กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนชาวนาปลูกข้าวโพด-เลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนาเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330915

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนชาวนาปลูกข้าวโพด-เลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนาเพิ่มรายได้

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนชาวนาปลูกข้าวโพด-เลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนาเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561, 15.11 น.

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดงานประชาสัมพันธ์สาธิตการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ทางวิชาการในเรื่องการปลูก การดูแลรักษา การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การป้องกันโรคและแมลง ทั้งยังเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในฤดูแล้ง

3 เม.ย.61 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เป็นประธานเปิดงานประชาสัมพันธ์สาธิตการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา เพื่อต้องการให้ความรู้เกษตรกร โดยการให้ความรู้ทางวิชาการในเรื่องการปลูก การดูแลรักษา การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การป้องกันโรคและแมลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การเก็บเกี่ยวและการตลาด ตลอดจนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้แนวความคิดซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

โดยมีนายดำรงชัย เนรมิตตกพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายนวนิตย์  พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ เกษตรอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น ตัวแทนภาคเอกชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเกษตรกร ให้การต้อนรับและร่วมงาน ที่แปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หมู่ที่ 1 ต.ชุมแสง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา โดยภาครัฐจะให้การสนับสนุนไร่ละ 2,000 บาท โดยดำเนินการในพื้นที่เหมาะสมมาก และเหมาะสมปานกลางสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่นา ฤดูแล้งเขตชลประทาน หรือแหล่งน้ำอื่นในพื้นที่  31 จังหวัด

จังหวัดบุรีรัมย์ ก็อยู่เป้าหมายดังกล่าว ได้ดำเนินการ จำนวน 2,000 ไร่ มีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยสมัครและยืนยันการปลูกจำนวน 172 ราย พื้นที่ 1,218 ไร่ อำเภอกระสังมีเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการและยืนยันการปลูกจำนวน 64 ราย พื้นที่ 403  ไร่ โดยมีนายณรงค์  จันทร์ทอง นายอำเภอกระสัง เป็นประธานคณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาปี 2560/61 ระดับอำเภอ และได้ดำเนินการพิจารณาผลการตรวจสอบพื้นที่ของคณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบลและรับรองสิทธิ์เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเสร็จสิ้นแล้ว มีเกษตรกรที่ผ่านการเห็นชอบจำนวน 58 ราย พื้นที่ 288.75 ไร่

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวว่า การส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฤดูแล้งหลังนา เป็นการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในฤดูแล้งหลังการทำนาแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการผลิตข้าว ซึ่งมีปัญหาผลผลิตเกินความต้องการ ตามมาตรการลดรอบการปลูกข้าวเพื่อปลูกพืชหมุนเวียนปีการผลิต 2560/61

ซึ่งการจัดงานประชาสัมพันธ์สาธิตการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในวันนี้ จะทำให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมุนเวียนในระบบปลูกข้าวต่อไป

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรทางเลือก สู่การปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330753

x

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรทางเลือก สู่การปฏิบัติ

วันอังคาร ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ระบบเกษตรทางเลือก มีอะไรบ้าง
แตกต่างกันอย่างไร ช่วยเปรียบเทียบให้เข้าใจด้วยครับ ขอบคุณครับ

อนุรักษ์ เรืองอนุวงษ์

อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

คำตอบ

การเกษตรทางเลือก เป็นการทำการเกษตรในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่เกษตรเคมี แต่เป็นการทำการเกษตรที่เน้นการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และวัสดุปกคลุมดิน การผสมผสานด้วยการปลูกพืชและสัตว์เพื่อพึ่งพาอาศัยกัน งดเว้นหรือลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้น้อยลง จนถึงขั้นไม่ใช้เลย และไม่มีสารพิษ ได้แก่

1.เกษตรธรรมชาติ มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยจัดระบบนิเวศให้เกื้อกูลกัน ผลิตอาหารที่มีรสชาติตามธรรมชาติ และไม่มีสารพิษ ผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารพิษ เป็นระบบการเกษตรที่รักษาสมดุลธรรมชาติ เน้นการฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศ และการลดการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก

2.เกษตรอินทรีย์ มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ต่างๆ เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมถึงฮอร์โมนต่างๆ ที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ รวมทั้งไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรม ที่อาจเกิดพิษในสภาพแวดล้อม เน้นการใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยใช้ระบบการปลูกพืชหมุนเวียน รวมทั้งใช้หลักการควบคุมศัตรูพืชโดยชีวภาพ และเน้นการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน

3.เกษตรยั่งยืน มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การทำการเกษตรแบบผสมผสาน ที่มีทั้งการปลูกพืช และการเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ที่ผสมกัน และมีความเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างลงตัว เน้นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความยั่งยืน ที่ทำให้เกิดความมั่นคงต่อเกษตรกร และมีผลในระยะยาว

4.เกษตรผสมผสาน มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การจัดการกิจกรรมการผลิตผสมผสานเกื้อกูลกัน เพื่อลดต้นทุนการผลิต และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสูงสุด มีกิจกรรมการผลิตหลายๆ อย่าง เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอนเป็นหลัก

5.เกษตรทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง ทฤษฎีในการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลักสำคัญ คือ ความเรียบง่าย ทั้งในแนวคิดและด้านเทคนิควิชาการ จะต้องสมเหตุสมผล ทำให้รวดเร็ว และสามารถแก้ไขปัญหาให้ก่อประโยชน์ได้จริง มุ่งไปสู่วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน การทำกิจกรรมการเกษตรหลายอย่าง เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสร้างสมดุลให้แก่ระบบนิเวศ โดยให้แบ่งพื้นที่การเกษตรออก 4 ส่วน ได้แก่ 1) ให้มีแหล่งน้ำในไร่นา เพื่อใช้ในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง 30% ของพื้นที่ 2) ให้มีพื้นที่ทำนาปลูกข้าวในฤดูฝนไว้บริโภค ให้พอเพียงตลอดปี 30% ของพื้นที่ 3) ให้มีพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล พืชสมุนไพร 30% ของพื้นที่ และ 4) ให้มีพื้นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่นๆ 10% ของพื้นที่ โดยทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือ การหมุนเวียนการใช้ประโยชน์ของทรัพยากร ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน ปัจจัยการผลิต หรือเศษเหลือใช้จากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง เป็นการหมุนเวียนของวัสดุเหลือใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ตลอดจนการรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น

6.วนเกษตร มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การใช้ที่ดินในการผลิตพืช และสัตว์ให้มากชนิด หรือมีความซับซ้อน และหลากหลายทางชีวภาพ ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด เป็นการทำเกษตรร่วมกันกับการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยมีรากฐานหรือปัจจัยการผลิตที่มาจากท้องถิ่นเอง และมีลักษณะแตกต่างหรือผันแปรไปตามสภาพพื้นที่ ทัศนคติ ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี และความรู้ ความสามารถในการจัดการของแต่ละท้องถิ่น

ระบบเกษตรทางเลือก สามารถเข้าถึงได้ง่าย และราคาไม่แพงนัก มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข และสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน และมีวิธีปฏิบัติที่สามารถปรับใช้ไปตามสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย

นายรัตวิ

‘ปลาน้ำจืด’ราคาร่วง ‘องค์การสะพานปลา’ระดมสมองเกษตรกร-ผู้ค้าฝ่าวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330750

x

‘ปลาน้ำจืด’ราคาร่วง ‘องค์การสะพานปลา’ระดมสมองเกษตรกร-ผู้ค้าฝ่าวิกฤติ

วันอังคาร ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผศ.มานพ กาญจนบุรางกูร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา เปิดเผยว่า องค์การสะพานปลา (อสป.) ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดปราจีนบุรี เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี สหกรณ์จังหวัดปราจีนบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำปราจีนบุรี ประมงจังหวัดปราจีนบุรี และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี จัดการประชุมสัมมนาเพื่อแก้ปัญหาฝ่าวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ ณ โชคภรณ์ประเสริฐฟาร์ม อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกับกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจสัตว์น้ำ ตัวแทนสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลา รวมทั้งเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำในปัจุบัน

โดย องค์การสะพานปลา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการในเรื่องของตลาดกลางซื้อขายและขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ “วิกฤติตลาดปลาน้ำจืดไทย…ทำไม…อย่างไร…ใครจะแก้” เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยังขาดข้อมูลความรู้และการจัดการด้านการตลาด ส่งผลให้ขาดอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องช่วยเหลือและกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการบริหารการตลาดเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ องค์การสะพานปลา ได้จัดเตรียมพื้นที่รองรับให้กลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด อีกทั้งทางรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต และร่วมกันจัดการด้านการตลาด โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในลักษณะ “ประชารัฐ” โดยมุ่งเน้นผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน ลดต้นทุน และร่วมกันบริหารจัดการ ด้านการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

‘สหกรณ์’ดันสินค้ารุกส่งออก เปิดช่องออนไลน์ขยายตลาด-ปรับตัวเข้ายุคไร้เงินสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330755

‘สหกรณ์’ดันสินค้ารุกส่งออก เปิดช่องออนไลน์ขยายตลาด-ปรับตัวเข้ายุคไร้เงินสด

‘สหกรณ์’ดันสินค้ารุกส่งออก เปิดช่องออนไลน์ขยายตลาด-ปรับตัวเข้ายุคไร้เงินสด

วันอังคาร ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าดันสินค้าสหกรณ์ไทยสู่ตลาดสากล ใช้ช่องทางออนไลน์ขยายตลาดเพิ่มความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมปรับตัวเข้าสู่ยุคไร้เงินสด

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการระดับชาติ เรื่องการส่งเสริมผลิตภัณฑ์สหกรณ์ไทยสู่ตลาดสากล เพื่อผลักดันให้สหกรณ์ เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการตลาดในยุคดิจิทัล เนื่องจากขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย มีการพัฒนามาอย่างยาวนานนับ 103 ปี ซึ่งภาพรวมเนื้อแท้ของการพัฒนาสหกรณ์ทั่วประเทศมีสินทรัพย์เกินกว่า 16% ของรายได้ประชาชาติ (GDP) ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากสมาชิกสหกรณ์ นับว่ามีนัยสำคัญสูง ขณะเดียวกันในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดปัจจุบันใช้ระบบสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ และปัจจุบันนี้ยังได้ดำเนินนโยบายไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งได้อุดหนุนเม็ดเงินเข้าสู่ระบบสหกรณ์เกือบ 2,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจสหกรณ์

“สหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นสหกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการผลิตสินค้าและผลผลิตการเกษตรที่สำคัญ ซึ่งสินค้าและผลิตภัณฑ์สหกรณ์ไทยจะมีความยั่งยืนได้ ต้องมีปัจจัยที่เกื้อหนุนหลายประการและต้องให้ความสำคัญหลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่ความซื่อสัตย์ในอาชีพ ลูกค้าซื้อสินค้าจากสหกรณ์ไป ตั้งแต่สินค้าชิ้นแรกจนถึงชิ้นสุดท้ายคุณภาพสินค้าต้องเหมือนเดิม สินค้าไม่ดีต้องรับประกันว่าสามารถนำมาเปลี่ยนใหม่ได้ ขณะเดียวกัน สหกรณ์ต้องรักษาคำมั่นสัญญาในการทำธุรกิจซื้อขายสินค้าระหว่างกัน และประการสุดท้าย สหกรณ์ต้องพัฒนาปรับปรุงสินค้าให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ เพราะโลกของเราเปลี่ยนทุกวัน เพราะทุกวันนี้สังคมเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคไร้เงินสดในช่วง 3 ปีต่อจากนี้ ซึ่งสหกรณ์และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สร้างความเข้าใจให้สหกรณ์ทั่วประเทศได้ปรับตัวให้ทันกับสังคมในยุคไร้เงินสดซึ่งการซื้อขายสินค้าระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก ไม่จำเป็นต้องนำเงินสดมาชำระค่าสินค้า แต่จะเปลี่ยนมาใช้บัตรสมาชิกเพื่อใช้ในการซื้อขายแทน ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ในระหว่างการส่งเสริมให้สหกรณ์ทดลองใช้บัตรสมาชิกสหกรณ์ เป็นบัตรเงินสดที่สามารถชำระค่าสินค้าและบริการได้ผ่านระบบอินเตอร์เนต ซึ่งการเข้าสู่สังคมที่ไม่ใช้เงินสดจะสอดคล้องไปด้วยกันกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซกับธุรกิจออนไลน์ที่ไม่ต้องเห็นหน้ากัน แต่เป็นการเอาสินค้ามานำเสนอผ่าน
เว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ค เพื่อทำให้ผู้บริโภคสนใจในตัวสินค้า จนเกิดความไว้วางใจและตัดสินใจซื้อสินค้า

ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้พัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้สหกรณ์ต่างๆ ได้มีช่องทางในการซื้อขายสินค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ และกำลังเจรจากับเว็บไซต์ที่ทำธุรกิจซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ เช่น ลาซาด้า และสร้างแอพฯ Co-op Shop ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สินค้าสหกรณ์ไทยที่ได้คัดเลือกมานำเสนอไว้ที่เว็บไซต์ดังกล่าว จะต้องอาศัยยุทธวิธีทางการตลาดให้เข้ากับยุคสมัยและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกันสินค้านั้นต้องมีคุณประโยชน์ คุณภาพ คุณลักษณ์ คุณค่า และคุณธรรม ซึ่งการสร้างธุรกิจสหกรณ์ให้เติบโตในยุค 4.0 สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คือ การตลาดแบบดิจิทัลและ Content Marketing ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันให้สินค้าสหกรณ์ไทยสามารถเติบโตได้ในยุคดิจิทัลได้ในที่สุด

เตือนสภาพอากาศร้อน-ฝนตก ‘โรคกุ้งแห้ง’ระบาดสวนพริก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330749

x

เตือนสภาพอากาศร้อน-ฝนตก ‘โรคกุ้งแห้ง’ระบาดสวนพริก

วันอังคาร ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนสภาพอากาศร้อนจัดและมีฝนตกในระยะนี้ ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกพริกเตรียมรับมือการระบาดของโรคกุ้งแห้ง สามารถพบได้ในระยะที่ต้นพริกให้ผลผลิต มักพบบนผลพริกที่เริ่มสุกหรือก่อนที่ผลพริกจะเปลี่ยนสี เริ่มแรกจะพบจุดหรือแผลช้ำยุบตัวเล็กน้อย ต่อมาแผลขยายใหญ่สีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม บริเวณแผลพบส่วนของเชื้อราเป็นจุดสีดำขนาดเล็กเรียงเป็นวงซ้อนกัน กรณีที่สภาพอากาศชื้น จะเห็นเมือกเยิ้มสีส้มอ่อน ถ้าอาการรุนแรง จะทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนเก็บเกี่ยว หากพบอาการที่ผลอ่อน จะทำให้ผลพริกโค้งงอบิดเบี้ยวลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มระบาด ให้เก็บพริกที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อไม่ให้แปลงปลูกมีความชื้นสูง ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช อะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกแต่ละรุ่นแล้ว เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคในแปลงไปเผาทำลายทิ้งให้หมด และควรจัดระยะปลูกพริกให้เหมาะสม ไม่ปลูกชิดกันเกินไป ก่อนเพาะ ควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส นาน 20-30 นาที และควรเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าจากแหล่งที่ปราศจากโรค กรณีเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ควรเลือกผลพริกที่ไม่เป็นโรค สำหรับในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรครุนแรง เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรของเชื้อสาเหตุโรค

ปศุสัตว์ยัน‘เอาอยู่’คุมพิษสุนัขบ้า ย้ำมาตรการประกาศเขตโรคระบาดช่วยคุมสถานการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330752

x

ปศุสัตว์ยัน‘เอาอยู่’คุมพิษสุนัขบ้า ย้ำมาตรการประกาศเขตโรคระบาดช่วยคุมสถานการณ์

วันอังคาร ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าในการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ประจำวันที่ 30 มีนาคม 2561 ว่า การฉีดวัคซีนให้แก่สุนัข-แมวซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมปศุสัตว์ ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ 8.24 ล้านตัว ได้มีการดำเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้น 3,387,046 ตัว โดยการฉีดวัคซีนรอบจุดเกิดโรคในรัศมี 5 กม.ได้ 100% แล้ว และคาดว่าในช่วงรณรงค์ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมจะได้ 80% ของสุนัข-แมวทั่วประเทศ

สำหรับการผ่าตัดทำหมันซึ่งมีเป้าหมาย 300,000 ตัว มีการดำเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้น จำนวน 148,773 ตัว และทำการอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งตั้งเป้าไว้ 17,500 คน มีผลงานสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้ จำนวน 34,696 คน ซึ่งเป็นอาสาจากท้องถิ่นละ 1-2 ราย ทำงานร่วมกับ อสม. นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว แล้ว 7.3 ล้านตัว โดยยอดที่สำรวจสุนัข แมวในปีที่ผ่านมามี ประมาณ 10 ล้านตัว

ส่วนการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2561 มีการประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว อายุ 30 วัน จำนวน 40 จังหวัด ปัจจุบันคงเหลือ 29 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ นครราชสีมา ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มุกดาหาร อุดรธานี เชียงราย ตาก ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา สตูล นนทบุรี ระนอง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์มีเหตุผลความจำเป็นในการประกาศเขตโรคระบาด เพื่อสามารถกำหนดพื้นที่ควบคุมในระยะ 5 กิโลเมตรรอบจุดเกิดโรค ทำให้สามารถระบุชนิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ต้องควบคุมได้ทุกชนิด ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ตามประกาศเว้นแต่ได้รับอนุญาต และสัตวแพทย์สามารถสั่งดำเนินการกับสัตว์ป่วยหรือสงสัยว่าป่วยหรือสงสัยว่าเป็นพาหะของโรคระบาดได้ทันที หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 06-3225-6888

เร่งแก้ราคาข้าว-ยางพาราตกต่ำ ‘กฤษฎา’สั่งทุกจังหวัดทำโควตาให้ชัด-ลดพื้นที่ปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330784

เร่งแก้ราคาข้าว-ยางพาราตกต่ำ 'กฤษฎา'สั่งทุกจังหวัดทำโควตาให้ชัด-ลดพื้นที่ปลูกข้าว

เร่งแก้ราคาข้าว-ยางพาราตกต่ำ ‘กฤษฎา’สั่งทุกจังหวัดทำโควตาให้ชัด-ลดพื้นที่ปลูกข้าว

วันจันทร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561, 19.06 น.

2 เม.ย. 61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการแก้ไขราคาผลผลิตการเกษตรที่ยังตกต่ำเช่นข้าว ยางพารา ว่ายืนยันว่าปีนี้ข้าวจะไม่ล้นตลาด ซึ่งราคาข้าวทั่วไปยังอยู่ที่ 7-8 พันบาทในความชื้นปกติ แต่หากมีความชื้นสูงราคาจะลดลงมาต่ำสุดขณะนี้ 5-6 พันบาทต่อตัน จึงสั่งปลัดกระทรวงเกษตรฯแจ้งไปยังเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรฯที่มีผู้ว่าราชการทุกจังหวัด เป็นประธาน ให้รับทราบเร่งประชุมติดตามปัญหาราคาผลผลิตทุกชนิดและดูภาพรวมแผนข้าวครบวงจรทั้งประเทศ จังหวัดใดมีพื้นที่ปลูกเท่าไหร่ และจะลดพื้นที่ปลูกเท่าไหร่ ซึ่งทุกจังหวัด จะต้องกำหนดโควตาปลูกข้าวและลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังต่อเนื่องอย่างชัดเจนเกิดผลเป็นรูปธรรม แม้ว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชาวนาให้ปลูกพืชอื่น จะเป็นเรื่องยากก็ต้องทำจริงจัง เพราะบางพื้นที่ช่วง 2 ปียังปลูกถึง 5 รอบ

ขณะนี้มี 4-5กรมของกระทรวงเกษตรฯลงไปขับเคลื่อนจะต้องบูรณาการกันแท้จริงและชักจูงใจเกษตรกรในปีต่อไปด้วย  อย่าต่างคนต่างทำ ซึ่งในโครงการเรื่องปลูกพืชหลากหลายทดแทนนาปรังปีนี้ 53 จังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วม 33,504 ราย พื้นที่ 341,270 ไร่ และโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา มีเป้าหมาย 31 จังหวัด ได้ตามเป้าเกือบ 7 แสนไร่ เกษตรกร 8.4 หมื่นราย  ซึ่งสองโครงการรับเงินช่วยเหลือ ไร่ละ 2 พันบาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ ขณะนี้ยังไม่มีการจ่ายเงินให้เกษตรกรจนกว่าตรวจแปลงจริงแล้วเสร็จผ่านการตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบล  ซึ่งในขณะนี้ราคาข้าวโพดอยู่ที่ราคา 8-11 บาทในความชื้นปกติ โดยต้นทุนปลูก 4 พันบาทต่อไร่ ได้ส่วนต่างกว่า 4พันบาท  เทียบกับปลูกข้าวได้ไร่ละ500บาท มีต้นทุนกว่า 5 พันบาท

รมว.เกษตรฯกล่าวว่าขณะนี้ราคายางยังขึ้นลงอยู่ระหว่าง 48-49 บาทต่อกก.ไม่ไปเลยจุด 50 บาท เพราะมีการสต็อกยางล่วงหน้าของสองประเทศ โดยไม่ถึงราคาเป้าหมาย 60 บาท ซึ่งภายในเดือนนี้จะผลักดันทั้งการใช้ยางในประเทศ 2แสนตัน รับซื้อยางจากเกษตรกรโดยตรง และการหยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ 3เดือนช่วงเดือนพ.ค.-ก.ค. ยังเหลือเพียงขั้นตอนนำเงินมาชดเชยให้กับเกษตรกรไร่ละ4.5พันบาท เบื้องต้นหารือบอร์ดกยท.เพื่อใช้เงินเซสหรือเงินกู้จากธกส.โดยหลีกเลี่ยงใช้งบประมาณ ทั้งนี้ช่วงหลังสงกรานต์ ได้นัดหารือกับ3-4ประเทศผู้ผลิตยางที่เห็นตรงกันในกำหนดราคายางให้เป็นโมเดลเดียวกับกลุ่มโอเปก นำมาใช้กับกลุ่มผู้ผลิตยาง หรือเรียกว่ากลุ่มรับเบอร์ เพื่อยกระดับราคายางขึ้นให้ได้

“ช่วง3-4เดือนที่ผ่านมีความตั้งใจมุ่งมั่น ใช้การตลาดนำการผลิต หาเทคนิคและวิธีการ ปิดจุดอ่อนของระบบ ให้เจ้าหน้าที่ลงไปหาชาวไร่ชาวนา สร้างศรัธาให้เขาเชื่อถือในการปลูกพืชตัวใหม่ ลองเปรียบเทียบในอดีตกับปัจจุบันพวกผมสอบตกหรือสอบผ่าน หรือได้คะแนนเท่าเดิม ก็ขอให้ดูผลงานของเราต่อไป ผมยืนยันแนวทางทำงานซื่อสัตย์สุจริตตั้งใจจริงเพื่อเกษตรกร หากผมขี้เกียจวันๆเอาแต่ตีกอล์ฟเล่นไพ่ ค่อยมาว่าผม ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนเห็นว่าพวกเราทำงานสมควรให้ไปต่อก็พยายามทำงานต่อไปให้ดีที่สุด”นายกฤษฏา กล่าว

23จังหวัดเสี่ยงแล้ง เกษตรฯเตือนปชช.เตรียมรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330695

23จังหวัดเสี่ยงแล้ง เกษตรฯเตือนปชช.เตรียมรับมือ

23จังหวัดเสี่ยงแล้ง เกษตรฯเตือนปชช.เตรียมรับมือ

วันจันทร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561, 15.45 น.

รมว.เกษตรฯเตรียมรับมือภัยแล้ง พบ 23 จังหวัด 74 อำเภอ เสี่ยงขาดน้ำทำเกษตร ยัน 35 เขื่อนน้ำพอใช้ สำรองไว้ทิ้งช่วง 1 หมื่นล้านลบ.ม. มีน้ำให้เล่นสงกรานต์แต่ขอ ปชช.ใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อเป็นต้นทุนปีต่อไป พร้อมวอนชาวนาหยุดทำนาปรังรอบสอง”

2 เม.ย.61 ที่ศูนย์ปฎิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายลักษณ์ วจนานวัช นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ พร้อมผู้บริหารกระทรวงฯ ได้ประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ เตรียมแผนรับมือภัยแล้งปีนี้ โดยนายกฤษฏา กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีนี้ มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงเดือนเม.ย. จะใช้น้ำสูงสุด เพราะสภาพอากาศร้อนขึ้นรวมทั้งเทศกาลสงกรานต์ ขอให้ใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อเป็นน้ำต้นทุนสะสมปีต่อไป แม้สถานการณ์น้ำในปีนี้ จะดีกว่าปีที่แล้ว แต่ยังคงมีพื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวัง โดยข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรร้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ประเมินความเสี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยระดับอำเภอ ตั้งแต่มีนาคมถึงเมษายน พบว่า ไม่มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แต่มีพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร พบว่ามี 23 จังหวัด 74 อำเภอ เช่น ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด เช่น กำแพงเพชร เชียงราย ตาก นครสวรรค์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา  เป็นพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำทำเกษตร โดยกระทรวงเกษตรเตรียมมาตรการรองรับ และมีหนังสือสั่งการให้จังหวัดตรวจสอบพื้นที่และพิจารณาเตรียมการป้องกันสถานการณ์ภายในจังหวัดทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเพื่อบรรเทาผลกระทบทั้งในและนอกเขตชลประทาน โดยเตรียมกำลังคน เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ เสบียงสัตว์ เวชภัณฑ์ ปัจจัยการผลิต เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งเร่งปฎิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.61 ที่ผ่านมา

“ยืนยันว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำต้นทุนมีเพียงพอสำหรับการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง 2560/61 แม้ปลูกข้าวเกินแผนที่กำหนดไว้ 11.6 ล้านไร่ ตามแผนข้าวครบวงจร โดยพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ณ วันที่ 28 มีนาคม อยู่ที่ 12.54 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ชลประทาน 8.48 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 3.06 ล้านไร่ สูงกว่าแผนที่กำหนดไว้ร้อยละ 13 ซึ่งไม่กระทบแผนจัดการน้ำฤดูแล้ง 2.4 หมื่นล้านลบ.ม. และสำรองไว้ 1 หมื่นล้านลบ.ม.จนถึงเดือนกรกฏาคม ในกรณีฝนทิ้งช่วง ขอความร่วมมือชาวนาหยุดปลูกข้าวนาปรังต่อเนื่องรอบสอง โดยขณะนี้ ได้เปิดน้ำพื้นที่ลุ่มบางระกำ กว่า 3.6 แสนไร่ ให้ชาวนาลงปลูกเร็วขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายน และพื้นที่ลุ่มภาคกลาง 22 จังหวัด ปรับปลูกข้าวนาปีเร็วขึ้น 1 เดือน พร้อมกันต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อลดความเสี่ยงสามารถเก็บเกี่ยวก่อนน้ำหลากมาประมาณปลายเดือนกันยายน” นายกฤษฏา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พบว่า มีปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ 35 เขื่อนรวมกัน 50,905 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 67 ของความจุอ่าง รวมกันทั้งหมดมากกว่าปี 2560 รวม 7,164 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำใช้การได้ 26,985 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 52 ในส่วนลุ่มเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำ 15,139 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 61  ของความจุอ่างรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2560 รวม 3,079 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบ มาตรการรองรับความเสี่ยงผลกระทบภัยแล้ง 2 โครงการ คือโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายทดแทนนาปรังรอบสอง พื้นที่ 53 จังหวัด 450,000 ไร่ และโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา เป้าหมาย 700,000 ไร่ 31 จังหวัด ซึ่งทั้ง 2 โครงการเกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือไร่ละ 2,000บาท ไม่เกินคนละ 15 ไร่

ดันพัฒนาสุขภาวะคนไทย เกษตรฯเดินหน้าจับมือสธ.-สสส.รณรงค์กินเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330515

x

ดันพัฒนาสุขภาวะคนไทย เกษตรฯเดินหน้าจับมือสธ.-สสส.รณรงค์กินเพื่อสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานส่งเสริมสุขภาวะที่ยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านปัญญา โดยเฉพาะการพัฒนาสุขภาวะของเกษตรกร ซึ่งมีกว่า 10 ล้านครอบครัว กระทรวงเกษตรฯ พยายามขับเคลื่อนหลายๆ นโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เช่น การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ โดยบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด เช่น ยางพารา และข้าว การดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ซึ่งล่าสุด คือ การให้บรรจุว่าการทำนาเกลือเป็นสินค้าเกษตร การพัฒนาโครงสร้างการผลิตการเกษตรให้เข้าถึงเกษตรกร ทั้งระบบน้ำและคุณภาพดิน จนถึงผลิตของเกษตรกรที่มีความปลอดภัยทั้งตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภค

กระทรวงเกษตรฯพยายามขับเคลื่อนและชี้แนะเกษตรกรผลิตหรือปลูกอะไรแล้วต้องมีรายได้ โดยให้พิจารณา 2 ปัจจัยหลัก คือ ดูความสามารถของเกษตร เช่น เป็นเจ้าของที่ดินหรือไม่ และ ดูตลาด ถ้าตลาดไม่ดี ก็ต้องแนะนำให้ปรับเปลี่ยน เช่น การปลูกข้าว ซึ่งก็ย้ำมาโดยตลอดว่ากระทรวงเกษตรฯ ไม่มีนโยบายลดปลูกข้าวแต่ต้องจูงใจเกษตรกรให้ปลูกในปริมาณที่เหมาะสมปีละ 25 – 28 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และเหลือเก็บส่งออกไม่เกิน 10 ล้านตัน ราคาข้าวก็จะไม่แพงเกินไปและไม่ถูกเกินไป เป็นความท้าท้ายของหน่วยผลิตที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องบริหารจัดการให้ได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้อง
ส่งเสริมวิธีการผลิตที่มีความปลอดภัยด้านสารเคมีตกค้าง หรือยกระดับไปถึงการผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากส่วนหนึ่งเกษตรกรขาดแรงจูงใจ เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังเลือกซื้อสินค้าเกษตรทั่วไปมากกว่าอินทรีย์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสสส. ในการรณรงค์การบริโภคอาหารสุขภาพ สร้างความมั่นใจผู้บริโภค เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ที่จะส่งผลต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

‘สวนมะพร้าว’ใกล้รอดพ้นวิกฤติ l เกษตรฯยันทยอยฟื้นตัวดีขึ้น-ย้ำสารกำจัดหนอนหัวดำไร้พิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330516

x

‘สวนมะพร้าว’ใกล้รอดพ้นวิกฤติ l เกษตรฯยันทยอยฟื้นตัวดีขึ้น-ย้ำสารกำจัดหนอนหัวดำไร้พิษ

วันจันทร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินการ 29 จังหวัด ประกอบด้วย กิจกรรมการฉีดสารกำจัดหนอนหัวดำเข้าต้นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร จำนวน 2,608,034 ต้น พ่นสารกำจัดหนอนหัวดำทางใบมะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร จำนวน 1,269,100 ต้น และปล่อยแตนเบียนบราคอน 252 ล้านตัว ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ เมษายน 2560 – มิถุนายน 2561 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการฉีดสารกำจัดหนอนหัวดำเข้าต้นเมื่อเดือนธันวาคม 2560 พบการฟื้นตัวของต้นมะพร้าวดีขึ้นตามลำดับ สามารถให้ผลผลิตได้ตามปกติ และขณะนี้ดำเนินการพ่นสารทางใบเพื่อกำจัดหนอนหัวดำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 29 มีนาคม มีการปล่อยแตนเบียนบราคอน 29 จังหวัด จำนวน 157,670,000 ตัว คิดเป็นร้อยละ 62

นายประสงค์กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในหลายจังหวัด พบว่า โดยรวมสวนมะพร้าวของเกษตรกรฟื้นตัวดีขึ้น มะพร้าวแตกยอดเขียว หลังจากที่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปดูแลพื้นที่ระบาด โดยให้เกษตรกรใช้วิธีผสมผสานในการกำจัดหนอนหัวดำคือ การตัดทางใบที่หนอนหัวดำเข้าทำลาย และการปล่อยแตนเบียนบราคอนกำจัดหนอนหัวดำ กระทั่งสุดท้ายเลี่ยงการใช้สารกำจัดได้ ทั้งนี้ สารกำจัดหนอนหัวดำที่ใช้ฉีดและพ่น กรมส่งเสริมการเกษตร มีการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้ใช้สารกำจัดหนอนหัวดำ เกี่ยวกับสารและวิธีการใช้อย่างถูกต้องตามหลักที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ โดยสารกำจัดหนอนหัวดำที่นำมาใช้นี้มีการทดสอบแล้วว่า สามารถกำจัดหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างในน้ำ และเนื้อมะพร้าว โดยหลังการใช้สารดังกล่าว 15 วัน จะปล่อยแตนเบียนบราคอน และรณรงค์ให้เกษตรกรผลิตแตนเบียนบราคอนควบคุมหนอนหัวดำอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้จากปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำ ที่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปดูแลให้ความรู้แก่เกษตรกรใช้วิธีผสมผสานเพื่อกำจัดหนอนหัวดำ พบว่าเกษตรกรพอใจกับการฟื้นตัวของมะพร้าว และตื่นตัวในการรวมกลุ่มเพื่อเรียนรู้และช่วยกันป้องกันกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น จากการเรียนรู้วิธีผลิตแตนเบียนบราคอน และผลิตศัตรูทางธรรมชาติด้วยตัวเกษตรกรเองผ่านศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ซึ่งเป็นศูนย์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน ให้สามารถบริหารจัดการป้องกันศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง