‘เฉลียว น้อยแสง’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี’61 ลดต้นทุนด้วย‘บัญชี’สู่วิถีความพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333179

‘เฉลียว น้อยแสง’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี’61 ลดต้นทุนด้วย‘บัญชี’สู่วิถีความพอเพียง

‘เฉลียว น้อยแสง’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี’61 ลดต้นทุนด้วย‘บัญชี’สู่วิถีความพอเพียง

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รัฐบาลได้มีนโยบายในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วยการปรับเปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการที่ดี มีต้นทุนการผลิตต่ำ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต โดยยึดหลักตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนองนโยบายดังกล่าว ด้วยการปฏิรูปภาคการเกษตร นำนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้เกษตรกรรู้จักวิธีลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันตามเป้าหมายของประเทศตามแนวทางประชารัฐ

พ.จ.ท.เฉลียว น้อยแสง เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับภาค ประจำปี 2561 ของจังหวัดชัยนาท ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นประธานนาแปลงใหญ่จังหวัดชัยนาทและเป็นประธานนาแปลงใหญ่ของกลุ่มบ้านพระแก้ว อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ถือเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นระยะเวลา 10 ปี จากเดิมที่เคยรับราชการทหาร ภายหลังได้ลาออกมาประกอบอาชีพเลี้ยงวัวและเลี้ยงไก่ แต่ประสบกับปัญหาราคาเนื้อวัวตกต่ำและไข้หวัดนกระบาด จึงทำให้หันมาประกอบอาชีพทำนาและปลูกผัก และพยายามคิดค้นหาวิธีลดต้นทุนการผลิตโดยใช้สารชีวภาพ เพื่อนำมาใช้ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร พร้อมทั้งมีการจดบันทึกบัญชีต้นทุนอาชีพ ซึ่งได้รับการแนะนำจากจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชัยนาท กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จนสามารถนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์วางแผนการดำเนินงานด้านการเกษตร ในการหาปัจจัยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้

หลังนำบัญชีมาปรับใช้ในการวางแผนการผลิตของตนเองแล้ว ก็ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีแก่เกษตรกรในพื้นที่นาแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวและเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมไปถึงเกษตรกรทั่วไป และคนในชุมชน เพื่อให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำบัญชี รู้จักจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ เพื่อให้รู้ถึงรายรับ-รายจ่ายที่เกิดขึ้น
แล้วนำมาวิเคราะห์หาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อีกทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อวิเคราะห์หาแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่กลุ่มบ้านพระแก้ว จำนวนกว่า 200 ราย ได้มีการจดบันทึกบัญชีเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการประเมินผลและวางแผนการประกอบอาชีพในฤดูกาลผลิตถัดไป

“…ในอดีตที่ผ่านมา เกษตรกรมักทำการเกษตรโดยที่ไม่ได้จดบันทึกค่าใช้จ่ายอะไรเลย เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาให้ความรู้ด้านบัญชี จึงทำให้เกษตรกรรู้ต้นทุนการผลิต รู้จักการใช้จ่ายเงิน ทำให้ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อีกทั้งยังเก็บข้อมูลจากบัญชีไว้เพื่อสำหรับพยากรณ์การทำการเกษตรในฤดูต่อไป ดังนั้นไม่ว่าจะประกอบอาชีพเกษตรกรหรืออาชีพต่างๆ หากเราไม่ทำบัญชีควบคู่ไปด้วย เราก็จะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำไปนั้นจะดีขึ้นหรือแย่ลง อย่างที่คนทั่วไปพูดกันว่า อาชีพเกษตร ยิ่งทำยิ่งจน แต่ความจริงแล้วหากเราทำบัญชี เราจะรู้ผลลัพธ์ได้เลย เพราะฉะนั้นเราจะไม่จน ถ้าเราทำบัญชี…” ครูเฉลียว กล่าว

ครูเฉลียว ยังนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อาทิ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การสกัดสมุนไพรไล่แมลง และฮอร์โมนน้ำหมัก ซึ่งผลิตขึ้นเองเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต โดยครูเฉลียวเลือกการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด โดยใช้ให้น้อย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และคำนึงถึงระยะเวลาในการใช้ให้ยาวนานและก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด อีกทั้งยังมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท เก็บไว้ทานและใช้เอง รวมทั้งจำหน่ายให้แก่คนในชุมชน ทำให้เกษตรกรมีความอยู่ดี กินดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปัจจุบันครูเฉลียว น้อยแสง ยังทำหน้าที่เป็นครูบัญชีอาสาและกรรมการชมรมครูบัญชีของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชัยนาท นับเป็นบุคคลตัวอย่างในการดำเนินชีวิตที่ประสบความสำเร็จจากการจดบันทึกบัญชี อีกทั้งยังปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวม โดยถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้แก่เกษตรกรและส่งเสริมการทำบัญชีสู่ชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการนำระบบบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรอย่างเหมาะสม ซึ่งทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเอง ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีเงินออม สามารถเป็นชุมชนต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี

ชายคาพระพิรุณ : 2.4 หมื่นล้าน ขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333175

586851

ชายคาพระพิรุณ : 2.4 หมื่นล้าน ขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟัง….เริ่มจากต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดสัมมนาใหญ่ “การขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เชิญผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด ทั่วประเทศ เข้าร่วมสัมมนา โดยมีรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นประธานเปิดงาน…งานนี้ถือว่าเป็นการประกาศความพร้อมของรัฐบาลในการปฏิรูปภาคการเกษตร ด้วยการอัดงบ 2.4 หมื่นล้านบาท เดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตร 20 โครงการ เสริมจุดแข็งเศรษฐกิจประเทศ โดยเชื่อมโยงกับโครงการเดิม เช่น เกษตรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เกษตรอินทรีย์ การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) หรือการพัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบประชารัฐ มุ่งหวังให้ภาคเกษตรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูป 3 ด้าน คือ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม และการปฏิรูปด้านสถาบันเศรษฐกิจ

รองนายกฯสมคิด ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เร่งพัฒนาภาคการเกษตรให้มั่นคงและเข้มแข็ง เพราะภาคการเกษตรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูปเห็นผล ต้องเปลี่ยนภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ทันสมัย ซึ่งต้องหาคนรุ่นใหม่มาอยู่ในภาคเกษตรกรรม เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ความมั่งคั่งของภาคเกษตรไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่การปฏิรูปอาจจะต้องใช้เวลาและความอดทน โดยเน้น 5 มิติในการดำเนินการ ได้แก่ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง, ใช้การตลาดนำการผลิต, ส่งเสริมความรู้และสนับสนุนแหล่งทุน พร้อมกับนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้, ผลักดันสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดโลก, และเชื่อมโยงภาคเกษตรกับการท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวชุมชน โดยใช้การเกษตรเป็นจุดขายที่สำคัญ พร้อมหยอดวลีเด็ด “เกษตรกรคือทรัพยากรสำคัญ เกษตรกรไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทรัพย์สินสำคัญของประเทศ”

สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ 2 หน่วยงานเป็นตัวขับเคลื่อนโครงการ คือกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อน 5 โครงการหลัก ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จัดให้มีการฝึกอบรมตามอาชีพ โดย ธ.ก.ส. จะส่งรายชื่อเกษตรกร ที่ผ่านการคัดแยกที่วิเคราะห์แล้ว ซึ่งได้รับโดยเกษตรกรที่ผ่านการอบรมและจะได้รับใบรับรองว่าผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ปฏิบัติการ 40 ศูนย์ ทั้งหมด 85 หลักสูตร 2.โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับลดพื้นที่ชาวสวนยางให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 3.โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยกิจกรรมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การฝึกอบรมเกษตรกร ใน 9,101 ชุมชน ชุมชนละ 200 ราย รวม 1,820,200 ราย และ 2. การพัฒนากลุ่มเกษตรกร ในชุมชน อาจจะมากกว่า 1 โครงการก็ได้ ที่มีความสนใจร่วมกัน และเกษตรกรจะต้องผ่านการอบรม ซึ่งเน้นการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย ให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งนี้ รัฐบาลให้สิทธิในชุมชนในการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ 4.โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพันธุ์พืช โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ, ท่อนพันธุ์ และต้นพันธุ์ รวม 8 ล้านต้น ภายใต้การกำกับของศูนย์ขยายพันธุ์พืช ทั้ง 10 ศูนย์ ของกรมส่งเสริมการเกษตร และ 5.โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โดย Young smart farmer ของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 4,850 ราย ได้รับการพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตร และเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0

ขุนเกษตรา…คาดหวังว่า 2.4 หมื่นล้านที่ทุ่มลงไปกับการปฏิรูปภาคการเกษตร จะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรงและสูงสุดเพื่อจะได้ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ก็ต้องขอฝากความหวังนี้ไว้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นกำลังใจให้คนทำงาน เพื่อจะได้นำพาเกษตรกรไทยให้หลุดพ้นความยากจนเสียที…

ขุนเกษตรา

จับตาปริมาณผลไม้ตะวันออกลด สศก.แจงสภาพอากาศแปรปรวน คาดแนวโน้มวูบถึงกว่าร้อยละ18

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333177

จับตาปริมาณผลไม้ตะวันออกลด สศก.แจงสภาพอากาศแปรปรวน คาดแนวโน้มวูบถึงกว่าร้อยละ18

จับตาปริมาณผลไม้ตะวันออกลด สศก.แจงสภาพอากาศแปรปรวน คาดแนวโน้มวูบถึงกว่าร้อยละ18

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร ของ สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้บูรณาการสำรวจจัดทำข้อมูลการผลิตไม้ผลประจำปี 2561 ในพื้นที่ จ.ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลวางแผนบริหารจัดการไม้ผลพบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 678,203 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 1,142 ไร่ หรือร้อยละ 0.17 โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.56 ขณะที่มังคุดลดลงร้อยละ 0.30 เงาะ ลดลงร้อยละ 1.63 และ ลองกอง ลดลงร้อยละ 8.97 ซึ่งการลดลดลงของมังคุด เงาะ และลองกอง เป็นการตัดโค่นเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน ส่วนเนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มี 615,172 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 9,691 ไร่ หรือร้อยละ 1.60 โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.32 มังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.49 ส่วนเงาะลดลงร้อยละ 0.94 และลองกองลดลงร้อยละ 6.89

ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า มีประมาณ 647,522 ตัน ลดลงจากปี 2560 จำนวน 144,591 ตัน หรือ ร้อยละ 18.25 โดย มังคุด ลดลงมากที่สุดร้อยละ 64.81 รองลงมาคือ ลองกอง ลดลงร้อยละ 32.05
เงาะ ลดลงร้อยละ 9.81 และทุเรียน ลดลงร้อยละ 4.37 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ทั้ง 4 สินค้า ลดลงทุกสินค้า โดยมังคุดลดลงมากที่สุด ร้อยละ 65.34 รองลงมา คือ ลองกอง ลดลงร้อยละ 27 เงาะ ลดลงร้อยละ 8.94 และทุเรียนลดลงร้อยละ 8.31 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ตั้งแต่ปลายปี 2560 ถึงต้นปี 2561 ในระยะที่ต้นไม้กำลังจะเริ่มติดดอก ออกผล ต้นไม้ปรับสภาพต้นไม่ทัน

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้ สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนในช่วงเดือนเมษายน มีพายุฤดูร้อนซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับไม้ผล ผลผลิตร่วงหล่นเสียหายเพิ่มเติมจากที่ผลวิเคราะห์ประมาณการผลผลิตไว้ในครั้งนี้ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะได้ติดตามสถานการณ์ ความเสียหายจากภัยต่างๆ ที่จะกระทบกับปริมาณผลผลิตในภาพรวมต่อไป

‘มิลล์บอร์ด’เข้มคุณภาพนมโรงเรียน ออกประกาศหลักเกณฑ์คุมผลิต ยืนกรานต้องโปร่งใส-ไร้ทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333176

x

‘มิลล์บอร์ด’เข้มคุณภาพนมโรงเรียน ออกประกาศหลักเกณฑ์คุมผลิต ยืนกรานต้องโปร่งใส-ไร้ทุจริต

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ “มิลล์บอร์ด” เปิดเผยว่า มิลล์บอร์ดได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภาคเรียนที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องการอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการ สามารถผลิตนมโรงเรียนในภาคเรียนที่ 2/2560 เพื่อจำหน่ายในภาคเรียนที่ 1/2561 ไว้ โดยนำน้ำนมดิบไปผลิตเป็นนมกล่องชนิดยูเอชทีในช่วงปิดภาคเรียนที่ 2/2560 ได้จำนวนไม่เกิน 60 วัน ภายใต้เงื่อนไขดังนี้

กรณีผู้ประกอบการ ผลิตเพื่อจำหน่ายนมโรงเรียนข้ามภาคเรียน ต้องใช้น้ำนมที่มีคุณภาพ ซึ่งมีการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ และตรวจสอบนมโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยสามารถผลิตนมชนิดยูเอชที ได้ในปริมาณน้ำนมดิบตามสิทธิที่ได้รับการจัดสรรในภาคเรียนที่ 2/2560 ไม่เกิน 30 วัน ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้ใช้สิทธิครบจำนวนที่ได้รับการจัดสรรแล้ว แต่มีการผลิตนมโรงเรียนข้ามภาคเรียนชนิดยูเอชที เกินกว่าปริมาณน้ำนมดิบที่ได้รับการจัดสรรนั้น จะต้องนำปริมาณน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตนมข้ามภาคเรียนดังกล่าว มาหักลดสิทธิที่จะได้รับการจัดสรรในภาคเรียนที่ 1/2561

กรณีผู้ประกอบการที่จะผลิตนมโรงเรียนจำหน่ายในภาคเรียนที่ 1/2561 ให้ผลิตได้ไม่เกิน 30 วัน ก่อนเปิดภาคเรียน (นมชนิด ยูเอชที 30 วัน นมชนิดพาสเจอร์ไรส์ 3 วัน) ต้องใช้น้ำนมที่มีคุณภาพ มีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ และตรวจสอบนมโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทั้งนี้ ปริมาณนมโรงเรียนที่ผลิตช่วงดังกล่าว ต้องสอดคล้องตามปริมาณนมที่ได้รับจัดสรรสิทธิในแต่ละวัน สำหรับภาคเรียนที่ 1/2561 และจะต้องนำมาหักออกจากปริมาณที่ได้รับการจัดสรรในแต่ละวันเท่ากับจำนวนที่ใช้ไป

ทั้งนี้ในประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมดังกล่าว ยังได้กำหนดเงื่อนไขในการจัดสิทธิพื้นที่การจำหน่ายนมโรงเรียน ในลักษณะของการจับคู่ระหว่างพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตภัณฑ์นม กับพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนซึ่งรับนม โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ ลดระยะเวลาการขนส่งผลิตภัณฑ์นม เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพของนม โดยเฉพาะนมพาสเจอร์ไรส์ในการขนส่งให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม จะเชิญผู้ประกอบการมาร่วมหารือและทำความเข้าใจในประกาศดังกล่าวเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ขอยืนยันว่าการกำหนดเงื่อนไขการจัดสรรสิทธิสอดคล้องกับข้อแนะนำเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีโครงการนมโรงเรียนของคณะกรรมการป.ป.ช. และข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยในสัปดาห์หน้ากระทรวงเกษตรฯ จะนำผลการดำเนินการของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป

เตือนเกษตรกรไร่มันสำปะหลัง เฝ้าระวังเพลี้ยแป้ง-ไรแดงระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333178

เตือนเกษตรกรไร่มันสำปะหลัง เฝ้าระวังเพลี้ยแป้ง-ไรแดงระบาด

เตือนเกษตรกรไร่มันสำปะหลัง เฝ้าระวังเพลี้ยแป้ง-ไรแดงระบาด

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงนี้เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยแป้ง และไรแดงมันสำปะหลังในหลายพื้นที่ เนื่องจากสภาพอากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนเริ่มทิ้งช่วง อีกทั้งยังพบการทำลายของโรคพุ่มแจ้ บริเวณ จ.สระแก้ว ชลบุรี และอีกหลายจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับพรมแดนกัมพูชาและเวียดนาม โดยคาดว่าอาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในไทย

สำหรับวิธีการป้องกัน สามารถทำได้ตั้งแต่เตรียมดินก่อนเพาะปลูก โดยไถตากดินอย่างน้อย 14 วัน พ่นท่อนพันธุ์มันสำปะหลังก่อนเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งปลูกอื่น และการแช่ท่อนพันธุ์ก่อนการเพาะปลูก ด้วยสารเคมีอิมิดาคลอพริด หรือไทอะมิโทแซม อัตรา 4 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเคมีไดโนทีฟูแรนอัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (แช่ท่อนพันธุ์นาน 5-10 นาที) วิธีนี้ช่วยป้องกันเพลี้ยแป้งที่ติดมากับท่อนพันธุ์ได้

ส่วนการป้องกัน เน้นการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ได้แก่ ชีววิธีโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงช้างปีกใส แตนเบียน Anagyrus Lopezi ด้วงเต่าตัวห้ำ และเชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง และใช้ไรตัวห้ำ ด้วงเต่า Stethorus spp. เพื่อควบคุมไรแดงมันสำปะหลัง หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้ใช้สารเคมีอามีทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้พ่นเฉพาะบริเวณที่มีไรแดงทำลาย และไม่ควรพ่นสารเคมีซ้ำเกิน 2 ครั้ง ในส่วนของโรคพุ่มแจ้การป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของโรค และพืชอาศัยของเพลี้ยจักจั่นแมลงพาหะนำโรคพุ่มแจ้ เช่น สาบม่วง และหญ้าตีนตุ๊กแก และบำรุงต้นมันสำปะหลังให้สมบูรณ์แข็งแรงโดยการให้ปุ๋ย ให้น้ำอย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาดไปยังแหล่งอื่น รวมถึงการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยจักจั่น เช่น แมลงช้างปีกใส ด้วงเต่า และเชื้อราบิวเวอร์เรีย อีกทั้งการตัด หรือขุดต้นมันสำปะหลังที่พบทั้งโรค และแมลงศัตรูพืชไปเผาทำลายนอกแปลง

สหกรณ์เข้มสกัดโกง‘ไทยนิยมยั่งยืน’ ตั้งศูนย์เฉพาะกิจเกาะติดทุกจว. ห้ามขรก.ชี้นำเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332698

x

สหกรณ์เข้มสกัดโกง‘ไทยนิยมยั่งยืน’ ตั้งศูนย์เฉพาะกิจเกาะติดทุกจว. ห้ามขรก.ชี้นำเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ 2561 หรืองบกลางปี 2561 วงเงิน 1,768.339 ล้านบาท ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์ทั่วประเทศ นำไปดำเนินการโครงการต่างๆ 3 โครงการ ประกอบด้วย1.โครงการจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือโครงการแก้มลิง วงเงิน 1,017 ล้านบาทให้กับสหกรณ์ 146 แห่ง ใน 41 จังวัด เพื่อเก็บชะลอผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น 715,000 ตัน เกษตรกรได้รับประโยชน์ 250,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้นตันละ
200-500 บาท 2.โครงการรวบรวมและแปรรูปยางพารา 340.429 ล้านบาท ให้สหกรณ์ 62 แห่ง ใน 24 จังหวัด เก็บชะลอและแปรรูปผลผลิตยางพารา 150,000 ตัน เกษตรกรได้รับประโยชน์ 42,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้นรายละ1,190 บาท และ3.โครงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 410.91 ล้านบาท ให้สหกรณ์ 99 แห่ง ใน 42 จังหวัด เพื่อสร้างอุปกรณ์แปรรูปและตรวจสอบคุณภาพผลผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ โรงสีข้าว ห้องเย็น เครื่องชั่ง เครื่องคัดเกรด อาคารแปรรูป ให้กับสินค้าเกษตร 9 ชนิด ได้แก่ ข้าว ผัก/ผลไม้สมุนไพร ผลไม้ ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โคนม ประมง ปศุสัตว์ และมันสำปะหลัง จำนวน 56,000 ตัน ช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ 300,000 ราย และช่วยเพิ่มปริมาณธุรกิจสหกรณ์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3%

โดยขณะนี้ การดำเนินโครงการอยู่ในขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสรรหาผู้รับจ้างภายในเดือนเมษายน 2561 จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนของการกำกับการก่อสร้าง จัดซื้ออุปกรณ์ และตรวจรับในเดือนเมษายน-กันยายน โดยสหกรณ์จะต้องควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบและรายการที่ขอสนับสนุน ขณะที่กรมได้จัดตั้งศูนย์อำนวยเฉพาะกิจและติดตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืน ในระดับจังหวัดและบริหารในรูปแบบคณะกรรมการ รวมทั้งได้สั่งห้ามไม่ให้ข้าราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปชี้นำในการจัดหาผู้รับจ้างหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง แอบอ้างเพื่อเรียกรับผลประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างของสหกรณ์โดยเด็ดขาด

เคลื่อน1ตำบล1นวัตกรรม ต่อยอด‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332696

เคลื่อน1ตำบล1นวัตกรรม ต่อยอด‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’

เคลื่อน1ตำบล1นวัตกรรม ต่อยอด‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’

วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.สมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินโครงการ “1 ตำบล 1 นวัตกรรมเกษตร” ตั้งแต่เดือนมีนาคม – กันยายน 2561 เพื่อผนวกการใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อสร้างนวัตกรรมทางการเกษตรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้กับสินค้าและบริการจนสามารถยกระดับจากผู้ผลิตที่ตอบสนองความต้องการระดับท้องถิ่น สู่ผู้ผลิตระดับ SMEs ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในระดับสากลได้ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน ท้องถิ่น รวมทั้งเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศ ด้วยเป้าหมายเพื่อต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20%, อายุการเก็บรักษาผลิตผลนานขึ้น 10% ใน 878 ตำบล 300 องค์กรเกษตร 200 นวัตกรรม เกษตรกร 10,000 รายทั่วประเทศ

ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “1 ตำบล 1 นวัตกรรมเกษตร” จะให้เกษตรกรได้เข้าถึงบริการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเดิมที่มีอยู่แล้วในอดีตที่ทำต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยวว.จะเอาองค์ความรู้ทาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปเพื่ออธิบายภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านั้น เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่แล้ว และต้องการต่อยอดเป็นนวัตกรรม วว.จะพัฒนาในช่วงที่เป็นเทคโนโลยีที่เป็นต้นน้ำ ได้แก่ เทคโนโลยีทางด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต, ผลผลิต, คุณภาพผลผลิต / ด้านเครื่องจักร,เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ ประมง ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าศัตรูพืชต่างๆได้ทั้งหมด รวมทั้งเทคโนโลยีในการยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีใช้ของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตทางด้านการเกษตรให้เกิดประโยชน์ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแจ้งความจำนงได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดของท่านได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เสริมแกร่ง‘ผู้ตรวจสอบกิจการ’ เกษตรฯวางกลไกตรวจสอบบัญชี-ลดปัญหาทุจริตสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332699

เสริมแกร่ง‘ผู้ตรวจสอบกิจการ’ เกษตรฯวางกลไกตรวจสอบบัญชี-ลดปัญหาทุจริตสหกรณ์

เสริมแกร่ง‘ผู้ตรวจสอบกิจการ’ เกษตรฯวางกลไกตรวจสอบบัญชี-ลดปัญหาทุจริตสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์มีการดำเนินธุรกิจและการทำธุรกรรมทางการเงินขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้ทันสมัย มีคุณภาพเชื่อถือได้ เกิดความโปร่งใสและสร้างความเข้มแข็งให้บุคลากรจะเข้าไปปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชี ตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์อย่างรู้เท่าทัน

ทั้งนี้ ผู้ตรวจสอบกิจการ ถือเป็นบุคลากรสำคัญในการทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์แทนสมาชิก จึงจำเป็นต้องพัฒนาความรู้และทักษะให้ก้าวทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสามารถตรวจสอบกิจการสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์เสนอต่อคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ โดยที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้จัดให้มีการประชุมซักซ้อมผู้ตรวจสอบกิจการเป็นประจำทุกปี เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้แก่ผู้ตรวจสอบกิจการ เกี่ยวกับมาตรฐานการบัญชีของสหกรณ์ โดยในปีงบประมาณ 2561 ได้ดำเนินการจัดอบรมไปแล้ว 1 รุ่น มีผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร ผู้ตรวจสอบกิจการขั้นพื้นฐาน จำนวน 105 คนเข้าร่วมประชุม โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีแผนที่จะจัดอบรมให้เป็นระยะๆเพื่อเสริมทักษะผู้ตรวจสอบกิจการต่อไป

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่จะเข้ามาให้ความรู้แก่ผู้ตรวจสอบกิจการในเรื่องการฟอกเงิน เพื่อให้การตรวจสอบบัญชีเป็นไปตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล

“หากสหกรณ์ดำเนินกิจการไปด้วยความไม่รอบคอบ ไม่รู้จริง ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายและส่งผลกระทบต่อสมาชิก และหากสมาชิกปล่อยให้คณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์ ดำเนินงานไปโดยอิสระขาดการตรวจสอบ ย่อมเป็นไปได้ที่มีความเสียหายเกิดขึ้นโดยที่สมาชิกไม่ทราบมาก่อน จะมารู้อีกทีก็ต่อเมื่อเกิดปัญหารุนแรงจนไม่สามารถแก้ไขได้ จึงอยากฝากให้สมาชิกสหกรณ์ทุกประเภท ติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์ที่สังกัดอยู่ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะส่งผู้สอบบัญชีเข้าไปตรวจสอบบัญชีเป็นระยะ โดยเฉพาะสหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่หรือสหกรณ์ที่มีปัญหา จะเข้าไปดูแลให้คำแนะนำเป็นรายไตรมาส เพื่อให้สหกรณ์มีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และลดความเสี่ยงด้านปัญหาทางบัญชีของสหกรณ์นั้นๆ ได้” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของสารกำจัดวัชพืช….รอคอย..วนๆ ไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332697

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของสารกำจัดวัชพืช….รอคอย..วนๆ ไป

วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ได้รับหนังสือเชิญ จากสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ให้ไปร่วมสัมมนาเรื่อง “การจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ทำไม? ใครได้-ใครเสีย? มีทางออกหรือไม่?” ในวันที่ 19 เมษายน 2561 นี้ ที่ห้องประชุม กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร

งานนี้ระบุวัตถุประสงค์มาว่า เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสารกำจัดวัชพืชของประเทศไทย และนำเสนอข้อเสนอแนะไปยังผู้มีอำนาจหรือผู้ที่เกี่ยวข้องประกอบการพิจารณา เพื่อนำไปสู่การรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร และภาคเกษตรของไทยบนพื้นฐานของความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

งานนี้ มีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “การผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรไทยยัง(ต้อง)ไปต่อ” โดย พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เรื่อง “นโยบายการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช” โดย อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ..ผู้ซึ่งมีข่าวลือว่าจะลาออกก่อนเกษียณในเดือนกันยายน นี้ ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องสารเคมีที่ปวดหัวนี่หรือไม่…เรื่อง “ความปลอดภัยของไกลโฟเสตล่าสุด” โดย ดร.ฮาร์วี กลิค ซึ่งไม่ได้ระบุตำแหน่งว่าเป็นใคร

จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นการอภิปรายคณะ โดยผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกยาง ปลูกมะนาว ปลูกปาล์มน้ำมัน ผู้แทนไทยแพน และผู้แทนจากบริษัท มอนซานโต้ ประเทศไทย จำกัด

อันที่จริงเรื่องของสารกำจัดวัชพืชนี้ มีประเด็นมานานนับแรมปี แรมปีจริงๆ…ย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 มีสัญญาณจากเอ็นจีโอสายเกษตรในบ้านเรา เรียกร้องให้แบนสารกำจัดวัชพืช โดยอ้างว่ามีพิษตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ใช้สารเอง พร้อมทั้งอ้างว่าประเทศที่พัฒนาทั้งหลายเขาแบน หรือเลิกใช้กันไปหมดแล้ว แต่ก็มีกระแสคัดค้านจากเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงประโยชน์ของสารกำจัดวัชพืชถ้าใช้อย่างถูกวิธี

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน ที่ประชุมมีมติให้ประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด คือ พาราควอท และ คลอร์ไพรีฟอสตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 โดยห้ามนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ชนิด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป

พาราควอท คือ สารกำจัดวัชพืช คลอร์ไพรีฟอส คือสารกำจัดแมลง ซึ่งทั้ง 2 ชนิด มีเกษตรกรใช้อยู่เป็นจำนวนมาก การยกเลิกการนำเข้าสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อย มีผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด เกษตรกรจึงคัดค้าน ฝ่ายเอ็นจีโอ ก็พยายามนำเสนอผลการวิจัยของนักวิจัยหลายสถาบัน เพื่อยืนยันว่าสารเคมีดังกล่าวมีพิษตกค้างจริงๆ เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ถึงขั้นเสียชีวิตก็มี รวมไปถึงอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ซึ่งจะทำให้ทารกในครรภ์พิกลกิการได้ แต่ข้อมูลงานวิจัยไม่แน่นพอ ถูกนักวิจัยจริงๆ ตอบโต้เป็นเรื่องๆ ไป จนน่ากังวลว่านักวิจัยบ้านเรามีจรรยาบรรณของนักวิจัยมากน้อยเพียงไร

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 มีในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 มี ที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณาการกำหนดให้พาราควอท และ คลอร์
ไพรีฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครอง พร้อมทั้งจำกัดการใช้สารไกลโฟเสตซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชอีกชนิดหนึ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ตามข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกันคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เอง ก็ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และ ไกลโฟเสตขึ้นมาหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน

นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วยังไม่มีข้อสรุป ล่าสุด รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อุทัย นพคุณวงศ์ออกมาบอกว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาควบคุมวัตถุอันตรายฯ กำลังรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงภายในเดือนพฤษภาคม ส่วนจะออกหัวหรือก้อย ต้องรอดูกันต่อไป

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เกษตรกรโอดครวญมาว่า ข่าวการแบน หรือ จำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืช ทำให้พ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสารกำจัดวัชพืชไปแล้วกว่า 60%…..นี่แหละของจริง ไม่ต้องรอผลการพิจารณาจากใคร…กระทรวงพาณิชย์ทราบเรื่องนี้หรือไม่เจ้าคะ

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : ‘ฝนหลวง’เดินหน้าปฏิบัติการสู้ภัยแล้ง ปลูกป่าแม่กวงฯ‘เชียงใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332701

รายงานพิเศษ : ‘ฝนหลวง’เดินหน้าปฏิบัติการสู้ภัยแล้ง ปลูกป่าแม่กวงฯ‘เชียงใหม่’

รายงานพิเศษ : ‘ฝนหลวง’เดินหน้าปฏิบัติการสู้ภัยแล้ง ปลูกป่าแม่กวงฯ‘เชียงใหม่’

วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งสร้างความพร้อมในการปฏิบัติการสู้ภัยแล้งปี’61 น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” และพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเขื่อนแม่กวงฯ จ.เชียงใหม่ พร้อมอนุรักษ์ป่าไม้ สร้างระบบนิเวศและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อช่วยให้การปฏิบัติการฝนหลวงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กิจกรรมการปลูกป่าจัดขึ้นเพื่อสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร บริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างความชุ่มชื้นเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าไม้ให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นการเพิ่มผืนป่าและสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าต้นน้ำ เพื่อเป็นต้นทุนความชื้นสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมไปถึงเป็นการสร้างความเข้าใจในการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะรักษาระบบนิเวศป่าไม้ สิ่งแวดล้อมและเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน ที่จะส่งผลในการสนับสนุนแผนการดำเนินการโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าของกรมฝนหลวง ที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศไทยสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมการปลูกป่าสร้างพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ต้นน้ำในปีนี้กรมฝนหลวงฯ ได้กำหนดให้มีขึ้นทั้ง 5 ภูมิภาค เป็นกิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้นโดยในพื้นที่ภาคเหนือ กำหนดจัดกิจกรรม ปลูกป่าบริเวณพื้นที่ป่าลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำและแหล่งน้ำที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภาคเหนือ รวมทั้งยังเป็นบริเวณที่สามารถช่วยสร้างความชื้นสัมพัทธ์ที่จะเอื้อต่อการปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่การเกษตรทางภาคเหนืออีกด้วย

สำหรับไม้ยืนต้นและไม้ผลที่ใช้ปลูกในครั้งนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 400 ต้น ประกอบด้วย ไม้ยืนต้น จำนวน 300 ต้น ได้แก่ ยางนา 150 ต้น ตะเคียน 30 ต้น ประดู่ 30 ต้น ก่อใบเลื่อม 30 ต้น มะค่าแต้ 30 ต้น และมะขามป้อม 30 ต้น และไม้ผล จำนวน 100 ต้น ได้แก่ ชมพู่ 30 ต้น มะยม 20 ต้น ขนุน 20 ต้น และฝรั่ง 30 ต้น ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าที่สามารถช่วยเป็นป่าไม้สำคัญของพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะก่อให้เกิดระบบนิเวศที่ดีต่อไปอย่างไรก็ตามกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งสำคัญในการปฏิบัติการฝนหลวงในภารกิจสู้ภัยแล้งที่สำคัญ ที่ถือเป็นภารกิจหลักของกรม ที่จะต้องเร่งดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ต่อเนื่องต่อไป และเกิดผลเช่นเดียวกับกิจกรรมในครั้งนี้ที่ได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจากการได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ รวมทั้งอาสาสมัครฝนหลวงของภาคเหนือ