พื้นที่ระบาดพิษสุนัขบ้าทรงตัว ทั่วประเทศคงเหลือ39จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333508

พื้นที่ระบาดพิษสุนัขบ้าทรงตัว ทั่วประเทศคงเหลือ39จังหวัด

พื้นที่ระบาดพิษสุนัขบ้าทรงตัว ทั่วประเทศคงเหลือ39จังหวัด

วันพุธ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยความก้าวหน้าในการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าว่า การฉีดวัคซีนให้แก่สุนัข-แมวซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมปศุสัตว์ ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ 8.24 ล้านตัว ได้มีการดำเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้น 4,046,533 ตัว โดยการฉีดวัคซีนรอบจุดเกิดโรคในรัศมี 5 กม.ได้ 100% แล้ว และคาดว่าในช่วงรณรงค์เดือนมีนาคม-พฤษภาคม จะได้ 80% ของสุนัข-แมว ทั่วประเทศ

สำหรับการผ่าตัดทำหมันซึ่งมีเป้าหมาย 300,000 ตัว มีการดำเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้น จำนวน 163,967 ตัว และทำการอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งตั้งเป้าไว้ 17,500 คน มีผลงานสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้ จำนวน 40,508 คน ซึ่งเป็นอาสาจากท้องถิ่นละ 1-2 ราย ทำงานร่วมกับ อสม. นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว แล้ว 7.3 ล้านตัว โดยยอดที่สำรวจสุนัข แมวในปีที่ผ่านมามี ประมาณ 10 ล้านตัว

ส่วนการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ในช่วงมกราคม ถึง 14 เมษายน 2561 มีการประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวเป็นเวลา 30 วัน จำนวน 49 จังหวัด ปัจจุบันคงเหลือ 39 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ นครราชสีมา ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด อุดรธานี เชียงราย ตาก ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา สตูล ระนอง พิจิตร สมุทรสาคร ชัยภูมิ เพชรบุรี พะเยา นครพนม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และปทุมธานี

ชาวนาเฮทั่วประเทศ! ข้าว กข.43 ตอบโจทย์ผู้บริโภค ลดเบาหวาน-ลดน้ำหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333528

ชาวนาเฮทั่วประเทศ! ข้าว กข.43 ตอบโจทย์ผู้บริโภค ลดเบาหวาน-ลดน้ำหนัก

ชาวนาเฮทั่วประเทศ! ข้าว กข.43 ตอบโจทย์ผู้บริโภค ลดเบาหวาน-ลดน้ำหนัก

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 18.50 น.

17 เม.ย. 61 นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลสำเร็จของการจัดทำโครงการส่งเสริมสหกรณ์ขยายพื้นที่ปลูกข้าวกข 43 ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมการข้าว ส่งเสริมให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการผลิตข้าวกข 43 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานสนับสนุนเรื่องพื้นที่ปลูกข้าวกข 43 คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าว และสนใจเข้าร่วมโครงการ ทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกข้าวกข 43 ตามข้อกำหนด เริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสมาชิกผู้ปลูกข้าวกข 43 การดูแลแปลงปลูกและควบคุมคุณภาพแปลงตามมาตรฐาน GAP จนถึงขั้นตอนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร และหากสหกรณ์ใดมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐาน GMP แล้ว ก็สามารถแปรรูปเป็นข้าวสารเพื่อจำหน่ายสู่ตลาดได้ทันที แต่ถ้าสหกรณ์ยังไม่มีโรงสีก็สามารถที่จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับโรงสีเอกชน

ขณะเดียวกัน กรมการข้าวจะเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนคัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และ แปลงผลิตข้าวของสมาชิกสหกรณ์  การตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GAP และรับรอง GMP โรงสีข้าวของสหกรณ์

สำหรับการสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ หากเป็นสหกรณ์ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการ จะได้รับการสนับสนุน 30% จากกรมการข้าว ส่วนที่เหลือเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผ่านสหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวกข 43 และผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวแล้ว ในราคากิโลกรัมละ 19 บาท  ซึ่งกรมการข้าวมีเมล็ดพันธุ์เพียงพอที่จะจำหน่ายให้กับสหกรณ์ที่จะนำไปส่งเสริมสมาชิกได้เพาะปลูกในเดือนเมษายนนี้ โดยจะเริ่มที่สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำก่อน

ส่วนพื้นที่อื่นจะเริ่มปลูกในเดือนพฤษภาคม 2561 ซึ่งคาดว่าการปลูกข้าวกข 43  จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ทำนาปีและนาปรังประมาณ 19,000 บาทต่อฤดูกาลผลิต

นายพิเชษฐ์  กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ได้วางแผนการผลิตข้าวกข 43 นาปี  พื้นที่เพาะปลูกรวม 15,016 ไร่ จำนวน 12 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด 500 ไร่ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด 300 ไร่ สหกรณ์การเกษตรเขาย้อย จำกัด 200 ไร่ สหกรณ์การเกษตรท่าเรือ จำกัด 300 ไร่ สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินช้างใหญ่ จำกัด 2,000 ไร่ สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด 3,000 ไร่ สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด 1,220 ไร่ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด 5,014 ไร่ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด 1,000 ไร่

สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด 452 ไร่ สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด 500 ไร่ และสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด (กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวคลองมะพลับ) 500 ไร่ และยังมีสหกรณ์ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรคลองหลวง จำกัด สหกรณ์การเกษตร ลำลูกกา จำกัด สหกรณ์การเกษตรบรรพต จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเมืองอุทัยธานี  จำกัด

ทั้งนี้ กรมฯจะเร่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์หันมาปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 แทนข้าวพันธุ์ทั่วไป เนื่องจากเป็นข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน  คุณสมบัติของข้าวกข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ  รสชาติเหนียวนุ่มรับประทานอร่อย มีค่าน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ เหมาะกับผู้บริโภคที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ห่วงใยสุขภาพ รวมถึงผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก  เพราะเมื่อรับประทานข้าวกข 43 ซึ่งมีน้ำตาลต่ำ  ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลได้ช้าลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วยอิ่มท้องนานไม่หิวง่าย ซึ่งในอนาคตกรมฯมีแผนที่จะสนับสนุนสหกรณ์ต่าง ๆ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวกข 43 ให้ครบ 1 แสนไร่

ขณะนี้มีหลายสหกรณ์ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เฉพาะในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นข้าวไม่ไวแสง อายุเก็บเกี่ยวเพียง 95 วัน ดังนั้น ลักษณะพื้นที่ปลูกจะมุ่งไปที่สหกรณ์ที่ผลิตข้าวในระบบแปลงใหญ่ หากสหกรณ์ใดยังไม่ได้เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ จะต้องสมัครเข้าเป็นระบบการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่เสียก่อน เพื่อให้หน่วยงานราชการอื่นเข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการปลูก ทั้งการให้ข้อมูลและการถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะปลูก การตรวจรับรองระบบการผลิตที่ตรงตามมาตรฐาน และการส่งเสริมการตลาดนำการผลิต

สำหรับการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวกข 43 ภายในประเทศ กรมฯได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการวางแผนการตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับภาคเอกชน ทั้งโรงสีและผู้ประกอบการที่สนใจทำข้อตกลงซื้อขายข้าวร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์  ในเบื้องต้นจะมีสหกรณ์ 9 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี อยุธยา อุทัยธานีและชัยนาท รวบรวมผลผลิตข้าวกข 43 ในฤดูนาปรังที่ผ่านมา จำนวน 941 ตัน เพื่อเตรียมส่งมอบตามข้อตกลงซื้อขายในล็อตแรก  มูลค่า 11.763 ล้านบาท

“ตลาดหลัก ๆ ที่สหกรณ์จะส่งจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ตกลงจะซื้อข้าวเปลือกกข 43 เพื่อนำไปแปรรูป เช่น บริษัท ข้าว อิ่ม ทิพย์ จำกัด  บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) บริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ผกากาญจน์ จำกัด  บริษัท ตราสามใบเถา จำกัด โรงสีปอรุ่งเรืองธัญญา โดยกำหนดส่งมอบตั้งแต่กลางเดือนเมษายนนี้  เป็นต้นไป ในราคาตันละ 12,500 บาท ณ ความชื้นที่15%  ซึ่งเกษตรกรมีความพึงพอใจกับราคานี้มาก เพราะเมื่อเทียบกับผลผลิตต่อไร่ของข้าวชนิดอื่นแล้ว  ปรากฏว่าข้าวกข 43 ขายได้กำไรที่ดีกว่า และคาดว่าข้าวเปลือกกข 43 ล็อตแรกของสหกรณ์ที่ผลิตออกมา  จะสามารถกระจายออกสู่ตลาดได้ทั้งหมด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

แม้ว่าตลาดรองรับข้าวกข 43 ขณะนี้ยังเป็นตลาดค้าส่งข้าวเปลือกเป็นหลัก แต่ก็มีสหกรณ์บางแห่งที่มีโรงสีข้าว เช่น สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัดและสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด ได้แปรรูปข้าวกข 43 เป็นข้าวสาร บรรจุถุงสุญญากาศที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวว่าเป็นข้าวกข 43 แท้ที่ผลิตจากสหกรณ์ และวางขายตามตลาดทั่วไป  ซึ่งกรมฯจะสนับสนุนให้สหกรณ์ขยายช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะนำไปวางขายภายในห้างโมเดินเทรด ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตามจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ  ซึ่งคาดว่าจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพได้ตรงจุด อีกทั้งยังมีแผนจะประชาสัมพันธ์ข้าวกข 43 ของสหกรณ์ผ่าน Social Media ด้วย เพื่อจะสนับสนุนข้าวกข 43 ให้ติดตลาด มุ่งเจาะฐานลูกค้ากลุ่มคนที่รักษาสุขภาพ และในอนาคตได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นข้าวออแกนิค เพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น

“ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากห้างบิ๊กซีและบริษัท แอมเวย์ เพื่อเจรจาขอสั่งซื้อ ซึ่งคาดว่าข้าวกข 43 ของสหกรณ์จะสามารถนำไปวางขายในห้างบิ๊กซีได้เร็ว ๆ นี้  ขณะเดียวกันทางกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาช่วยในเรื่องการประชาสัมพันธ์และทำตลาด โดยหาภาคเอกชนที่สนใจสั่งซื้อข้าวกข 43 เข้ามาจับมือเป็นคู่ค้ากับสหกรณ์ด้วย”นายพิเชษฐ์  กล่าว

กลุ่มปาล์มน้ำมันภาคใต้ จ่อเคลื่อนพลร้องศาลปกครอง หลังถูกโรงงานเอาเปรียบราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333461

กลุ่มปาล์มน้ำมันภาคใต้ จ่อเคลื่อนพลร้องศาลปกครอง หลังถูกโรงงานเอาเปรียบราคา

กลุ่มปาล์มน้ำมันภาคใต้ จ่อเคลื่อนพลร้องศาลปกครอง หลังถูกโรงงานเอาเปรียบราคา

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 15.20 น.

17 เม.ย. 61 นายสมพร ศรีเพชร นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (พุธที่ 18 เมษายน 2561) ตนพร้อมกับตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทุกกลุ่มทั่วภาคใต้ กว่า 300 คน จะเดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอความคุ้มครองชั่วคราว ราคาปาล์มน้ำมัน กับศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช  เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใดสามารถให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้เลย หลังถูกเอาเปรียบจากโรงงานมาโดยตลอดเพราะให้ราคาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งๆที่ได้บันทึกข้อตกลงร่วมกันในการพิสูจน์เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบไปแล้ว

สำหรับการรวมตัวกันในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง ปล่อยให้เกษตรกรต้องแก้ปัญหาเรื่องราคาด้วยตัวเอง ปัญหาหนึ่งที่ไม่สามารถแก้ได้ คือเรื่องของการพิสูจน์เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งเป็นนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมกับกำหนดมาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปาล์มในเชิงคุณภาพให้ได้มาตรฐานและให้โรงงานสกัด/ลานเทรับซื้อผลปาล์มสดตามเปอร์เซ็นต์น้ำมันจริง (ไม่ต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็นต์) เพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันตกต่ำ แต่ก็ยังไม่สามารถหาเครื่องมือมาพิสูจน์คุณภาพของปาล์มน้ำมันได้ว่าปาล์มน้ำมันแต่ละทะลายมีคุณภาพน้ำมันกี่เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งเกษตรกรต้องหาวิธีด้วยการพิสูจน์เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบ ถึง 4 ครั้ง โดยมีคณะกรรมการทั้งส่วนกลาง ภาครัฐ เอกชน ตัวแทนจากจังหวัดและเกษตรกร ผลการพิสูจน์เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 20.18% ขณะที่การรับซื้อจากโรงงานอยู่ที่ 17% เปอร์เซ็นต์ละ 30 สตางค์ ขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ กก.ละ 3.70 บาท

นายสมพร ยังกล่าวอีกว่า เกษตรกรสวนปาล์มเคยเรียกร้องให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหา ทางโรงงานไม่เคยนำมาอ้างอิงในการรับซื้อผลปาล์มดิบจากเกษตรกรแม้แต่เพียงครั้งเดียว ยังซื้อตามความพอใจของตัวเอง ส่วนหน่วยงานของรัฐก็ไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลให้ทางโรงงานรับซื้อได้ซึ่งเท่ากับว่าที่ผ่านมา ทางโรงงานรับซื้อผลผลิตต่ำกว่าราคาที่ควรจะซื้อจริงเหมือนกับเป็นการปล้นราคาผลปาล์มจากเกษตรกรกันอย่างหน้าด้านๆซึ่งการพิสูจน์เปอร์เซ็นต์น้ำมันที่ผ่านมา ก็เท่ากับว่าเกษตรกรทำกันโดยเปล่าประโยชน์ สิ่งเดียวที่เกษตรกรได้ก็คือได้รู้ว่าถูกโรงงานโกงราคารับซื้อและได้เรียกร้องให้ทางหน่วยงานของรัฐเข้ามาดูแลปัญหาเรื่องราคาปาล์มน้ำมันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ทำแค่ให้พ้นๆไปที จึงเป็นที่มาของการเข้าร้องขอคุ้มครองชั่วคราวจากศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้งทางเลือกสุขภาพและรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333290

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้งทางเลือกสุขภาพและรายได้

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้งทางเลือกสุขภาพและรายได้

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมว่าผักบุ้งต้นใหญ่รสชาติดีก็จริง แต่ต้นอ่อนผักบุ้งรสชาติดีกว่า ผมอยากทราบวิธีปลูกไว้ทานเองครับ ขอทราบวิธีด้วยครับ

ณรงค์ชัย บุญเรืองเวช

อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

คำตอบ

ผักบุ้ง หรือเรียกว่า ผักทอดยอด เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่คุ้นเคยกันมานาน ว่ามีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิด มีสายพันธุ์แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือ ผักบุ้งไทย และผักบุ้งจีน สำหรับผักบุ้งไทย เป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่ขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง ซึ่งจะมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีน เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ลำต้นขาว ใบเขียวอ่อน ดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย

การเพาะต้นอ่อนผักบุ้งมีวิธีปลูกไม่ยุ่งยาก เพราะเมล็ดผักบุ้ง จะขึ้นง่าย และใช้เวลาปลูกสั้นประมาณ 8-10 วัน ก็สามารถเก็บมาประกอบอาหารได้ มีวิธีการปลูกต้นอ่อนผักบุ้งดังนี้

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ 1) เมล็ดพันธุ์ที่นิยมคือ ผักบุ้งจีนพันธุ์เรียวไผ่และไผ่เงิน 2) ดินละเอียด ที่ผสมขุยมะพร้าว และแกลบดำ โดยดินจะต้องไม่เค็มและไม่เปรี้ยว ซึ่งอาจจะใส่ดินมูลไส้เดือนก็ยิ่งดี หรือจะไม่ใส่เลยก็ได้ 3) กระบะสำหรับเพาะหรือตะกร้าพร้อมฝาปิด ควรเป็นกระดาษ หรือแผ่นพลาสติกบางๆ เพาะเมื่อต้นงอก จะได้ดันขึ้นมาได้ 4) ฝักบัวรดน้ำ

วิธีการเพาะต้นอ่อนผักบุ้งดังนี้

1.เมื่อหาเมล็ดได้แล้ว ก็ให้ทำการล้างเมล็ด ให้สะอาด 1-2 น้ำ ไม่ต้องขยี้เมล็ด และแช่เมล็ดในน้ำประมาณ 8 ชั่วโมง หรือ 1 คืน

2.เอาเมล็ดขึ้นจากน้ำใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำประมาณ 10-20 นาที แล้วนำเมล็ดไปบ่ม โดยห่อด้วยผ้าขาวบางทิ้งไว้ ประมาณ 20 ชั่วโมง สังเกตว่าจะมีตุ่มเล็กสีขาวๆ งอกออกมา ก็สามารถเอาลงดิน หรือวัสดุปลูกต่อไปได้

3.เตรียมภาชนะปลูก ให้นำดินเพาะที่เตรียมไว้ลงกระบะ สูงประมาณครึ่งกระบะ นำเมล็ดที่บ่มแล้วโรยลงในภาชนะให้สม่ำเสมอ เบาๆ อย่าขยี้เมล็ด เพราะจะทำให้รากขาด และไม่ควรแน่นเกินไป จากนั้นกลบดินบางๆ ฉีดน้ำละอองฝอยให้ทั่ว ไม่ควรแฉะหรือแห้งมากเกินไป แล้วปิดด้วยฝาปิดให้มิดชิด

4.รดน้ำให้ชุ่ม รดน้ำโดยฉีดเป็นละอองฝอย และอย่าให้น้ำแรงจนเกินไป เพราะจะทำให้เมล็ดกระเด็น วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น สังเกตดูว่า ถ้าอากาศร้อนจัดในตอนกลางวัน ต้นเริ่มเหี่ยว ให้รถน้ำทันที

5.ในช่วงการปลูกแรกๆ จะต้องดูแลใกล้ชิด โดยจะต้องไม่ให้ดินแฉะหรือแห้งจนเกินไป จากนั้น เมื่ออายุ 3-4 วัน ให้เปิดฝาออก ไม่ต้องปิดฝาแล้ว เมื่ออายุประมาณ 8-10 วัน ให้นำออกรับแสงแดด เพื่อให้สร้างคลอโรฟิลล์สร้างใบเขียว จากนั้นก็สามารถนำไปบริโภค และนำไปจำหน่ายขายได้

ประโยชน์ของผักบุ้งนั้น มากมายนัก ในผักบุ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี จะประกอบไปด้วย เส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามิน
บี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีแคลเซียม และเบตาแคโรทีน หากรับประทานสดๆ จะทำให้คุณค่าของวิตามิน และแร่ธาตุเหล่านี้ ไม่เสียไปกับความร้อนอีกด้วย

ดันบทบาท‘สหกรณ์’เข้มแข็ง รวบรวมผลผลิต11สินค้าหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333293

x

ดันบทบาท‘สหกรณ์’เข้มแข็ง รวบรวมผลผลิต11สินค้าหลัก

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการจัดระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ทั่วประเทศ 4,403 แห่ง เป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดีมีศักยภาพและความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจ ระดับชั้น 1 จำนวน 629 แห่งและชั้น 2 จำนวน 2,648 แห่ง ซึ่งกรมจะดึงศักยภาพสหกรณ์การเกษตรชั้นที่ 1 และ 2 มาทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตการเกษตรและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตของสมาชิกรวบรวมผลผลิตการเกษตรจากพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรปลอดสารพิษ เกษตรผสมผสาน และเกษตรอินทรีย์ ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเข้าไปส่งเสริม

ปัจจุบัน สหกรณ์มีความพร้อมในการเป็นผู้รวบรวมผลผลิตทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือการตลาด และประสบการณ์ดำเนินธุรกิจ โดยเน้นสินค้าสำคัญ 11 ชนิด ปริมาณรวบรวมทั้งหมด 5.32 ล้านตันต่อปี อาทิ ข้าว มีสหกรณ์ 618 แห่ง รวบรวมผลผลิต 1,610,000 ตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีสหกรณ์ 97 แห่งรวบรวมผลผลิต 1,087,000 ตัน มันสำปะหลังมีสหกรณ์ 96 แห่ง รวบรวมผลผลิต 576,000 ตัน ยางพารา มีสหกรณ์ 430 แห่ง รวบรวมผลผลิต 416,000 ตัน

นอกจากนี้ ยังมีสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอีก 718 แห่ง รวม 1.102 ตันต่อปี เช่น สหกรณ์ที่มีโรงสีเพื่อแปรรูปข้าว 133 แห่ง 120,000 ตัน สหกรณ์แปรรูปโคนมและน้ำนมดิบ 36 แห่ง สามารถแปรรูปนมพร้อมดื่มในรูปนมพาสเจอร์ไรซ์และนม UHT 157,000 ตัน สหกรณ์แปรรูปโคเนื้อและโคขุน 7 แห่ง สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โคขุน 4,000 ตัน เป็นต้น

“ปัจจุบันสหกรณ์มีศักยภาพสามารถแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศจนเป็นที่ยอมรับมีอยู่หลายชนิดสินค้า เช่น ข้าวสารบรรจุถุง นมพร้อมดื่ม เนื้อโคขุน ยางพารา มีตลาดทั้งในและต่างประเทศ และในอนาคตจะสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ ในการเข้ามาสนับสนุนดูแลเรื่องการผลิตสินค้าการเกษตรของสหกรณ์ให้มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ในการจัดหาตลาดมารองรับและเป็นช่องทางในการกระจายผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เดินหน้า5กิจกรรมไทยนิยมยั่งยืน เกษตรฯลั่นทุกโครงการทั่วประเทศต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333294

x

เดินหน้า5กิจกรรมไทยนิยมยั่งยืน เกษตรฯลั่นทุกโครงการทั่วประเทศต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่ากรมส่งเสริมการเกษตร ได้เรียกประชุมเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับงบประมาณกว่า 5,690 ล้านบาท โดยมีโครงการที่เกี่ยวเนื่องได้แก่ 1.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐภายใต้มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการหลัก ขณะที่ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับงบประมาณ 31,104,000 บาท ดำเนินการในประเด็นการจัดฝึกอบรมตามอาชีพการเกษตรผ่านศูนย์ปฏิบัติการ 40 ศูนย์ 85 หลักสูตร เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม

2.โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืนส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกยาง โดยร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับงบประมาณ 45,690,000 บาท ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับลดพื้นที่สวนยางเกษตรกรชาวสวนยาง 30,000 ราย มีอาชีพเสริมและลดปริมาณยางในตลาด

3.โครงการเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรรายย่อยงบประมาณ 5,278,394,100 บาท โดยแบ่งกิจกรรมเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การฝึกอบรมเกษตรกรใน 9,101 ชุมชน ชุมชนละ 200 ราย รวม 1,820,200 ราย 2.การพัฒนากลุ่มเกษตรกรในชุมชน อาจจะมากกว่า 1โครงการที่มีความสนใจร่วมกัน โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณ 300,000 บาทต่อ 1 กลุ่ม 4.โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช งบประมาณ 268,800,600 บาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพันธุ์พืช โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ, ท่อนพันธุ์ และต้นพันธุ์ รวม 8 ล้านต้น ภายใต้การกำกับของศูนย์ขยายพันธุ์พืช ทั้ง 10 ศูนย์ ของกรมส่งเสริมการเกษตร

5.โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โดย Young smart farmer ของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 4,850 ราย ได้รับการพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตร และเป็นผู้นำ
ด้านเกษตร 4.0 รวมงบประมาณ 66,690,500 บาท

“ทั้งนี้ทุกโครงการ จะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังให้มีการติดตามประเมินผลทุกระยะ และสั่งการให้เกษตรจังหวัด ควบคุมทุกโครงการอย่างใกล้ชิดต่อไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกโครงการที่กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมดำเนินการ ภายใต้แผนการปฏิรูปภาคการเกษตรจะก่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาและสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและให้เกิดการปฏิรูปภาคการเกษตร เกิดการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจระดับฐานรากต่อไป” นายสมชายกล่าว

ตั้งผู้สอบบัญชีภาครัฐ ลุยสางปัญหาสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333415

ตั้งผู้สอบบัญชีภาครัฐ ลุยสางปัญหาสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ

ตั้งผู้สอบบัญชีภาครัฐ ลุยสางปัญหาสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีการพบความผิดปกติของงบการเงินสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนเกิดความเสียหายเป็นเงิน 2,000 กว่าล้านบาท ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เข้าดำเนินการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด โดยพบความผิดปกติของงบการเงินปี 2555-2559 ที่สหกรณ์อนุมัติและจ่ายเงินกู้ให้สมาชิกที่เป็นกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ 6 ราย รวม 199 สัญญา กว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ว่าด้วยเงินกู้พิเศษ พ.ศ.2554 ส่งผลให้สหกรณ์ฯขาดสภาพคล่องทางการเงินกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้รายงานข้อสังเกตให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

กรณีดังกล่าว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ชุดที่ 12 ได้เข้าพบเพื่อหารือขอความช่วยเหลือจากกรม ในการเข้าตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชี กรมจึงได้แต่งตั้งผู้สอบบัญชีสหกรณ์จากส่วนกลางและทีมสนับสนุนด้านไอที เข้าตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนการตรวจสอบงบการเงินในขั้นตอนต่อไป ซึ่งจากข้อมูลฐานะทางการเงินพบว่า สหกรณ์ฯ มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้ร่วมประชุมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้ผู้ฝากเงิน อีก 14 แห่ง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของสหกรณ์ร่วมกัน คาดว่าจะใช้เวลาอีกสักระยะสหกรณ์ต้องใช้ความระมัดระวังในการกำหนดแผนการแก้ไขปัญหาและดำเนินงาน เพื่อให้มีสภาพคล่องได้ตามปกติ

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับการตรวจสอบบัญชี เมื่อตรวจพบความผิดปกติหรือพบสัญญาณความเสี่ยงไปในทางทุจริต มาตรการแรกคือ รายงานให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ทราบ เพื่อแจ้งให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไข ทั้งนี้ ต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ โดยที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการเข้าตรวจสอบการเงินการบัญชีของสหกรณ์มาโดยตลอด และมีการปรับแผนเข้าตรวจสอบบัญชีจากเดิมปีละ 1-2 ครั้ง มาเป็นทุกๆ 3 เดือน เพื่อเป็นการตรวจสอบที่ต่อเนื่อง และเข้ากำกับการจัดทำบัญชีสหกรณ์ได้มากขึ้น” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

‘FAO’ยกย่องพระเทพฯช่วยผู้อดอยาก ‘ไทย’ย้ำจุดยืนต่อนานาชาติขจัดความหิวโหย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333296

x

‘FAO’ยกย่องพระเทพฯช่วยผู้อดอยาก ‘ไทย’ย้ำจุดยืนต่อนานาชาติขจัดความหิวโหย

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ในการเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ที่ประเทศฟิจิในระหว่างวันที่ 11-13 เมษายนที่ผ่านมา โดยในระหว่างพิธีเปิด นายโฮเซ กราเชียโน ดา ซิลวา ผู้อำนวยการใหญ่ของเอฟเอโอ ได้กล่าวยกย่องสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตพิเศษประจำเอฟเอโอ ในการรณรงค์แก้ไขปัญหาการขาดอาหารและโภชนาการ ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอื่นๆ ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจช่วยเหลือผู้ยากไร้ และพัฒนาโภชนาการของเด็ก

ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพฯ ในฐานะทูตพิเศษด้านการขจัดความหิวโหยทรงดำเนินโครงการเพื่อช่วยลดความหิวโหยมาตั้งแต่ปี 2523 เช่น โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร โดยมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค เช่น ลาว พม่า กัมพูชา ภูฏาน และบังกลาเทศ เป็นต้น สำหรับนโยบายของรัฐบาลไทยขณะนี้ได้ริเริ่มโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยจัดสรรเงินงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการมีแผนงานและงบประมาณด้านการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรกว่า 24,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรลดรายจ่าย

นายกฤษฎากล่าวอีกว่า ประเทศไทย ได้แสดงความมุ่งมั่นต่อที่ประชุมถึงการขจัดความอดอยากหิวโหยให้หมดไป โดยรัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติเข้กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของประเทศไทย และยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ 20 ปี ระหว่างปี 2560 ถึง ปี 2579 โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการพัฒนาแบบยั่งยืน  โดยคำนึงถึง สิ่งแวดล้อมที่อยู่ในขณะนั้น ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเกษตรกร แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร เสริมสร้างความมั่นคงอาหาร พัฒนา โภชนาการและความปลอดภัยอาหาร เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงสานต่อโครงการพระราชดำริและพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือเกษตรกร และการแก้ไขปัญหาความยากจน

โดยนโยบายของรัฐบาลไทยขณะนี้ได้ริเริ่มโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยจัดสรรเงินงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการดังกล่าวมีแผนงานและงบประมาณด้านการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรกว่า 24,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยใช้แนวคิดการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน หรือ “ประชารัฐ” โดยมีการจัดทำประชาคม และรับฟังปัญหาระดับชุมชน โดยใช้การสำรวจความต้องการและปัญหา
ในระดับชุมชนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อาทิ การส่งเสริมสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยนำระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาใช้กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย การยกระดับมาตรฐานคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด โดยใช้แนวคิด “การตลาดนำการผลิต”
การพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ และสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรมืออาชีพก่อให้เกิดการพัฒนา ชนบทอย่างยั่งยืน การลดการใช้สารเคมีในการผลิต สร้างความรู้ความเข้าใจรณรงค์ลดการใช้ยาฆ่าแมลง ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาในภาคเกษตร โดยดำเนินการ
ภายใต้หลักสุขภาพหนึ่งเดียว ร่วมกับ เอฟเอโอ กระทรวงสาธารณสุข เกษตรกร ผู้ผลิต และ
ผู้บริโภค” นายกฤษฎา กล่าว

เตือนเกษตรกรเตรียมรับมือ โรคจุดดำระบาดอะโวคาโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333292

x

เตือนเกษตรกรเตรียมรับมือ โรคจุดดำระบาดอะโวคาโด

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโด ระยะนี้มีสภาพอากาศร้อนจัดสลับกับฝนตกซึ่งเอื้อต่อการระบาดของโรคจุดดำสามารถพบได้ในระยะที่ต้นอะโวคาโดมีดอกบานและติดผล อาการที่ใบ ในระยะแรกอาการของโรคจะเห็นเป็นจุดแผลสีน้ำตาลเข้ม หากอาการรุนแรง แผลจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ใบร่วง อาการที่ก้านใบ กิ่ง และก้านช่อดอก พบแผลจุดหรือขีดสีม่วง ถ้าอาการรุนแรงแผลจะขยายลุกลามทำให้ก้านใบและกิ่งแห้ง หากเกิดที่ช่อดอกจะทำให้ช่อดอกเหี่ยว แห้ง หลุดร่วงก่อนติดผล อาการที่ผล ผลอ่อนเป็นจุดแผลสีน้ำตาลถึงดำ หากอาการรุนแรง ผลจะหลุดร่วงก่อนกำหนด อาการบนผลแก่ มักพบในระยะใกล้เก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว พบแผลจุดสีน้ำตาลถึงดำรูปร่างกลมขนาดไม่แน่นอน ต่อมาแผลขยายลุกลามเป็นแผลยุบตัวในเนื้อผล ทำให้ผลเน่า บางครั้งพบเมือกสีส้มซึ่งเป็นส่วนขยายพันธุ์ของ
เชื้อราที่บริเวณแผล

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มมีอาการระบาดของโรคจุดดำ ให้ตัดแต่ง และเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อไม่ให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค และลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค กรณีพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน
25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน

ชอบสั่งงานผ่านไลน์ช่วงวันหยุด ‘กฤษฏา’ลั่น’เกษตรยุค4.0’ต้องลุยเชิงรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333355

ชอบสั่งงานผ่านไลน์ช่วงวันหยุด 'กฤษฏา'ลั่น'เกษตรยุค4.0'ต้องลุยเชิงรุก

ชอบสั่งงานผ่านไลน์ช่วงวันหยุด ‘กฤษฏา’ลั่น’เกษตรยุค4.0’ต้องลุยเชิงรุก

วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561, 18.56 น.

รมว.เกษตรฯแจงสี่เบี้ยชอบสั่งงานผ่านไลน์ช่วงวันหยุด เผยเข้าสู่เกษตรยุค 4.0 ย้ำขรก.กษ.ทุกคนอ่านช้าๆหลายๆรอบจะเข้าใจการทำงานเชิงรุก ใช้ตลาดนำการผลิต

16 เม.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา 4 เดือน ได้ใช้การชี้แจงในเรื่องคำแนะนำการปฎิบัติงานผ่านระบบไลน์ของ รมว.กษ. ได้สั่งงานไปยังปลัดฯกษ.และข้าราชการตลอดจนผู้บริหารและพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งองค์การมหาชนในสังกัดโดยให้พวกเราทราบถึงเจตนาและความหมายในการส่งไลน์ของรมว.กษ. โดยเฉพาะการส่งไลน์ในช่วงวันหยุด หรืออาจเรียกได้ว่า นี่คือการเริ่มต้นทำงานของกระทรวงตามนโยบายรัฐบาลเกษตร4.0

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ตนให้หลักการและวิธีการทำงานโดยมีคำแนะนำในการทำงานตามขั้นตอนต่างๆ ปรับใช้ได้ทุกระดับ สามารถเอาไปเป็นคู่มือปฎิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตร เช่นการนำแนวทางการตลาดนำการผลิต ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง และเอกชน การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ วิธีทำให้ครบวงจรการตลาดนำการผลิตต้องประสานกับธ.ก.ส. สำหรับบทบาทของคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯในระดับจังหวัด ติดตามรายงานผลการปฏิบัตินั้น

“ผมขอให้พวกเราช่วยรวบรวมไลน์ข้อความของผมให้เป็นหมวดหมู่เมื่อทำงานใดมีปัญหาหรือนึกไม่ออกว่าจะต้องเริ่มต้นทำงานอะไรก่อนหลัง ก็ขอให้อ่านไลน์แต่ละเรื่องของผมช้าๆ หลายๆ รอบ ก็จะพบแนวทางการทำงานได้ทันที หรืออาจนำมาปรับใช้ก็ได้ ขอย้ำอีกครั้งพวกเราสามารถนำข้อความไลน์ของผมมาปรับใช้งานได้ตามสถานการณ์ในพื้นที่หรือประสบการณ์ของพวกเราเองได้ทุกเรื่องไม่ได้บังคับว่าต้องทำตามไลน์ทุกอย่าง เพราะระบบไลน์คือเครื่องช่วยกระตุ้นชี้แนะการทำงานของพวกเรา นอกจากนี้ บางครั้งเมื่อผมได้รับข้อความไลน์แสดงความเห็นหรือแจ้งสถานการณ์ต่างๆเกี่ยวกับการเกษตรในพื้นที่ก็จะส่งต่อให้พวกเราทราบด้วยพวกเรานำไปใช้ในการทำงานหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างทันท่วงที” รมว.เกษตรฯกล่าว