เปิดตลาดกากถั่วเหลือง ครม.ไฟเขียวนำเข้าปี61-63กว่า2.3แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332530

x

เปิดตลาดกากถั่วเหลือง ครม.ไฟเขียวนำเข้าปี61-63กว่า2.3แสนตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้เปิดตลาดสินค้ากากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อมนุษย์บริโภคและกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ปี 2561-2563 โดยให้เปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง ตามที่ผูกพันภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ปริมาณ 230,559 ตัน/ปี ภาษีในโควตาลดลงจากที่ผูกพัน ร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 ส่วนภาษีนอกโควตาร้อยละ 133 และให้มีการบริหารการนำเข้าเช่นเดียวกับปี 2560 คือ เป็นนิติบุคคลที่ใช้กากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตในกิจการของตนเอง และให้นำเข้าเฉพาะด่านศุลกากรที่มีด่านพืช และด่านอาหารและยาเท่านั้น

สำหรับผู้นำเข้ากากถั่วเหลืองเฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค จะต้องแสดงใบรับรอง Non-GMO จากประเทศผู้ผลิตต้นทางประกอบการนำเข้า ส่วนหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตา กำหนดให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด ซึ่งเป็นการเปิดตลาดและบริหารนำเข้าคราวละ 3 ปี หลังจากที่ได้แยกพิกัดสินค้ากากถั่วเหลืองออกเป็น 3 รหัสย่อย ในปี 2560 คือ 1.เพื่ออาหารสัตว์ 2.เพื่อมนุษย์บริโภค และ 3.เพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะพิกัดเพื่อมนุษย์บริโภค และเพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เปิดขึ้นใหม่ก็เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการใช้ ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองของไทยที่ลดลง และความต้องการใช้ถั่วเหลือง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าความต้องการเพื่อแปรรูปอาหารจาก 89,776 ตันในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นเป็น 115,494 ตันในปี 2564

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ปี 2561 ภายใต้กรอบ WTO และกรอบการค้าอื่น โดยมีผู้มีสิทธินำเข้าจำนวน 6 สมาคม 18 บริษัท ซึ่งผู้มีสิทธินำเข้าจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนการบริหารการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ปี 2561 ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับปี 2560 โดยที่หลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด และให้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ในการนำเข้ามาเพื่อใช้ในกิจการของตนเองห้ามนำไปจำหน่ายต่อ

แตกใบอ่อน : ส่องเกษตรยุค‘ออเจ้า’สู่ยุคปัจจุบัน ชวนมาช่วยกัน‘ลด ละ เลี่ยง เลิก’การใช้สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332533

807934531

แตกใบอ่อน : ส่องเกษตรยุค‘ออเจ้า’สู่ยุคปัจจุบัน ชวนมาช่วยกัน‘ลด ละ เลี่ยง เลิก’การใช้สารพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ที่กำลังเป็นกระแส “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” อยู่ในขณะนี้ ถือว่าเป็นละครที่มีเรตติ้งสูงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ด้วยเนื้อหาที่แปลกแหวกแนวสร้างสรรค์แตกต่างจากละครเดิมๆ ของไทยในอดีตที่มีแต่ตบตีแย่งชิงเชิงชู้สาวเป็นส่วนใหญ่ พระนางอย่าง “แม่การะเกด” และ “พ่อหมื่นสุนทรเทวา” ซึ่งแสดงได้อย่างลงตัว มีเสน่ห์ เรียกแฟนคลับให้เกาะติดอยู่หน้าจอในช่วงวันพุธ พฤหัสบดีได้อย่างเหนียวแน่น แถมยังมีนักแสดงร่วมแท็กทีมประชันฝีมือกันมากมาย จนทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณภาพระดับคับแก้ว โด่งดังเป็นที่รู้จักกันทั้งเรื่องเกือบทุกตัวละครไม่ว่าจะตัวเด่นหรือตัวรอง

“ดูละครแล้วให้ย้อนดูตัว” ด้วยละครเรื่องนี้นับว่ามีการสอดแทรกขนมธรรมเนียม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงอย่างมาก พฤติกรรมของตัวเอกในละครที่ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไร ก็จะมีผู้ชมนิยมชมชอบทำตามและแชร์ตามโลกโซเชียลในชั่วพริบตา ยกตัวอย่างการนำเสนอเมนูอาหารในเรื่อง เช่น กุ้งแม่น้ำเผา มะม่วงน้ำปลาหวาน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง หมู่โสร่ง เป็นต้น ทำให้ได้ทราบประวัติความเป็นมาของเมนูหรือเรื่องนั้นๆ ด้วย จนสร้างปรากฏการณ์ที่แตกต่างมากถ้าเทียบกับละครเรื่องอื่นๆ

แต่ยังมีอีกหนึ่งมุมหนึ่งที่ทางผู้ผลิตละครเรื่องนี้นำเสนอน้อยไปสักนิด คือเรื่องของวิถีเกษตรกรรมไทยในสมัยนั้น ซึ่งความจริงน่าจะเป็นยุคที่เรียกได้ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เพราะการทำเกษตรกรรมของชาวอยุธยาสมัยนั้น คงยังไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เป็นพิษมากมายเหมือนในปัจจุบันนี้ บ้านเมืองยังคงอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนยังดื่มด่ำกับธรรมชาติได้เกือบทั่วทุกตารางนิ้ว น้ำท่าที่ใช้ในการอุปโภค บริโภค ตามห้วยหนอง คลองบึงก็ใช้ได้ทันที ไม่ต้องระวังยาฆ่าหญ้า รวมถึงสารกำจัดโรคแมลงอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุญาตให้นำเข้ามาได้อย่างสะดวกโยธินจนยอดปีละหลายหมื่นล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรนำไปอาบชโลมลงแปลงเพาะปลูก ตกค้างอยู่ตามป่าต้นน้ำลำธารและยอดเขาเมื่อฝนตกก็ชะล้างสารพิษเหล่านี้ลงไปสู่แหล่งน้ำ ลำคลอง ส่งผลให้น้ำเป็นพิษ กุ้ง หอย ปู ปลา ล้มหายตายจากสูญพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก

ยกตัวอย่าง “ศัตรูพืช ศัตรูข้าว” เช่น หนูนา และปูนา ยังเกือบจะสูญพันธุ์ จนนำมาสู่ความน่าสมเพชเวทนาในปัจจุบันคือเกษตรกรต้องหันมาเพาะเลี้ยงจำหน่ายขยายพันธุ์ “หนูนา” และ “ปูนา” สร้างรายได้กันอย่างน่าอนาถใจ เพราะในไม่ช้ามันอาจจะล้นและกลับมาทำลายพืชผลของเกษตรกรเอง ที่โลกกลับตาลปัตรเช่นนี้ ก็เพราะสาเหตุหลักมาจากการใช้สารพิษอย่างไม่บันยะบันยัง จนทำให้ศัตรูพืชที่แพร่กระจายขยายพันธุ์ได้ง่าย ยังเกือบสูญพันธุ์และลดน้อยถอยลงดังที่กล่าวไป เพราะสารเคมีที่เป็นพิษถูกส่งไปทำลายล้างเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตทั้ง “ชนิดดี” และ “ชนิดร้าย” ในธรรมชาติจนราบคาบหมดสิ้น และอาจจะไม่เว้นแม้กระทั่ง “มนุษย์” ด้วยก็เป็นได้ ถ้ายังไม่ “หยุด”!!! แล้วเราจะปล่อยให้ประเทศของเราเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ กระนั้นหรือ???… เดาไม่ออกเลยว่าอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ต่อไปคงต้องเพาะเลี้ยงหนอน แมลงศัตรูพืชมาเป็นอาหารกันอีกด้วยหรือไม่

จึงอยากเชิญชวนเหล่าออเจ้าชาวเกษตรกรมาช่วยกัน ลด ละ เลี่ยง เลิกใช้สารพิษกันเถอะ โดยหันมาใส่ใจวิธีการทำเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ แบบพึ่งพิงอิงธรรมชาติ ใช้ปัจจัยการผลิตจากสิ่งที่มีง่ายๆใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้ ใบหญ้า ตอซังฟางข้าว พืชสมุนไพรไล่แมลงอย่างขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้นชัน ไพล ฟ้าทะลายโจร ฯลฯ รวมถึงการใช้จุลินทรีย์ขี้ควายจุลินทรีย์หน่อกล้วย จุลินทรีย์ขุยไผ่ ทั้งหมดเป็นจุลินทรีย์ท้องถิ่นไทยที่ใช้ในการปราบโรคแมลง ใช้หินแร่ภูเขาไฟไทยในการปรับปรุงบำรุงดิน สร้างระบบนิเวศน์ให้กลับสู่สภาพยุคออเจ้าให้มากที่สุด

วันนี้คนไทยกำลังสนุกและมีความสุขกับละคร “บุพเพสันนิวาส” กำลังนิยมชมชอบชุดไทย แต่งไทย กิน ขนมไทย อาหารไทย และสถานที่ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ไทย แล้วทำไมเราจะกลับไปทำอาชีพเกษตรกรรมแบบไทยๆ บ้างไม่ได้ โดยการใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย ใช้หินแร่ภูเขาไฟไทย ใช้สมุนไพรไทย ตามวิถีการทำเกษตรแบบไทยๆ โดยไม่ต้องใช้สินค้านำเข้าพวกสารเคมีกำจัดโรค แมลง ศัตรูพืชจากต่างประเทศ เท่านี้ก็สามารถช่วยอนุรักษ์ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ผืนแผ่นดินของไทยให้อยู่ยั้งยืนยงไปชั่วลูกชั่วหลานแบบบูรณาการสร้าง “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามนโยบายรัฐบาล “ลุงตู่” ได้อีกทางหนึ่งได้อย่างดีเลยทีเดียวนะขอรับ

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

‘สมคิด’จี้ปฏิรูปใหญ่ภาคเกษตร มุ่งเน้น5มิติเสริมจุดแข็งเศรษฐกิจประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332531

x

‘สมคิด’จี้ปฏิรูปใหญ่ภาคเกษตร มุ่งเน้น5มิติเสริมจุดแข็งเศรษฐกิจประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แม้ว่าเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทยดีขึ้น แต่สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ความยากจน โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งเป็นทรัพย์สินสำคัญของประเทศ เราเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่ผ่านมาเกษตรกรรมเราไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ส่วนแบ่ง GDP น้อยเกินไป ไม่ถึงร้อยละ 10 แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในภาคเกษตรกรรม หากเรายังไม่ทำอะไร คนส่วนใหญ่ จะจนลงเรื่อยๆ สังคมจะอยู่ไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ทันสมัย เกษตรกรรุ่นใหม่อยู่กับเกษตรกรรม ต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่โดยเน้น 5 มิติ ดังนี้

1.ให้ยึดศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักดำรงชีพ ปลูกฝังให้ซึมลึกในใจเกษตรกร 2.ไม่เอาการผลิตเป็นตัวนำ เอาการตลาดเป็นตัวนำ เป็นมิติใหญ่ เราต้องช่วยคิดให้ครบวงจร ข้อมูลต้องมีก่อน ทำอย่างไรสินค้าที่ปลูกให้ขายได้ เกษตรกรไม่อยู่ในสถานะที่เสี่ยงได้ 3.เกษตรกรอ่อนเเอจะไม่สามารถทำได้ ต้องให้ความรู้ใหม่แก่เค้า มีสินเชื่อสนับสนุน พร้อมให้ความรู้และโอกาส ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด สร้าง Smart Farmer ขึ้นมา โดยมีคนอยู่ 1 กลุ่มจะรับสิ่งใหม่ๆ ก่อนใช้หลัก Innovation Adoption ต้องเลือกกลุ่มเรียนรู้เร็วเป็นตัวนำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน เกิดการกระจายของ Innovation สินเชื่อต้องถึง ทำต้นทุน ดอกเบี้ยเงินกู้และปุ๋ย/ปัจจัยการผลิตให้ต่ำ และที่สำคัญคือเรื่องเทคโนโลยีต้องมี และเปลี่ยนความคิดเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการให้ได้ 4.e-commerce สินค้าเกษตร ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ปัจจุบันการค้าไม่มีพรมแดนแล้ว ต้องเชื่อมโยงตลาดโลกให้ถึงกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนในระดับพื้นที่ให้ได้ จากนั้น Logistic จะตามมาเอง 5.การท่องเที่ยวและบริการ การเกษตรต้องเชื่อมโยงกับท่องเที่ยวให้ได้ นโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง และท่องเที่ยวชุมชน การเกษตรและสินค้าวิสาหกิจชุมชนจะเป็นจุดขายที่สำคัญ จะมีการเชื่อมต่อคมนาคมที่สะดวกเช่นรถไฟความเร็วสูงหรือทางคู่ จากเมืองหลักให้ถึงเมืองรอง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็นโค้ชในการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร 20 โครงการ ในงบกลางปี 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสอดรับกับโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่กำลังจะเกิดขึ้น และจะต้องใช้การตลาดนำการผลิต เพื่อความยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

สหกรณ์ร้อยเอ็ดจับมือ‘ลำพูน’ เชื่อมธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332529

x

สหกรณ์ร้อยเอ็ดจับมือ‘ลำพูน’ เชื่อมธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเสฐียรพงษ์ อินเพน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ขณะนี้สหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ร่วมมือกับสหกรณ์ของจังหวัดลำพูน เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะการนำผลไม้จากทางภาคเหนือมากระจายจำหน่ายแก่ผู้บริโภคในภาคอีสาน ทั้งลำไยสด และลำไยอบแห้งสีทอง เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตลำไยของภาคเหนือล้นตลาด ขณะที่สหกรณ์ในจังหวัดลำพูนจะเป็นผู้กระจายข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมียมในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสการจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยกระจายผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการทำตลาดของสินค้าสำคัญของทั้ง 2 พื้นที่แล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกษตรกรจากภาคเหนือ ซึ่งทุกปีจะได้รับผลกระทบจากปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด และถูกกีดกันจากประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะสหกรณ์ชาวสวนลำไยในจังหวัดลำพูนนั้น ทำการส่งออกลำไยไปต่างประเทศปีละ 100,000 ตัน เป็นการส่งออกไปตลาดอินโดนีเซียถึง 40,000 ตัน ดังนั้น เมื่อถูกทางอินโดนีเซียกีดกัน โดยมีข้อกำหนดให้ไม่นำเข้าลำไยจากต่างประเทศ เพราะต้องการรักษาความสมดุลของตลาดผลไม้ในประเทศเอาไว้ก่อน จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรไทย ทำให้ต้องหันมาร่วมมือเชื่อมโยงทำตลาดและกระจายสินค้าในระหว่างสหกรณ์ด้วยกัน เพื่อแก้ไขปัญหา หรือลดผลกระทบจากกรณีการส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้

นายณรงค์ชัย ปริโส รักษาการหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า สหกรณ์ในลำพูนมีลำไยสดลำไยอบแห้งสีทอง และน้ำผึ้ง เป็นสินค้าหลักของสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของลำไยสดให้มีความแข็งแรง ระบายอากาศได้ดี ลดปัญหาการเน่าเสียได้ ส่วนลำไยอบแห้งมีรูปแบบที่สวยงามทันสมัยน่าซื้อหา ส่วนสหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด มีสินค้าหลักได้แก่ ข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งเป็นสินค้าที่จะทดลองไปทำตลาดในภาคเหนือ คาดว่า จะสามารถแลกเปลี่ยนและกระจายสินค้าระหว่างกันได้ และเพิ่มยอดขายรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ทั้งสองภาคได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯเตือนเข้าฤดูร้อน ระวัง‘เพลี้ย’ถล่มนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332528

x

เกษตรฯเตือนเข้าฤดูร้อน ระวัง‘เพลี้ย’ถล่มนาข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงนี้กำลังเข้าสู่ฤดูร้อน เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง แต่ไม่ถึงกับระบาดและทำความเสียหายกับผลผลิต โดยวิธีการป้องกัน ควรปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น กข 6 กข 31 กข 41 กข 43 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 3 สุพรรณบุรี 90 พิษณุโลก 2 เป็นต้น และไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก หมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ใช้เชื้อราบิวเวอเรีย (เชื้อสด) อัตรา 1 กิโลกรัม (2 ถุง) ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นในบริเวณที่พบช่วงเวลาเย็น

หากจำเป็นต้องใช้สารกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แนะนำว่า ข้าวระยะกล้าถึงแตกกอ (อายุ 30-45 วัน) ใช้ บูโพรเฟซิน 25 % WP 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนข้าวระยะแตกกอเต็มที่ ใช้ อีโทเฟนพร็อกซ์ 10% EC 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร และข้าวระยะตั้งท้องถึงออกรวง ใช้ ไทอะมิโทแซม 25% WG 2 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และให้ระวัง ไม่ควรใช้สารเคมีบางชนิดในนาข้าวที่จะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดเพิ่มขึ้น คือ สารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ ชนิดพ่นน้ำ ได้แก่ แอลฟาไซเพอร์เมทริน 10% EC ไซแฮโลทริน แอล 5% EC และไซเพอร์เมทริน 15% EC 25% EC อย่างไรก็ตาม ชาวนาควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบการเข้าทำลายของศัตรูพืชให้รีบดำเนินการป้องกันกำจัดทันที

เปิดตัวเกษตรกร-สหกรณ์ดีเด่น เข้ารับพระราชทานรางวัล‘พระราชพิธีพืชมงคล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332532

x

เปิดตัวเกษตรกร-สหกรณ์ดีเด่น เข้ารับพระราชทานรางวัล‘พระราชพิธีพืชมงคล’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ ที่มีผลงานดีเด่น เพื่อประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานให้สาธารณชนได้รู้จัก โดยมีเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้แก่ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 16 สาขาอาชีพ สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 11 กลุ่ม สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ 7 แห่ง และปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน 3 สาขา ดังต่อไปนี้

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 16 สาขาอาชีพ คือ 1.อาชีพทำนา นายชัชวาลย์ ท้าวมะลิ จ.อุดรธานี 2.อาชีพทำสวน นายธีรภัทร อุ่นใจ จ.จันทบุรี 3.อาชีพทำไร่ นางทองแดง แดนดี จ.บุรีรัมย์ 4.อาชีพไร่นาสวนผสม นายใจ สุวรรณกิจ จ.พัทลุง 5.อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นางกุลกนก เพชรเลิศ จ.บุรีรัมย์ 6.อาชีพเลี้ยงสัตว์ นายมูฮำมัดกาแมล เจะมะ จ.นราธิวาส 7.อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด นายอดิศัย ว่องไวไพโรจน์ จ.กาญจนบุรี 8.อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย นายวศิน ธนภิรมณ์ จ.ปัตตานี 9.อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ นายสิทธิธรรม เรืองจรุงพงศ์ จ.กรุงเทพ 10. อาชีพปลูกสวนป่า นางธวัลรัตน์ คำกลาง จ.นครราชสีมา 11.สาขาบัญชีฟาร์ม พจท.เฉลียว น้อยแสง จ.ชัยนาท 12.สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายสัญญา หิรัญวดี จ.ภูเก็ต 13.สาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม นายบุญมี นามวงศ์ จ.ชัยภูมิ 14.ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร นายศรีราชา บัวเบา จ.ราชบุรี 15.สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร นายศุภวิชญ์ บำรุงรัตน์ จ.จันทบุรี และ 16.สาขาเกษตรอินทรีย์ นายสฤษดิ์ โชติช่วง จ.สุราษฎร์ธานี

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 11 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านควนสามโพธิ์ จ.พัทลุง 2. กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำทุ่งช้าง จ.น่าน 3.องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นตำบลหาดเล็ก จ.ตราด 4.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปถนอมอาหาร จ.แพร่ 5.กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองเหรียง จ.พัทลุง 6.กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเพียงหลวง 12 ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จ.อุบลราชธานี 7.กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านท่าไม้ จ.นครสวรรค์ 8.กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทาน ท่ายางบ้านลาดพัฒนา จ.เพชรบุรี 9.ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลเมยวดี จ.ร้อยเอ็ด 10.ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนพัฒนาบ้านบึงประดู่ จ.พิจิตร และ 11.วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จ.ตราด

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ 7 แห่ง คือ 1.สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด จ.นครราชสีมา 2.สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมไทย – เดนมาร์ค (ลำพญากลาง) จำกัด จ.สระบุรี 3.สหกรณ์นิคม ได้แก่ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด จ.กำแพงเพชร 4.สหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเสม็ดจวนพัฒนา จำกัด จ.นครศรีธรรมราช 5.สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด จ.กาฬสินธุ์ 6.สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี และ7.สหกรณ์บริการ ได้แก่ สหกรณ์สี่ล้อเล็กภูเก็ต จำกัด จ.ภูเก็ต

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน 3 สาขา คือ 1.สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง นายสุธรรม จันทร์อ่อน 2.สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น นายเสถียร มาเจริญรุ่งเรือง และ 3.สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย นายกฤตกร แซ่เอี๊ยบ

รวบสาวแสบปลอมเฟซบุ๊ก ‘แอม’ นักร้องดังหลอกตุ๋นเงินเหยื่ออ้างพาไปขุดทองต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332509

รวบสาวแสบปลอมเฟซบุ๊ก 'แอม' นักร้องดังหลอกตุ๋นเงินเหยื่ออ้างพาไปขุดทองต่างประเทศ

รวบสาวแสบปลอมเฟซบุ๊ก ‘แอม’ นักร้องดังหลอกตุ๋นเงินเหยื่ออ้างพาไปขุดทองต่างประเทศ

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 16.02 น.

กองปราบปรามรวบสาวแสบปลอมเฟซบุ๊ก “แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร” ศิลปินนักร้องชื่อดัง หลอกตุ๋นเงินเหยื่ออ้างพาไปขุดทองต่างประเทศ

เมื่อเวลา 14.00 น.วันนี้ (11 เม.ย.61) ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ต.พงศ์พิทักษ์ บุญบำรุง สว.กก.5 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.5 บก.ป. ทำการจับกุม น.ส.ปาวีณา สุขฉิม อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 669 ซ.จรัญสนิทวงศ์ 75 แขวงและเขตบางพลัด ตามหมายจับศาลจังหวัดมหาสารคาม ที่ จ.183/2560 ลง 4 ก.ค.2560 ตามความผิดฐาน “จัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งเงินทองหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง” โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณด้านหน้าธนาคารกรุงเทพ จำกัด ซอยตลาดสามพราน ต.สามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อช่วงกลางปี 2560 น.ส.ปาวีณา ผู้ต้องหารายนี้ได้ทำการปลอมเฟซบุ้กของ “แอม” เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ศิลปินนักร้องชื่อดัง ก่อนโพสต์ข้อความชวนเชื่อว่า สามารถจัดหาสถานที่ทำงานหรือพาไปทำงานยังต่างประเทศได้ ซึ่งผู้ที่สนใจจะได้รับเงินเดือนประมาณ 8 หมื่นบาท แต่ผู้ที่สนใจจะต้องยอมจ่ายเงินให้กับผู้ต้องหารายนี้ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท ตามแต่ความยากง่ายของแต่ละประเทศที่ผู้เสียหายต้องการไปทำงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในดำเนินการ

ทั้งนี้ด้วยความที่ผู้เสียหายส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟซบุ้กดังกล่าวนั้นเป็นของ แอม นักร้องชื่อดังจริงจึงโอนเงินให้กับผู้ต้องหารายนี้ แต่เมื่อถึงกำหนดนัดหมายเดินทางไปทำงานผู้ต้องหากลับอ้างว่าติดปัญหาเรื่องเอกสารบางอย่าง ก่อนจะเริ่มขาดหายการติดต่อไปในที่สุด ที่ผ่านมามีผู้หลงเชื่อถูกหลอกกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในแทบภาคอีสาน ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมมูลค่าความเสียหายกว่าหลาย 10 ล้านบาท กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่าผู้ต้องหารายนี้ได้กบดานซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ จ.นครปฐม จึงนำกำลังเข้าทำการจับกุมตัวได้ดังกล่าว

จากการสอบสวน น.ส.ปาวีณา ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ปลอมแปลงเฟซบุ๊คของนักร้องชื่อดังแล้วทำการโพสต์ข้อความหลอกลวงผู้เสียหายแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่าเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการเรื่องเอกสารเท่านั้น นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติยังพบว่ามีหมายจับในคดีลักษณะดังกล่าว รวมถึงคดีฉ้อโกงประชาชน ฉ้อโกงทรัพย์และคดีนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ติดตัวเพิ่มเติมอีก 6 หมายจับประกอบด้วย  หมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี 2 หมายจับ ศาลจังหวัดชุมแพ จ.ขอนแก่น 2 หมายจับ ศาลจังหวัดหนองคาย 1 หมายจับ และศาลจังหวัดนครราชสีมา 1 หมายจับ ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม รับตัวไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รณรงค์คนไทยใส่ผ้าไหม หม่อนไหมฉวยกระแส‘ออเจ้า’ส่งเสริมผ้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332331

x

รณรงค์คนไทยใส่ผ้าไหม หม่อนไหมฉวยกระแส‘ออเจ้า’ส่งเสริมผ้าไทย

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมหม่อนไหม เชิญชวนพี่น้องชาวไทยใส่ผ้าไหมและผ้าไทย ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์ พร้อมเชิญชวนซื้อหาน้ำหม่อน หรือ “มัลเบอร์รี่” ฝากญาติผู้ใหญ่ ย้ำช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ผลชะงัด แถมช่วยป้องกันสารพัดโรครุมเร้าสุขภาพได้อีกด้วย

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากกระแสความนิยมในการใส่ผ้าไหมและผ้าไทยในขณะนี้ นับเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่ง โดยในส่วนของกรมหม่อนไหมในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลงานด้านการอนุรักษ์ผ้าไหมและผ้าไทย จึงอยากจะขอเป็นอีกส่วนหนึ่งเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมสืบสานประเพณีไทย สวมใส่ผ้าไหม ผ้าไทย เล่นน้ำ ทำบุญ และรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคล และเพื่อเป็นการสนับสนุนอาชีพของเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมและผ้าไทยต่างๆ ให้สามารถจำหน่ายผ้าไหมและผ้าไทยได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ออกมาเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น

นอกจากการส่งเสริมการใส่ผ้าไหมและผ้าไทยในช่วงประเพณีสงกรานต์แล้ว กรมหม่อนไหมยังขอเชิญชวนคนไทยดื่มน้ำหม่อนหรือน้ำมัลเบอร์รี่เพื่อดับกระหาย คลายความร้อนในช่วงสงกรานต์ หรือจะเลือกซื้อหาน้ำหม่อนหรือน้ำมัลเบอร์รี่เป็นของฝากให้กับญาติพี่น้อง ญาติผู้ใหญ่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็นับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง เพราะนอกจากน้ำหม่อนจะมีรสชาติที่อร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านอีกด้วย ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ปรับปรุงการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย บำรุงหัวใจ มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน และให้ความสดชื่นด้วยรสเปรี้ยวหวานที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วยบำรุงสายตา ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และโรคมะเร็ง อีกส่วนหนึ่งยังเป็นการช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสด ที่มีผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงนี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะไปสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืนอีกด้วย

เตือนเกษตรกรสวนมะม่วง โรคแอนแทรคโนสระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332328

x

เตือนเกษตรกรสวนมะม่วง โรคแอนแทรคโนสระบาด

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องจากในช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตก สภาพอากาศร้อนชื้น จึงขอเตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงให้ระวังการเข้าทำลายของโรคแอนแทรคโนส ซึ่งเป็นโรคที่สำคัญในระยะใกล้เก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วง ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการส่งผลผลิตไปจำหน่ายทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะมะม่วงที่ใช้รับประทานแบบผลสุก และเปลือกบางจะถูกเชื้อเข้าทำลายได้ง่าย เช่น พันธุ์น้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากตลาดต่างประเทศ

โดยวิธีการป้องกันกำจัดนั้น แนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนมะม่วงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง กำจัดวัชพืชภายในสวนให้สะอาด ตัดแต่งกิ่งมะม่วงให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี และตัดแต่งกิ่งก้านและใบที่เป็นโรคนำไปฝังหรือเผาทำลาย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งของเชื้อที่อาจแพร่ระบาดในสวนมะม่วงได้ กรณีที่จำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช สามารถเลือกพ่นสารกำจัดได้สองชนิด ได้แก่ ชนิดดูดซึม เช่น เบนโนมิล, คาร์เบนดาซิม, อะซอกซี่สะโตรบิน, ไธโอฟาเนท-เมทธิล และโปรคลอราช หรือชนิดที่ไม่ดูดซึม เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์, แมนโคเซบ, โปรพิเนบ และแคปแทน โดยชนิดดูดซึมจะเหมาะสมสำหรับพ่นในช่วงฝนชุกหรือใกล้เก็บเกี่ยว เพราะช่วยลดปัญหาการเกิดผลเน่าได้ ส่วนในระยะอื่นควรพ่นสารสลับกันบ้างทั้งชนิดดูดซึม และชนิดไม่ดูดซึม เพื่อป้องกันการปรับตัวต้านทานสารกำจัดของโรคพืช ทั้งนี้ ให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชอัตราตามคำแนะนำในฉลาก

สหกรณ์เชื่อมข้อมูลกรมข้าว-ปกครอง พัฒนาสารสนเทศช่วยเกษตรกร-ประเดิมส่งเสริมปลูกข้าว‘กข.43’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332337

x

สหกรณ์เชื่อมข้อมูลกรมข้าว-ปกครอง พัฒนาสารสนเทศช่วยเกษตรกร-ประเดิมส่งเสริมปลูกข้าว‘กข.43’

วันพุธ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ร่วมลงนามกับกรมการข้าว และกรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศระหว่างหน่วยงาน เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลให้มีความสมบูรณ์และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยกระดับงานบริการภาครัฐสู่ความเป็นเลิศ โดยความร่วมมือด้านฐานข้อมูลกับกรมการข้าว เป็นการเชื่อมโยงกับทั้ง 2 ฝั่ง คือ กรมการข้าวต้องการข้อมูลสมาชิกสหกรณ์ในเรื่องต่างๆ ที่สหกรณ์และสมาชิกดำเนินการอยู่ เช่น อุปกรณ์ทางการตลาด โรงสี การแปรรูปและการรวบรวมต่างๆ เนื่องจากกรมการข้าวต้องการข้อมูลไปใช้ในการวางแผนเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ต่างๆ ให้สอดรับกับจุดรับซื้อข้าว ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์จะได้ในส่วนของข้อมูลเกษตรกรที่เป็นชาวนาที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น เมื่อหน่วยงานภาครัฐต้องการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ จะได้นำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ในการดำเนินการให้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

“ในอนาคตถ้าระบบงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เราอาจจะการเชื่อมโยงในหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะนี้ยังขาดในเรื่องความสมบูรณ์ จึงต้องทำเท่านี้ก่อน แต่หลังจากลงนาม MOU เสร็จแล้ว เราก็สามารถดึงข้อมูลของทั้ง 2 หน่วยงานเข้ามาบูรณาการร่วมกัน เพื่อส่งเสริมงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป สิ่งที่จะเริ่มทำเป็นอันดับแรก คือ การจัดการฐานข้อมูลสมาชิกและการเข้าไปช่วยเหลือชาวนา โดยโครงการแรกที่จะเริ่มคือ โครงการข้าว กข. 43 ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการร่วมกับกรมการข้าว ซึ่งกรมการข้าวเข้าไปส่งเสริมและช่วยเหลือชาวนาในการปลูกข้าว กข. 43 และได้มีการพูดคุยกันว่า น่าจะทำในพื้นที่สหกรณ์ที่มีโรงสี มีจุดรวบรวม เพื่อที่จะให้สหกรณ์ได้เข้ามาดูแลสมาชิกได้ด้วย ซึ่งโครงการนี้จะเกิดขึ้นในปีนี้เป็นปีแรก”นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการลงนามความร่วมมือกับกรมการปกครอง จะเป็นการช่วยในการพิสูจน์ตัวตนของสมาชิกสหกรณ์ เนื่องจากกรมการปกครองมีระบบในการตรวจสอบและพิสูจน์ตัวตนที่มีความทันสมัย และสามารถพิสูจน์ตัวตนของทุกคนในประเทศไทยได้หมด เพราะว่าฐานข้อมูลทะเบียนสมาชิกสหกรณ์ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์มีอยู่ ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร มีเพียง 70%-80% ของฐานข้อมูลสมาชิก ส่วนอีก 20%-30% จะเป็นการไปขอตรวจสอบกับกรมการปกครองเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้อง

อย่างไรก็ตามในการพิสูจน์ตัวตนของสมาชิกสหกรณ์ หลายครั้งที่มีบุคคลเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ว่า เป็นใคร มาจากไหน และภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน ถ้าสามารถเชื่อมโยงกับกรมการปกครองได้จะสามารถพิสูจน์ตัวตนได้ว่าเป็นสมาชิกสหกรณ์ รวมถึงสามารถพิสูจน์การทำธุรกรรมกับสหกรณ์ได้ด้วย ซึ่งถ้าหลังจากพิสูจน์ตัวตนแล้ว พบว่า มีความผิดปกติ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะส่งไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่ดำเนินการต่อไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของบุคคลที่จะเข้ามาโดยใช้นามแฝง เพราะเดิมทีจะรู้แต่ชื่อ ไม่รู้ว่าตัวตนว่าอยู่ที่ไหน ซึ่งคาดหวังว่าการร่วมมือกับกรมการปกครองในการตรวจสอบข้อมูลตัวบุคคลจะช่วยพิสูจน์ได้เร็วขึ้นและเกิดความแม่นยำมากยิ่งขึ้น