เกษตรบูรณาการ : ไทยนิยม ยั่งยืนแต่ ผู้บริหาร ไม่ยืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330518

เกษตรบูรณาการ : ไทยนิยม ยั่งยืนแต่ ผู้บริหาร ไม่ยืนยาว

เกษตรบูรณาการ : ไทยนิยม ยั่งยืนแต่ ผู้บริหาร ไม่ยืนยาว

วันจันทร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำพาของพระยา “กฤษฎา บุญราช” รมว.เกษตรและสหกรณ์ วันนี้ต้องบอกว่า  เดินหน้าเต็มสูบ ในเรื่องการชี้แจง นโยบาย ซึ่งต้องบอกว่า ปาเข้าไป 4 เดือน ที่บอกว่า หากคบ 3 เดือนที่นั่งเป็นพระยา งานด้านการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย จะไม่หลงยุคอีกต่อไป แต่ถึงวันนี้ต้องบอกว่าสินค้าเกษตร ที่ท่านถนัดนัก อย่างเรื่องยางพารา อย่างเดียว แทบไม่มีอะไรคืบหน้า ซึ่งผลงานเด่นที่เห็นเป็นประจักษ์ เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4 ที่มีผลงานเด่นชัดเรื่องยางว่าตรงๆ มีอยู่เรื่องเดียวคือการปลดผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมกับ ความหวังครั้งใหม่ที่ท่านประกาศต่อชาวประชาว่าจากนี้ไป เมื่อปลดผู้ว่าฯ ราคายางพารา จะดีดตัวสูงขึ้นไปถึง 60 บาท ต่อกิโลกรัม นั้น ต้องบอกว่าหนังม้วนนี้ต้องมองกันยาวๆ ว่า หากไม่ขึ้นดังที่เจ้าพระยาลั่นวาจา ออเจ้าจะมีอะไร ต่อไปรึ

มาอีกเรื่องที่เห็นเด่นชัดของการเดินหน้างานกระทรวงเกษตรฯ นั้นคือเรื่องการเดินสาย ชี้แจง ชี้แจง และก็ชี้แจงของรัฐมนตรี นั้นคือ เรื่องของรายละเอียดโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ว่ากันว่า งานนี้ ท่านพระยา ลงมือชี้แจงเองกับปาก ท่านบอกว่า ต้องซักซ้อมความเข้าใจให้ถ่องแท้ ให้ข้าราชการ เข้าใจตรงกัน ว่างานการพัฒนาตามโครงการ ที่ว่ามีอะไรกันบ้างงานนี้จำเป็นต้องซักซ้อม ทุกอย่างมันไม่เหมือนการแต่งงานวันแรกที่ไม่ต้องซ้อมได้เลย  แหม อธิบายซะเห็นภาพ

ว่ากันว่า งานนี้ มีวงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งรอบแรกได้เปิดเวทีปรับทุกข์ ผูกมิตร สำรวจความต้องการได้มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมทุกโครงการจำนวนมากในทุกพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยขึ้นทะเบียนยากจน 3.9 ล้านราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 โดยคาดว่าโครงการนี้จะเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนทุกชุมชนทั่วประเทศ 4.6 แสนล้านบาท ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯประกอบด้วยแผนงานที่ 1 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร จำนวน 20 โครงการ เช่น 1. โครงการสร้างฝายชะลอน้ำและจัดหาแหล่งน้ำชุมชน โดยกรมพัฒนาที่ดินพื้นที่ดำเนินการ 46 จังหวัดและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พื้นที่ดำเนินการจังหวัด 27 จังหวัด งบประมาณ 124 ล้านบาท

ที่สำคัญไปกว่านั้นท่านเองเข้าใจเข้าถึงเรื่องของความจน เพราะชีวิตไม่ได้โรยด้วยกุหลาบ จะมีกางเกงขายาวใส่ได้ ก็ต้องเก็บหอมรอมริบ จนมาเรียนรามคำแหงปี 2 ถึงมีเงินซื้อกางเกงขาวยาวใส่สักตัว ซึ่งทุกวันพระวันโกนต้องมารับดอกไม้ ที่ปากคลองตลาด พูดแล้วกว่าจะได้ดีมาเป็นรัฐมนตรี ทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อมาเป็นข้าราชการต้องทำดี และต้องเข้าถึงประชาชนให้ได้ ต้องบอกว่าเรื่องจริงยิ่งกว่าละครหลังข่าว ยังไงสู้กันต่อไปครับท่านรัฐมนตรี เผื่ออะไรดีขึ้น

ยังไง ลำบากลำบนขนาดนี้ลองปรึกษา ท่านรมช.วิวัฒน์ ศัลยกำธร เผื่อมีทางออกเพราะท่านถนัดเรื่องพอเพียง เพราะตอนนี้กำลังเดินสายขอเงิน ดึงงบหาคนมาอบรมใน ศูนย์อบรมเครือข่ายของท่านไม่รู้ออเจ้าเห็นเป็นเช่นไร แต่ที่แน่ๆ  ชีวิตอาจดีขึ้น เพราะข้าราชการ หลายคนบอกว่า….โคตรดี ว่าแต่ว่าอธิบายอย่างไง ในที่ประชุมข้าราชการระดับสูงถามผู้บริหารโดยเฉพาะเพราะเห็นมีคนเล่าว่า ท่านรมว. ถามตัวแทนจากกรมหม่อนไหม และการยางแห่งประเทศไทย บอกตรงกันว่า ไม่เข้าใจทำอะไรก็ตอบไม่ได้  เห็นบอกว่างานนี้ท่านรมว. ถึงกับความดันขึ้นจาก 93 เป็น 200 ยังไงหละคราวนี้ งานนี้ว่ากันว่าอาจมีเด้งดึ๋ง ของผู้บริหารหลายกรม ยังไงสู้ๆขอรับท่านแต่ที่แน่ๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ทราบยังไง ท่านรองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แอบย่องมาดูพฤติกรรมของ รมต.เกษตรฯ ด้วยตัวเองเสียด้วย ซึ่งทุกอย่างต้องว่ากันยาวๆ

ราชดำเนิน

กรมฝนหลวงเดินหน้าศึกษา ดัดแปรอากาศแก้หมอกควัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330514

x

กรมฝนหลวงเดินหน้าศึกษา ดัดแปรอากาศแก้หมอกควัน

วันจันทร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงฯ มีภารกิจสำคัญ คือ การบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือด้วยการดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งตัวการของสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการเกิดปัญหาหมอกควัน คือ ชั้นบรรยากาศอุณหภูมิผกผัน อุณหภูมิเพิ่มขึ้นตามระดับความสูง

กรมฝนหลวงฯ จึงพยายามคิดค้นเทคนิคในการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควันขึ้น ในกรณีที่สภาพอากาศไม่เอื้อต่อการปฏิบัติการฝนหลวง โดยอาศัยหลักการในขั้นตอนที่ 4 ตามตำราฝนหลวงพระราชทาน ซึ่งใช้สารฝนหลวงสูตร 4 หรือนำแข็งแห้ง เป็นสารฝนหลวงสูตรเย็นที่มีอุณหภูมิเย็นจัด ลดลงถึง -80 องศาเซลเซียส สามารถทำให้อากาศเย็นจมตัว เพิ่มความกดอากาศและเพิ่มความชื้นในบรรยากาศ ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวเมื่อทำการโปรยสารฝนหลวงสูตร 4 บริเวณเหนือชั้นบรรยากาศอุณหภูมิผกผัน จากสมมุติฐานข้างต้น จะทำให้บริเวณนั้นมีอุณหภูมิลดต่ำลงและจะส่งผลให้ฝุ่นละอองและสารแขวนลอยที่อออยู่ใต้ชั้นบรรยากาศอุณหภูมิผกผันลอยขึ้นในบรรยากาศระดับบนได้ การปฏิบัติการฝนหลวงดังกล่าวจะใช้เครื่องบินเมฆอุ่น (CASA) จำนวน 2 ลำ สำหรับโปรยน้ำแข็งแห้งและเครื่องบินวิจัย (Super King Air) จำนวน 1 ลำ สำหรับตรวจวัดฝุ่นละอองและองค์ประกอบอื่นๆ ปฏิบัติการร่วมกัน โดยมีพื้นที่เป้าหมายทั้ง 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน ตาก พะเยา และแม่ฮ่องสอน โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2561 นี้

‘ไทย-ญี่ปุ่น’หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ เซ็นเอ็มโอยูขยายผลโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330519

‘ไทย-ญี่ปุ่น’หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ เซ็นเอ็มโอยูขยายผลโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชน

‘ไทย-ญี่ปุ่น’หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ เซ็นเอ็มโอยูขยายผลโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชน

วันจันทร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนายคาซึโอะ โนนากะ (Kazuo Nonaka) ประธานสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น (The Japan Agricultural Exchange Council: JAEC) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น (Memorandum of Mutual Understanding between The Japan Agricultural Exchange Council (JAEC) and The Ministry of Agriculture and Cooperatives (MOAC) on THAI Young Farmer Leaders Training Program in Japan) ฉบับใหม่ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว โดยมี นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 ทดแทนฉบับเก่าที่จะหมดอายุลงในเดือนมีนาคม 2561

ในการนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ได้เข้าร่วมการประชุมกับประธานสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น (Chairman, The Japan Agricultural Exchange Council: JAEC) เพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการทำเกษตร การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสมตลอดจนส่งเสริมความเข้าใจอันดี และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเกษตรกรญี่ปุ่น และเกษตรกรของประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมทั้งหารือแนวทางการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรร่วมกับ JAEC ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดญี่ปุ่น อาทิ เนื้อไก่ปรุงแต่ง อาหารสุนัขหรือแมว ปลาทูน่าปรุงแต่ง กุ้งแช่แข็ง สับปะรด มะม่วง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งในปี 2560 มีมูลค่าการส่งออกกว่า 162,452 ล้านบาท ร่วมกับเอกอัครราชทูต และอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ณ กรุงโตเกียว

อนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันดำเนินโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2526 หรือกว่า 35 ปี โดยมีเยาวชนเกษตรไทยเข้าร่วมโครงการแล้ว 35 รุ่น กว่า 500 คน และในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้คัดเลือกเยาวชนเกษตรเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 15 คน โดยฝึกงานในฟาร์มของครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่น (on the job training) เป็นเวลา 11 เดือน เยาวชนเกษตรที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะมีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรที่มีการบริหารจัดการที่ดีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งนอกจากจะได้ศึกษาการใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การรวมตัวเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพของกลุ่มเกษตรกรญี่ปุ่นแล้ว ยังหวังผลในระยะยาวถึงการให้ยุวเกษตรกรรุ่นใหม่ นำประสบการณ์ต่างๆ และความรู้ความชำนาญที่ได้รับ ตลอดจนแนวความคิดในการดำเนินชีวิตที่มีระเบียบมาประยุกต์ใช้ เพื่อปรับปรุงพัฒนาการมาประกอบอาชีพ ด้านการเกษตรของตนเองในประเทศไทย

ที่ผ่านมา เยาวชนเกษตรกรที่ผ่านการฝึกงานจากประเทศญี่ปุ่น ได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญในแวดวงเกษตรกรรม อาทิ ผู้นำชุมชนเกษตรกรในท้องที่ นักวิจัยด้านการเกษตร ปราชญ์เกษตร ฯลฯ และยังได้รวมตัวกันก่อตั้งเป็นชมรมผู้ผ่านการฝึกงานการเกษตรจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีศูนย์การเรียนรู้ของเยาวชนเกษตรกรที่ผ่านการฝึกงานจากประเทศญี่ปุ่น กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ

เกษตรฯจัดงานวันสถาปนาครบรอบ126ปี ขับเคลื่อนภายใต้หลัก3ต.’ต่อ-เติม-แต่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330460

เกษตรฯจัดงานวันสถาปนาครบรอบ126ปี ขับเคลื่อนภายใต้หลัก3ต.'ต่อ-เติม-แต่ง'

เกษตรฯจัดงานวันสถาปนาครบรอบ126ปี ขับเคลื่อนภายใต้หลัก3ต.’ต่อ-เติม-แต่ง’

วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561, 14.33 น.

เกษตรฯจัดงานวันสถาปนาครบรอบ126ปี ขับเคลื่อนภายใต้หลัก3ต.”ต่อ-เติม-แต่ง” ใช้การตลาดนำการผลิต ยกระดับคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร พร้อมผนึกกำลังในระดับจังหวัด หนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรในพื้นที่บูรณาการทำงาน

1 เม.ย.61 เป็นวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสครบ 126 ปี ซึ่งในปีนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น.โดย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ศาลพระภูมิ ท้าวเวสสุวัณ ศาลตา – ยาย องค์พระพิรุณทรงนาค และองค์พระพิรุณทรงนาคในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีสงฆ์ โดยได้ถวายภัตตาหาร และจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงชื่ออย่างต่อเนื่อง จากกระทรวงเกษตรพนิชการ มาเป็นกระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตรพาณิชยการ กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตร จนมาสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดิน” โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานอย่างเหมาะสมและยั่งยืน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้มีการจัดสรรทรัพยากรการผลิตทางการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรอย่างพอเพียง มีประสิทธิภาพยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดทั้งส่งเสริมให้มีการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่เหมาะสม โดยมีส่วนราชการในสังกัด จำนวน 22 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวง กรมชลประทาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย องค์การสะพานปลา องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และการยางแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาและวิจัยการเกษตร สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกฤษฎา กล่าวว่า รัฐบาลมียุทธศาสตร์ด้านการเกษตรกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูป คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง และหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการทำงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันได้ติดตามและเร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญ เพื่อดูแลเกษตรกรให้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาทิ โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โครงการเกษตรอินทรีย์ โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ การพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer ธนาคารสินค้าเกษตร การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practice) รวมถึงกำลังจะสร้างระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตร (Big Data on Agricultural) เพื่อให้การบริหารจัดการด้านการเกษตรมีความถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งการดำเนินงานจะขับเคลื่อนภายใต้หลัก 3 ต ประกอบด้วย “ต่อ – เติม – แต่ง” คือ เปิดกว้าง รับฟัง นำสิ่งที่ดีมาปรับปรุงพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น และการใช้การตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ สามารถลดต้นทุนและยกระดับการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดีและมีตลาดรองรับ ทั้งนี้ การดำเนินงาน จะผนึกกำลังในระดับจังหวัด ส่งเสริมการปฏิบัติงานของบุคลากรในพื้นที่ให้สามารถบูรณาการทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ได้ปรับขั้นตอนการปฏิบัติทางราชการให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง บนหลักความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

สำหรับนโยบายที่สำคัญในปี 2561 ได้แก่ (1) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และพัฒนาศูนย์เครือข่าย มีเป้าหมายรักษามาตรฐานและพัฒนา ศพก.และศูนย์เครือข่ายให้เข้มแข็ง เพิ่มบทบาทของ ศพก.ในการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร (2) แปลงใหญ่ มีเป้าหมาย 1,838 แปลง (3) Agri-Map มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ไปสู่พื้นที่เหมาะสม (S1,S2,S3) 300,000 ไร่ (4) เกษตรอินทรีย์ เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐาน มีเป้าหมาย 211,219 ไร่ (5) ธนาคารสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นเป็น 155 แห่ง (6) เกษตรทฤษฎีใหม่ (7) ระบบส่งน้ำ/กระจายน้ำ พื้นที่ชลประทาน มีเป้าหมาย 31.95 ล้านไร่ และมีปริมาณน้ำเก็บกัก 80,833 ล้าน ลบ.ม เกษตรกรได้รับประโยชน์ 1.60 ครัวเรือน (8) แผนการผลิตข้าวครบวงจร (9) การจัดการที่ทำกินให้เกษตรกร ยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.สร้างระบบสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรเพื่อส่งมอบให้เกษตรกร (10) จัดตั้งตลาดสินค้าเกษตร 10 แห่ง ภายใน เม.ย.60 เป้าหมาย 77 แห่ง ภายในปี 2561 (11) พัฒนายกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ 7,000 แห่ง ในปี 2560 ความเข้มแข็งของสหกรณ์ระดับ 1 และ 2 ร้อยละ 90 (12)  พัฒนาข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็น Smart Officer เป้าหมาย 2,000 คน (13) Smart Farmer กำหนดเป้าหมายเกษตรกรในวัยแรงงาน (อายุ 18-64 ปี) เป็น Smart Farmer 44,306 ราย และ (14) ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ

‘สมคิด’เร่งเบิกจ่ายงบฯช่วยเกษตรกร กำชับเดินหน้าแผนงานลดต้นทุน-เชื่อมโยงตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329954

x

‘สมคิด’เร่งเบิกจ่ายงบฯช่วยเกษตรกร กำชับเดินหน้าแผนงานลดต้นทุน-เชื่อมโยงตลาด

วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อติดตามและรับฟังความคืบหน้าการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ

ทั้งนี้ ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ โดยเฉพาะการเร่งรัดงบประมาณในการโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็ว นอกจากนี้
ยังได้เน้นย้ำเป็นพิเศษในเรื่องการเชื่อมโยงสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธ.ก.ส.ในการสนับสนุนสินเชื่อให้กับเกษตรกร การสร้างความเข้มแข็งระบบสหกรณ์ การลดปริมาณผลผลิตยางพาราให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด การลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยที่เป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาเสนอแผนงานโครงการเรื่องปุ๋ยสั่งตัด และการหารือภาคเอกชนผู้ผลิตปุ๋ยเพื่อปรับลดราคาลง

ด้าน นายกฤษฎา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้รายงานสถานการณ์ผลิตสินค้าเกษตรสำคัญๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาสามารถดูแลแก้ไขได้ ยกเว้นยางพาราที่ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตาม รองนายกฯ ได้เน้นย้ำว่าถ้ามีผู้ว่าการยางฯคนใหม่แล้วให้เร่งรีบดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลดปริมาณยางโดยหยุดกรีดยางในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งรองนายกฯ
ก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่ต้องมีการหารือในรายละเอียดและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงหยุดกรีดให้ชัดเจน รวมถึงการพัฒนาหน่วยธุรกิจยางของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้เห็นชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างสามารถซื้อขายยางในเชิงธุรกิจได้จริง

อีกประเด็นที่รองนายกฯ เน้นย้ำ คือ การช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรงทั้งในส่วนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่กระทรวงเกษตรฯ มีกิจกรรมในการอบรมเกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพแล้ว ก็ให้หารือร่วมกับธ.ก.ส.ในการสนับสนุนสินเชื่อให้เกษตรกรที่ผ่านการอบรมแล้ว และมีบุคคลค้ำประกันสามารถกู้เงินได้ โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนในการประกอบอาชีพให้เกิดความยั่งยืน อีกส่วนหนึ่ง คือ การลดปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร รองนายกฯ ได้สั่งการสองแนวทาง คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยสั่งตัดมากขึ้น โดยผ่านระบบสหกรณ์ ซึ่งคาดว่าจะมีกรอบแนวทางที่ชัดเจนหลังเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงในสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้ค้าปุ๋ยรายใหญ่หารือขอความร่วมมือลดราคาปุ๋ยด้วย

ฝนหลวงเร่งสกัดแล้ง ปูพรมบินทั่วปท.-จับตาเข้มไฟป่าภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329949

x

ฝนหลวงเร่งสกัดแล้ง ปูพรมบินทั่วปท.-จับตาเข้มไฟป่าภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสภาพปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่การเกษตร ปริมาณน้ำในเขื่อนบางเขื่อนยังอยู่ในระดับปานกลาง รวมถึงปัญหาหมอกควันที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงเร่งปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ซึ่งจากผลการปฏิบัติการฝนหลวงวันที่ 26 มีนาคม 2561ที่ผ่านมาพบว่า ด้านการช่วยเหลือปัญหาภัยแล้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ขอนแก่น ปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ผลการปฏิบัติการพบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่ อ.ปากช่อง และลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง

ภาคกลางโดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.นครสวรรค์ มีเป้าหมายสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ผลการปฏิบัติการสำเร็จตรงตามพื้นที่เป้าหมาย และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.กาญจนบุรี ปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ และสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้บริเวณพื้นที่เขตอนุรักษ์ด้านตะวันตกของภาคกลาง ผลการปฏิบัติการ มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณอ.ศรีสวัสดิ์ และทองผาภูมิ รวมถึงอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานแห่งชาติพุเตย และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนศรีนครินทร์

ภาคตะวันออกโดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.จันทบุรี ปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่การเกษตรบริเวณพื้นที่ จ.สระแก้ว ซึ่งผลปฏิบัติการมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณ อ.วังสมบูรณ์ วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว และ อ.สนามชัยเขต ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด

นายสุรสีห์ กล่าวอีกว่า สำหรับการบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่าทางภาคเหนือ ได้มอบหมายให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ และจ.พิษณุโลก ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีปฏิบัติการฝนหลวงเร่งด่วนสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้และพื้นที่การเกษตร จ.น่าน พะเยา และแพร่ ทำให้มีฝนตกปานกลางที่ อ.บ้านหลวง เวียงสา นาน้อย จ.น่าน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา และ อ.สอง จ.แพร่

เลาะรั้วเกษตร : รถพุ่มพวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329948

281225166

เลาะรั้วเกษตร : รถพุ่มพวง

วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เห็นภาพรถเร่ขายของที่ติดแบรนด์ของห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่หนึ่งในไม่กี่ห้างในบ้านเรา ซึ่งแชร์กันอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งมีคอมเมนท์ตามมาทำนองว่าเป็นห้างใหญ่ เงินทุนมหาศาล จะมาแย่งอาชีพรถพุ่มพวงของคนจนทำไมกัน ขอให้คนจนมีที่ยืนบ้าง ทำนองนี้

ครั้งแรกก็เข้าใจว่า เป็นรถขายของแบบรถพุ่มพวงที่เห็นอยู่ทั่วไป แต่เมื่อพินิจพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าสินค้าที่รถเร่ของห้างนำมาจำหน่าย ออกจะเป็นคนละประเภทกับรถพุ่มพวงที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป เพราะส่วนใหญ่จะเป็นของแห้ง เช่น ขนมขบเคี้ยว เครื่องเขียน เครื่องอุปโภคต่างๆ เช่น ผงซักฟอก ยาสีฟัน โลชั่น ยาสระผม เป็นต้น และเห็นว่ามีอาหารแช่แข็ง รวมทั้งมีบริการรับชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ด้วย

ในฐานะเป็นผู้บริโภค ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์นี้ดี ชอบ..ๆ…ๆ เช่นเดียวกับที่เคยชื่นชมผู้ที่ริเริ่มรถพุ่มพวงนำผัก ผลไม้ กุ้ง หอย ปู ปลา หมู เนื้อ และวัตถุดิบปรุงอาหารอื่น ๆ รวมทั้งอาหารสำเร็จรูป ตระเวนขายไปตามหมู่บ้าน ตรอก ซอกซอยต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปตลาด

เอ่ยถึงรถพุ่มพวง บางท่านอาจจะยังไม่รู้จัก…..รถพุ่มพวง คือ รถเปิดท้ายขายของที่ขับตระเวนไปในที่ต่างๆ เพื่อนำสินค้าไปบริการลูกค้าถึงที่ สินค้าส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะมีดังที่กล่าวมาแล้ว ส่วนที่เรียกว่า “พุ่มพวง” ไม่ได้มาจากชื่อผู้ริเริ่ม และไม่ได้เกี่ยวอะไรกับราชินีลูกทุ่งที่ล่วงลับไปแล้ว แต่เป็นลักษณะของการจัดเตรียมสินค้าใส่ถุงก๊อบแก๊บ แล้วแขวนห้อยไว้เป็นกลุ่ม ๆ รอบตัวรถ เพื่อสะดวกในการซื้อหาของลูกค้า ยกถุงไปเลย ถุงละ 10 บาท 20 บาทก็ว่ากันไป…ลักษณะที่ห้อยเป็นพวงๆ นี่แหละ คือที่มาของชื่อ รถ “พุ่มพวง”

ปัจจุบันมิได้มีเฉพาะรถกระบะที่นำมาทำเป็นรถพุ่มพวง ในบางพื้นที่ บางจังหวัด ก็พบรถจักรยานยนต์ นำมาติดอุปกรณ์เสริมพิเศษเพื่อจัดวางสินค้ารอบตัวผู้ขับขี่ ลักษณะเป็นพุ่มเป็นพวง จึงเรียกรถพุ่มพวง เช่นเดียวกัน

มีคนสำรวจว่า กิจการรถพุ่มพวงนี้รายได้ดีพอสมควร อย่างน้อยๆ กำไรสุทธิวันละ 1,000 บาท เดือนละ 30,000 บาท นับว่าไม่เลวทีเดียว มากกว่าข้าราชการจบปริญญาตรีบรรจุใหม่เสียอีก ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นกิจการ รถพุ่มพวงขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยลามไปถึงรถจักรยานยนต์อย่างที่ว่ามานั่นแล้ว

ส่วนรถเร่ขายของของห้างนั้น ไม่น่าจะเรียกรถพุ่มพวง เพราะมีการจัดวางสินค้าบนชั้นวางอย่างมีระเบียบ เวลาเดินทางก็จะเลื่อน หรือพับเก็บสินค้าเข้าไว้ในตัวกระบะรถที่ต่อเป็นตู้เรียบร้อย เมื่อไปถึงจุดที่เหมาะสมก็จอดรถ แล้วเปิดตู้ ด้านข้างและเปิดท้าย เลื่อนชั้นวางสินค้าออกมาจำหน่าย ก็ดูเรียบร้อยดี

ผิดกับรถพุ่มพวงที่แลเห็นสินค้าตลอดเวลาที่ขับตระเวนไป วันดีคืนดีก็พบ ถุงแตงกวา ถุงมะเขือ ถุงหอมกระเทียม ถูกรถเหวี่ยงร่วงลงพื้นถนน รถคันอื่นเหยียบไปเหยียบมา เลอะถนนไปหมด กระบะท้ายอาจจะเป็นที่วางถังน้ำแข็งแช่เนื้อสัตว์ ถ้าจัดการไม่ดี น้ำก็จะไหลเป็นทางตามรถไปเรื่อยๆ

อันที่จริงตามกฎหมาย การบรรทุกของนั้นมีข้อห้ามว่า ห้ามบรรทุกของเกินกว่าความกว้างของตัวรถ ส่วนความยาวด้านหน้าได้ไม่เกินหน้าหม้อรถ ด้านหลังยื่นพ้นตัวรถได้ไม่เกิน 2.50 เมตร โดยต้องติดธงสีแดงขนาด 30 x 45 ซม. ในเวลากลางวัน และไฟสีแดงในเวลากลางคืนให้สามารถมองเห็นได้ในระยะ 150 เมตร ไว้ที่จุดสิ้นสุดของสิ่งของที่บรรทุก

สำหรับความสูง จะบรรทุกได้ไม่เกิน 3 เมตรจากพื้นทาง ถ้ารถกว้างเกินกว่า 2.3 เมตรบรรทุกได้สูงไม่เกิน 4 เมตรจากพื้นทาง นอกจากนี้ยังต้องมีสิ่งป้องกันไม่ให้สิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหลส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวจากรถ เพราะอาจจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือเกิดอันตรายแก่ผู้อื่น หรือทรัพย์สินต่าง ๆ

กรณีของรถพุ่มพวง เจ้าหน้าที่ก็คงอนุโลมให้สำหรับคนทำมาหากินสุจริต แต่กรณีการบรรทุกสิ่งของอื่น ๆ เช่น รถบรรทุกอ้อยบรรทุกหญ้าแห้ง ฟางข้าว บรรทุกวัสดุก่อสร้างเช่น ท่อน้ำ เสาคอนกรีต น่าจะเข้มงวดกวดขันกันหน่อย เพราะน่าจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

กลับมาเรื่องของรถเร่ของห้าง นัยว่ายังอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้นยังไม่ได้เอาจริง พอเจอกระแสต่อต้านนี้ คงนำไปปรับกลยุทธ์การตลาดกันใหม่

หากจะมองอีกมุมหนึ่งแบบใจกว้างๆหน่อย รถเร่ของห้าง ก็ไม่ได้เป็นการแย่งตลาดรถพุ่มพวง แต่เป็นลักษณะคล้ายๆ แฟรนไชส์ ที่ใครก็ได้ที่อยากลงทุนก็นำรถมาตกแต่งดัดแปลงตามแบบของห้าง สินค้าก็จัดตามรายการที่กำหนด ขายไป สินค้าหมดก็ไปซื้อมาเพิ่มเติมใหม่ ทำเป็นอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว…เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนทำมาหากิน

ไอเดียรถเร่ขายของนี้ กระทรวงเกษตรฯ น่าจะนำมาเป็นแนวทางสำหรับตลาดสินค้าเกษตรบ้าง….ท่าจะดีมิใช่น้อย…

แว่นขยาย

เกษตรฯ-มก.จับมือเนเธอร์แลนด์ ยกระดับร่วมมือ-วิจัยการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329950

x

เกษตรฯ-มก.จับมือเนเธอร์แลนด์ ยกระดับร่วมมือ-วิจัยการผลิต

วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ มีความร่วมมือด้านการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งเห็นว่าทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่จะพัฒนายกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรให้มากยิ่งขึ้นในอนาคต โดยที่ผ่านมามีนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการเดินทางไปศึกษาดูงาน ที่มหาวิทยาลัย Wageningen ของเนเธอร์แลนด์ มาใช้ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรแม่นยำและการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชในโรงเรือน

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ยังได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Thai – the Netherlands Agricultural & Food Forum 2018 โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์แลนด์มาบรรยายในหลายหัวข้อที่สำคัญและมีความสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาใช้ในภาคการเกษตรของไทย เป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดการสูญเสียในการเพาะปลูกและภายหลังการเก็บเกี่ยว ที่สำคัญยังเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพ และเป็นแนวทางในการพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ในภูมิภาคอาเซียนของไทยอีกด้วย

ด้วยความร่วมมือที่เกิดขึ้น จะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย กับกระทรวงเกษตรฯของเนเธอร์แลนด์ รวมทั้ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้นักวิชาการทุกภาคส่วนที่ดำเนินการศึกษา วิจัยเกี่ยวกับการผลิตพืช รวมทั้งเกษตรกรไทยจะได้รับความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการเกษตรของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในกลุ่มบุคลากรทางการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อนำไปสู่การทำงานแบบบูรณาการในการพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร มีการถ่ายทอดประสบการณ์ด้านความสำเร็จในการพัฒนาการเกษตร รวมทั้ง เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญจากราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคลากรทางการเกษตรและเกษตรกรของไทยในการพัฒนาการเกษตร ประการสุดท้ายเกิดแนวทางและแผนความร่วมมือด้านการพัฒนาการเกษตรระหว่างกันอย่างยั่งยืนต่อไป

ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไทยได้เฮต่อเนื่อง ประเดิมสินค้าเที่ยวปฐมฤกษ์ไปจีน-คาดโกย7พันล.ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329956

ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไทยได้เฮต่อเนื่อง ประเดิมสินค้าเที่ยวปฐมฤกษ์ไปจีน-คาดโกย7พันล.ต่อปี

ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไทยได้เฮต่อเนื่อง ประเดิมสินค้าเที่ยวปฐมฤกษ์ไปจีน-คาดโกย7พันล.ต่อปี

วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดพิธีปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกเที่ยวปฐมฤกษ์ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ด่านท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2) ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยที่ผ่านมาประเทศไทยเคยส่งออกสินค้าเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุก ไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องหยุดส่งออกเนื่องจากการเกิดโรคไข้หวัดนกระบาดในช่วงต้นปี 2547

อย่างไรก็ตาม ปี 2560 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายสนับสนุนการส่งออกสินค้าปศุสัตว์และเร่งผลักดันการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังตลาดแห่งใหม่ กรมปศุสัตว์ จึงเชิญคณะเจ้าหน้าที่จากจีนมาไทย เพื่อทำการตรวจสอบระบบการกำกับดูแลผลิตเนื้อสัตว์ปีกของไทย และตรวจสอบโรงงานเชือดสัตว์ปีกเพื่อการส่งออก จำนวน 19 แห่ง เมื่อวันที่ 3-11 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังการตรวจสอบเสร็จสิ้นฝ่ายจีนมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การร่วมจัดทำพิธีสาส์นว่าด้วยเงื่อนไขหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัยในการนำเข้าไก่แช่แข็งและชิ้นส่วนไก่จากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างสำนักงานกำกับการควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันแห่งชาติ (AQSIQ) ของจีน และกรมปศุสัตว์ของไทย

“การที่จีนเปิดนำเข้าเนื้อไก่และชิ้นส่วนไก่ของไทย ถือเป็นโอกาสที่สำคัญยิ่งของอุตสาหกรรมไก่เนื้อและผู้ประกอบการไทย ซึ่งไทยมีความได้เปรียบประเทศคู่แข่งอื่นๆ หลายด้าน ทั้งในเรื่องมาตรฐานการผลิตที่อยู่ในระดับสากล มีความปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิตที่สำคัญด้วยระยะทางที่ใกล้กัน จึงส่งผลดีต่อการส่งออก ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกเนื้อไก่เพิ่มขึ้น โดยการส่งออกจะผ่านที่ด่านท่าเรือเมืองกวนเหล่ย มณฑลยูนนาน มีเป้าหมายส่งสินค้าสู่จีนตอนใต้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การที่ไทยสามารถส่งไก่ได้ในครั้งนี้จะทำให้ราคาไก่สูงขึ้น เพราะจีนเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าของไทย โดยการปล่อยตู้คอนเทนเนอร์ในครั้งนี้เป็นลอตแรก มีจำนวน 14 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าราว 35 ล้านบาท และจะมีการส่งออกอย่างต่อเนื่องต่อไป”นายนิวัติ กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่จีนมาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลผลิตเนื้อสัตว์ปีกของไทย และตรวจสอบโรงงานเชือดสัตว์ปีกเพื่อการส่งออกของไทยนั้น สำนักงานการขึ้นทะเบียนหรือรับรองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือ CNCA จึงได้ประกาศรับรองให้โรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อไก่ของไทย จำนวน 7 โรงงาน ได้แก่
1) โรงงานที่ จ.นครราชสีมาของ CPF 2) โรงงานที่สระบุรี ของ CPF 3) โรงงานสุพรรณบุรี ของF&F Food 4) โรงงานที่เทพารักษ์ บางเสาธง จ.สมุทรสาคร ของ GFPT 5) โรงงานที่ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ของบริษัทสหฟาร์ม จำกัด 6) โรงงานที่ จ.เพชรบูรณ์ ของGoldenline และ 7) โรงงานที่ปราจีนบุรี ของ Thai Foods Group. สามารถส่งออกเนื้อไก่ไปสู่ผู้บริโภคชาวจีนได้ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพ มีความต้องการบริโภคเนื้อไก่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคสินค้าที่เป็น By Product อาทิ เครื่องในและเท้าไก่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ประเมินว่าการส่งออกของทั้ง 7 โรงงานนี้ จะสร้างรายได้ประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าจีนรับรองโรงงานครบทั้ง 19 แห่งที่ได้เข้ามาตรวจสอบ จะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งภาคอุตสาหกรรมไก่ของไทยมีความพร้อมอย่างมากในการส่งออกเนื้อไก่ไปทั้งตลาดจีนและตลาดอื่นๆ ของโลก

สหกรณ์นาเกลือ3จังหวัด ลุยเปิดประมูลเกลือทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329951

x

สหกรณ์นาเกลือ3จังหวัด ลุยเปิดประมูลเกลือทะเล

วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่าสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ได้ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี จัดการประมูลเกลือทะเลทั้งเกลือขาว เกลือกลาง และเกลือดำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนาเกลือที่ประสบปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำและช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน โดยจะมีการเปิดประมูลทุกสัปดาห์ใน จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2561 ผู้สนใจสามารถเข้ามาร่วมประมูลได้ตามวันและเวลาที่เปิดประมูล

สำหรับการเปิดประมูลเกลือทะเลครั้งนี้ จุดแรกเปิดประมูลทุกวันจันทร์ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร, จุดที่ 2 เปิดประมูลทุกวันพุธ เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์ จ.สมุทรสงคราม และจุดสุดท้าย เปิดประมูลทุกวันศุกร์ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด ต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี

นายประกอบ กล่าวว่า เหตุผลของการเข้ามาเปิดประมูลเกลือทะเลครั้งนี้ เป็นเพราะเกษตรกรนาเกลือส่วนใหญ่มักถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้าเอกชนมาโดยตลอด ทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน ราคาเกลือที่ขายไปแต่ละครั้งต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ดังนั้นเกษตรกรชาวนาเกลือจึงได้รวมตัวกันเป็นชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด และนำรูปแบบของการประมูลยางพารามาใช้เป็นช่องทางสร้างตลาดผลผลิตเกลือ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการทดลอง และนอกจากการประมูลแล้ว ยังมีการเปิดเจรจากับเอกชนเพื่อทำข้อตกลงการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าด้วย