ส่องเกษตร : ราชการงานเมือง…โปรดทำให้คุ้มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332329

449007

ส่องเกษตร : ราชการงานเมือง…โปรดทำให้คุ้มค่า

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ ราชการงานเมืองทำการกันเพียง 3 วัน- จันทร์ถึงพุธ จากนั้นวันพฤหัสบดีที่ 12 ยาวไปจนถึงวันจันทร์ที่ 16 เมษายน “ข้า”ราชการก็จะหยุดกันสบายใจ ในเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยถึง 5 วัน ส่วนพนักงานรัฐวิสาหกิจยิ่งสบายกว่าเพราะได้หยุดยาวถึงวันอังคารที่ 17 เมษายนเลย ขณะที่ทั้งข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจจำนวนไม่น้อยก็ยังใช้สิทธิในการลาพักต่างๆตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 ถึงพุธที่ 11 เมษายนอีก ทำให้ได้หยุดยาวมากๆ ต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 เมษายนที่เป็นวันจักรี ไปจนถึง 16 หรือ 17 เมษายน เท่ากับหยุด 11-12 วันเลยที่เดียว ประกอบกับมีวันเสาร์-อาทิตย์ อีก 3 สัปดาห์ เท่ากับทั้งเดือนเมษายนนี้ ราชการงานเมืองทำกันแค่ประมาณครึ่งเดือนเท่านั้น ที่เหลือหยุดซะอีกครึ่งเดือน

เอาเถอะครับ การหยุดราชการตามกฎหมาย พร้อมกับวันหยุดพิเศษที่รัฐบาลใจดีแถมเพิ่มให้อีก 1 วัน คือ วันที่ 12 เมษายน แล้วยังมีการลาหยุดต่างๆอีก ถือเป็น“สิทธิ”ที่ข้าราชการพึ่งมี พึงลาได้ ก็เชิญกันตามสบาย แต่ต้องขอร้องว่า เมื่อถึงเวลาทำงาน ก็ขอให้ทำงานราชการกันให้เต็มที่อย่างซื่อสัตย์สุจริตต่อ “เวลาราชการ”และให้มีประสิทธิภาพด้วย เพื่อให้“คุ้มค่า”เงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชน ที่พวกเขาต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ทำมาหากินไม่ค่อยได้มีวันหยุดมากเหมือนพวกท่าน เพื่อหาเงินมาจ่ายเป็นภาษีให้รัฐเอามาเป็นเงินเดือนจ่ายให้พวกท่าน ด้วยหวังว่า งานราชการที่ออกมา จะดีพอที่จะช่วย“บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”ให้ประชาชนตาดำๆทั้งหลายได้

ว่าถึงเรื่องวันหยุดกับการทำงานราชการแล้ว ยิ่งกับข้าราชการที่ใกล้เกษียณ เหลือเวลาทำงานอีกไม่มาก โดยเฉพาะในปีสุดท้าย ยิ่งใกล้เกษียณในเดือนตุลาคม ก็ดูจะยิ่งไม่ค่อยมีแก่ใจทำงานกัน ลาได้เป็นลา พักได้เป็นพัก ยิ่งทำให้ดูเหมือนทำงาน“ไม่คุ้มค่า”เงินเดือนมากขึ้นไปอีก แม้บางคนจะเถียงว่า ก็อุตส่าห์ทำงานหนักมาทั้งชีวิตแล้ว ก่อนเกษียณอีกไม่กี่เดือน ขอทำงานสบายๆรอเวลา“หยุดยาว”บ้าง จะไม่ได้เชียวหรือ?…เรื่องแบบนี้ ก็คงขึ้นกับ“สำนึก”ของแต่ละคนแล้วล่ะครับ เพราะตราบใดที่ยังกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ถ้ามี“สำนึก” ก็ควรทำงานให้“คุ้มค่า”จนถึงนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

ที่นี่มาว่ากันเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในปีนี้ก็น่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นปีที่จะมีข้าราชการระดับสูง ระดับหัวหน้าหน่วยงานสำคัญๆตั้งแต่ซี 9 ขึ้นไปถึงซี 11 ปลัดกระทรวง เกษียณในเดือนตุลาคมนี้รวมกันมากถึง 134 คน ที่จะต้องมีการพิจารณาหาคนใหม่ขึ้นมาทดแทนกันต่อไป ซึ่งช่วงที่จะพิจารณาเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งนี้ ข้าราชการประเภทตัวเต็ง ตัวเก็ง และตัวเกร็งทั้งหลาย ดูจะไม่ค่อยเป็นอันทำงาน มัวแต่“ลุ้น”ว่าจะได้ตำแหน่งที่หวังหรือไม่

ขณะที่ในหมู่ผู้ที่จะเกษียณเดือนตุลาคมนี้ ผมเองก็ไม่อาจทราบได้ว่า แต่ละคนแต่ละท่านได้ใช้เวลาราชการช่วงที่เหลือไม่กี่เดือนนี้ ทำงานกันเต็มที่หรือไม่? เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่ยังมีอยู่มากมายให้กับพี่น้องเกษตรกรไทย แต่ก็เห็นมีกระแสว่า หลายๆท่านอาจมัวแต่กำลังหาช่องทางใหม่ของตัวเอง จนไม่รู้จะทำให้เสียเวลาที่ต้องทำ“งานหลัก”ไปกี่มากน้อย

อย่างเช่นที่มีกระแสว่าอธิบดีกรมวิชาการเกษตร- สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เตรียมลาออกก่อนเกษียณเดือนตุลาคมนี้ เพื่อไปสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์กรมหาชน) หรือ สวก.ทำให้มีข่าวว่า ท่านรมว.กฤษฎา บุญราช กำลังพิจารณาจะโยกย้าย น.ส.เสริมสุข สลักเพชร เลขาฯสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแทน แล้วสลับให้นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการฯ ขึ้นเป็นเลขาธิการ มกอช.

แม้กระทั่งตัวปลัดกระทรวงเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ก็ยังมีกระแสข่าวว่า อาจจะลาออกก่อนเกษียณตุลาคมนี้ด้วย แว่วๆว่า ท่านอาจเบื่อ เพราะตอนนี้งานถนัดเรื่อง“น้ำ”ที่ท่านเคยเป็นอธิบดีกรมชลประทานมาก่อน ปรากฏว่า รัฐบาลก็ตั้งหน่วยงานใหม่“สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”มาจัดการดูแล“เมกะโปรเจกท์น้ำ”ทั้งหลายไปแล้ว ส่วนท่านเองได้มาถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงตามฝันก็นับเป็นเกียรติยศที่น่าพอใจแล้ว เลยอาจไม่อยากแบกภาระน่าปวดหัวกับการแก้ปัญหาเกษตรกรที่ยังกองท่วมหัวอยู่ก็เป็นได้

ก็หวังว่า กระแสข่าวเหล่านี้ จะเป็นแค่เรื่องลือๆกันไป หวังว่าทุกท่านยังจะตั้งใจทำงานเต็มที่ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ แต่งตั้งมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆนี้ เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร คนส่วนใหญ่ของประเทศจนถึงที่สุดต่อไป ไม่ใช่แค่มาเอาตำแหน่งเพื่อเกียรติยศส่วนตัวเท่านั้น

สุดท้าย…ในโอกาสสงกรานต์ปีใหม่ไทย ก็ขออำนวยอวยพรให้ท่านผู้อ่านแนวหน้าทุกๆท่าน ตลอดจนพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรคนไทย ขอให้มีความสุขกันตลอดไป คิดอะไรสมหวังทุกประการครับ..

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯร่วมสมัชชา‘เอฟเอโอ’ เผยแพร่‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาความหิวโหยโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332335

x

เกษตรฯร่วมสมัชชา‘เอฟเอโอ’ เผยแพร่‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาความหิวโหยโลก

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมสมัชชา เอฟ เอ โอ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 34 ที่เมืองนาดี สาธารณรัฐฟิจิ ในระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน ภายใต้หัวข้อการขจัดความอดอยากหิวโหย รวมทั้งขึ้นกล่าวถ้อยแถลงถึงการดำเนินงานของรัฐบาลไทยในการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายของสหประชาชาติ โดยเฉพาะการน้อมนำเอาศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีโครงการในพระราชดำริ เน้นแก้ไขปัญหาดินและน้ำอย่างเป็นระบบ และยั่งยืนมาปรับใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรการผลิตที่ดี ส่งเสริมให้มีสินค้าเกษตรและอาหารที่ดี นำมาซึ่งความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว เพื่อขจัดความหิวโหยทั้งในระดับประเทศ และยืนยันท่าทีประเทศไทยที่พร้อมร่วมมือดำเนินการกับประชาคมโลกด้วย

“การประชุมครั้งนี้ จะส่งผลให้ประเทศสมาชิกได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และวิกฤติด้านอาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจ ต่อสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค และร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และการจัดลำดับความสำคัญของความช่วยเหลือที่ภูมิภาคต้องการได้รับจากเอฟ เอ โอ ขณะเดียวกัน เอฟ เอ โอ ยังได้รับทราบสถานการณ์และปัญหาต่างๆ ในประเทศสมาชิก ซึ่งมีผลกระทบต่อการผลิตด้านการเกษตรและความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งรับทราบข้อเสนอความช่วยเหลือที่ประเทศสมาชิกต้องการขอรับจาก เอฟ เอ โอ ในเรื่องต่างๆ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท การบูรณาการเรื่องโภชนาการเข้ากับภาคการเกษตรและอาหาร และการเสริมสร้างขีดความสามารถของสำนักงานภูมิภาค เพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทย” นายกฤษฎา กล่าว

อย่างไรก็ตาม นอกจากการร่วมประชุมแล้ว ไทยยังถือโอกาสหารือทวิภาคีร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ และผู้แทนเอฟ เอ โอ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือทั้งในประเด็นที่เอฟ เอ โอ สนใจ และประเด็นที่ไทยสนใจ เช่น การลดจำนวนผู้อดอยากหิวโหย การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู และเรื่องความร่วมมือระหว่างไทยและเอฟ เอ โอ ในการพัฒนาภาคการเกษตร เป็นต้น

คัดเกรด’สหกรณ์การเกษตร’เข้มแข็ง รองรับขับเคลื่อนปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332375

คัดเกรด'สหกรณ์การเกษตร'เข้มแข็ง รองรับขับเคลื่อนปฏิรูป

คัดเกรด’สหกรณ์การเกษตร’เข้มแข็ง รองรับขับเคลื่อนปฏิรูป

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 19.02 น.

10 เม.ย.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้คัดสหกรณ์การเกษตร จัดระดับความเข้มแข็งที่มีการดำเนินธุรกรรมเกรด 1 – 2 เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของรัฐบาล ใช้การตลาดนำการผลิต โดยสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศมีจำนวน 4,403 แห่ง เป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีศักยภาพและมีความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจ อยู่ในระดับชั้น 1 และชั้น 2 จำนวน 3,277 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ชั้น 1 จำนวน 629 แห่ง และสหกรณ์ชั้น 2 จำนวน 2,648 แห่ง

ทั้งนี้ กรมฯ จะดึงศักยภาพสหกรณ์การเกษตรชั้นที่ 1 และ 2 มาทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตการเกษตรและแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรของสมาชิก โดยจะเน้นสินค้าการเกษตรสำคัญ 11 ชนิด ปริมาณการรวบรวมผลผลิตการเกษตรทั้งหมด 5.32 ล้านตันต่อปี อาทิ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง รวมทั้งสหกรณ์มีศักยภาพแปรรูปผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ร้านค้าสหกรณ์ ร้านอาหาร โรงแรม 5 ดาว โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และห้างโมเดิร์นเทรด ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของสหกรณ์การเกษตร สำหรับตลาดต่างประเทศ เช่น อเมริกา จีน ญี่ปุ่น และประเทศในภูมิภาคเอเชีย และร่วมมือกับกรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ หาตลาดมารองรับกระจายผลผลิตทุกช่องทางตลาดภายในและต่างประเทศ

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนกระเจี๊ยบ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332131

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนกระเจี๊ยบ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนกระเจี๊ยบ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมสนใจอยากจะปลูกต้นอ่อนกระเจี๊ยบส่งขายครับ ขอทราบวิธีปลูกอย่างละเอียด ด้วยครับ ขอบคุณครับ

รัตนชัย รินทวารา

อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

คำตอบ

ปัจจุบันกระแสรักสุขภาพมาแรงมาก การรับประทานผักปลอดสารพิษผักอินทรีย์ และต้นอ่อนผัก ได้รับความนิยมอย่างมาก ต้นอ่อนกระเจี๊ยบ มีรสชาติก็จะอมเปรี้ยวนิดหน่อย เวลาเคี้ยวจะมีความเหนียวของเส้นใยผัก มีสารอาหารมากมาย

กระเจี๊ยบ เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี เจริญเติบโตได้ดีในเขตอากาศกึ่งร้อน คือมีอุณหภูมิระหว่าง 18-35 องศาเซลเซียส โดยประมาณ เป็นพืชที่สามารถนำมาเป็นสมุนไพรได้ เพราะมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร ตามลำต้นกระเจี๊ยบมีขนหยาบ และมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว คล้ายฝ่ามือเรียงสลับกัน และมีดอกสีเหลือง ที่โคนกลีบด้านในมีสีม่วงออกแดง ออกตามซอกใบ ก้านชูเรณูรวมกันเป็นลักษณะคล้ายหลอด ฝักคล้ายนิ้วมือผู้หญิง ตามฝักมีขนอ่อนๆ ทั่วฝัก มีสันเป็นเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม ฝักกระเจี๊ยบมีทรงยาวสีเขียว ฝักอ่อนมีรสชาติหวาน กรอบอร่อย ส่วนฝักแก่จะมีเนื้อเหนียวขั้นตอนการปลูกต้นอ่อนกระเจี๊ยบ มีดังนี้

1.เตรียมเมล็ด สามารถหาซื้อเมล็ดกระเจี๊ยบตามร้านค้าที่ขายเมล็ดพันธุ์ผักทั่วไป ให้ทำการล้างเมล็ดกระเจี๊ยบให้สะอาด หลายๆ ครั้ง ห้ามขยี้เมล็ด จากนั้น แช่เมล็ดกระเจี๊ยบไว้ในน้ำ 6-8 ชม. หรือ 1 คืน เพื่อให้เมล็ดงอกง่ายขึ้น

2.บ่มเมล็ด ทำการบ่มเมล็ดไว้ 24 ชม. โดยเทน้ำทิ้ง ล้างเมล็ดให้สะอาด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ห่อหุ้มไว้ เพื่อให้เมล็ดงอกออกมา เมล็ดจะงอกออกมาเล็กน้อย สังเกตจะเห็นตุ่มขาวๆ ขึ้นที่ปลายเมล็ด

3.เตรียมดิน โดยผสมดินร่วน กับขุยมะพร้าว และแกลบดำ ทำการร่อนให้ละเอียด ใส่ถาดเพาะเตรียมไว้

4.การเพาะ โดยนำเมล็ดที่งอกออกมาจากห่อผ้า ไม่ต้องล้างน้ำ นำมาโรยบนดินที่เตรียมไว้ อย่าให้เมล็ดทับกัน ห้ามขยี้เมล็ด กลบดินบางๆ แล้วปิดด้วยผ้าพลาสติกที่มีน้ำหนักเบา

5.การรดน้ำ ให้รถน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 5-6 วัน ต้นอ่อนจะเริ่มงอก ให้นำถาดเพาะไปวางให้โดนแดดอ่อนรำไร เพื่อให้ใบสังเคราะห์แสงสร้างคลอโรฟิลล์

6.การเก็บผลผลิต เมื่ออายุครบ 7 วัน จะได้ต้นอ่อนกระเจี๊ยบที่สามารถตัดไปรับประทานได้ สำหรับต้นอ่อนกระเจี๊ยบนั้น สามารถตัดได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

รสชาติของต้นอ่อนกระเจี๊ยบ ใบจะมีรสชาติ เปรี้ยว แล้วลำต้นจะมีความหวาน อร่อยไปอีกแบบ สามารถนำมาผัดน้ำมันหอย จะได้รสชาติอร่อยเฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร ส่วนประโยชน์ของต้นอ่อนกระเจี๊ยบนั้น จะมีไฟโตนิวเทรียนท์ ซึ่งเป็นสารที่ทำลายสารอนุมูลอิสระ และควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน มีสารรูติน วิตามิน A, B, C, E ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส ที่ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยชะลอความแก่ เนื่องจากในต้นอ่อนกระเจี๊ยบ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และต้นอ่อนเป็นอาหารที่ย่อยง่าย จึงช่วยให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายทำงานได้ดี ทำให้ลดปริมาณของเสียตกค้างในร่างกายช่วยให้ร่างกายเสื่อมช้าไม่แก่เร็วอีกด้วย

นาย รัตวิ

เตือนพายุฤดูร้อนถล่มสวนผลไม้ เกษตรฯแนะแนวทางเตรียมพร้อมป้องกัน-ฟื้นฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332123

x

เตือนพายุฤดูร้อนถล่มสวนผลไม้ เกษตรฯแนะแนวทางเตรียมพร้อมป้องกัน-ฟื้นฟู

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีผลไม้หลายชนิดเริ่มให้ผล คือ ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่ จึงขอให้เกษตรกรระวังผลผลิตได้รับความเสียหายจากพายุฤดูร้อน โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำวิธีการหลีกเลี่ยงและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

1.เกษตรกรควรปลูกต้นไม้บังลม (Wind Break) เพื่อลดความรุนแรงของลมก่อนที่จะเข้าถึงสวนผลไม้ ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงให้แก่สวนไม้ผลได้ดีมาก 2.ควรตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือกิ่งที่ไม่ให้ผลผลิตออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม สำหรับต้นไม้ผลที่อายุมากและมีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้โค่นล้มง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง ขณะเดียวกันควรใช้เชือกโยงกิ่งและต้น เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก รวมทั้งใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงไม่ให้โค่นลงได้ง่าย 3.ควรทยอยเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหายที่อาจได้รับจากพายุ กรณีผลไม้บางชนิดที่อ่อน ไม่สมบูรณ์ รูปทรงไม่ปกติหรือมีขนาดเล็ก เช่น มะม่วง อาจเก็บไปจำหน่ายก่อนได้ เพื่อลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง

สำหรับสวนไม้ผลที่ได้รับผลกระทบจากพายุ สามารถที่จะฟื้นฟูได้โดยทำการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวนขณะที่ดินยังเปียกชื้นอยู่ เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลายและอัดแน่นได้ง่าย กรณีที่มีดินโคลนทับถมเข้ามาในสวน เมื่อดินแห้งให้ขุดหรือปาดเอาดินโคลนที่ทับถมออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น และหากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง โดยยึดไว้กับหลักหรือไม้ผลต้นอื่น พร้อมตัดแต่งกิ่งออก 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ผลฟื้นตัวเร็วขึ้น จากนั้นควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ให้แก่ไม้ผล และเมื่อดินแห้งเป็นปกติ ควรพรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช ซึ่งจะทำให้รากแตกใหม่ได้ดีขึ้น และควรใส่ปุ๋ยบำรุงต้นด้วย

นายสำราญ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน นอกจากปัญหาลมพายุและพายุฤดูร้อนแล้ว สวนไม้ผลยังมีความเสี่ยงกับปัญหาภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง ซึ่งมักเกิดประมาณกลางเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม อาจทำให้ผลไม้ด้อยคุณภาพจนถึงต้นแห้งตายได้ ดังนั้น ชาวสวนไม้ผลต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าวด้วย หากสังเกตเห็นต้นไม้ผลใบเหี่ยวเฉา ควรให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง หรือให้น้ำปริมาณเพียงพอกับความต้องการของพืช เพื่อช่วยให้ไม้ผลผ่านช่วงแล้งไปได้

ภาคกลางเข้มแปลงใหญ่ วาง4แนวทางขับเคลื่อน24สินค้าหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332126

x

ภาคกลางเข้มแปลงใหญ่ วาง4แนวทางขับเคลื่อน24สินค้าหลัก

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 (สสก.1) จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่การดำเนินงานของ สสก.1 จ.ชัยนาท ใน 9 จังหวัดภาคกลาง มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 237 แปลง 348,366 ไร่ เกษตรกร 12,666 ราย 24 สินค้า ได้แก่ ข้าว 140 แปลง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 17 แปลง มันสำปะหลัง 16 แปลง พืชผัก 12 แปลง อ้อยโรงงาน 6 แปลง พืชอาหารสัตว์ 2 แปลง ปาล์ม 2 แปลง เผือก 1 แปลง ข้าวโพดฝักสด 1 แปลง ข้าว/ถั่ว 1 แปลง ทุเรียน 5 แปลง กล้วย 3 แปลง กล้วยหอม 3 แปลง มะม่วง 2 แปลง ไม้ประดับ 3 แปลง กล้วยไม้ 2 แปลง ไม้ดอก 1 แปลง โคนม 7 แปลง โคเนื้อ 2 แปลง แพะ 4 แปลง กระบือ 2 แปลง ไก่พื้นเมือง 1 แปลง ปลาดุก 3 แปลง และปลาช่อน 1 แปลง

โดยในปี 2561 การดำเนินงานขับเคลื่อนแปลงใหญ่ของ สสก.1 จ.ชัยนาท ได้วางแนวทางไว้ 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1.การประชุมคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ระดับเขตทุก 2 เดือน เพื่อวางแผนและทิศทางการขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่ของเขต โดยจัดประชุมตามหน่วยงานต่างๆ อาทิ ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ที่มาประชุมเรียนรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการประชุม 2.ติดตามและให้คำแนะนำแก่จังหวัดในการประเมินจัดชั้นแปลงใหญ่ รวมถึงถอดบทเรียนแปลงใหญ่ของจังหวัด เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ระดับเขต 3.ให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปัญหาและอุปสรรค ในการดำเนินงานแปลงใหญ่แก่จังหวัด 4.การพัฒนาผู้จัดการแปลงใหญ่สำหรับแปลงใหญ่ปีที่ 3 (แปลงใหญ่ปี 2559) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดจัดอบรมหลักสูตรการพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้จัดการแปลงใหญ่ เพื่อปรับเปลี่ยนผู้จัดการแปลงจากเกษตรอำเภอเป็นเกษตรกร มีเกษตรกรในพื้นที่ของ สสก.1 จ.ชัยนาท เข้าร่วม 64 ราย อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายแปลงใหญ่ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจหลักสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่สามารถขับเคลื่อนภาคเกษตรให้มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง ฉะนั้นการดำเนินงานในปีนี้จึงมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

สั่งทุกจังหวัดตรวจสอบเข้ม น้ำมันทอดซ้ำผลิตอาหารสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332125

x

สั่งทุกจังหวัดตรวจสอบเข้ม น้ำมันทอดซ้ำผลิตอาหารสัตว์

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้รับเบาะแสว่า มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ นำน้ำมันทอดซ้ำมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าตรวจสอบตามเบาะแส พบโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 1 แห่ง ลักลอบนำน้ำมันทอดซ้ำมาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปสำหรับไก่เนื้อ เข้าฐานความผิดการผลิตโดยใช้วัตถุอื่นเป็นส่วนผสมไม่ตรงกับที่ขึ้นทะเบียนไว้ เข้าข่ายอาหารสัตว์ปลอมปนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์จึงเก็บตัวอย่างอาหารดังกล่าวส่งตรวจวิเคราะห์หาสารไดออกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง พร้อมทั้งร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนในข้อหาผลิตเพื่อขายอาหารสัตว์ปลอมปน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และได้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศเร่งเข้าตรวจสอบทุกโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในพื้นที่ เพื่อปราบปรามการกระทำผิดอย่างเข้มงวด

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายด้านการยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัย (Food Safety) โดยกรมปศุสัตว์ได้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาหารสัตว์ถือเป็นปัจจัยสำคัญของห่วงโซ่การผลิตอาหารปลอดภัย จึงมีการกำกับดูแลและตรวจสอบ ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตอาหารสัตว์ การนำเข้า และจำหน่ายอาหารสัตว์ ให้ได้มาตรฐานและคุณภาพตามที่กำหนดไว้
ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ตลอดจนความปลอดภัยต่อสัตว์และผู้บริโภค

เปิดผลวิจัยทุเรียน3สายพันธุ์ใหม่ เทียบชั้นหมอนทอง-หมดห่วงผลผลิตล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332129

เปิดผลวิจัยทุเรียน3สายพันธุ์ใหม่ เทียบชั้นหมอนทอง-หมดห่วงผลผลิตล้นตลาด

เปิดผลวิจัยทุเรียน3สายพันธุ์ใหม่ เทียบชั้นหมอนทอง-หมดห่วงผลผลิตล้นตลาด

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ของโลก โดยมีแหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่ คือ หมอนทอง กระดุม ชะนี และก้านยาว ปัญหาทุเรียนในอดีตพบว่า บางปีมีผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งมากเกินความต้องการของตลาด เป็นสาเหตุให้ราคาทุเรียนตกต่ำลงมาก ส่งผลให้เกษตรกรบางรายเปลี่ยนสวนทุเรียนเป็นไม้ผลอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ดังนั้นในการปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนเพื่อให้ได้พันธุ์ที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้นและมีผลผลิตสูงออกสู่ตลาดก่อนพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าหลักคือพันธุ์หมอนทอง จะช่วยกระจายการผลิตและแก้ไขปัญหาผลผลิตกระจุกตัว นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านงานวิจัยทุเรียนซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นความสำคัญกับการปรับปรุงคุณภาพทุเรียนให้ตรงตามความต้องการของตลาด แต่ยังขาดการวิจัยนำร่องทดสอบการปลูกทุเรียนลูกผสมดีเด่นสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนหรือหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวปกติ เพื่อทดแทนพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอายุมากและให้ผลผลิตต่ำ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อไปว่า กรมวิชาการเกษตร โดย ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี สถาบันวิจัยพืชสวน ได้วิจัยทุเรียนพันธุ์ใหม่เพื่อรองรับกับปัญหาที่กล่าวมาเบื้องต้น จำนวน 3 พันธุ์ คือ จันทบุรี 7 จันทบุรี 8 และจันทบุรี 9

โดยทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 7 มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น โดยมีอายุเก็บเกี่ยวเพียง 95 วัน หลังดอกบาน มีคุณภาพดีเด่นด้านรสชาติและคุณภาพในการรับประทานใกล้เคียงกับพันธุ์มาตรฐานที่เป็นการค้าในปัจจุบัน เช่น ชะนีและหมอนทอง มีเนื้อละเอียด สีเนื้อมีสีเหลืองเข้ม เหนียว รสชาติหวาน มัน อร่อยและกลิ่นอ่อนมีรูปทรงผลกลมรี ก้านผลยาว 5.8 เซนติเมตร ความหนาเปลือก 1.6 เซนติเมตร ความหนาเนื้อ 0.9 เซนติเมตร พื้นที่แนะนำให้ปลูกในภาคตะวันออก เช่น จังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง เป็นต้น

ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 8 มีอายุการเก็บเกี่ยวปานกลาง โดยมีอายุเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 114 วัน หลังดอกบานมีคุณภาพดีเด่นด้านรสชาติและคุณภาพในการรับประทานใกล้เคียงกับพันธุ์มาตรฐานที่เป็นพันธุ์การค้าในปัจจุบัน เช่น ชะนีและหมอนทอง มีเนื้อละเอียด สีเนื้อมีสีเหลือง เหนียว รสชาติหวาน มันดีมากและมีกลิ่นอ่อน น้ำหนักเฉลี่ย 2.45 กิโลกรัม ความยาวผล 21 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางผล 16.67 เซนติเมตร ความยาวเส้นรอบวงผล 58.66 เซนติเมตร พื้นที่แนะนำให้ปลูกในเขตปลูกทุเรียนภาคตะวันออก เช่น จังหวัดจันทบรี ตราด และระยอง เป็นต้น

ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 9 มีอายุการเก็บเกี่ยวค่อนข้างยาว โดยมีอายุเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 138 วันหลังดอกบาน มีคุณภาพดีเด่นด้านรสชาติ คุณภาพในการรับประทานใกล้เคียงหรือดีกว่าพันธุ์มาตรฐานที่เป็นพันธุ์การค้าในปัจจุบัน เช่น ชะนีและหมอนทอง มีเนื้อละเอียด เหนียว รสชาติดี หวาน มัน อร่อยและมีกลิ่นอ่อน ผลมีลักษณะรูปทรงผลค่อนข้างกลมรูปไข่ น้ำหนักผล 3.43 กิโลกรัม ความหนาเปลือก 1.59 เซนติเมตร ความหนาเนื้อ 1.30 เซนติเมตร มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อต่อน้ำหนักผลประมาณ 19.01 เปอร์เซ็นต์ และมีเมล็ดลีบ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวสรุปว่าทุเรียนทั้ง 3 พันธุ์นี้ ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธ์ซึ่งมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นประธาน เป็นพันธุ์แนะนำเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 เพื่อเป็นทุเรียนพันธุ์ทางเลือกให้กับเกษตรกรนำไปปลูกสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ซึ่งมีทั้งอายุการเก็บเกี่ยวทั้งสั้นปานกลางและยาวกว่าพันธุ์มาตรฐานที่ออกจำหน่ายในท้องตลาด ทั้งนี้ ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจะออกทั้งก่อน ระหว่าง และหลังพันธุ์มาตรฐานเพื่อลดปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งมากเกินความต้องการของตลาด เป็นสาเหตุให้ราคาทุเรียนราคาถูกและที่สำคัญเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ด้วย

#ขอบคุณภาพ : กรมวิชาการเกษตร

ชายคาพระพิรุณ : 126ปีเกษตรฯภายใต้ 3 ต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331950

586851

ชายคาพระพิรุณ : 126ปีเกษตรฯภายใต้ 3 ต.

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟัง… เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานวันสถาปนาครบรอบปีที่ 126 ซึ่งในปีนี้ นายกฤษฎา บุญราชรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายลักษณ์ วจนานวัช และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวง และคณะผู้บริหาร อธิบดีกรมต่างๆ ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายภัตตาหาร และจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ซึ่งเป็นประเพณีที่ทำกันเป็นประจำทุกปี….กระทรวงเกษตรฯ ได้รับการสถาปนามาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงชื่ออย่างต่อเนื่อง จากกระทรวงเกษตรพนิชการ มาเป็นกระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตรพาณิชยการ กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตร จนมาสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน กระทรวงแห่งนี้ผ่านเสนาบดีเข้ามาบริหารมาแล้วหลายยุคหลายสมัย จนถึงปัจจุบันมีเสนาบดีชื่อ กฤษฎา บุญราช ที่ประกาศนโยบายขับเคลื่อนภายใต้หลัก 3 ต. “ต่อ เติม แต่ง” ใช้การตลาดนำการผลิต ยกระดับคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร พร้อมใช้ความเก๋าในฐานะอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ผนึกกำลังในระดับจังหวัดหนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทั้งในส่วนของกระทรวงเกษตรและหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่ให้บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง….เรื่องนี้ ขุนเกษตรา ได้ยินมาตั้งแต่ท่านเสนาบดีใหญ่มารับตำแหน่งใหม่ๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว จึงไม่ใช่วลีใหม่อะไร แต่อยู่ที่เป้าหมายและวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนไปดั่งที่ท่านรัฐมนตรีหวังไว้ และช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริงหรือไม่…ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยฯ ทั้ง 2 ท่าน ทำงานสำเร็จลุล่วงดังที่หวัง เป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างแท้จริง ให้สมกับที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อตั้งมาแล้ว 126 ปีนะครับ….

ข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยามาฝั่งธน ย่านบางขุนนนท์ อีกหนึ่งหน่วยงานภายใต้ชายคาพระพิรุณ การยางแห่งประเทศไทย ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจ ม.44 ให้ ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่การปลดในครั้งนี้นอกจากสร้างความโล่งใจให้เกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ยังสร้างความโล่งใจให้รัฐบาลได้อีกเปลาะหนึ่ง เพราะสามารถหยุดการมาของม็อบชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากราคายางพาราตกต่ำได้อย่างทันควัน พอให้มีเวลาพักหายใจได้อีกเฮือกใหญ่…แต่กองทัพก็ขาดแม่ทัพไม่ได้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย จึงได้เห็นชอบตั้ง ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย หนึ่งในคณะกรรมการ กยท. ขึ้นมาทำหน้าที่ รักษาการ ผู้ว่าฯ กยท. เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสานต่อนโยบายช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยางไปพลางก่อน ก็หวังว่าอาจารย์จะใช้ความรู้ความสามารถเป็นที่พึ่งให้ชาวสวนยางได้นะครับ วงการยางมันซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ที่ผ่านมาเรามุ่งสนใจแต่จะสร้างเสถียรภาพราคายาง จนอาจมองข้ามการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การขับเคลื่อนยางพาราไทยให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ฐานข้อมูลที่แท้จริงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ…

กำลังจะเข้าสู่ประเพณีสงกรานต์ กรมหม่อนไหม มีเรื่องราวดีๆ เชิญร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและช่วยเหลือเกษตรกรได้ในคราวเดียวกัน โดยนางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เชิญชวนร่วมสืบสานประเพณีไทย สวมใส่ผ้าไหมผ้าไทย เล่นน้ำ ทำบุญ และรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการสนับสนุนผ้าไหมไทยจากกลุ่มเกษตรกรไทย ให้สามารถจำหน่ายผ้าไหมได้เพิ่มมากขึ้น สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร ตลอดจนขอเชิญซื้อน้ำหม่อนหรือน้ำมัลเบอร์รี่เป็นของฝากญาติพี่น้องในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ หรือรณรงค์ดื่มน้ำหม่อนเพื่อดับกระหาย คลายความร้อนในช่วงสงกรานต์และช่วงหน้าร้อนนี้ เป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสด แก้ปัญหาผลหม่อนล้นตลาดได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งน้ำหม่อนนอกจากมีรสชาติที่อร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านอีกด้วย ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ปรับปรุงการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย บำรุงหัวใจให้แข็งแรง มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน และให้ความสดชื่นด้วยรสเปรี้ยวหวานที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วยบำรุงสายตา ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคมะเร็ง และต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง ป้องกันโรคโลหิตจาง เป็นต้น โอ๊ย…ประโยชน์เยอะแยะไปหมด กิจกรรมดีๆ อย่างนี้ ขุนเกษตรา สนับสนุนแนวคิดท่านอธิบดีนะครับ….

ขุนเกษตรา

จับตาเพลี้ยกระโดดถล่ม เกษตรฯเตือนอากาศเอื้อ-จี้ชาวนาหมั่นสำรวจแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331948

x

จับตาเพลี้ยกระโดดถล่ม เกษตรฯเตือนอากาศเอื้อ-จี้ชาวนาหมั่นสำรวจแปลง

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงนี้ ส่งผลให้บางพื้นที่ฝนตก อากาศร้อนอบอ้าว บางพื้นที่มีแดดจัดในช่วงกลางวัน ทำให้สภาพอากาศร้อนชื้นเหมาะต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จึงขอเตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงนา หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้รีบดำเนินการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำ เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นศัตรูพืชสำคัญที่ทำความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง 2-3 รอบการผลิตต่อปี ทำให้ไม่สามารถตัดวงจรการระบาดให้หมดไปได้ อีกทั้งยังมีการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้องทำให้เกิดความดื้อยา นอกจากนี้ สารเคมียังไปทำลายศัตรูธรรมชาติที่คอยกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยิ่งทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบางครั้งบางพื้นที่ไม่สามารถได้รับผลผลิตข้าวเลย แม้ว่าขณะนี้ยังไม่พบระบาดที่รุนแรง แต่เกษตรกรไม่ควรนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะแปลงนาที่ปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และ กข 35 หากเกษตรกรสำรวจพบเพลี้ยกระโดด 2-3 ตัว/กอ/จุด และเป็นระยะตัวอ่อนที่ยังไม่มีปีก แนะนำให้ใช้สารสกัดสะเดาผสมสารจับใบฉีดพ่น ต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ทุก 5 วัน ในช่วงเย็นหรือช่วงแสงแดดอ่อน แต่ถ้าพบส่วนใหญ่เป็นตัวเต็มวัยมีปีกแนะนำให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อนหรือช่วงเย็น โดยใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย 1 กก./น้ำ 40 ลิตร/ผสมสารจับใบ ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ต่อเนื่องทุก 5 วัน หรือใช้กับดักแสงไฟจับตัวเต็มวัย มาทำลายควบคู่ไปด้วย

สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดมากจำเป็นต้องใช้สารเคมีจะต้องคำนึงถึงความถูกต้องและปลอดภัย เช่นในระยะแตกกอพบตัวอ่อนเพลี้ยกระโดดมากกว่า 10 ตัว/กอ แนะนำให้ใช้สารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน หรือสารอิโทเฟนพรอกซ์ ส่วนในระยะข้าวตั้งท้องถึงออกรวง หากพบเพลี้ยกระโดดมากกว่า 10 ตัว/กอ และไม่พบมวนเขียวดูดไข่หรือพบในปริมาณน้อย แนะนำให้ใช้สารไดโนทีฟูแรนหรือสารคาร์โบซัลเฟน แต่การใช้สารเคมีต้องใช้ตามคำแนะนำในฉลาก อีกหนทางหนึ่งที่จะลดความเสียหายจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล คือ การเลือกปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์พิษณุโลก 2 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 3 สุพรรณบุรี 90 กข 31 กข 41 กข 47 และ กข 49 แต่ไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก ควรปลูกสลับกันไป ดังนั้นการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ได้ผลดี ต้องใช้วิธีผสมผสานควบคู่กันไป