ขยายแหล่งจำหน่ายเกษตรอินทรีย์ l มกอช.เร่งรับรองผู้ค้าสร้างความมั่นใจผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331949

x

ขยายแหล่งจำหน่ายเกษตรอินทรีย์ l มกอช.เร่งรับรองผู้ค้าสร้างความมั่นใจผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินโครงการสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มีแหล่งจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิก (Organic) ที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทั้งมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์ (Organic Thailand) ของกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงมาตรฐานของต่างประเทศ เช่น มาตรฐาน IFOAM ของยุโรป มาตรฐาน NOP ของสหรัฐอเมริกา และมาตรฐาน JAS ของญี่ปุ่น พร้อมให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าออร์แกนิกเพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้มีสถานที่
จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองจาก มกอช. แล้ว 7 แห่ง 149 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ ท็อปส์ 103 สาขา
ร้านริมปิง 9 สาขา เดอะมอลล์และในเครือ 6 สาขา แม็คโคร 14 สาขา แดรี่โฮม 1 สาขา บิ๊กซี 14 สาขา และเลมอนฟาร์ม 2 สาขา โดยสินค้าออร์แกนิกที่นำมาจำหน่ายในร้านดังกล่าวมีค่อนข้างหลากหลาย ทั้งพืชผักผลไม้อินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ สมุนไพรอินทรีย์ ไข่ไก่อินทรีย์ สัตว์น้ำอินทรีย์ และนมอินทรีย์ มีการแสดงฉลากอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ที่สำคัญยังมีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มบริโภคสินค้าอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น

“ปัจจุบันมีสินค้าที่แสดงเครื่องหมายว่าเป็นสินค้าอินทรีย์ในท้องตลาดจำนวนมาก แต่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าสินค้าอินทรีย์ดังกล่าวเป็นสินค้าอินทรีย์ที่ผลิตจากระบบเกษตรอินทรีย์จริง หรือมาจากการผลิตแบบปกติแต่นำมาติดฉลากอินทรีย์ หรือลักลอบสวมเครื่องหมายอินทรีย์ จึงจำเป็นต้องดำเนินโครงการสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น” นายลักษณ์ กล่าว

ด้าน นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า โครงการนี้จะทำให้สถานที่จำหน่ายสินค้าได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิต และการแสดงฉลากเกษตรอินทรีย์ชัดเจนมากขึ้น ทั้งยังสามารถประชาสัมพันธ์ให้ความรู้
แก่ลูกค้าถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้องได้ในอนาคต มกอช. จึงได้มีแผนเร่งสานต่อและขยายผลโครงการ เพื่อเพิ่มจำนวนสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าออร์แกนิกครอบคลุมทุกพื้นที่ และขยายช่องทางการตลาดและเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ให้กับกลุ่มเกษตรผู้ผลิตด้วย

‘กฤษฎา’ตั้งโต๊ะถกทูตฟิลิปปินส์ ปูทางส่งออกเนื้อไก่-เมล็ดปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331947

x

‘กฤษฎา’ตั้งโต๊ะถกทูตฟิลิปปินส์ ปูทางส่งออกเนื้อไก่-เมล็ดปาล์ม

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ นางเมรี โจเอ แบร์นาร์โด – อารากน เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย โดยเห็นพ้องร่วมกันในการผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ซึ่งครอบคลุมด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ รวมทั้งได้หารือเรื่องการผลักดันการส่งออกสินค้าประเทศระหว่างกันเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าเกษตรเดิม ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ซึ่งฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวจากไทย มูลค่า 3,687 ล้านบาท เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุก ที่ล่าสุดฟิลิปปินส์ได้ให้การรับรองโรงงานผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปปรุงสุกของไทยแล้วจำนวน 7 โรงงาน และอยู่ระหว่างการพิจารณาผลของทางการฟิลิปปินส์อีก 2 โรงงาน รวมถึงมีสินค้าเกษตรที่ได้ฝากให้ช่วยติดตามความก้าวหน้าผลการพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยด้วย ได้แก่ ลูกไก่พันธุ์ และเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมัน

ขณะที่ทางฟิลิปปินส์ มีความประสงค์จะส่งออกอะโวคาโดมายังไทย รวมถึงพืชอีกจำนวน 8 รายการ ได้แก่ (1) สับปะรด ได้แก่ ผลสดและหน่อ (2) พริก ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ (3) มะละกอ ได้แก่ ผลสดและเมล็ดพันธุ์ (4) มะเขือเทศ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์
(5) กล้วย ได้แก่ ผลสดและต้นกล้า (เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ) (6) มะเขือ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ (7) โกโก้ ได้แก่ ผลและเมล็ด และ (8) ข้าวโพด ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ซึ่งฝ่ายไทยได้แจ้งความคืบหน้าว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชโดยกรมวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากได้รับทราบผลการพิจารณาที่ชัดเจนจะแจ้งให้ทางฟิลิปปินส์รับทราบโดยเร็วต่อไป

เร่งเคลื่อน‘เกษตรกรรมยั่งยืน’ ระดมสมองปั้นโรดแมป-งัด3แผนเร่งด่วนผลักดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331951

เร่งเคลื่อน‘เกษตรกรรมยั่งยืน’  ระดมสมองปั้นโรดแมป-งัด3แผนเร่งด่วนผลักดัน

เร่งเคลื่อน‘เกษตรกรรมยั่งยืน’ ระดมสมองปั้นโรดแมป-งัด3แผนเร่งด่วนผลักดัน

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการจัดทำ Road Map การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ทั้งนี้สืบเนื่องจากประเทศไทยได้บรรจุเป้าหมายการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนไว้ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 พ.ศ.2540-2544 จนถึงฉบับปัจจุบัน คือ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 แต่ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนยังเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้จะมีความพยายามจากหลายภาคส่วน แต่พื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนก็ยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศ กระทรวงเกษตรฯ จึงปรับปรุงกลไกการขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพโดยยกเลิกคณะกรรมการที่มีความซ้ำซ้อน และแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้นใหม่ เพื่อเร่งรัดการพัฒนาและแก้ไขปัญหาทั้งระดับนโยบาย และการทำงานระดับพื้นที่ไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยสนับสนุนให้เกิดข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในภาคอีสาน โดยเริ่มต้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ เพื่อให้มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 ล้านไร่ และมีแผนจะขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป อีกทั้งได้มีการประกาศปฏิญญาขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทยพีจีเอส ที่ประกอบด้วยภาคีเครือข่ายต่างๆ โดยกระทรวงเกษตรฯ อยู่ในระหว่างเร่งรัดการทำงานให้เกิดผลในเชิงพื้นที่

“สำหรับการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในระยะต่อไป มี 3 เรื่องสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ จะต้องรีบดำเนินการ คือ (1) การออกพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน (2) การจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในภาพรวมเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันของทุกภาคี และ (3) การจัดทำฐานข้อมูลกลางเกษตรกรรมยั่งยืนที่สามารถใช้ประโยชน์ ในการวางแผนพัฒนาบนข้อเท็จจริงได้ทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ซึ่งทั้ง 3 เรื่องจะเป็นประเด็นสำคัญในการระดมความคิดเห็นในการสัมมนาครั้งนี้ โดยจะนำข้อสรุปจากการสัมมนา
มาปรับปรุงและจัดทำแนวทางการทำงานร่วมกันให้สามารถขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศได้ต่อไป” นายวิวัฒน์ กล่าว

ด้าน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ปรับปรุงกลไกการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้นใหม่ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร) เป็นประธาน มีภาครัฐทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ปราชญ์เกษตร ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นกรรมการ เพื่อกำหนดมาตรการในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนบรรลุผล ตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน ได้ร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการขึ้น เพื่อระดมความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาปฏิรูปการเกษตรด้วยการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน นำไปสู่การจัดทำ Road Map
ขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยผู้ร่วมการสัมมนาฯ ระดมความคิดเห็น ประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆ จำนวน 120 คน ได้แก่ ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน ปราชญ์เกษตร และผู้นำศาสนา บ้าน วัด โรงเรียน เป็นต้น

เครือข่ายยางฯ7จว.ใต้ตั้งวงถกช่วยเหลือเกษตกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331982

เครือข่ายยางฯ7จว.ใต้ตั้งวงถกช่วยเหลือเกษตกร

เครือข่ายยางฯ7จว.ใต้ตั้งวงถกช่วยเหลือเกษตกร

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 21.48 น.

8 เม.ย.61 ที่ห้องประชุมสำนักงานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพารา เขตภาคใต้ตอนกลาง 7 จังหวัด จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา โดยเฉพาะการหาแนวทางบริการจัดการงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลจัดสรรมาเพื่อเป็นการกระตุ้นราคายาง ผ่านสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วปะเทศ จำนวน 963 แห่ง โดยมี นายประทบ สุขสนาน ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคใต้ตอนกลาง นายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพาราแห่งประเทศไทย คณะกรรมการสถาบันฯ และผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย ภาคใต้ตอนกลาง 7 จังหวัด ร่วมประชุม

นายถนอมเกียรติ กล่าวว่า วันนี้ทางสถาบันเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคใต้ ตอนกลาง นัดประชุมวาระเร่งด่วน เพื่อพิจารณา 3 วาระ วาระแรก เรื่องการใช้ปุ๋ยในสงเคราะห์การปลูกแซม ปี 2561 ซึ่งอยู่ในช่วงต้นฝนและปลายฝนโดยขณะนี้เกษตรกรรอรับปุ๋ยในช่วงต้นฝน แต่ติดปัญหาอยู่ที่การยางแห่งประเทศไทย ติดการประมูลซึ่งมีการร้องเรียนอยู่ในกรมบัญชีกลางซึ่งคาดว่าการใช้ปุ๋ยหากใช้วิธีการประมูลแบบนี้จะล่าช้า ดังนั้นเกษตรกรฯจึงได้ประชุมมีมติว่าหากมีการยกเลิกการประมูล หรือมีผลในทางลบของคำอุทธรณ์ ก็ต้องจ่ายเป็นเงินอย่างเร่งด่วน และหากเกิดปัญหาครั้งต่อไปให้ใช้วิธีการประมูลระดับเขต วาระสอง เรื่องมาตรการกระตุ้นราคายาง โดยใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการโยนหินถามทางว่า เมื่อได้เงิน 2,000 ล้านบาท มาแก้ไขปัญหายางพารา โดยผ่านสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจะทำอย่างไร ทางสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคใต้ตอนกลางได้มีการประชุมเพื่อหามติร่วมกันต่อไป และสาระที่สาม การเข้าแก้ปัญหาให้เขตถึง มาตรา 49 วงเล็บต่างๆ ที่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบกิจการยางที่จะเข้าถึงทำอย่างไรให้เงินตามมาตร 49 เข้าถึงเกษตรกรได้ทั้งระบบ มารักษาเสถียรภาพราคายาง พัฒนายางทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

นายถนอมเกียรติ กล่าวอีกว่า เงิน 2,000 ล้านบาท นำไปใช้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราชี้นำให้ยางอยู่ในราคากิโลกรัมละ 55บาท ตามคำปรารภของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่าจะให้ราคายางพาราขึ้นในเดือน พ.ค. – มิ.ย.ถึงกิโลกรัมละ 55 บาท งบก้อนดังกล่าวจะนำไปใช้กับสถาบันเกษตรกรสวนยางพาราทั่วประเทศ จำนวน 963 แห่งทั่วประเทศ เงินจำนวน 2 พันล้านบาท หากนำไปเปรียบเทียบกับยางทั่วประเทศ 4 ล้านตัน คูณด้วยจำนวน กก.50 บาท ถือว่าเป็นเศษเสี้ยว ไม่มีผลต่อตลาด ทุกอย่างต้องมีการทดลองก่อนเหมือนกัน

“ที่ผ่านมานโยบายการแก้ปัญหายางพารา เป็นนโยบายที่ดีแต่ที่ไม่สำเร็จ เนื่องจากแต่ละนโยบายไม่มีการเชื่อมต่อซึ่งการและกัน ซึ่งการลดพื้นที่พร้อมกับการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ หาก 2 นโยบายดังกล่าวสัมพันธ์กัน ก็หมายถึงว่า งบ 2 พันล้านบาท ให้มาจริงๆ ให้ต่อยอดในเรื่องของการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ทำอย่างไรให้ยาง 2 แสนตัน ได้ใช้จริง หากประกาศซื้อก็ต้องประกาศซื้อทั่วประเทศในปริมาณที่สามารถตอบโจทย์ในช่วงฤดูการเปิดกรีดได้ โดยเกษตรกรคาดหวังว่าในช่วงเปิดกรีด เดือน พ.ค.มีโครงการที่จะใช้ในหน่วยงานภาครัฐ มีการซื้อยางก็จะเป็นผลดีในการขับเคลื่อนราคายาง” นายถนอมเกียรติ กล่าว

‘กฤษฏา’ปัดข่าวลืออธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยื่นลาออกก่อนเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331878

‘กฤษฏา’ปัดข่าวลืออธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยื่นลาออกก่อนเกษียณ

‘กฤษฏา’ปัดข่าวลืออธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยื่นลาออกก่อนเกษียณ

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 11.46 น.

‘กฤษฏา’ปัดข่าวลืออธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยื่นลาออกก่อนเกษียณ

8 เม.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวกรณี นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร จะลาออกก่อนเกษียณราชการเดือน ต.ค.นี้ เพื่อไปสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์กรมหาชน) หรือ สวก. ว่า ไม่เห็นเรื่องเป็นทางการ รวมทั้งยังไม่มีการพิจารณาโยกย้ายตำแหน่งผู้บริหารช่วงกลางปีนี้

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า นายสุวิทย์ เตรียมลาออกเพื่อไปนั่ง ผอ.สกว. ทำให้นายกฤษฎา จะมีการพิจารณาโยกย้าย น.ส.เสริมสุข สลักเพชร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และให้นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการฯ ขึ้นเป็นเลขาธิการ มกอช.

ชูวิสาหกิจชุมชนหมี่กรอบ ต้นแบบพัฒนาชุมชน‘สิงห์บุรี’อย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331416

x

ชูวิสาหกิจชุมชนหมี่กรอบ ต้นแบบพัฒนาชุมชน‘สิงห์บุรี’อย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 (สสก.1) จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ภาคกลางมีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนแล้ว 3,630 แห่ง สมาชิก 48,830 ราย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีแนวโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นต้นแบบสำหรับวิสาหกิจชุมชนอื่นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนดีเด่นแต่ละจังหวัด เพื่อเข้ารับการคัดเลือกในระดับเขตและระดับประเทศต่อไป โดยวิสาหกิจชุมชนต้นกล้าหมี่กรอบ จ.สิงห์บุรี เป็นหนึ่งในวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัดสิงห์บุรี ประจำปี 2561

นางประภาภรณ์ หว่างแทน ประธานวิสาหกิจชุมชนต้นกล้าหมี่กรอบ กล่าวว่า เดิมเคยประกอบอาชีพการเกษตร แต่หลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ทำให้พืชผลเสียหาย ขาดรายได้ มีหนี้สิน จนต้องหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรมเพื่อตั้งสติ และบังเอิญเจอคุณยายท่านหนึ่งที่ทำหมี่กรอบมาทำบุญ จึงขอชิมและพบว่ารสชาติอร่อย จึงเกิดแนวคิดทำหมี่กรอบจำหน่าย โดยลองผิดลองถูกอยู่นานกระทั่งได้สูตรหมี่กรอบเป็นของตนเองในปี 2556 และรวมตัวกับคนในชุมชนตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ทำหมี่กรอบจำหน่าย

โดยปัจจุบัน “วิสาหกิจชุมชนต้นกล้าหมี่กรอบ” มีสมาชิก 20 ราย ดำเนินการผลิตสินค้าหลายชนิด อาทิ หมี่กรอบสมุนไพร ทองม้วน ข้าวเม่าทรงเครื่อง กุนเชียง กล้วยฉาบธัญพืช ข้าวเกรียบผลไม้ หมูทุบ ข้าวแต๋น กระยาสารท และข้าวเกรียบงาโบราณ โดยเน้นการใช้วัตถุดิบและแรงงานภายในชุมชน มีการบริหารจัดการทุนภายใต้การพึ่งตนเอง จัดระบบสวัสดิการให้แก่สมาชิก ลูกหลาน และคนในชุมชน รวมทั้งทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่นๆ ปัจจุบันสมาชิกมีรายได้จากการผลิตสินค้าของกลุ่มเฉลี่ยวันละ 300-500 บาท/คน และมีการระดมหุ้นจากสมาชิก มีการปันผลกำไรและโบนัสจากการจำหน่ายผลผลิตให้กับสมาชิกเป็นประจำทุกปี โดยในส่วนของการทำตลาดนั้นกลุ่มฯ มีแหล่งจำหน่ายสินค้าทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดกว่า 150 ร้านค้า สามารถจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าทางช่องทางต่างๆ ทั่วประเทศ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อีกด้วย

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 (สสก.1) จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ภาคกลางมีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนแล้ว 3,630 แห่ง สมาชิก 48,830 ราย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีแนวโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นต้นแบบสำหรับวิสาหกิจชุมชนอื่นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนดีเด่นแต่ละจังหวัด เพื่อเข้ารับการคัดเลือกในระดับเขตและระดับประเทศต่อไป โดยวิสาหกิจชุมชนต้นกล้าหมี่กรอบ จ.สิงห์บุรี เป็นหนึ่งในวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัดสิงห์บุรี ประจำปี 2561

นางประภาภรณ์ หว่างแทน ประธานวิสาหกิจชุมชนต้นกล้าหมี่กรอบ กล่าวว่า เดิมเคยประกอบอาชีพการเกษตร แต่หลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ทำให้พืชผลเสียหาย ขาดรายได้ มีหนี้สิน จนต้องหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรมเพื่อตั้งสติ และบังเอิญเจอคุณยายท่านหนึ่งที่ทำหมี่กรอบมาทำบุญ จึงขอชิมและพบว่ารสชาติอร่อย จึงเกิดแนวคิดทำหมี่กรอบจำหน่าย โดยลองผิดลองถูกอยู่นานกระทั่งได้สูตรหมี่กรอบเป็นของตนเองในปี 2556 และรวมตัวกับคนในชุมชนตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ทำหมี่กรอบจำหน่าย

โดยปัจจุบัน “วิสาหกิจชุมชนต้นกล้าหมี่กรอบ” มีสมาชิก 20 ราย ดำเนินการผลิตสินค้าหลายชนิด อาทิ หมี่กรอบสมุนไพร ทองม้วน ข้าวเม่าทรงเครื่อง กุนเชียง กล้วยฉาบธัญพืช ข้าวเกรียบผลไม้ หมูทุบ ข้าวแต๋น กระยาสารท และข้าวเกรียบงาโบราณ โดยเน้นการใช้วัตถุดิบและแรงงานภายในชุมชน มีการบริหารจัดการทุนภายใต้การพึ่งตนเอง จัดระบบสวัสดิการให้แก่สมาชิก ลูกหลาน และคนในชุมชน รวมทั้งทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่นๆ ปัจจุบันสมาชิกมีรายได้จากการผลิตสินค้าของกลุ่มเฉลี่ยวันละ 300-500 บาท/คน และมีการระดมหุ้นจากสมาชิก มีการปันผลกำไรและโบนัสจากการจำหน่ายผลผลิตให้กับสมาชิกเป็นประจำทุกปี โดยในส่วนของการทำตลาดนั้นกลุ่มฯ มีแหล่งจำหน่ายสินค้าทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดกว่า 150 ร้านค้า สามารถจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าทางช่องทางต่างๆ ทั่วประเทศ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่น จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้นำบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331421

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่น จังหวัดสุพรรณบุรี  ผู้นำบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่น จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้นำบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ โดยการนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส ส่งผลประโยชน์สู่สมาชิกและช่วยสร้างฐานรากเศรษฐกิจชุมชนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง

นางนิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคประจำปี 2561 จากจังหวัดสุพรรณบุรี และผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรี ได้นำระบบบัญชีที่ได้เรียนรู้จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่สมาชิกสหกรณ์ โดยครูนิตยาเริ่มต้นบันทึกบัญชีเมื่อปี 2548 จากการได้รับการสอนแนะการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุพรรณบุรี จึงนำข้อมูลที่ได้รับจากการบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์และปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หลังจากมีการจดบันทึกบัญชีอย่างต่อเนื่อง และมองเห็นประโยชน์ของบัญชีจึงมีความคิดที่จะต่อยอดองค์ความรู้สู่บุคคลอื่น เริ่มจากสมาชิกในครอบครัวมาสู่บุคลากรของสหกรณ์ และสมาชิก

จากการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ทำให้ทราบว่าสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งล้วนเป็นเกษตรกรประสบปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ ต้นทุนในการประกอบอาชีพสูง มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ครูนิตยาจึงส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์โดยเฉพาะสมาชิกที่มีภาระหนี้ค้างต่างๆ ทดลองจดบันทึกบัญชีเพื่อดูการใช้จ่ายและให้คำแนะนำในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งหลังจากนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้วิเคราะห์ก็ทำให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการบันทึกบัญชี สามารถลดต้นทุนการผลิตและมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำสินค้าทางการเกษตรไปวางขายในสหกรณ์ ทำให้ปัจจุบันสมาชิกสามารถชำระหนี้ค้างได้ถึง 90% นอกจากช่วยเหลือสมาชิกแล้ว ยังนำระบบบัญชีไปปรับใช้กับการดำเนินงานของสหกรณ์โดยนำมาปรับเป็นฐานข้อมูลของสหกรณ์ เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดซื้อสินค้าที่เป็นต้นทุนการเกษตร จัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อรวมกันซื้อให้ได้ในราคาที่ถูกและนำมาจำหน่ายให้กับสมาชิกต่อไป

ครูนิตยา ได้สร้างเครือข่ายครูบัญชีซึ่งเป็นผู้จัดการสหกรณ์ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ และกรรมการสหกรณ์ของสหกรณ์หนองหญ้าไซ จำกัด และทำหน้าที่เป็นประธานชมรมครูบัญชีระดับจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้ทางบัญชีแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งได้ขยายเครือข่ายไปยังเยาวชนของชาติ โดยเข้าไปสอนแนะการจดบันทึกบัญชีให้กับนักเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี และร่วมกับสหกรณ์จัดโครงการออมทรัพย์ ออมความดีถวายพ่อหลวง มอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานสมาชิก และนักเรียนที่จดบันทึกบัญชีรายรับ รายจ่ายอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ครูนิตยา เป็นตัวแทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพควบคู่กับการทำงานในสหกรณ์การเกษตร หนองหญ้าไซ จำกัด ซึ่งสหกรณ์สามารถนำข้อมูลจากการจดบันทึกบัญชีมาใช้ในการวางแผนการจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับสหกรณ์และมวลสมาชิก เพื่อให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดี และมีความสุขมากขึ้น

ปลดฟ้าผ่า!บอร์ดสหกรณ์รถไฟ กรมสหกรณ์ลงดาบเชือดยกชุด จวกเพิกเฉยไม่เร่งรัดแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331418

x

ปลดฟ้าผ่า!บอร์ดสหกรณ์รถไฟ กรมสหกรณ์ลงดาบเชือดยกชุด จวกเพิกเฉยไม่เร่งรัดแก้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปลดฟ้าผ่า!บอร์ดสหกรณ์รถไฟ

กรมสหกรณ์ลงดาบเชือดยกชุด

จวกเพิกเฉยไม่เร่งรัดแก้ปัญหา

หลังเสียหายหนักกว่า2.1พันล.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 2/2561 ลง ณ วันที่ 2 เมษายน 2561 ให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ชุดที่ 12 พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ จำนวน 9 ราย หลังจากที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ ได้แจ้งว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าว ฝ่าฝืนไม่แก้ไขข้อบกพร่องตามที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งการ ตามมาตรา 22 (1) ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2560 ให้ดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายจากคณะกรรมการสหกรณ์ชุดที่ 7-11 และกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 แต่เมื่อถึงวันครบกำหนด คณะกรรมการสหกรณ์ฯ ชุดที่ 12 ไม่ได้ดำเนินการตามคำสั่งแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ และจากการตรวจสอบพบว่าคณะกรรมการสหกรณ์ฯชุดที่ 12 ที่เหลืออยู่ 9 คนนั้น เป็นผู้ที่อยู่ในคณะกรรมการสหกรณ์ชุดที่ 7-11 ที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์ด้วย กรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ จึงได้ออกคำสั่งให้ปลดคณะกรรมการชุดดังกล่าวออก และตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เป็นการชั่วคราวจำนวน 15 ราย เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จ และจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน ภายใน 180 วัน

ทั้งนี้ ปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างปี 2555 – 2559 สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ได้มีการอนุมัติและจ่ายเงินกู้ให้กับสมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 2,285.87 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเงินกู้เกินกว่าระเบียบของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด จึงถือว่ามีการกระทำละเมิดต่อสหกรณ์ฯ ก่อให้เกิดความเสียหายไม่น้อยกว่า 2,195 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินของสมาชิกสหกรณ์ และกระทบถึงการขาดสภาพคล่องของสหกรณ์ในปัจจุบัน สมาชิกได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถถอนเงินและกู้เงินจากสหกรณ์ได้

การที่คณะกรรมการสหกรณ์ฯชุดที่ 12 มีเจตนาที่จะไม่ดำเนินการตามคำสั่งนายทะเบียน ถือเป็นการกระทำการและงดเว้นการทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง จนเป็นเหตุให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์และสมาชิก แม้ว่าที่ผ่านมาทางผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 จะเปิดโอกาสให้ทางคณะกรรมการชุดนี้ ได้โต้แย้งแสดงหลักฐาน และได้แจ้งว่า หากไม่ดำเนินการอาจถูกให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ก็ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนครบกำหนดและไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ และหากปล่อยไว้อาจทำให้คดีหมดอายุความได้ นายทะเบียนจึงได้ใช้อำนาจร้องทุกข์และฟ้องคดีแทนสหกรณ์ โดยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสน.บางรักและส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2561 เป็นต้นมา

นายพิเชษฐ์กล่าวว่า นอกจากการออกคำสั่งนายทะเบียนให้ปลดคณะกรรมการชุดที่ 12 ออกทั้งคณะแล้ว ขณะนี้กรมยังใช้อำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ ในการไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 7-11 จำนวน 26 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวน สำหรับคดีแพ่ง นายทะเบียนสหกรณ์ ได้ยื่นฟ้องกลุ่มคณะกรรมการฯ ดังกล่าว เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ในกรณีที่บริหารงานทำให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานอัยการ ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าว ต้องรอให้ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งฟื้นฟูกิจการสหกรณ์ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลฐานะทางการเงิน ปรากฏว่า ขณะนี้ สหกรณ์ฯ ไม่มีสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ ไม่สามารถปล่อยเงินกู้ให้กับสมาชิก และไม่สามารถคืนเงินฝากให้กับผู้ฝากเงินได้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ประชุมหารือร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คณะกรรมการสหกรณ์และสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้และผู้ฝากเงินแล้ว 2 ครั้ง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของสหกรณ์ อีกส่วนหนึ่งคือจะหาแนวทางในการช่วยเหลือสหกรณ์อีก 15 แห่ง ที่นำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์ โดยการพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์เหล่านี้ ว่าขณะนี้ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด เพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : วิถีชีวิตข้าราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331414

281225166

เลาะรั้วเกษตร : วิถีชีวิตข้าราชการ

วันศุกร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช มีคำสั่งย้าย อธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ สลับกับผู้ตรวจราชการกระทรวง และโฆษกกระทรวงเกษตรฯ สรวิศ ธานีโต อันเนื่องมาจากเรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้า พ่นพิษ แต่ไปๆ มาๆ กลับเป็นข่าวโคมลอย ไม่ทราบผู้ใดเป็นคนปล่อยโคมลอยอันดังกล่าว…แต่ก็สบายใจ(ใครไม่รู้)เมื่ออธิบดีกรมปศุสัตว์ออกมาปฏิเสธว่าไม่จริง…แต่ก็คงเสียวสันหลังวาบๆ อยู่บ้าง….

เช่นเดียวกับ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ธนวรรธน์ พลวิชัย ก็คงรู้สึกไม่แพ้กัน เมื่อ รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเยี่ยมเยียนกระทรวงเกษตรฯ พร้อมมอบนโยบาย ขู่ไว้เรื่องแก้ปัญหาราคายาง…รัฐมนตรีสั่งไปกี่ครั้ง ๆ ก็ไม่ยอมกระดิก ทำให้ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ธีธัช สุขสะอาด ถูกคำสั่งตาม ม. 44 โยกออกจาก กยท. ไปปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา…

ธนวรรธน์ พลวิชัย ซึ่งมีดีกรีผู้ช่วยศาสตราจารย์ และ ดร. นำหน้า ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เจ้าพ่อโพลล์ที่โด่งดังหลายโพลล์ คือความหวังของรัฐบาลที่จะมาแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ…..จึงถูกแต่งตั้งให้มารักษาการ ผู้ว่าการ กยท. ที่รองนายกฯ สมคิด สั่งกลางที่ประชุมว่า ให้ดำเนินการชะลอการกรีดยางให้ได้เพื่อดึงราคายางให้สูงขึ้น

รองนายกฯ สมคิด บอกว่า ปัญหาราคายางแก้ไม่ยาก และไม่ง่าย ขึ้นอยู่กับซัพพลาย ตอนนี้มีกระทรวงพาณิชย์ และองค์การคลังสินค้า ช่วยเรื่องสถานที่เก็บ จึงไม่ยากที่จะดึงซัพพลายออกมา กยท. ต้องลงไปลุย อย่าทำตัวเป็นแค่ตรายาง นั่งกินเงินเดือน (สูง ๆ) เปล่าประโยชน์….ถ้าไม่ทำอะไร แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ก็ยุบ กยท. เสียดีกว่า…..ฟังอย่างนี้แล้วเสียวสันหลังไหมล่ะ…ยิ่งกว่าวัคซีนพิษสุนัขบ้าเสียอีก…

ข้าราชการ หรือ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้มาตลอดไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ถ้าข้างบนสั่งมาแล้วทำไม่ได้ หรือไม่สนอง ก็ต้องเตรียมรับชะตากรรม…

เมื่อพูดถึงการถูกย้ายไปทำงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้คิดถึง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 ท่าน ที่ไปอยู่ที่นั่นก่อนหน้านี้
แล้ว ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ได้แก่ อดีตปลัดฯ ชวลิต ชูขจร และ อดีตปลัดฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ รายแรกจะเกษียณอายุราชการในปี 2561 นี้แล้ว แต่รายหลังยังมีอายุราชการอีกหลายปี คงต้องเจออะไรอีกมากมายในชีวิตราชการที่เหลือ

ว่าด้วยเรื่องเกษียณอายุราชการ ก็รู้สึกใจหายแทนกระทรวงเกษตรฯ และอีกหลายกระทรวง เพราะปีนี้มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงหลายท่านที่ครบวาระเกษียณอายุราชการ รายแรกคือ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รักษาเนื้อรักษาตัวให้เกษียณในตำแหน่งปลัดกระทรวงได้ก็นับว่าโชคดีกว่าอดีตปลัดกระทรวง 2 ท่านที่กล่าวถึงมาแล้ว

ปี 2561 นี้ มีรองปลัดกระทรวงเกษียณอายุราชการ 2 ท่าน คือ รองปลัดฯ สุรพงษ์ เจียสกุล และ รองปลัดฯ ธนิตย์ อเนกวิทย์ ผู้ตรวจราชการอีก 4 ท่านได้แก่ ผู้ตรวจฯ คนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ จันทร์ธิดา มีเดช ดิเรก ตนพยอม และจิรทรัพย์ ปลอดกระโทก

มีระดับอธิบดีเกษียณอายุ 3 ท่าน คือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ และ อธิบดีกรมหม่อนไหม สุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา ระดับรองอธิบดี เกษียณอายุ 6 ท่าน รองอธิบดีกรมการข้าว สุวัฒน์ เจียระคงมั่น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 2 ท่าน คือ วิภา เจริญสิริสุนทร และ จุฑามาศ ลิปิการถกล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ชำนาญ พงษ์ศรี และ รองเลขาธิการ มกอช. ยุทธนา นรภูมิพิภัชน์

ยังมีข้าราชการระดับ 9 (เดิม) หรือ ปัจจุบันเรียก อำนวยการสูง ที่ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการเขต เกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด และสหกรณ์จังหวัด รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ อีกจำนวนมากที่เกษียณอายุพร้อมกัน ปัญหาที่ตามมาสำหรับหน่วยราชการต่างๆ คือ หาคนที่เหมาะสม ประเภทมีประสบการณ์ ทำงานดี อาวุโสพอเพียง มาดำรงตำแหน่งแทนค่อนข้างยาก เพราะ “โตไม่ทัน” เนื่องจาก เมื่อกว่า 35 ปีก่อนที่เรียกว่ายุคเบบี้บูม หน่วยงานราชการรับคนเข้ามาทำงานเป็นข้าราชการจำนวนมาก หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็มีการคุมกำเนิดข้าราชการ ราชการรับคนเข้าทำงานน้อยมาก นับเป็นการขาดช่วงของบุคลากรที่จะมาทดแทนแบบต่อเนื่อง

มาถึงเวลานี้คนที่เข้ารับราชการเมื่อกว่า 35 ปีที่แล้วถึงเวลาเกษียณอายุราชการพร้อม ๆ กัน หรือใกล้เคียงกันจึงมีจำนวนมาก ในขณะที่ข้าราชการรุ่นหลังๆ ก็มีอายุห่างจากรุ่นเบบี้บูมนี้มากจึงเติบโตไม่ทันรุ่นพี่ที่เกษียณ ยิ่งข้าราชการที่เป็นนักวิชาการสาขาต่างๆ ยิ่งขาดแคลนผู้ที่จะมาสืบทอดวิชาการสาขานั้นๆ ให้ต่อเนื่อง…..ปัญหานี้ ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่แท้จริงแล้ว น่าจะมีผลต่อโฉมหน้าวงการราชการของไทยมากทีเดียว……รอดูกันต่อไปว่าวิถีชีวิตของข้าราชการไทยจะเป็นเยี่ยงไร ต่อแต่นี้……

แว่นขยาย

ห้ามนำเข้า-เลี้ยง’ปลา3สายพันธุ์ ‘หมอสีคางดำ-หมอมายัน-หมอบัตเตอร์’/ฝ่าฝืนปรับหนักหลักล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331195

ห้ามนำเข้า-เลี้ยง’ปลา3สายพันธุ์ ‘หมอสีคางดำ-หมอมายัน-หมอบัตเตอร์’/ฝ่าฝืนปรับหนักหลักล้าน

ห้ามนำเข้า-เลี้ยง’ปลา3สายพันธุ์ ‘หมอสีคางดำ-หมอมายัน-หมอบัตเตอร์’/ฝ่าฝืนปรับหนักหลักล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่นหรือเอเลียนสปีชีส์ ที่มีการนำเข้ามาจากถิ่นอื่นโดยไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในบ้านเรา บางชนิดสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ทำให้เจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ดี ถือเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ดั้งเดิมของไทยและก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัย ซึ่งจากปัญหาที่มีการพบการระบาดของปลาหมอสีคางดำ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรบางราย เนื่องจากมีรายงานพบว่า มีการหลุดรอดเข้าบ่อเลี้ยงของเกษตรกรในเขตพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และกาญจนบุรี ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปลาดังกล่าวมีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์อันจะส่งผลต่อเกษตรกร สัตว์น้ำพื้นถิ่น ตลอดจนระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ กรมประมงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 65 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจึงได้มีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 9 มกราคม 2561 เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง พ.ศ.2561 และได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 ซึ่งประกาศฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป

สำหรับสัตว์น้ำ 3 ชนิดพันธุ์ตามประกาศที่ห้ามมิให้บุคคลใดนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยงเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง หรือเป็นผู้ซึ่งอธิบดีกรมประมงมอบหมาย ได้แก่

1.ปลาหมอสีคางดำ Sarotherodon melanotheron (RÜppell,1852) 2.ปลาหมอมายัน Cichlasoma urophthalmus (GÜnther,1862) 3.ปลาหมอบัตเตอร์ Heterotilapia buttikoferi (Hubrecht,1881) ในส่วนของประกาศฉบับดังกล่าวจะมีแนวทางปฏิบัติหลักๆ ที่สำคัญดังนี้

1.กรณีที่เกษตรกรที่เลี้ยงปลาทั้ง 3 ชนิด ในบ่อเพาะเลี้ยง ให้รีบนำปลาดังกล่าวส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กรมประมงโดยด่วน 2.กรณีที่ประชาชนทำการประมงแล้วได้ปลาทั้ง 3 ชนิดนี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ประชาชนสามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ แต่ควรทำให้ปลาตายก่อนนำไปจำหน่าย 3.กรณีที่ปลาทั้ง 3 ชนิด จากธรรมชาติหลุดรอดเข้าในบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกรโดยไม่เจตนา เกษตรกรสามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ แต่ควรทำให้ปลาตายก่อนนำไปจำหน่าย 4.กรณีส่วนราชการ สถาบันการศึกษา หรือกรณีจำเป็นอื่นใดที่เพาะเลี้ยงปลาทั้ง 3 ชนิด ไว้เพื่อศึกษาวิจัยและประโยชน์ทางราชการให้แจ้งขออนุญาตกรมประมงต่อไป 5. ห้ามผู้ใดปล่อยปลาทั้ง 3 ชนิด ลงในที่จับสัตว์น้ำโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความผิดตามมาตรา 144 แห่ง พ.ร.ก.การประมง 2558

สำหรับบทลงโทษหากพบผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 64 หรือมาตรา 65 วรรคสองต้องระวางโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่าการประกาศห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยงปลาทั้ง 3 สายพันธุ์นี้ เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยลดปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นที่หลุดรอดเข้ามาแพร่ระบาดและสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทย ดังนั้นจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากท่านเลี้ยงสัตว์น้ำต่างถิ่น (สัตว์น้ำจากต่างประเทศ) และไม่ต้องการเลี้ยงอีกต่อไปแล้ว อย่านำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำสาธารณะ ขอให้ท่านนำสัตว์น้ำต่างถิ่นมามอบให้กับทางกรมประมง หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน เพื่อให้กรมประมงรับไปดูแลและป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอันจะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศของประเทศต่อไป