แตกใบอ่อน : ตามรอยพ่อ-ต่อยอดพันธุกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331194

807934531

แตกใบอ่อน : ตามรอยพ่อ-ต่อยอดพันธุกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ขออนุญาตหลีกหนีความวุ่นวายจากปัญหาการบ้านการเมืองทั้งปวง มาชวนท่านผู้อ่านไปเที่ยว “พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กันบ้าง เพราะความจริงตั้งใจจะเขียนถึงนานแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เขียนถึงเสียที จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรุ่นน้องเอาหมายงานของพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ มาฝากให้ช่วยกระจายข่าวให้หน่อย ก็เลยทำให้นึกได้ และถือโอกาสเขียนถึงเสียเลย

เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นแค่เพียง “พิพิธภัณฑ์” ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรวบรวมองค์ความรู้อันเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับพวกเราชาวไทยเท่านั้น แต่ที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดและส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเกษตรตามแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียติฯ จะแบ่งเป็นโซนหลักๆ 2 โซน ซึ่งโซนแรก เป็น “พิพิธภัณฑ์ในอาคาร” มุ่งนำเสนอพระอัจฉริยภาพ พระราชกรณียกิจ รวมทั้งโครงการในพระราชดำริต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรฯ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยมีการนำเสนอในหลากหลายรูปแบบ การจัดนิทรรศการ หุ่นจำลอง ภาพยนตร์สามมิติและสื่อมัลติมีเดีย

ส่วนโซนที่ 2 เป็น “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” ซึ่งเป็นฐานการเรียนรู้การทำการเกษตรต่างๆ รวมทั้งนวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีแปลงสาธิตทั้งการปลูกข้าว แปลงนาอินทรีย์ แปลงผัก การปลูกสมุนไพร การเพาะเห็ด จนถึงการทำปศุสัตว์

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสำคัญที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯทำมาอย่างต่อเนื่อง คือ การเปิดอบรมหลักสูตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในหัวข้อต่างๆ ให้ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเกษตรกร เข้ามาเรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ หรือเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ เช่น เทคนิคการปลูกไม้ผลนอกฤดู ระบบให้น้ำพอเพียง การสร้างโรงเรือนปลูกผักระดับครัวเรือน เกษตรอินทรีย์ เทคนิคการปลูกผักแนวตั้ง การทำโซลาร์เซล์เพื่อการพึ่งต้นเอง เป็นต้น

โดยในช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันจักรี 6-8 เมษายนที่จะถึงนี้ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯก็จะมีการจัดงาน “มหกรรมตามรอยพ่อ ต่อยอดพันธุกรรม” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้านการอนุรักษ์พันธุกรรม อันถือเป็นมรดกล้ำค่าและมรดกที่สำคัญชิ้นหนึ่งของคนไทย โดยในงานนอกจากจะมีกิจกรรมความรู้เกี่ยวกับพันธุกรรมมากมาย เช่น นิทรรศการพันธุกรรมตามนิเวศน์เฉพาะถิ่นของแต่ละภูมิภาค นิทรรศการไผ่นานาชนิด และพันธุกรรมไม้แปลกหายาก แล้ว ตลอดทั้ง 3 วันของงานยังมีการจัดอบรม “วิชาของแผ่นดิน” รวมทั้งหลักสูตรวิชาชีพจากบุคคลต้นแบบและผู้เชี่ยวชาญรวมกว่า 20 หลักสูตร เช่น หลักสูตร “เมล็ดพันธุ์คือชีวิต” เรียนรู้ประโยชน์และการบริโภคเมล็ดพันธุ์เพิ่มพลังชีวิต, การเพาะเห็ดเจ็ดชั่วโคตร เรียนรู้วิธีการเพาะเห็ดกับต้นไม้ การเพาะเห็ดขอนไม้, การทำปุ๋ยชีวภาพชนิดต่างๆ เพื่อบำรุงผักสุขภาพ, การขยายพันธุ์ผักหวาน, การสกัดฮอร์โมนจากพืช, การทำโซลาร์เซลล์แบบพกพา, การทำแป้งเท้ายายม่อม, ป่าพื้นบ้าน, การทำมะนาวดอง และการทำไอศครีมจากมันม่วง เป็นต้น

นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดตลาดพื้นบ้าน ซึ่งมีทั้งผลผลิตการเกษตรฤดูกาล ต้นไม้ พันธุ์ไม้ เมล็ดพันธุ์พืช พันธุกรรมราคาพิเศษ 10 บาท จากกลุ่มเกษตรกรพื้นบ้าน รวมทั้งกิจกรรมบันเทิงและการละเล่นต่างๆ ตามประเพณีไทย เช่น รำวงย้อนยุค ละครเพลงพื้นบ้าน การละเล่นวิถีไทย รวมทั้งกิจกรรมต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงในสัปดาห์หน้า ส่วนท่านที่สนใจตารางการจัดงานโดยเฉพาะการอบรม ลองเข้าไปตรวจสอบที่เว็บไซต์ www.wisdomking.or.th ดูได้ครับ

มะลิลา

‘ฝนหลวง’บินช่วยแปลงใหญ่เชียงใหม่ สั่งเร่งปฏิบัติภารกิจเติมน้ำในเขื่อน-รับมือภัยแล้งต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331193

x

‘ฝนหลวง’บินช่วยแปลงใหญ่เชียงใหม่ สั่งเร่งปฏิบัติภารกิจเติมน้ำในเขื่อน-รับมือภัยแล้งต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่มีการพบปัญหาขาดแคลนน้ำของพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ มะม่วง ลำไย แคนตาลูป และมันสำปะหลัง จึงได้สั่งการให้ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือทันทีหากมีสภาพอากาศเอื้อต่อการปฏิบัติภารกิจ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการ 3 ภารกิจ 6 เที่ยวบิน ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่ อ.ฮอด และ อ.จอมทอง ส่วน อ.ดอยหล่อ มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการปฏิบัติการฝนหลวงในภูมิภาคอื่นๆ ยังคงปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือปัญหาภัยแล้ง เติมน้ำในเขื่อน และสร้างความชุ่มชื้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยภาคเหนือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก ปฏิบัติภารกิจเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้บริเวณจังหวัดตากและลำปาง ซึ่งมีฝนตกบริเวณอำเภอสามเงา จังหวัดตาก และอำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ภาคกลาง โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี ปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ป่าไม้พื้นที่เขตอนุรักษ์ด้านตะวันตกของภาคกลาง ซึ่งมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางในพื้นที่ดังกล่าว ด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ปฏิบัติการฝนหลวง เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา พบว่ามีฝนตกเล็กน้อยในบริเวณดังกล่าว ภาคตะวันออก หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดจันทบุรี มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว และจันทบุรี ซึ่งทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่อำเภอเมืองสระแก้ว วัฒนานคร เขาฉกรรจ์ วังน้ำเย็น และวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว อำเภอสนามชัยเขต ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด และภาคใต้ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติการพื้นที่เป้าหมายลุ่มรับน้ำเขื่อน แก่งกระจาน พบว่ามีฝนตกปานกลางถึงหนักบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน บริเวณอำเภอแก่งกระจานและอำเภอหนองหญ้าปล้อง

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ต่างๆ ทั้งภัยแล้ง ปัญหาหมอกควัน ปัญหาสาหร่ายบูม ตลอดจนการเติมน้ำให้กับเขื่อนที่มีความต้องการน้ำและพื้นที่ร้องขอรับบริการฝนหลวง เพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลือทันทีหากมีสภาพเอื้อต่อการปฏิบัติภารกิจ

เกษตรฯชวนปั่นชมธรรมชาติ เส้นทางสายลิ้นจี่เมืองแม่กลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331191

x

เกษตรฯชวนปั่นชมธรรมชาติ เส้นทางสายลิ้นจี่เมืองแม่กลอง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรมเส้นทางสายลิ้นจี่แม่กลองขึ้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2561 สถานที่จัดกิจกรรมแบ่งเป็นสองประเภทคือ สถานที่จำหน่ายลิ้นจี่
8 แห่ง ได้แก่ วัดอินทาราม วัดบางสะแก องค์การบริหารส่วนตำบลบางนางลี่ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ตลาดน้ำสามอำเภอ วัดเกาะแก้ว วัดบางกุ้ง และริมถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยรอบ และสถานที่จัดกิจกรรมปั่นจักรยานเข้าสวนลิ้นจี่ 3 แห่ง ได้แก่ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ วัดสวนหลวง และวัดบางกุ้ง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ปั่นจักรยานชมสวนลิ้นจี่ ซื้อผลผลิตโดยตรงจากสวน และได้สัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจของจังหวัดสมุทรสงคราม

“ลิ้นจี่ของจังหวัดสมุทรสงครามนั้น คือลิ้นจี่พันธุ์ค่อมสมุทรสงคราม มีรสชาติหวาน เนื้อหนากรอบ มีสีขาวอมชมพู เนื้อแห้งไม่แฉะ จนถูกเรียกว่าเป็นของดีของจังหวัดสมุทรสงคราม ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะอากาศเย็นและอิทธิพลจากแม่น้ำแม่กลอง ที่ทำให้ตะกอนดินพัดมาทับถมกันกลายเป็นดินดอนปากแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ แบ่งเวลาการออกผลเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงแรก 1 – 10 เมษายน ช่วงที่สอง 11 – 30 เมษายน และช่วงที่สาม 1 พฤษภาคม เป็นต้นไป ลิ้นจี่จะออกผลในเวลาเช่นนี้ทุกปี จนทำให้เดือนเมษายน กลายเป็นเทศกาลประจำปีที่ควรมาเที่ยวของจังหวัดสมุทรสงคราม โดยปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตรวมจากทั้งสามช่วงประมาณ 3,000 ตัน” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

เตือนโรคระบาดไร่องุ่น เกษตรฯชี้อากาศเอื้อโรคผลเน่า-โรคใบจุดจ้องถล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331190

x

เตือนโรคระบาดไร่องุ่น เกษตรฯชี้อากาศเอื้อโรคผลเน่า-โรคใบจุดจ้องถล่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกัน สลับกับมีอากาศร้อน สภาพอากาศเช่นนี้ ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคผลเน่าและโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นติดผลจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับโรคผลเน่า อาการบนใบ ในระยะแรกอาการของโรคจะคล้ายกับโรคใบจุดมาก คือ จะเห็นแผลจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไปบนใบและกิ่งก้าน อาการบนผล เริ่มแรกเป็นแผลจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก จากนั้น แผลขยายใหญ่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนจนเห็นได้ชัดเจนบนผลองุ่นในระยะใกล้เก็บเกี่ยว แผลฉ่ำน้ำ ยุบตัวลง ไม่มีขอบแผลที่ชัดเจน เนื้อเยื่อกลางแผลฉีกขาด กรณีในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง ตรงกลางแผลจะพบจุดสีดำขนาดเล็กเรียงเป็นวงซ้อนกัน อาจพบเมือกสีส้มที่เป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา ผลองุ่นที่เป็นโรคจะยังคงติดอยู่กับช่อไม่ร่วงหล่น แต่จะค่อยๆ เน่าแห้งและเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งผล ต่อมาโรคจะขยายลุกลามไปยังผลอื่นๆ ในช่อนั้นจนกระทั่งเน่าเสียหมดทั้งช่อ

หากพบอาการของโรคผลเน่า ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 10-20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5–7 วัน

ส่วนโรคใบจุดที่พบได้ในช่วงนี้ อาการของโรคบนใบและกิ่งก้านในระยะแรกจะคล้ายกับอาการของโรคผลเน่า แต่จะเห็นอาการของโรคแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนที่ผล อาการบนใบ พบใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแห้งและเป็นรูพรุน อาการบนเถา กิ่ง ก้าน และมือเกาะ เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีน้ำตาล กรณีโรคระบาดรุนแรง แผลขยายตัวขนาดใหญ่ติดต่อกัน แผลกลมสีน้ำตาลค่อนข้างแห้ง ขอบแผลนูนแข็ง หากเกิดโรคบนกิ่งบริเวณส่วนยอด จะทำให้ยอดบิดเบี้ยว อาการที่ผล เกิดแผลจุดสีดำยุบตัวลง ขอบแผลนูนขึ้นเห็นได้ชัดเจน หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่ ขอบแผลมีสีอ่อนกว่าตรงกลางแผล และแผลค่อนข้างแห้ง

เมื่อพบการระบาดของโรคใบจุด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน โดยทั้ง 2 โรคนี้ ถ้าพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก อย่าให้มีใบแน่นทึบจนเกินไป อีกทั้งควรตัดและเก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค

สั่งเฝ้าระวัง23จังหวัด74อำเภอ เกษตรฯจับตาเสี่ยงช่วงแล้ง-ยันภาพรวมน้ำยังอยู่ในแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330977

สั่งเฝ้าระวัง23จังหวัด74อำเภอ เกษตรฯจับตาเสี่ยงช่วงแล้ง-ยันภาพรวมน้ำยังอยู่ในแผน

สั่งเฝ้าระวัง23จังหวัด74อำเภอ เกษตรฯจับตาเสี่ยงช่วงแล้ง-ยันภาพรวมน้ำยังอยู่ในแผน

วันพุธ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แม้ว่าสถานการณ์น้ำปีนี้จะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว แต่ยังมีพื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์อ่างเก็บน้ำกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 เมษายน มีน้ำร่วมกัน 50,905 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 67 ของความจุ มากกว่าปีที่แล้ว 7,164 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 26,985 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ52 ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกัน 15,139 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 61 ของความจุอ่างรวมกัน มากกว่าปีที่แล้ว 3,079 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำใช้การได้ 8,443 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 46

สำหรับสถานการณ์เพาะปลูกฤดูแล้ง ปี 2560/61 จากปริมาณน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 ทั้งประเทศ ณ วันที่ 28 มีนาคม รวม 12.54 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 9.48 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 3.06 ล้านไร่ สูงกว่าแผนที่กำหนดไว้ เพียง 7% ถือว่าอยู่ในการควบคุมได้

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนด 2 มาตรการเตรียมการก่อนเกิดผลกระทบภัยแล้ง คือ 1.การประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดภัยแล้ง ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งระดับอำเภอ พบว่า มีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร 23 จังหวัด 74 อำเภอ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีหนังสือสั่งการให้จังหวัด ตรวจสอบ เตรียมการป้องกัน และบริหารจัดการสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว 2.การบรรเทาผลกระทบ ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ทุกหน่วยงานใน กษ. ได้เตรียมกำลังคน เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ เสบียงสัตว์ เวชภัณฑ์ ปัจจัยการผลิต เพื่อให้การช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์หรือเมื่อมีการการร้องขอ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 2,365 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 242 คัน เสบียงสัตว์ 2,807 ตัน เมล็ดพันธุ์ 51 ตัน รวมทั้งการปฏิบัติฝนหลวง ซึ่งเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นมา

ด้าน นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงความก้าวหน้ามาตรการรองรับความเสี่ยงผลกระทบภัยแล้งตามที่ ครม. เห็นชอบแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2561 พื้นที่ดำเนินการ 53 จังหวัด เป้าหมาย 450,000 ไร่ เกษตรกรสมัครร่วมโครงการ 40,708 ราย พื้นที่ 341,270 ไร่ คิดเป็น 75.84% ของเป้าหมาย และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลายืนยันการปลูกเมื่อ 15 มี.ค.ที่ผ่านมามีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 33,504 ราย พื้นที่ 282,996.50 ไร่ คิดเป็น 82.92% จากพื้นที่ที่เกษตรกรสมัคร ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบแปลงระดับตำบล จำนวน 33,425 ราย พื้นที่ 268,450.75 ไร่ คิดเป็น 89.64% จากพื้นที่ยืนยันการปลูก 2) โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาปี 2560/61 พื้นที่เป้าหมาย 700,000 ไร่ ใน 31 จังหวัด เกษตรกร 47,000 ราย มีเกษตรสมัครร่วมโครงการ 84,931 ราย พื้นที่ 618,689 ไร่ คิดเป็น 88.38% จากเป้าหมาย แต่จำนวนเกษตรกรที่มายืนยันการปลูก 74,704 ราย พื้นที่ 523,331 ไร่ คิดเป็น 84.58% จากพื้นที่ที่เกษตรกรสมัคร โดยเมื่อสิ้นสุดยืนยันการปลูกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาพบว่ามีเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบ 64,554 ราย พื้นที่ 436,155.25 ไร่ คิดเป็น 86.41% จากพื้นที่ยืนยันการปลูก ขณะนี้ คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบลกำลังดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่รับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 โครงการ เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือตามเงื่อนไขโครงการไร่ละ 2,000 บาท คนละไม่เกิน 15 ไร่ แต่ขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่มีการจ่ายเงินจำนวน 2,000 บาท/ไร่ ให้แก่เกษตรกรรายใด เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบแปลง โดยคณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบล หากแล้วเสร็จจะดำเนินการจ่ายเงินให้เกษตรกรผ่าน ธ.ก.ส. โดยเร็วต่อไป

‘พิษสุนัขบ้า’ยังระบาด31จว. ปศุสัตว์ลุยฉีดวัคซีนหมา-แมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330973

x

‘พิษสุนัขบ้า’ยังระบาด31จว. ปศุสัตว์ลุยฉีดวัคซีนหมา-แมว

วันพุธ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าในการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ประจำวันที่ 2 เมษายน 2561 ว่า การฉีดวัคซีนให้แก่สุนัข-แมวซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมปศุสัตว์ ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ 8.24 ล้านตัว ได้มีการดำเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้น 3,515,398 ตัว โดยการฉีดวัคซีนรอบจุดเกิดโรคในรัศมี 5 กม.ได้ 100% แล้ว และคาดว่าในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม จะได้ 80% ของสุนัข-แมวทั่วประเทศ

สำหรับการผ่าตัดทำหมันซึ่งมีเป้าหมาย 300,000 ตัว มีการดำเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้น จำนวน 151,401 ตัว และทำการอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งตั้งเป้าไว้ 17,500 คน มีผลงานสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้ จำนวน 35,853 คน ซึ่งเป็นอาสาจากท้องถิ่นละ 1-2 ราย ทำงานร่วมกับ อสม. นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว แล้ว 7.3 ล้านตัว โดยยอดที่สำรวจสุนัข แมวในปีที่ผ่านมามี ประมาณ 10 ล้านตัว

ส่วนการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ในช่วงมกราคมถึงวันที่ 1 เมษายน 2561 มีการประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว อายุ 30 วัน จำนวน 41 จังหวัด ปัจจุบันคงเหลือ 31 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ นครราชสีมา ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มุกดาหาร ร้อยเอ็ด อุดรธานี เชียงราย ตาก ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา สตูล นนทบุรี ระนอง และพิจิตร

ปรับปรุง198แหล่งน้ำขนาดเล็ก l ‘ปิดทองหลังพระ’เดินหน้าซ่อมแซมช่วยเหลือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330975

x

ปรับปรุง198แหล่งน้ำขนาดเล็ก l ‘ปิดทองหลังพระ’เดินหน้าซ่อมแซมช่วยเหลือเกษตรกร

วันพุธ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่าโครงการดังกล่าวเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และชุมชน เพื่อซ่อมแซมแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเดิม เสริมศักยภาพแหล่งน้ำ เช่น จัดทำระบบส่งน้ำใหม่ ทำคลองส่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่มีการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสนับสนุนให้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่รับประโยชน์นำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ เพื่อลดรายจ่ายครัวเรือน เพิ่มรายได้และส่งเสริมอาชีพให้สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำระดับชุมชนตามโครงการแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังเป็นงานต่อเนื่องจากบันทึกความเข้าใจเพื่อบูรณาการร่วมกันระหว่างปิดทองหลังพระฯ กับ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ภายใต้แผนงานนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอขอรับงบประมาณกลางปี วงเงิน 190.398 ล้านบาท โดยจะนำร่องในพื้นที่ 9 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 198 โครงการ โดยมอบให้สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

9 จังหวัดดังกล่าว ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส 60 โครงการ น่าน 44 โครงการ บุรีรัมย์ 30 โครงการ อุดรธานี 17 โครงการ ยะลา 12 โครงการ ชัยภูมิ 10 โครงการ กาฬสินธุ์ 10 โครงการ ฉะเชิงเทรา 11 และปัตตานี 4 โครงการมีประชาชนใน 47 อำเภอที่จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา

“ขณะนี้อยู่ในขั้นเตรียมความพร้อมและได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพราะเห็นสอดคล้องกันว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากการมีน้ำใช้ตลอดปี จึงสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ทั้ง 9 จังหวัด”

การพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ คาดว่า จะเริ่มได้ในเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากประสบการณ์การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ส่วนราชการต่างๆ และชุมชน ทำงานร่วมกับปิดทองหลังพระฯมา จะทำให้การทำงานเป็นไปได้โดยรวดเร็ว คาดว่าโครงการส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จภายใน 50 วัน และจะทยอยเสร็จไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ปี 2561 เป็นอย่างช้า

จับตาลิ้นจี่ออกสู่ตลาด สศก.คาดผลผลิตรวมทั้งประเทศทะลุ4.5หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330974

x

จับตาลิ้นจี่ออกสู่ตลาด สศก.คาดผลผลิตรวมทั้งประเทศทะลุ4.5หมื่นตัน

วันพุธ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การผลิตลิ้นจี่ ปี 2561 มีพื้นที่ให้ผลรวมทั้งประเทศ 100,927 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 9 เนื่องจากลิ้นจี่ให้ผลผลิตน้อยติดต่อกันหลายปีในแหล่งผลิตที่สำคัญทางภาคเหนือและภาคกลาง เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้ผลอื่น เช่น ลำไย มะม่วง กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ส้มโอ และมะพร้าวน้ำหอม ขณะที่ผลผลิตรวมทั้งประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 45,446 ตัน โดยมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 8% อยู่ที่ 450 กก.ต่อไร่ เพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวยมีอากาศหนาวเย็น และหนาวนานกว่าปีที่ผ่านมาเหมาะกับการออกดอกของลิ้นจี่

จากการติดตามสถานการณ์แหล่งผลิตลิ้นจี่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา เชียงราย และน่าน คาดว่ามีพื้นที่ให้ผลประมาณ 88,413 ไร่ มีผลผลิตรวม 39,705 ตัน โดยคาดว่า เชียงใหม่ จะมีผลผลิต 24,360 ตัน รองลงมา คือ พะเยา 6,792 ตัน เชียงราย 5,048 ตัน และ น่าน 3,505 ตัน ซึ่งขณะนี้ลิ้นจี่อยู่ในช่วงเริ่มติดผล คาดว่าผลผลิตจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน และออกมากในเดือนพฤษภาคม รวม 24,554 ตัน คิดเป็น 62% ของผลผลิตทั้งหมด

ด้าน นายธวัชชัย เดชาเชษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จะขายผลผลิตให้แก่ผู้รับซื้อที่มาตั้งจุดรับซื้อ โดยแบ่งผู้รับซื้อออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้รับซื้อเพื่อการส่งออกไปประเทศจีน ผู้รับซื้อที่เป็นโมเดิร์นเทรด และผู้รับซื้อที่เป็นพ่อค้าทั่วไป โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดในลักษณะกระจุกตัวเพียงเดือนเดียว คือ ช่วงเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาราคาที่อาจจะเกิดขึ้น โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการ จำหน่ายสินค้าในหลายแห่ง เช่น ร้านธงฟ้าประชารัฐ และเครือข่ายตลาดประชารับทุกแห่งในพื้นที่ เป็นต้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริโภคลิ้นจี่ หรือเลือกซื้อเป็นของฝากเพื่อช่วยสนับสนุนเกษตรกรในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด

ส่องเกษตร : ถึงเวลา‘เอาจริง’ล้างโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330971

449007

ส่องเกษตร : ถึงเวลา‘เอาจริง’ล้างโกง

วันพุธ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข่าวอธิบดีกรมชลประทาน-ทองเปลว กองจันทร์ มีคำสั่งย้ายด่วนนายเทิดพงษ์ ไทยอุดม ผอ.โครงการชลประทานนครราชสีมา พร้อม 2 เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ไปประจำสำนักชลประทานที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.เป็นต้นไป และตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทั้งทางวินัยและอาญานั้น นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจให้ต้องจับตาใกล้ชิด ในการตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่กำลังเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น หลังจากที่มีปัญหาการโกงกินเกิดขึ้นเรียกได้ว่า“ทุกหย่อมหญ้า” จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกันแล้ว

ไม่ว่าคดีทุจริต “เงินทอนวัด” ที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกรมการศาสนาใช้โมเดลเดียวกันกับหลายสิบวัดทั่วประเทศ, คดีโกงเงินคนยากไร้ คนไร้ที่พึ่ง ผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ลุกลาม ตรวจสอบพบการทุจริตของศูนย์สงเคราะห์ต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์กว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ หรือคดีโกงเงินทุนการศึกษา“กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” ของกระทรวงศึกษาธิการที่ทำมายาวนานเป็น 10 ปี สร้างความเดือดร้อนให้นักเรียนทุนหลายพื้นที่ จนอนาคตการศึกษาได้รับความเสียหายมาก ฯลฯ

หลายคดีทุจริตอื้อฉาวเหล่านี้ ถูกเปิดโปง ตรวจสอบ จับกุมติดๆ กัน มีครอบข่ายการโกงกินเป็นขบวนการกระจายทั่วประเทศ ทั้งดำเนินการกันอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ว่ากันว่านั่นเป็นแค่เพียง“ยอดภูเขาน้ำแข็ง”เท่านั้น สิ่งที่ยังถูกปกปิดดังภูเขาทั้งลูกที่อยู่ใต้ทะเล ก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่นอีกมากมาย ในกระทรวงต่างๆที่ถูกฝังรากลึกมายาวนาน… รวมถึงในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองด้วย

เป็นสาเหตุสำคัญทำให้งบประมาณพัฒนาประเทศและงบประมาณการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนลำเค็ญต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพี่น้องเกษตรกร ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เกิดการรั่วไหลงบประมาณอย่างมโหฬาร ความเดือดร้อนต่างๆจึงไม่ได้รับการบำบัดแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพพอ จนปัญหาหมักหมม ความทุกข์ยาก ความยากจนเรื้อรังดังทุกวันนี้

เริ่มแรกของการเข้ายึดอำนาจรัฐ บริหารประเทศของรัฐบาล คสช.ได้สร้างจุดแข็งที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากศรัทธาให้การสนับสนุน นั่นก็คือ ท่าทีเอาจริงเอาจังปราบปราม เอาผิดคอร์รัปชั่นรายใหญ่ๆโดยเฉพาะคดีค้างคาที่มีนักการเมือง อดีตรัฐบาลผู้บริหารประเทศได้ก่อความเสียหายต่อประเทศชาติไว้มโหฬาร ดังเช่นคดีทุจริตจำนำข้าวที่เงินหลวงเสียหายไปหลายแสนล้านบาท

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาก็สร้างกลไกศูนย์อำนวยการต่อต้านทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) บูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามทุจริตให้ได้ผลยิ่งขึ้น รวมถึงใช้ดาบอาญาสิทธิ์“มาตรา 44” เป็นเครื่องมือโยกย้ายข้าราชการที่ต้องข้อกล่าวหาพัวพันคดีโกงกินต่างๆเป็นจำนวนมาก ทั้งเคยออกมติครม.สั่งให้หัวหน้าทุกหน่วยราชการเอาจริง จัดการปัญหาทุจริตในองค์กรของตน ฯลฯ จนปีแรกๆ ของรัฐบาล คสช. ปัญหาคอร์รัปชั่นเหมือนจะชะงักไป

แต่“เชื้อชั่ว”กลับไม่มีวันตาย เมื่อกลไกอย่าง ศอตช.เริ่มเฉื่อยลง คอร์รัปชั่นก็กลับมาแพร่ระบาด เป็นข่าวฉาวกระฉ่อน บั่นทอนคะแนนนิยมรัฐบาล จนล่าสุดการประชุมครม.สัปดาห์ที่แล้ว คสช.ก็ได้ชงมาตรการให้ครม.มีมติเพิ่มความเข้มข้นปราบปราบทุจริต โดยสั่งให้ทุกหน่วยราชการ“เอาจริง”จัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง เช่น ถ้าเกิดการร้องเรียนทุจริตขึ้น ภายใน 7 วันต้องเร่งตั้งกรรมการสอบและให้สอบภายใน 30 วัน ถ้าผลสอบเบื้องต้นน่าเชื่อว่ามีการทุจริต ก็ให้ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่ง เพื่อสอบสวนเอาผิดทางวินัยและอาญาต่อไป และภายใน 3 ปีห้ามย้ายกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม รวมถึงห้ามย้ายให้มีตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นต้น

หลายกระทรวงที่“แอ๊กทีฟ”เช่น กระทรวงศึกษาธิการที่มีคดีโกงเกิดขึ้นมากมาย ได้เอาจริงให้เห็นเป็นตัวอย่าง ขณะที่กระทรวงเกษตรฯก็ประเดิมโดยกรมชลประทาน ทำตามมติครม.ในคดี ผอ.โครงการชลประทานนครราชสีมาที่ถูกกล่าวหา“ส่อทุจริต”ในการขุดลอกพื้นที่ “แก้มลิง” 3 อำเภอ ซึ่งผลสอบเบื้องต้นพบ ไม่มีการขุดลอกจริง จึงถูกสั่งย้ายด่วน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบเอาผิดต่อไป

ในกระทรวงเกษตรฯยังมีเรื่องราวไม่ชอบมาพากล“ส่อทุจริต”อีกมากมายที่ถูกหมกไว้อยู่ จึงถึงเวลาที่จะต้องเอาจริงกันเสียที แต่ก็หวังว่า จะไม่ใช่แค่“ไฟไหม้ฟาง” สนองนโยบายไปตามสถานการณ์พอเนิ่นนานไป ก็กลับไปเหมือนเดิมอีก ดังเช่นหลายๆ เรื่องที่เคยเป็นมาตลอด

ขณะเดียวกันก็หวังด้วยว่า ผู้มีอำนาจจะไม่ฉวยโอกาสนี้ ใช้เป็นข้ออ้าง “เขี่ย”หรือ “เลื่อยเก้าอี้” ผู้บริหารที่ถูกเขม่นอยู่ ดังที่เคยทำๆ กันมาเช่นกัน

สาโรช บุญแสง

‘บิ๊กฉัตร’เปิดตัวกองทุน ‘ต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน’ หนุนลูกหลานเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331020

'บิ๊กฉัตร'เปิดตัวกองทุน  'ต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน' หนุนลูกหลานเกษตรกร

‘บิ๊กฉัตร’เปิดตัวกองทุน ‘ต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน’ หนุนลูกหลานเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561, 18.50 น.

3 เม.ย. 61 ที่ศูนย์ปฎิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมศึกษาต่อวิทยาลัยการชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ของบุตรเกษตรกรในโครงการเมล็ดพันธุ์สู่ศาสตร์แผ่นดิน เพื่อผลิตบุคคลากรเข้าสู่ภาคเกษตรกรรมกำลังประสบปัญหาผู้สูงอายุ พร้อมมอบทุนประเดิมเข้ากองทุนการศึกษาต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน โดยรองนายกฯได้เชิญชวนภาคส่วนต่างๆ ร่วมบริจาค รวม 5 แสนบาท

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่าชื่นชมวิทยาลัยชลประทาน เดินหน้ามา80ปี สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศมาก โดยเฉพาะด้านชลประทานเป็นอันดับ8 ของโลก ขณะนี้มีพื้นที่ชลประทาน 30% แต่ว่ายังเราต้องการพื้นที่ชลประทานอีกมากเพราะเราหนีเรื่องเกษตไม่ได้ คนจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตร เป็นกำลังสำคัญของชาติ การจะไปสู่4.0 เกษตรกรต้องได้รับการพัฒนา ผลิตคนมีความรู้ไปทำภาคเกษตรให้มากยิ่งคน โดยเฉพาะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรุปแบบ ปี 64 มีคนแก่ 20% ปี74 เพิ่ม30% ปรากฎว่าเด็กเกิดใหม่เมื่อ 10ปีที่แล้ว8 แสนคน ตอนนี้เหลือ 7 แสนคน ลดลงกว่า10% ขณะที่ภาคเกษตรมีแต่คนสูงอายุ เราต้องสร้างบุคคลากรเข้าสู่อาชีพเกษตรให้อยู่ในอาชีพได้อย่างภูมิใจ

“ให้อธิบดีกรมชลประทานทุกคนได้ทำโครงการนี้อย่างต่อเนื่องสร้างเยาวชนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเข้ามาส่งเสริมงานเกษตรไทยทุกด้านเข้มแข็ง รวมทั้งชักชวนศิษย์เก่าชลประทาน มาร่วมบริจาคสมทบเข้ากองทุนนี้ได้ช่วยลูกหลานเกษตรกรยากจนให้ได้มีการศึกษากลับไปพัฒนาถิ่นบ้านเกิดและสานต่อรุ่นต่อไปเข้ามาพัฒนาอาชีพเกษตรกรไทยสู่ความยั่งยืน”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยชลประทาน ได้ร่วมสนับสนุนกองทุนการศึกษาต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน ให้ลูกเกษตรกรเล่าเรียนฟรีระดับปริญญาตรี ในปีแรก 5 คนและจะขยายเพิ่มเป็น 20 คน ปี 2564 โดยพิจารณาบุตรเกษตรกรในพื้นที่ประสบอุทัย แก้มลิงบางระกำ พื้นที่แก้มลิง 12 ทุ่งเจ้าพระยา และลูกเกษตรกรทั่วไป

ดร.จงรักษ์ วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีม.เกษตรฯ กล่าวว่าประเทศไทยประสบปัญหาทั้งน้ำท่วมฝนแล้ง ทำให้การบริหารน้ำยิ่งยากเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดในโลก และไทยมีความเข้มแข็งการเกษตร  จึงให้ทุนบุตรเกษตรกรเรียนฟรี เพื่อจูงใจเข้ามาเรียนในเรื่องศาสตร์ของแผ่นดิน มาพัฒนานวตกรรมการเกษตร การใช้น้ำมีประสิทธิภาพ สร้างองค์ความรู้ระดับโลกได้