ่อเชื่อมระบบบัตรคนจน 11 ล้านคน จับมือธกส.ตั้งจุดเคียร์ริ้งเฮาส์ในตลาดนัดขายสินค้าจากเกษตรกร”

29 มี.ค.61 ที่สหกรณ์ลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มีเงินเหลือ 1 พันล้านบาท จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ สามารถนำไปรองรับโครงการอบรมอาชีพ จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อต่อยอดการผลิต โดยให้สหกรณ์การเกษตรกว่า 4 พันแห่งทั่วประเทศ กู้จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ1 และสหกรณ์ นำไปปล่อยกู้ ให้เกษตรกรสมาชิกร้อยละ 2 เป้ารายละ3 หมื่นบาท ซึ่งสหกรณ์ติดตามเงินกู้มีการนำไปทำผลผลิตจริง และให้สหกรณ์ไปรับซื้อผลผลิตกลับมาขาย แปรรูปเพิ่มมูลค่า เป็นการส่งเสริมอาชีพกระจายไปทั้งประเทศ

ทั้งนี้ สหกรณ์ลำพระเพลิง เป็นสหกรณ์ดีเด่นระดับภาคต้นแบบ จำลองให้สหกรณ์อื่นๆ ปรับตัวเอง นำผลรายได้ลงไปช่วยเพิ่มศักภาพการผลิตของสมาชิก ไม่มุ่งหวังกำไรมาก ได้นำผลผลิตปลอดสารจากเกษตรกรมาผลิตอาหารปลอดภัย ซึ่งสมาชิกเพาะปลูกพื้นที่แนวคลองระบบส่งน้ำจากเขื่อนลำพระเพลิง โดยปีนี้มีน้ำสำหรับการเพาะปลูกกว่า 77% เพียงพอทำนา โดยข้าวไรซ์เบอร์รี่ มีลักษณะเด่นด้านความหอม เกษตรกรนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ขณะนี้ สัดส่วนในตลาดสูง เช่น ข้าวสารไรซ์เบอร์รี่ หมี่โคราชพร้อมปรุง โดยได้ดึงมหาวิทยาลัยสุรนารี นำนวตกรรมมาช่วยพัฒนา ทำให้มีความครบวงจร ซึ่งหัวใจสหกรณ์ คือการดูแลสมาชิกมีความเข้มแข็ง

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ภายใน 3-4 ปีนี้ เน้นให้สหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ระดับอำเภอ 1.3 พันแห่ง ปรับตัวค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ เข้าสู่สังคมไร้เงินสด ต้องลดการจ่ายเงินสดให้มาก เพราะการรับเงินสดเป็นต้นเหตุทุจริต ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์ 300 แห่ง ได้เข้าระบบใช้ผ่านบัตรโคออฟ-เมมเบอร์ ความเสี่ยงทุจริตเป็นศูนย์ การซื้อขายใช้คิวอาร์โค้ด โดยได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย เปิดช่องธุรกรรมการเงินจำนวนมาก รวมทั้ง กำลังไปเชื่อมระบบกับบัตรคนจน 11 ล้านราย ไปหารือกับ ธกส. ตั้งรับบัตรจุดชำระเงินเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ ที่ตลาดนัดต่างๆ ขายผลผลิตจากเกษตรกร

ด้าน น.ส.สุมาลี ทองธีระ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ลำพระเพลิงจำกัด กล่าวว่า จัดหาเงินทุนพัฒนาอาชีพเกษตร บริการรถดำนา รถเกี่ยวข้าว โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ สมาชิกอยู่บนพื้นฐานพึ่งพาตนเอง ใช้พัฒนารายได้เกษตรกร โดยผลผลิตหลักของเกษตรกร คือ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย มีราคาดีขึ้น รวมทั้งได้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม มีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศมาช่วยเสริมรายได้

ขณะที่สมาชิกจำนวน 2.3 พันคน มีพื้นที่การเกษตร รับน้ำจากเขื่อนลำพระเพลิง ส่งน้ำเข้า 3 อำเภอ สังกัดกลุ่มอาชีพ เด่นๆ นวัตกรรมเศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงหมูบนบ่อแก๊สชีวภาพ รวมทั้งได้นำแนวพัฒนาเรียนรู้ พร้อมกับแนวคิดจากญี่ปุ่น มีมหาวิทยาลัยการพัฒนาบุคคลด้านสหกรณ์ มาใช้พัฒนาท้องถิ่น ในการปลูกพืชอินทรีย์ จะได้ราคาดีคัดพิเศษแบบออร์แกนิค ซึ่งขณะนี้ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้รับความนิยมเพราะมีความเด่น คือมีกลิ่นหอม ทำมาต่อเนื่อง 5 ปี เกิดความยั่งยืน จากที่เคยขาดทุน เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา จากการทุจริตกว่า 10 ล้านบาท กรรมการและสมาชิก ต่อสู้กันมา ไม่รับเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงทุกคนอยู่เพื่อสหกรณ์ ทางกรมมาช่วย ธกส.ให้สมาชิกู้ ทำตลาดกลาง ทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยเข้าสู่เทคโนโลยี ยกระดับสหกรณ์ 4.0 ใช้ผ่านบัตร ขายผ่านอีคอมเมิร์ช คาดว่า เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 20%

เกษตรฯเสริมทักษะ ผู้ตรวจสอบกิจการ เสริมแกร่งสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329750

x

เกษตรฯเสริมทักษะ ผู้ตรวจสอบกิจการ เสริมแกร่งสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า การตรวจสอบกิจการสหกรณ์ ถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ สามารถลดหรือป้องกันการเกิดข้อบกพร่องได้ ซึ่งจะส่งผลให้สหกรณ์มีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีความโปร่งใสและเป็นที่เชื่อถือศรัทธาต่อมวลสมาชิก ดังนั้น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้จัดให้มีการประชุมซักซ้อมผู้ตรวจสอบกิจการเรื่อง “ก้าวทันการตรวจสอบกิจการ” ขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้แก่ผู้ตรวจสอบกิจการ เกี่ยวกับมาตรฐานการบัญชีของสหกรณ์ เกณฑ์กำกับดูแลกิจการทางการเงินของสหกรณ์ ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน การควบคุมภายใน การรักษาความปลอดภัยด้านสารสนเทศ และการจัดทำรายงานการตรวจสอบกิจการสหกรณ์ โดยมีผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร ผู้ตรวจสอบกิจการขั้นพื้นฐาน จำนวน 105 คน เข้าร่วมประชุม

“จากการประชุมซักซ้อมนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ตรวจสอบกิจการที่จะได้นำความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานตรวจสอบกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สหกรณ์มีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีการพัฒนา เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ขานรับบัตร‘Co-Op Member Card’ ช่วยพัฒนาระบบธุรกรรม‘ง่าย-สะดวก’สมาชิกได้ประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329755

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ขานรับบัตร‘Co-Op Member Card’  ช่วยพัฒนาระบบธุรกรรม‘ง่าย-สะดวก’สมาชิกได้ประโยชน์

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ขานรับบัตร‘Co-Op Member Card’ ช่วยพัฒนาระบบธุรกรรม‘ง่าย-สะดวก’สมาชิกได้ประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภายหลังที่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำข้อตกลงกับธนาคารกรุงไทยในการพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการเงินให้สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเงินแบบไร้เงินสด โดยเชิญชวนให้สหกรณ์ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ พัฒนาระบบธุรกรรมทางการเงิน ด้วยการทำบัตรเงินสด e-Money หรือบัตรเติมเงินแทนการถือเงินสดให้กับสมาชิกสหกรณ์ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า Co-Op Member Card ซึ่งบัตรดังกล่าวจะใช้แทนเงินสด สหกรณ์สามารถโอนเงินกู้ เงินปันผลและจ่ายค่ารับซื้อผลผลิตจากสมาชิกได้ใส่ไว้ในบัตร และสมาชิกสามารถนำบัตรนี้ไปกดเงินสดได้ที่ตู้ ATM ของธนาคารทุกแห่ง ซึ่งการกดเงินจากตู้ ATM ดังกล่าว จะคิดค่าบริการอัตราเดียวกับ ATM ทั่วไป โดยธนาคารกรุงไทยจะคิดต้นทุนค่าบัตรเพียงใบละ 50 บาทใช้ได้ 5 ปี และไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี

นอกจากนี้ บัตรเงินสด Co-Op Member Card สมาชิกสหกรณ์สามารถนำบัตรดังกล่าวไปใช้ในการ ซื้อสินค้า เช่น ปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ และสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ร้านค้าของสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์สามารถบริหารเงินสดได้แบบ Online โดยไม่ต้องสำรองเงินสดจำนวนมากไว้ที่สหกรณ์และสามารถจ่ายค่าผลผลิตและเงินกู้ให้กับสมาชิกได้ทันท่วงที รวมทั้งสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ผ่าน KTB Corporate Online ซึ่งสมาชิกจะเกิดความสะดวกในการรับบริการจากสหกรณ์ ประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาที่สหกรณ์

นางสาวพนิตตา ทองเล็ก ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมศุลกากร จำกัด กรุงเทพมหานคร หนึ่งในผู้เข้าร่วมการประชุมรับฟังการชี้แจงความร่วมมือ ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการเงินสหกรณ์ระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ กับธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึงประโยชน์ของโครงการบัตรเงินสด  Co-Op Member Card ร่วมกับธนาคารกรุงไทยว่า โครงการนี้เป็นประโยชน์กับสมาชิกสหกรณ์ เป็นก้าวแรกของการพัฒนาระบบธุรกรรมทางการเงินสหกรณ์ในอนาคต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ซึ่งบัตรนี้เหมาะสำหรับให้บริการแก่สมาชิกที่อยู่ห่างไกลสหกรณ์และเดินทางไม่สะดวก เพราะเมื่อสหกรณ์โอนเงินเข้าบัตรเงินสด Co-Op Member Card แล้ว สมาชิกสามารถนำบัตรไปกดเงินกับตู้เอทีเอ็มได้ทุกธนาคาร ซึ่งเป็นความปลอดภัยทั้งกับสหกรณ์และสมาชิก สิ่งที่สหกรณ์และสมาชิกที่ได้รับประโยชน์ คือ 1.สหกรณ์ไม่ต้องมีต้นทุนสูงในการที่ทุกสัปดาห์ต้องนั่งรถไปเบิกเงินจากธนาคารมาหลายล้านบาทเพื่อมาจ่ายเงินกู้หรือเงินปันผลให้สมาชิก 2. ไม่ต้องเสี่ยงไปหิ้วเงินสดมาโดยจ้างตำรวจนั่งรถไปด้วย 3. ลดต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์

“ขอเสนอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนการพัฒนาระบบธุรกรรมการเงินในรูปแบบบัตรเงินสด Co-Op Member Card ให้กับสหกรณ์ 3 ประเภทคือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ร้านค้าและสหกรณ์บริการอย่างกว้างขวาง โครงการนี้เป็นประโยชน์จริงๆ เพราะสหกรณ์กับสมาชิกต้องมีการทำธุรกรรมซึ่งกันและกัน ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตขบวนการสหกรณ์จะร่วมกันพัฒนาระบบศูนย์กลางทางการเงิน เชื่อมโยงกันเหมือนในต่างประเทศที่มีการพัฒนาระบบการเงินและการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งมีชุมนุมสหกรณ์ของประเทศนั้นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน ซึ่งจะทำให้เงินทุกบาทหมุนเวียนอยู่ในระบบสหกรณ์” ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมศุลกากร จำกัด กล่าว

นายกฤษณา สร้อยแสง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตนบุรี จำกัด จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ร่วมโครงการกล่าวว่า ขณะนี้มีสมาชิกที่ทำบัตรเงินสด Co-Op Member Card มีจำนวน 2,000 คน ซึ่งสหกรณ์ได้เริ่มทำตั้งแต่ ปี 58 แต่ช่วงเริ่มต้นเมื่อ 3 ปีก่อน อาจจะมีสมาชิกสนใจเข้าร่วมไม่มากนัก แต่เมื่อกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาร่วมกับทางกรุงไทยทำโครงการนี้ขึ้น และมีการประชุมเพื่อนำเสนอรายละเอียดและประโยชน์ต่างๆ ทำให้สหกรณ์มีความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการนี้อย่างจริงจัง โดยสหกรณ์จะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจและชี้ให้เห็นประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับ เพราะว่าอยากให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งสหกรณ์ได้ทำแผนในการส่งเสริมการใช้บัตรเงินสดให้กับสมาชิกว่า สมาชิกที่ทำบัตรกันแล้ว 2,000 ราย จะต้องนำบัตรนี้มาใช้ในการทำธุรกรรมการเงินไม่น้อยกว่า 50% เพราะสหกรณ์ต้องการลดความเสี่ยงในเรื่องของความปลอดภัยในการขนเงินสด เงินขาดประจำวัน เงินเก็บเกินบัญชีและเรื่องการทุจริตเงินของเจ้าหน้าที่ สหกรณ์มองเห็นโอกาสและประโยชน์มากมายจากการใช้บัตรเงินสด Co-Op Member Card นี้ ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจเพื่อให้สมาชิกให้ความร่วมมือและสมัครใจทำบัตรเงินสดกับสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น

“นอกเหนือจากสหกรณ์ลดความเสี่ยงในการเบิกถอนเงินสดจำนวนมาก มาไว้ที่สหกรณ์แล้ว ประโยชน์ที่จะเกิดกับสมาชิก คือ สมาชิกไม่ต้องเป็นภาระในเรื่องของการพกเงินสดจำนวนมากไว้กับตัว เพื่อนำมาชำระหนี้หรือซื้อสินค้าจากสหกรณ์ เพียงแค่นำบัตรเงินสดเพียงใบเดียวก็สามารถมาชำระหนี้ หรือซื้อปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยาปราบศัตรูพืช น้ำมันเชื้อเพลิง และชำระค่าสินค้าอุปโภค-บริโภคกับสหกรณ์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินสด สามารถตรวจสอบยอดซื้อขายผ่าน Online ได้ทันที เหมือนการเป็นสมาชิกที่ใช้บริการกับห้างค้าปลีกทั่วไป นอกจากนี้ รายได้จากการที่สมาชิกนำข้าวเปลือกมาขายให้สหกรณ์ สหกรณ์ก็จะชำระค่าผลผลิตโดยการเติมเงินใส่ไว้ในบัตรให้เขา และเขาก็นำไปกดเงินสดออกจากบัตรได้ตามปกติ ประโยชน์ของสหกรณ์อีกประการหนึ่ง คือ ไม่ต้องจ้างตำรวจมาเฝ้าและไปขนเงินที่เบิกจากธนาคารมาให้ ไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่มานั่งนับเงินสด ซึ่งทำให้เสียเวลาและจำนวนบุคลากร สามารถไปปฏิบัติงานด้านอื่นที่สำคัญได้อีกหลากหลาย โดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เกษตรกรจะนำข้าวเปลือกมาขายที่สหกรณ์จำนวนมาก แต่เราไม่ต้องไปเบิกเงินสดมาเก็บไว้ เพราะใช้วิธีโอนเงินค่าข้าวผ่านทางบัตรเงินสดให้กับสมาชิกแต่ละราย เจ้าหน้าที่สหกรณ์เพียงแค่มาเช็คเงินว่าเข้าระบบหรือยัง ทำให้มีความสะดวกรวดเร็วและไม่ต้องเป็นภาระในการเก็บเงินสดจำนวนมากไว้ที่สหกรณ์ ซึ่งโครงการนี้ นับว่ามีประโยชน์เยอะมากถ้ามองดีๆ” ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตนบุรี จำกัด กล่าว

แตกใบอ่อน : ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329753

807934531

แตกใบอ่อน : ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันอังคารที่ผ่านมา ได้ยินท่านเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม “สราวุธ เบญจกุล” ออกมาชี้แจงกรณีโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการและข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งกำลังถูกภาคประชาชนใน จ.เชียงใหม่ และเครือข่ายด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและหนักมาก จนถึงออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการอยู่ในขณะนี้ ซึ่ง คุณสราวุธ ท่านได้ชี้แจงเอาไว้พอสรุปได้ดังนี้ครับ

ประเด็นแรก โครงการก่อสร้างบ้านพักดังกล่าว ไม่ได้มีปัญหาเรื่องความชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการได้มาซึ่งที่ดินผืนที่กำลังเกิดปัญหา เป็นการได้มาอย่างถูกต้องตามกระบวนการทั้งหมด พร้อมกับยืนยันว่า ศาลยุติธรรมในฐานะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ได้ดำเนินการให้ถูกต้อง ทุกคนอยู่ในสังคมภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีใครได้สิทธิพิเศษ ศาลยุติธรรมก็ไม่มีสิทธิพิเศษ ดังนั้นศาลก็พร้อมที่จะเคารพกฎหมายทุกประการ

ประเด็นที่สอง ขณะนี้การก่อสร้างใกล้จะเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้ คือ เหลืออีกประมาณ 2 เดือนเศษ ก็จะต้องมีการส่งมอบงาน ซึ่งโครงการนี้มีงบประมาณที่ถูกใช้ไปมากพอสมควร

ประเด็นที่สาม การเข้ามาอยู่ในพื้นที่นี้ ไม่ได้มีเจตนาเข้าไปเพื่อทำลายสิ่งแวดล้อม หรือทำให้เกิดความเสียหายกับธรรมชาติ รวมทั้งยังมั่นใจว่าสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและช่วยดูแลพื้นที่ป่าบริเวณใกล้เคียงได้

ฟังตามที่คุณสราวุฒิชี้แจงมา ผมเชื่อว่า “ไม่มีใคร” คิดจะโต้แย้ง หรือไม่เชื่อสิ่งที่ท่านพูดออกมา แม้แต่ในกลุ่มภาคประชาชนในเชียงใหม่ที่คัดค้านเรื่องนี้ ซึ่งปัจจุบันเขารวมตัวกันเป็น“ภาคีเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” ผมก็เชื่อว่า ไม่มีใคร “ไม่เชื่อ” ตามที่ท่านพูด

เพราะปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ “กฎหมาย” หรือการตั้งแง่คิดเอาเองว่า ข้าราชการตุลาการทุกท่านที่ได้เข้าไปอาศัยในโครงการ จะมีจิตใจหรือมีเจตนาต้องการทำลายสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใดไม่

สิ่งที่ถือว่าเป็นปัญหาของเรื่องนี้ คือ ปัญหาเรื่อง “ความเหมาะสม” ของสถานที่ก่อสร้างต่างหาก

จากข้อมูลของ “ภาคีเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” เขาบอกว่า พื้นที่ตรงบริเวณนั้น นอกจากจะเป็นตั้งอยู่บริเวณแนวลาดชันของภูเขาแล้ว ยังเป็นพื้นที่มีป่าเต็งรังขึ้นอยู่ล้อมรอบ ซึ่งโดยธรรมชาติของป่าชนิดนี้ต้องอาศัย “ไฟป่า” ในการผลัดป่าเพื่อให้ตัวเองสามารถดำรงอยู่ได้ โดยไฟป่าจะทำหน้าที่เป็นตัวจัดการโครงสร้างป่าและคัดเลือกพันธุ์ไม้

ทีนี้ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า การที่แนวก่อสร้างโครงการบ้านพักได้ยื่นเข้าไปในป่าเต็งรัง และมีแนวเขตติดกับป่าชนิดที่ว่า “ประชิด” ติดกันแบบพอดิบพอดี แล้วทีนี้พอถึงฤดูไฟป่าจะทำอย่างไร ต้องมีการถางป่าเพิ่มออกไปเพื่อทำแนวกันไฟอีกหรือไม่

เพราะถ้าไม่ถางป่าสร้างแนวกันไฟออกไป โครงการทั้งโครงการก็ย่อมมีความ “เสี่ยง” จะถูกไฟป่าเข้ามาเล่นงานเอาได้ง่ายๆ

นั่นจึงเท่ากับว่าในอนาคต คนเชียงใหม่จะต้องสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรอบไปอีกหรือไม่

ดังนั้นปมเงื่อนของปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องความถูกผิด ไม่ใช่เรื่องรักหรือไม่รักธรรมชาติ และไม่ใช่เรื่องการ “ปลูกป่า” แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการและความเหมาะสมของพื้นที่ล้วนๆ

และนี่ก็ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นเรื่อง “ทัศนียภาพ” ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้สึก และเรื่องของ “ใจ” ชาวบ้านในเชียงใหม่อีกนะครับ

แต่ครั้นจะมาบีบบังคับให้ศาลยกเลิกโครงการหรือรื้อบ้านทิ้งไปเลย โดยส่วนตัวของผมเองก็ยังคิดว่า ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีสักเท่าไร เพราะไม่ได้หมายความว่าเป็นการละลายเงินพันกว่าล้านทิ้งไปเฉยๆ เท่านั้น แต่ยังหมายอาจหมายถึงการต้องหาเงินอีกพันกว่าล้านมาสร้างโครงการทดแทนอีก

น่าเห็นใจทั้ง 2 ฝ่ายครับ

และทางออกก็คงมีอยู่ทางเดียว คือ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อพูดคุยหา “จุดตรงกลาง” ในการจัดการปัญหาทั้งที่จะเกิดขึ้นตรงหน้าในปัจจุบัน และการป้องกันปัญหาที่จะตามมาในอนาคต เพื่อให้เกิดความสูญเสียและกระทบกระทั่งกันให้น้อยที่สุด

ขอเอาใจช่วยนะครับ

มะลิลา

เปิดบริการระบบ‘CORN DOAE’ เชื่อมโยงข้อมูลการปลูก-รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329751

x

เปิดบริการระบบ‘CORN DOAE’ เชื่อมโยงข้อมูลการปลูก-รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านออนไลน์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“กรมส่งเสริมการเกษตร” เปิดระบบ “CORN DOAE” เชื่อมโยงข้อมูลการปลูก–รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ระหว่างเกษตรกรและผู้รับซื้อผ่านระบบออนไลน์ แนะผู้รับซื้อเร่งบันทึกข้อมูลเข้าระบบ ด้านเกษตรกรเร่งปรับปรุง ทบก.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้จนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รอบแรกของปี 2561 กสก. จึงสร้างระบบบริการข้อมูลผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (CORN DOAE) ขึ้น ที่เว็บไซต์ http://corn.doae.go.th จากการหารือร่วมกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและสมาคมการค้าพืชไร่ เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวเน้นการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการผลิตและรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างเกษตรกรและผู้รับซื้อผ่านฐานข้อมูลของ กสก. เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ถึงระดับพื้นที่ และแก้ปัญหาการส่งออกเนื้อสัตว์อันเป็นผลจากการไม่ผ่านมาตรฐาน GAP ในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งเพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด

จึงขอเชิญชวนผู้ที่ต้องการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร ผ่านระบบบริการข้อมูลผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (CORN DOAE) ลงทะเบียนเป็นผู้รับซื้อ โดยสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและสมาคมการค้าพืชไร่ส่งรายชื่อสมาชิกที่ต้องการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มายัง กสก. เพื่อขอรหัสผ่านสำหรับการลงทะเบียนต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและผู้รับซื้อมาแจ้งลงทะเบียนในระบบแล้ว 17 ราย

ด้านเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในรอบการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2560/61 ทุกท่าน ขอให้เร่งทำการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรโดยแจ้งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระบบ ทบก. โดยเร็ว ระบบ ทบก. จะส่งต่อข้อมูลการปลูกไปยังระบบ CORN DOAE โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ซื้อทราบเวลาเก็บเกี่ยวและปริมาณผลผลิต และติดต่อขอรับซื้อได้ทันที ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แจ้งปรับปรุงทะเบียนในระบบ ทบก. แล้วกว่า 200,000 ครัวเรือน

สภาเกษตรกรฯร่วมปราบยาเสพติด จับมือปปส.ดันเครือข่ายเกษตรกรอาสาสกัดปัญหาลามชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329752

x

สภาเกษตรกรฯร่วมปราบยาเสพติด จับมือปปส.ดันเครือข่ายเกษตรกรอาสาสกัดปัญหาลามชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.สมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ (สกช.) ว่าด้วยความร่วมมือในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเพื่อสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนมั่นคงปลอดภัยยาเสพติด สภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานเครือข่ายเกษตรกรอาสาพัฒนาประชารัฐระดับหมู่บ้านและชุมชนปี 2561 ต่อยอดร่วมในการทำความเข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างวันที่ 22-23 มีนาคม 2561 ณ โรงแรมรามาการ์เดนส์ กรุงเทพฯ โดยมีสาระสำคัญคือ เพื่อประสานความร่วมมือดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านและชุมชน, ให้ความรู้โทษภัยยาเสพติดแก่เกษตรกร, พัฒนาเกษตรกรเป็นแกนนำเฝ้าระวัง ป้องกันปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน, มีส่วนร่วมในการชักชวน แนะนำ เข้าสู่กระบวนการบำบัดและช่วยเหลือเยียวยาหลังบำบัด, และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและประชาสัมพันธ์นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนหมู่บ้าน โดยสภาเกษตรกรจังหวัดแต่ละจังหวัดจะเลือกพื้นที่เป้าหมายเพื่อทำงานร่วมกับ ป.ป.ส.ภาคทั้ง 9 ภาค ตั้งแต่เดือนเมษายน – กันยายน 2561 ประเมินและรายงานผล เพื่อเป็นข้อมูลและโมเดลที่จะดำเนินโครงการขยายผลต่อไปในปี 2562

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ป.ป.ส.ได้เผยถึงสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยพบว่ายังมีความรุนแรง ซึ่งรัฐบาลได้ยกระดับเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศในแผนพัฒนาชาติ 20 ปี ความรุนแรงของปัญหายาเสพติดยังอยู่ในกลุ่มเด็กเยาวชนอายุต่ำกว่า 24 ปี พบว่าเด็กกลุ่มนี้ 45% ถูกจับกุมคดียาเสพติด และ 75% เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมได้จะกลายเป็นปัญหาอย่างมากกับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต สภาเกษตรกรฯมีเครือข่ายเกษตรกรทุกหมู่บ้านจะให้ความร่วมมือกับปปส.แต่ขอเน้นย้ำว่าสภาฯไม่ได้เข้าไปช่วยในเรื่องของการชี้เบาะแสหรือการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด แต่เครือข่ายเกษตรกรจะช่วยเรื่องของการป้องกัน รณรงค์ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ชุมชนตระหนักถึงพิษภัยยาเสพติดและสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้บุตรหลานของเกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่ได้ตระหนักถึงพิษภัยและไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หากสามารถนำพาให้เด็กเยาวชน บุตรหลาน สนใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในหมู่บ้าน/ชุมชนเพิ่มขึ้น เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืน

คุมเข้มทุเรียนส่งออก เกษตรฯเฝ้าระวังปัญหาศัตรูพืชควบคุม-สารพิษตกค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329473

x

คุมเข้มทุเรียนส่งออก เกษตรฯเฝ้าระวังปัญหาศัตรูพืชควบคุม-สารพิษตกค้าง

วันพุธ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้เป็นประธานการประชุมเรื่องการส่งออกทุเรียนไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดโดยกรมวิชาการเกษตร โดยได้กำชับให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนรักษาจุดแข็งคงคุณภาพของผลไม้ มีจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ เพื่อที่จะให้ห่วงโซ่ของเรื่องนี้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่วางเอาไว้

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปจีนคิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 1,500 ล้าน ขณะที่ในปีนี้ กรมวิชาการเกษตร ต้องการให้รักษาภาพที่ดีในเรื่องของมูลค่าการส่งออกเช่นนี้ไว้ โดยกรมวิชาการเกษตรจะเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะส่งออกทุเรียนไปจีนให้เป็นไปด้วยความราบรื่น โดยเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชตามมาตรฐานสากลหากเราดำเนินการตามกฎ ระเบียบ อย่างถูกต้อง ประเทศไทยก็จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น โดยในช่วงที่ผลผลิตทุเรียนกำลังจะออกสู่ตลาดจีนในไม่ช้านี้ ขอความร่วมมือเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุและผู้ประกอบการส่งออกได้เข้มงวดในทุกขั้นตอน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาศัตรูพืชควบคุม สารพิษตกค้าง เชื้อรา ฯลฯ ที่จะติดไปกับผลทุเรียนที่จะส่งออกไปจีน ซึ่งสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรจะส่งเจ้าหน้าที่จากด่านตรวจพืชลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการในช่วงเวลานี้ด้วย รวมทั้ง กรมวิชาการเกษตรยังมีด่านตรวจพืชที่จะทำหน้าที่นี้อย่างเข้มงวด ก่อนที่จะอนุญาตให้ทุเรียนในแต่ละลอตส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน

นายสุรเดช ปัจฉิมกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี (สวพ.6) กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวพ.6 เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้การรับรองมาตรฐานเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP และรับรองคุณภาพและมาตรฐานตามระบบการผลิตที่ดี หรือ GMP ทั้ง 2 มาตรฐานนี้ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการจะต้องได้รับหากมีความประสงค์จะส่งผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยที่กรมวิชาการเกษตรมีระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดก่อนให้การรับรอง และขอให้เกษตรกรและผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะได้รับการรับรองติดต่อไปยัง สวพ. 6 เพื่อขอรับการรับรองต่อไป

พด.เร่งเคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน ผ่านกิจกรรมหลัก‘อนุรักษ์ดิน-น้ำ’สร้างรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329476

พด.เร่งเคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน ผ่านกิจกรรมหลัก‘อนุรักษ์ดิน-น้ำ’สร้างรายได้เกษตรกร

พด.เร่งเคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน ผ่านกิจกรรมหลัก‘อนุรักษ์ดิน-น้ำ’สร้างรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางพร้อมด้วย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปยังกรมพัฒนาที่ดินเพื่อตรวจเยี่ยม และประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนการดำเนินงานการตลาดนำการผลิต และโครงการไทยนิยมยั่งยืนของกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการบริหารงานด้านการเกษตรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งด้านข้อมูล การผลิตการตลาด เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดความเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาภาคเกษตรกรรมของไทยสู่การเป็นภาคเกษตรชั้นนำของโลก โดยใช้การตลาดนำการผลิต และให้การบริหารจัดการสินค้าเกษตรเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพด้านทั้งราคาและการตลาด

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการไทยนิยมยั่งยืน ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกิจกรรมฝึกอบรมหลักสูตร ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรได้มีการวางแผนการใช้ที่ดิน และการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรอย่างเหมาะสม ตามสภาพของดินและการใช้ประโยชน์ ที่ดินสอดคล้องกับมาตรการโครงการรองรับการพัฒนาคุณภาพชีวิต มิติที่ 2 การฝึกอบรมอาชีพและการศึกษา และให้เกษตรกรกว่า 9,600 ราย ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่ดิน การพัฒนาที่ดินเพื่อทำการเกษตรอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

2.โครงการสร้างฝายชะลอน้ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 1,097 แห่ง ใน45 จังหวัด ซึ่งการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำนั้น กรมพัฒนาที่ดิน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับฝายมาประยุกต์ใช้ และพัฒนารูปแบบ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ทรัพยากรดินและน้ำในบริเวณพื้นที่ดำเนินโครงการ ให้มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งเพื่อการทำเกษตรกรรม ลดปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะคัดเลือกพื้นที่ภายใต้เขตพัฒนาที่ดิน ที่มีศักยภาพในการพัฒนาและอยู่นอกเขตป่าไม้ และมีการชี้แจงเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่โดยรอบเกี่ยวกับการใช้น้ำเพื่อการเกษตร การหยุดทำลายป่าไม้ ให้มีความรู้สึกรักหวงแหนและเต็มใจที่จะช่วยกันรักษาธรรมชาติให้เกิดความสมดุลต่อไป

3.โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวเพื่อผลิตสินค้าเกษตรอื่นที่เหมาะสม กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการผ่านกิจกรรมการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตพืชในพื้นที่ไม่เหมาะสม(N) ไปทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ไม่เหมาะสมแทนการปลูกข้าว ภายใต้นโยบายการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก(Agri-Map) ที่ใช้เป็นแผนที่สำหรับบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การเพาะปลูก ผลผลิตรายจังหวัด ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งพื้นที่ ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวได้รับการปรับเปลี่ยนไปเป็นพืชที่เหมาะสม และเกษตรกรเจ้าของพื้นที่มีรายได้ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการปรับเปลี่ยนไปผลิตพืชอื่นที่เหมาะสม สามารถกำหนดแนวทางการเพาะปลูกพืชอายุสั้นที่ได้ผลผลิตเร็วได้ด้วยตนเอง รวมถึงลดซัพพลายส่วนเกินจากตลาดที่เป็นผลให้ผลผลิตข้าวมีราคาตกต่ำและไม่มีคุณภาพ ซึ่งเป้าหมายเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 860 ราย ใน 13 จังหวัด และลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม 6,832 ไร่

ส่องเกษตร : พิษสุนัขบ้า เขย่าเก้าอี้อธิบดีปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329469

449007

ส่องเกษตร : พิษสุนัขบ้า เขย่าเก้าอี้อธิบดีปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า ดูจะขยายบานปลายเกินคาด ก่อผลสะเทือนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในกรมปศุสัตว์ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมป้องกันและขจัดโรคพิษสุนัขบ้าเอง

การกลับมาแพร่ระบาดรุนแรงในปีนี้ชัดเจนว่า มีสาเหตุสำคัญเกี่ยวพันกับเรื่อง “วัคซีน” ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั้งกรณีที่ผมเขียนไปก่อนหน้านี้คือ การที่ไม่ได้มีการฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยงหมา แมว อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพพอโดยเฉพาะจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเนื่องจาก “ขยาด” ต่อการที่ถูกสตง.ตรวจสอบท้วงติงเรื่องใช้งบฯจัดซื้อวัคซีน แต่เรื่องนี้ก็ได้แก้ไขจบไปแล้ว ขณะที่ยังมีปัญหาเพิ่มเติมว่า วัคซีนที่ฉีดให้สัตว์เลี้ยงนั้น“ด้อยคุณภาพ”หรือเปล่า ร่วมถึงมีปัญหา“วัคซีนปลอม” หรือไม่

ผนวกกับมีข่าว“ปูด”ออกมาว่ามีภริยาอดีตผู้บริหารระดับสูงกรมปสุสัตว์ ตั้งบริษัทนำเข้าวัคซีน มาขายให้กรมปศุสัตว์ โดยดำเนินการมายาวนานหลายสิบปี จึงเกิดคำถามขึ้นทั้งเรื่อง“ผลประโยชน์ทับซ้อน”และเรื่องตัววัคซีนที่ขายให้มีคุณภาพที่ถูกต้องหรือไม่ และช่วยเหลือเกื้อหนุนอะไรกันหรือไม่

เดิมทีเมื่อเรื่องนี้ปูดขึ้นมา นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ได้สอบถามแล้ว ก็ยุติเรื่อง ไม่ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนใดๆ อ้างว่าด้วยผู้บริหารดังกล่าวออกจากกรมปศุสัตว์ไปแล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ อีก จึงไม่จำเป็นต้องสอบสวนย้อนหลัง เนื่องจากเคยมีการสอบสวนไปก่อนหน้านี้ซึ่งเห็นว่าไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ รวมถึงวัคซีนที่ซื้อในช่วงนั้น ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

การไม่เอาเรื่องดังกล่าว ก่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางลบจากสังคมมาก จนนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯต้อง“หักหน้า”รมช.ลักษณ์ ด้วยการสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบข้อเท็จจริงเสียเอง ลงนามคำสั่งเมื่อ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยให้เวลาสอบ 30 วัน ตั้ง 4 ประเด็นสอบ คือ 1.กรณีครอบครัวข้าราชการสังกัดกระทรวง เกษตรฯค้าขายวัคซีนให้กรมปศุสัตว์เป็นเวลาหลายสิบปี 2.กรณีมีการนำวัคซีนที่ไม่มีคุณภาพไปฉีดให้สัตว์ 3.ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และ 4.ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายนี้

ทันทีที่รมว.เกษตรฯสั่งตั้งกรรมการสอบดังกล่าว ก็เกิดกระแสข่าวลือสะพัดว่า นายสัตวแพทย์(น.สพ.)อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ขอย้ายตัวเองพ้นตำแหน่ง โดยรมว.กฤษฎาก็เห็นชอบด้วยและจะตั้งนายสรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯมาเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์แทน โดยสลับให้ น.สพ.อภัยไปเป็นผู้ตรวจฯ

แต่ต่อมาทั้งน.สพ.อภัยและรมว.กฤษภา ต่างออกมาออกมาสยบข่าวลือดังกล่าว ปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง

สำหรับภริยาอดีตผู้บริหารกรมปศุสัตว์ตามข่าวนั้น เป็นที่เปิดเผยกันคือ ภริยานายไพโรจน์ เฮงแสงชัย อดีตรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ซึ่งเรื่องตั้งบริษัทขายวัคซีนให้กรมปศุสัตว์นั้น น.สพ.อภัยยอมรับว่า รับทราบมานาน ไม่เคยทักท้วงปัญหาจริยธรรมหรือเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะช่วงนั้นนายไพโรจน์เป็นข้าราชการทั่วไป ยังไม่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งระดับบริหาร และบริษัทที่ชนะประมูลขายวัคซีนก็เป็นไปตามระเบียบพัสดุจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งยึดหลักพิจารณาด้านราคาเป็นที่ตั้ง จนต่อมาเมื่อนายไพโรจน์ขึ้นเป็นรองอธิบดี จึงได้ขึ้นบัญชีดำห้ามบริษัทภริยามาประมูลขายวัคซีนอีก

นี่ก็เป็นเรื่องทั้งหมดที่ประมวลตามข่าวและเมื่อรมว.กฤษฎาตั้งกรรมการสอบแล้ว ผลจะผิดจะถูกอย่างไร ก็ต้องรอดูกันต่อไป แต่ขณะเดียวกันเรื่องที่ผมได้ยินมาเพิ่มเติมว่า งานนี้ ดูจะเป็นการจงใจปล่อยข่าว“เลื่อยเก้าอี้อธิบดีกรมปศุสัตว์”โดยเฉพาะอีกด้วย

ในความเป็นจริง เรื่องภริยานายไพโรจน์ตั้งบริษัทขายวัคซีนให้กรมปศุสัตว์ เคยถูกตั้งกรรมการสอบดังที่รมช.ลักษณ์ว่าไว้ และแม้ไม่พบว่าผิด แต่รมว.เกษตรฯตอนนั้นคือพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็ได้ย้ายนายไพโรจน์พ้นกรมปศุสัตว์ไปเป็นรองอธิบดีกรมหม่อนไหม โดยมีข่าวว่า ครั้งนั้นเป็นฝีมือ “เลื่อย” ของที่ปรึกษาที่เคยเป็นใหญ่ในกรมปศุสัตว์และเคยขึ้นเป็นเบอร์ 1 กระทรวงมาแล้วด้วย หวังดันคนของตัวเองขึ้นมาคุมกรมปศุสัตว์แทน เพราะเป็นที่รู้กันว่า นายไพโรจน์นั้น เป็นคนสนิทคนหนึ่งของน.สพ.อภัย เมื่อมีเรื่องอื้อฉาวนี้เกิดขึ้นย่อมส่งผลถึงเก้าอี้“อธิบดี”ได้

ครั้งก่อนอธิบดี“อภัย”รอดมาได้ แต่ครั้งนี้ เมื่อโรคพิษสุนัขบ้าระบาดหนัก จะรอดได้อีกหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป

เปิดรับสมัครเกษตรกร-ผู้สนใจ ฝึกอาชีพเกษตร1วันทำได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329470

x

เปิดรับสมัครเกษตรกร-ผู้สนใจ ฝึกอาชีพเกษตร1วันทำได้จริง

วันพุธ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปี 2561 อยู่ในห้วงเวลาครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดกิจกรรมขึ้นหลากหลายกิจกรรม หนึ่งในนั้นคือกิจกรรม “สร้างอาชีพ

ด้านการเกษตร 50 ศูนย์ 50 อาชีพ” ซึ่งกำหนดให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ทั้ง 50 ศูนย์ ของกรมส่งเสริมการเกษตร จัดอบรมระยะสั้นให้แก่บุคคลทั่วไป โดยเริ่มเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าฝึกอาชีพด้านการเกษตรโดยไม่มีค่าใช้จ่าย(จำนวนจำกัด) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปแต่ละศูนย์ จะจัดอบรมหลักสูตรฝึกอาชีพด้านการเกษตรที่แตกต่างกัน ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบหลักสูตรที่เหมาะสม ตรงตามความต้องการ และใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชนสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ ได้ที่ http://register.doae.go.th หรือสมัครด้วยตนเองที่ศูนย์ ในพื้นที่ 36 จังหวัด ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการฝึกอาชีพด้านการเกษตร ตั้งแต่วันที่ 2-11 เมษายน 2561 พร้อมกันทุกศูนย์ ทั่วประเทศ ซึ่งฝึกสอนโดยผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะในแต่ละหลักสูตร รับรองความสามารถของผู้เข้าอบรมอันจะนำไปประกอบอาชีพได้จริงในอนาคต

อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรม “สร้างอาชีพด้านการเกษตร 50 ศูนย์ 50 อาชีพ” ที่จะจัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อให้ความรู้ด้านการเกษตรและการแปรรูป โดยการอบรม สาธิต ฝึกการปฏิบัติ และฝึกทักษะให้
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ นำไปสู่การลดรายจ่าย และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ หลักสูตรด้านการเพาะปลูก อาทิ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบเศรษฐกิจพอเพียง การปลูกอโวคาโด หลักสูตรด้านการแปรรูป อาทิ การแปรรูปไม้ไผ่เพื่อเพิ่มมูลค่า อบรมเทคโนโลยีการผลิตการแปรรูปและใช้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร หลักสูตรด้านการเลี้ยงแมลง อาทิ การเลี้ยงจิ้งหรีด การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ หลักสูตรด้านการป้องกันศัตรูพืช อาทิ การพัฒนาศักยภาพการป้องกันกำจัดศัตรูพืช การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรด้านอารักขาพืช และหลักสูตรอื่นอีกจำนวนมาก โดยผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดและสมัครได้ที่ http://register.doae.go.th หรือสอบถามเพิ่มเติมและสมัครด้วยตนเองที่ 50 ศูนย์ดังกล่าว