เฝ้าระวังเข้มโรค‘พุ่มแจ้-ใบด่าง’ สกัดถล่มไร่มันสำปะหลัง-เริ่มพบแล้วหลายจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333676

x

เฝ้าระวังเข้มโรค‘พุ่มแจ้-ใบด่าง’ สกัดถล่มไร่มันสำปะหลัง-เริ่มพบแล้วหลายจังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคพุ่มแจ้และโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศกัมพูชาและเวียดนาม และได้ดำเนินการเฝ้าระวังในประเทศไทย ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบโรคใบด่าง แต่มีการตรวจพบโรคพุ่มแจ้ที่บริเวณชายแดนไทย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจพื้นที่ต้องสงสัยในภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก เบื้องต้นพบมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคพุ่มแจ้ในหลายจังหวัด และพบค่อนข้างมากใน จ.กำแพงเพชร สระแก้ว ชลบุรี และ มุกดาหาร จึงเร่งส่งตัวอย่างมันสำปะหลังให้กรมวิชาการเกษตรตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคพุ่มแจ้หรือไม่ ขณะเดียวกัน ยังได้ดำเนินการแจ้งเตือนไปยังสำนักงานเกษตรจังหวัดทั้ง 56 จังหวัด ที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์

นายประสงค์กล่าวต่อว่า โรคพุ่มแจ้ เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา มีลักษณะอาการคล้ายกับการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง คือ ใบยอดมันสำปะหลังจะหงิกงอ แคระแกร็น และแตกเป็นฝอยค่อนข้างมาก แต่หากสังเกตยอดที่แสดงอาการจะไม่พบตัวเพลี้ยแป้ง โดยโรคพุ่มแจ้มีเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะนำโรค สามารถเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้ดีในสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง ส่วนโรคใบด่างมันสำปะหลัง ต้นมันสำปะหลังจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง และมีขนาดเล็กลง ยอดที่แตกใหม่จะด่างเหลือง ลำต้นแคระแกรน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรให้สามารถสังเกตอาการของโรค โดยในแปลงที่พบอาการคล้ายโรคพุ่มแจ้ แนะนำให้เกษตรกรขุดต้นมันสำปะหลังไปเผาทำลายนอกแปลง และหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ไม่ให้เก็บต้นมันสำปะหลังไว้ทำพันธุ์ในฤดูกาลต่อไปเพื่อตัดวงจรระบาด รวมทั้งให้เกษตรกรหาท่อนพันธุ์ปลอดโรคจากแหล่งพันธุ์ที่เชื่อถือได้ โดยขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรอำเภอ/จังหวัด อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในการคัดเลือก และเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ด้วย

สิ่งสำคัญในการป้องกันกำจัดโรคพุ่มแจ้ และโรคใบด่างมันสำปะหลัง คือ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของโรคพุ่มแจ้ เช่น สาบม่วง หญ้าตีนตุ๊กแก หลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น ละหุ่ง สบู่ดำ ยาสูบ และพืชอาศัยของแมลงพาหะ เช่น มันฝรั่งกะเพรา โหระพา พริก ในพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลัง

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกผลผลิตลดลงทุกชนิด ก.เกษตรฯเตรียมแผนรับมือครอบคลุมรอบด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333677

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกผลผลิตลดลงทุกชนิด  ก.เกษตรฯเตรียมแผนรับมือครอบคลุมรอบด้าน

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกผลผลิตลดลงทุกชนิด ก.เกษตรฯเตรียมแผนรับมือครอบคลุมรอบด้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงนี้ผลไม้ภาคตะวันออกทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง เริ่มทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำรวจพื้นที่พบว่าผลไม้ทั้ง 4 ชนิด มีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว แต่มีผลผลิตลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้บูรณาการสำรวจจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพปี 2561 โดยทำการวิเคราะห์ผลสำรวจในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการไม้ผลตั้งแต่ต้นฤดู สำหรับผลสำรวจข้อมูลเอกภาพพบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 678,203 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 677,061 ไร่ คิดเป็นเนื้อที่เพิ่มขึ้น 1,142 ไร่ หรือ 0.17% โดยทุเรียน เพิ่มขึ้น 2.56% ขณะที่มังคุดลดลง 0.30% เงาะ ลดลง 1.63% และ ลองกอง ลดลง 8.97% เนื่องจากเกษตรกรมีการตัดโค่นต้นมังคุด เงาะ และลองกองเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 615,172 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 605,481 ไร่ เพิ่มขึ้น 9,691 ไร่ หรือ 1.60% โดยทุเรียน เพิ่มขึ้น 4.32% มังคุด เพิ่มขึ้น 1.49% ส่วนเงาะ ลดลง 0.94% ลองกอง ลดลง 6.89%

โดยผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า มีประมาณ 647,522 ตัน ลดลงจากปี 2560 ที่มีจำนวน 792,113 ตัน ลดลง 144,591 ตัน หรือ 18.25% ลดลงทุกชนิด โดยมังคุด ลดลงมากที่สุด 64.81% รองลงมาคือ ลองกอง ลดลง 32.05% เงาะ ลดลง 9.81% และทุเรียน ลดลง 4.37% เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งอากาศหนาว ร้อน และฝนตก สลับในแต่ละวัน ทำให้ไม้ผลปรับสภาพต้นไม่ทัน ไม่เอื้ออำนวยในการติดดอก ออกผล ไม้ผลออกใบอ่อนแทนการออกดอก ทั้งนี้ ผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน

ด้านผลผลิตต่อไร่ทั้ง 4 สินค้า พบว่าลดลงทุกสินค้า โดยผลผลิตต่อไร่ มังคุด ลดลงมากที่สุด 65.34% รองลงมา คือ ลองกอง ลดลง 27% เงาะ ลดลง 8.94% และ ทุเรียน ลดลง 8.31% เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ตั้งแต่ปลายปี 2560 ถึงต้นปี 2561 ในระยะที่ต้นไม้กำลังจะเริ่มติดดอก ออกผล ต้นไม้ปรับสภาพต้นไม่ทัน อีกทั้งในปีที่ผ่านมา มังคุดติดผลมาก และติดผลล่าช้า จึงพักสะสมอาหาร และคาดการณ์ปีนี้จะออกดอกล่าช้า บวกกับสภาพอากาศแปรปรวน เป็นการออกใบอ่อนแทนการออก นอกจากนี้ ต้นทุเรียนประสบปัญหาเชื้อราไฟทอปเธอราที่ระบาดในปี 2560 ทำให้ทุเรียนเป็นโรครากโคนเน่ายืนต้นตาย ขยายเป็นพื้นที่กว้างทั้งจังหวัดจันทบุรีและตราด โดยเฉพาะแหล่งผลิตใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี ได้รับผลกระทบมากทำให้จำนวนต้นต่อไร่ที่ให้ผลผลิตได้ลดลง แม้จะมีต้นใหม่เริ่มให้ผลเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่ปริมาณการติดผลต่อต้นไม่มาก

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 ที่ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพ ปริมาณ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่มาตรฐาน (GAP) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรกรให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลในลักษณะแปลงใหญ่ อบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่วนในเชิงปริมาณ เช่น การเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า การจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน เป็นต้น โดยจังหวัดจะจัดทำรายละเอียดของแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการกลั่นกรองเชื่อมโยงบูรณาการแผนงานหรือโครงการต่อไป

ส่วนด้านการบริหารจัดการเรื่องคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะคุณภาพของทุเรียน ที่ภาคตะวันออก เน้นให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้า (ล้งและแม่ค้า) ตัด รับซื้อ และขายทุเรียนที่ได้อายุตัดตามมาตรฐาน มีการออกประกาศควบคุมและบทลงโทษของผู้กระทำผิด อีกทั้งสถานการณ์ในขณะนี้ สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนในช่วงเดือนเมษายน มีพายุฤดูร้อนซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับไม้ผล ผลผลิตร่วงหล่นเสียหายเพิ่มเติมจากที่ผลวิเคราะห์ประมาณการผลผลิตไว้ในครั้งนี้ สศท.6 จะได้ติดตามสถานการณ์ ความเสียหายจากภัยต่างๆ ที่จะกระทบกับปริมาณผลผลิตในภาพรวมต่อไปทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. 0-3835-2435 หรืออี-เมล zone6@oae.go.th

แตกใบอ่อน : ยิ่งช้าปัญหายิ่งลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333672

807934531

แตกใบอ่อน : ยิ่งช้าปัญหายิ่งลาม

วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยังคงมีเค้าลางที่จะกลายเป็นเรื่องยาวต่อไป สำหรับกรณีโครงการบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งแม้ล่าสุดก่อนหยุดยาววันสงกรานต์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกมาส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนในทำนองว่า ศาลคงเข้าไปอยู่ในบ้านพักไม่ได้แล้ว เพราะถูกคัดค้านอย่างหนักต่อประชาชน

แต่ก็ยังไม่วายห้อยติ่งเอาไว้ว่า ยังไงก็คงไม่รื้อ ไม่ทุบทิ้ง แต่อาจหาทางออกด้วยการนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เพราะเสียดายงบประมาณที่นำมาทุ่มก่อสร้างโครงการแห่งนี้ และที่สำคัญ คือ เกรงจะถูกผู้รับเหมาก่อสร้างทำสัญญากับรัฐฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเอาได้

ฟังเสียงจากฝ่ายศาลก็คงไม่มีปัญหา เพราะดังที่ทราบกันว่าก่อนหน้านี้ศาลเป็นฝ่ายโยนปัญหามาให้รัฐบาลตัดสินใจ และได้ประกาศล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะชี้ออกมาอย่างไร ก็พร้อมจะยอมรับและดำเนินการตามทุกประการ

ขณะที่หากฟังจากเสียงกลุ่มประชาชนผู้คัดค้าน ก็เห็นทีต้องบอกว่า “ทางออก” ที่นายกฯเสนอมานั้น ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ฝ่ายประชาชนต้องการแต่อย่างใด เพราะจุดยืนของพวกเขายังชัดเจนอยู่ว่าต้อง “รื้อ” กลุ่มอาคารที่ยื่นเข้ามาในผืนป่า ซึ่งก็เป็นส่วนของอาคารและบ้านพักของตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งสิ้น

ลึกๆ ผมยอมรับนะครับว่า แอบเห็นด้วยกับนายกฯ ที่น่าจะหาทางออกด้วยการให้กันพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ เพราะตัวผมก็แอบเสียดายงบฯประมาณที่ถูกเอามาก่อสร้างจนใกล้จะเสร็จอยู่รอมร่ออยู่แล้ว แต่ถ้าให้คิดตามแบบจริงๆ จังๆ ก็ต้องยอมรับว่า ผมคิดไม่ออกว่าพื้นที่แห่งนั้นควรจะเอาไปพัฒนาเป็น “อะไร”

เพราะต้องไม่ลืมว่า เมื่อโครงการเดิมมันเป็น “บ้าน” และอาคารที่พัก ซึ่งมันทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อลักษณะของสิ่งก่อสร้างเป็นแบบนี้แล้ว เราจะนำไปพัฒนาเป็นอะไรได้บ้าง

พิพิธภัณฑ์งั้นเหรอ? หรือที่เป็นสถานที่อบรม? หรือเป็นห้องสมุด? เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ?

ให้ตายเถอะครับ ผมคิดไม่ออกจริงๆ

ที่สำคัญ ถ้าพิจารณาสถานการณ์เรื่องนี้กันให้ดี จะเห็นว่าโจทย์ใหญ่ที่เป็น “แก่นแท้” ของปัญหา คือ จะทำอย่างไรให้พื้นที่ที่ชาวบ้านเขาตั้งฉายากันว่าเป็นพื้นที่ “ป่าแหว่ง”กลับมาเป็น “ป่า” เหมือนเดิม ซึ่งแน่นอนว่าการพัฒนาพื้นที่เพื่อให้มีการ “ใช้ประโยชน์” ไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสักเท่าไรนัก เพราะการเปิดพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์จากสาธารณะขึ้นเมื่อใด ก็ย่อมไม่ต่างจากการปล่อยให้พื้นที่ถูกรุกล้ำอยู่อย่างไม่จบสิ้น

แบบนี้แล้วเมื่อไรจะได้ “ป่า” กลับมา

และเมื่อไรไอ้ภาพแหว่งๆ วิ่นๆ บนดอยสุเทพที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้จะหายไป

ต้องไม่ลืมนะครับว่า “ดอยสุเทพ” สำหรับคนเชียงใหม่และคนภาคเหนือไม่ได้เป็นแค่ “ภูเขา” เหมือนนักท่องเที่ยวหรือคนพื้นที่อื่นมองกัน รวมทั้งไม่ได้มีเพียงแค่ความสำคัญเชิงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เท่านั้น แต่ที่นี่ยังเปรียบเสมือน “พื้นที่ทางใจ” ของคนเมือง เป็นแหล่งวัฒนธรรม และมีความเชื่อมโยงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนพื้นที่ราบกับคนบนที่สูง

การสร้างรอยด่างให้กับ “ดอยสุเทพ” จึงไม่ต่างจากการเข้ามาเหยียบย่ำหัวใจของคนที่นี่

ดังนั้นบางทีรัฐบาลและศาล อาจจะต้องคิดให้มากขึ้น และลึกซึ้งขึ้นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ตามมาอาจจะไม่ได้จบแค่กระแสคัดค้านดังที่เป็นอยู่ในตอนนี้ แต่อาจพัฒนาเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า นั่นคือ “วิกฤติศรัทธา” ที่มีต่อรัฐ และต่อฝ่ายตุลาการ

ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองเงี่ยหูฟังเสียงชาวบ้านดู เดี๋ยวก็จะรู้เองครับ

มะลิลา

ฟิจิร้องขอไทยส่งผู้เชี่ยวชาญ ถ่ายทอดปรัชญาศก.พอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333674

x

ฟิจิร้องขอไทยส่งผู้เชี่ยวชาญ ถ่ายทอดปรัชญาศก.พอเพียง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 34 ที่ประเทศฟิจิ ระหว่าง 11-13 เมษายนที่ผ่านมา ได้หารือทวิภาคีกับ นายไอเนีย เซรูอิราตู รมว.กระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบท และการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิจิ เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการเกษตร โดยเฉพาะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยฟิจิประสงค์จะขอให้ไทยส่งผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อนำมาปรับใช้กับเกษตรกรรายย่อยของฟิจิ รวมทั้งสนใจการวิจัยพัฒนาด้านการเกษตร ซึ่งไทยยินดีให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยไทยได้ผลักดันให้ฟิจินำเข้าข้าว อาหารพร้อมรับประทาน อาหารกระป๋อง จากไทยเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสินค้าสัตว์ปีก เนื่องจากฟิจิเป็นประเทศที่มีศักยภาพ ซึ่งในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปฟิจิกว่า 8 แสนคนต่อปี รวมทั้งกระจายสินค้าต่อไปยังหมู่เกาะใกล้เคียง เพื่อจะได้มีการเชื่อมโยงระหว่างผลผลิตเกษตรของไทยกับตลาดในหมู่เกาะแปซิฟิก โดยขณะนี้ฟิจิได้เปิดเที่ยวบินตรงระหว่างฟิจิและสิงคโปร์ จึงเป็นโอกาสที่ไทยและฟิจิจะขยายการค้าระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทย-ฟิจิ ปี 2560 รวม 472 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 261 ล้านบาท นำเข้า 210 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกไปฟิจิมากที่สุดคือ ข้าว อาหารปรุงแต่งอื่นๆ เช่น เต้าหู้ ครีมเทียม ปลาทูน่าปรุงแต่ง ขณะที่สินค้าที่ไทยนำเข้าจากฟิจิมากที่สุด ได้แก่ อาหารทะเล เช่น ปลาแอลบาคอร์หรือปลาทูน่าครีบยาว

ไล่บี้ผลงานทุกกรม! รมว.กษ.ถามใช้งบมาครึ่งปีเกษตรกรจับต้องได้แค่ไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333749

ไล่บี้ผลงานทุกกรม! รมว.กษ.ถามใช้งบมาครึ่งปีเกษตรกรจับต้องได้แค่ไหน

ไล่บี้ผลงานทุกกรม! รมว.กษ.ถามใช้งบมาครึ่งปีเกษตรกรจับต้องได้แค่ไหน

วันพุธ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561, 19.49 น.

18 เม.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ว่า จากที่ได้ร่วมทำงานมาประมาณ 5 เดือน ตนได้ให้ปลัดกระทรวง อธิบดีทุกกรม กำหนดรูปแบบการรายงานติดตามผลดำเนินงาน จากที่ใช้งบปกติเป็นเวลาครึ่งปีแล้วทำอะไรไปบ้าง เห็นผลโดยตรงกับเกษตรกรอย่างไร เช่น โครงการเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ การขยายเครือข่ายเกษตรกรุ่นใหม่ และงบกลางปี วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ทำอะไรไปบ้าง โดยปลัดฯ รายงานขั้นตอนปฏิบัติงานในพื้นที่ไว้แล้ว ระหว่างนี้รองบประมาณลงประกาศราชกิจจานุเบกษา จึงสามารถดำเนินงานเบิกงบได้ใน 20 โครงการ ของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน

ทั้งนี้ ตนจึงให้ทุกพื้นที่จัดเตรียมหาสถานที่ไว้ให้พร้อมในเรื่องการอบรมหลักสูตรอาชีพต่างๆ และประสาน ธ.ก.ส.เพื่อเข้าสู่ขบวนการแก้หนี้ ฟื้นฟูอาชีพ และประสานกับการดำเนินการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ ของกลุ่มประชารัฐ ร่วมทำงานกับผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ซี่งได้รับทราบว่าในพื้นที่มีผลงานก้าวหน้าไปด้วยดี ตนขอให้อธิบดีกรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตร ไปร่วมมือเพื่อเกิดผลพัฒนาเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

‘กฤษฏา’มั่นรักษาการผู้ว่าฯกยท.คนใหม่ประสบการณ์สูง จ่อนัดถกยางราคาขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333747

'กฤษฏา'มั่นรักษาการผู้ว่าฯกยท.คนใหม่ประสบการณ์สูง จ่อนัดถกยางราคาขึ้น

‘กฤษฏา’มั่นรักษาการผู้ว่าฯกยท.คนใหม่ประสบการณ์สูง จ่อนัดถกยางราคาขึ้น

วันพุธ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561, 19.41 น.

18 เม.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขอแสดงความยินดีกับ นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ที่ได้รับเลือกเป็นรักษาผู้ว่าฯกยท.แทนนายธนวรรธน์ พลวิชัย ที่ลาออกจากรักษาการผู้ว่าฯกยท. ซี่งตนมั่นใจนายเยี่ยม จะมาบริหารกยท.ได้ดีเพราะมีประสบการณ์เคยบริหารบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ หรือ IRCO โดยตนจะเรียกมาหารือเพื่อผลักดันราคายางให้ถึง 60-70 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ตนอยากเห็นเพราะเกษตรกรจะได้ราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุน อย่างไรก็ตามตอนนี้ราคาไม่ขยับจากมีปัจจัยอื่น เช่น ค่าเงินบาทแข็งค่า 30.20 บาทต่อดอลล่า เมื่อก่อนหน้านี้ 33 บาท ในขณะนี้ยังยันราคายางไว้ได้ 47-48 บาทไม่ร่วงอีก ตนถือว่าเป็นผลงานเพราะขนาดค่าเงินบาทแข็งขึ้น แต่ยันราคาไว้ได้ และในส่วนการใช้ยางในประเทศ 2 แสนตัน ตอนนี้การรับซื้อเป็นอำนาจของปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถซื้อได้ จากนี้ไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. ในช่วงนี้อยู่ระหว่างรองบกลางมาดำเนินได้ทันที

นายกฤษฏา กล่าวว่ายืนยันที่จะดำเนินมาตรการหยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ ช่วง 3 เดือน ซี่งได้รักษาผู้ว่าฯกยท. แล้วจะเรียกหารือเรื่องนี้โดยเร็ว ถึงวิธีการนำเงินมาชดเชยเกษตรกรที่หยุดกรีดยาง จะหยุดวันเว้นวัน หรือหยุดต่อเนื่อง โดย กยท. มีระเบียบให้สามารถดำเนินธุรกิจได้เอง จัดตั้งหน่วยธุรกิจการยาง และเปิดให้เกษตรกรมาสมัครมาเข้าร่วมหุ้นหยุดกรีดยาง โดยหน่วยธุรกิจกยท.เป็นผู้รับซื้อยาง เมื่อดันยางราคาขึ้นได้ เกษตรกรจะได้ส่วนต่างเป็นค่าชดเชย ซี่งเป็นแนวคิดของตนถ้าทำแบบนี้ไม่ของบจากรัฐบาล และแนวทางกานออกพันธบัตร ยังมีความคิดอยู่

“รูปแบบ กยท.ร่วมหุ้นเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง และกลุ่มสหกรณ์การเกษตร รัฐวิวาหกิจชุมขน จะเป็นเสือตัวที่ 6 แข่งขันในตลาดโลกเป็นการร่วมตัวของเกษตรกรสวนยาง มาเข้าหุ้นร่วมทุน หยุดกรีดยางสามเดือน 3 ล้านไร่ เป็นปริมาณยาง2 แสนตัน  จะมีรายได้จากส่วนต่างได้มาจากขายยางราคาสูงขึ้น มาจ่ายคืนเกษตรกรร่วมหยุดกรีดยาง แนวคิดผม ใช้หลักอย่างนี้ ตอนนี้ 40 บาท กยท.ทำสองขา ขาแรกซื้อยางเก็บไว้ ขาที่สองเชิญสมาชิกหยุดกรีด เอาส่วนต่างมาจ่าย 20 บาท โดยยาง 2 แสนตัน จะหายไปจากตลาด ซึ่งสหกรณ์การเกษตร แต่ละแห่งมีโกดังเก็บ ผมมั่นใจว่าหยุดกรีด 3 เดือนราคาขึ้นไป 60 บาท ” นายกฤษฏา กล่าว

‘คูโบต้า’เปิดตัวรถดำนารุ่นใหม่ ดีไซน์ล้ำ-แรงดี-ทำนาครบวงจร-ทดแทนแรงงานคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333506

x

‘คูโบต้า’เปิดตัวรถดำนารุ่นใหม่ ดีไซน์ล้ำ-แรงดี-ทำนาครบวงจร-ทดแทนแรงงานคน

วันพุธ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“คูโบต้า” เปิดตัวรถดำนารุ่นใหม่ “SPV-6CMD” ดีไซน์ล้ำสมัยทั้งคัน แผงหน้าปัดระบบดิจิทัล พร้อมไฟหน้า LED เพิ่มความปลอดภัย-ทัศนวิสัยช่วงกลางคืน สามารถทำงานในพื้นที่นาหล่มได้ดี ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 3 สูบ ขนาด 19.3 แรงม้า แรงดีเต็มกำลัง ตอบสนองความต้องการเกษตรกรและผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้สามารถทำนาดำได้อย่างครบวงจร ทดแทนแรงงานคนได้สบาย

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้าตระหนักดีว่า การปลูกข้าวด้วยวิธีการทำนาดำช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้พันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสามารถบำรุงรักษาต้นข้าวได้ง่าย บริษัท จึงได้ออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตร ที่ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสูงหรือข้าวเพื่อสุขภาพ เพื่อให้สามารถทำนาดำได้อย่างครบวงจร สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และสามารถทดแทนแรงงานคนได้อีกด้วย โดยล่าสุด บริษัท ได้เปิดตัวรถดำนา แบบนั่งขับ 6 แถว รุ่น SPV-6CMD ที่ออกแบบใหม่ทั้งคัน มีจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์ล้ำสมัย ด้วยแผงหน้าปัดที่บอกสถานะการทำงานด้วยระบบดิจิทัล พร้อมไฟหน้าแบบ LED เสริมด้วยชุดโคมไฟทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความปลอดภัยและทัศนวิสัยในการทำงานช่วงกลางคืน อีกทั้งยังสามารถทำงานในพื้นที่นาหล่มได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 3 สูบ ขนาด 19.3 แรงม้า

“และด้วยระบบรักษาสมดุลแผงปักดำอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของคูโบต้า จะช่วยรักษาสมดุลของแผงปักดำไม่ให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ความลึกในการปักดำสม่ำเสมอขึ้น อีกทั้งรถดำนารุ่น SPV-6CMD ยังสามารถปรับระยะระหว่างกอได้ถึง 7 ระดับ เพื่อสร้างระยะการปักดำที่เหมาะสมให้กับต้นข้าวในแต่ละพันธุ์ ช่วยให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดี เป็นแถวสวยงาม เกษตรกรสามารถบำรุงรักษาต้นข้าวได้อย่างง่ายขึ้น ได้จำนวนเมล็ดข้าวต่อรวงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีน้ำหนักดี ผลผลิตจึงมีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย”

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เพื่อการบริการแบบครบวงจร บริษัทยังมีศูนย์จำหน่ายกล้าแผ่นคูโบต้า กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 49 แห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรได้มีแหล่งผลิตกล้าแผ่นที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสัมผัสดีไซน์ล้ำสมัยของรถดำนาคูโบต้า นั่งขับ 6 แถว รุ่น SPV-6CMD ได้แล้ววันนี้ที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศใกล้บ้านท่าน หรือติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2909-1234

เร่งทวงค่าเสียหาย‘สหกรณ์รถไฟ’ เดินหน้าดำเนินคดีขบวนการทุจริตปล่อยกู้2.2พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333511

เร่งทวงค่าเสียหาย‘สหกรณ์รถไฟ’ เดินหน้าดำเนินคดีขบวนการทุจริตปล่อยกู้2.2พันล้าน

เร่งทวงค่าเสียหาย‘สหกรณ์รถไฟ’ เดินหน้าดำเนินคดีขบวนการทุจริตปล่อยกู้2.2พันล้าน

วันพุธ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ 2/2561 ลงวันที่ 2 เมษายน 2561 ให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ชุดที่ 12 พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และแต่งตั้งคณะกรรมการเป็นการชั่วคราวจำนวน 15 ราย เข้าไปบริหารงานแทนนั้น คณะกรรมการชุดใหม่ได้จัดประชุมครั้งแรกแล้วเมื่อวันที่ 4 เมษายน เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาทั้งหมด ตั้งแต่การเร่งรัดการดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายกับคณะกรรมการชุดที่ 7-11 และการเข้าไปฟื้นฟูการดำเนินงานของสหกรณ์ให้ดีขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการทางด้านการเงินกลับมามีประสิทธิภาพ มีสภาพคล่องเพียงพอให้สมาชิกสามารถกู้เงิน และมีเงินไปชำระหนี้ให้กับสหกรณ์เจ้าหนี้ที่เข้ามาฝากเงินหรือปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์สโมสรรถไฟ โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเร่งทำงานให้เสร็จภายใน 180 วัน จากนั้นจึงมีการประชุมวิสามัญเพื่อคัดเลือกคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาดำเนินงานต่อไปได้

สำหรับการแก้ปัญหาเร่งด่วนทางคณะกรรมการชั่วคราวทั้ง 15 ราย ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 และตัวแทนสมาชิกสหกรณ์สโมสรรถไฟ จะเร่งรัดดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายคืน โดยเฉพาะวงเงินที่ได้มีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 2,285.87 ล้านบาท เบื้องต้นอาจต้องนำที่ดินที่ทางสมาชิกทั้ง 6 รายได้จำนองไว้ หรือนำทรัพย์สินของสมาชิกมาขายทอดตลาด เพื่อนำเงินไปคืนสหกรณ์สโมสรรถไฟส่วนหนึ่ง ซึ่งเงินที่ได้มานั้นจะสามารถนำไปช่วยเสริมสภาพคล่องให้ระบบสหกรณ์ เพื่อรองรับการทำธุรกรรมทางการเงินของสมาชิกได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น เช่นเดียวกับการชำระหนี้เงินกู้ต่างๆ ให้กับเจ้าหนี้ได้ เพราะปัจจุบันทางสหกรณ์สโมสรรถไฟ มีเงินหมุนเวียนอยู่เพียงเดือนละ 55 ล้านบาทเท่านั้น

ขณะเดียวกันทางคณะกรรมการชั่วคราว ยังต้องเจรจากับทางเจ้าหนี้ของสหกรณ์สโมสรรถไฟทั้งหมด 15 ราย เพื่อจัดทำตกลงเกี่ยวกับการชำระหนี้คืนให้กับสหกรณ์เจ้าหนี้ เช่น การกำหนดระยะเวลา หรือวงเงินว่าจะสามารถชำระเจ้าหนี้ได้เท่าไหร่ และเหลือวงเงินเท่าไหร่ โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือไปแล้ว 2 ครั้ง โดยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ได้ขอให้ทางคณะกรรมการชุดใหม่ได้ไปจัดทำแผนฟื้นฟูฉบับใหม่มาก่อน แล้วจากนั้นจึงนัดคุยกันอีกครั้งในวันที่ 18 เมษายน นี้ เพื่อตรวจสอบแผนฟื้นฟูและแนวทางการชำระเงินคืน จากนั้นจึงนัดกันอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 27 เมษายน นี้ เพื่อสรุปผลการเจรจาให้เสร็จสิ้น

สำหรับภาพรวมของการดำเนินงานของสหกรณ์สโมสรรถไฟนั้น พบว่า มีทุนดำเนินงานทั้งหมดประมาณ 4,500 ล้านบาท โดยวงเงินจำนวนนี้ เป็นเงินฝาก หรือเงินกู้จากสหกรณ์อื่น จำนวน 15 แห่ง คิดเป็นวงเงินประมาณ 3,200 ล้านบาท เป็นเงินหุ้นสมาชิก 760 ล้านบาท เป็นเงินฝากของสมาชิก 280 ล้านบาท และในวงเงินนี้เป็นเงินที่ทางคณะกรรมการชุด นำไปใช้ปล่อยให้กู้ให้กับสมาชิกประมาณ 2,080 ล้านบาท อีกส่วนเป็นเงินที่ทางคณะกรรมการชุดเช่าปล่อยกู้ให้กับสมาชิก 6 รายเป็นเงินประมาณ 2,200 ล้านบาท ส่วนรายรับในแต่ละเดือนมาจากต้นเงินและดอกเบี้ยจากที่สมาชิกกู้ยืมเงินประมาณ 55 ล้านบาท โดยเงินส่วนนี้ทางสหกรณ์ได้แบ่งไปจ่ายเจ้าหนี้ส่วนหนึ่งตามสัญญา จึงทำให้เหลือเงินหมุนเวียนเพียงเดือนละประมาณ 5-6 ล้านบาท มาปล่อยให้สมาชิกกู้เงิน จึงทำให้เกิดปัญหาทางด้านสภาพคล่อง

เตือนหนอนเจาะผลทุเรียน เกษตรฯแนะแนวทางป้องกัน-กำจัดก่อนระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333510

เตือนหนอนเจาะผลทุเรียน เกษตรฯแนะแนวทางป้องกัน-กำจัดก่อนระบาดหนัก

เตือนหนอนเจาะผลทุเรียน เกษตรฯแนะแนวทางป้องกัน-กำจัดก่อนระบาดหนัก

วันพุธ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนในช่วงที่อากาศร้อนและมีฝนตกในบางพื้นที่แบบนี้ ขอให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะผลทุเรียน มักพบการเข้าทำลายในช่วงที่เก็บผลผลิตทุเรียนรุ่นแรกและผลทุเรียนรุ่นที่ 2 อยู่ในระยะเจริญเติบโต เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนในระยะนี้ จะพบการเข้าทำลายตั้งแต่ผลทุเรียนยังเล็กอายุประมาณ 2 เดือน จนกระทั่งผลโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว ทำให้ผลทุเรียนเป็นแผล ผลอาจเน่าและร่วงเนื่องจากเชื้อราเข้าทำลายซ้ำ หากหนอนเจาะกินเข้าไปจนถึงเนื้อผล จะทำให้บริเวณนั้นเน่าเมื่อผลสุก โดยจะสังเกตเห็นมูลและรังของหนอนได้อย่างชัดเจนที่บริเวณเปลือกผลทุเรียน มีน้ำไหลเยิ้มเมื่อผลทุเรียนใกล้แก่ หนอนจะเข้าทำลายผลทุเรียนที่อยู่ชิดติดกันมากกว่าผลที่อยู่เดี่ยวๆ เพราะผีเสื้อตัวเต็มวัยชอบวางไข่ในบริเวณรอยสัมผัสนี้ ถ้าผลทุเรียนที่มีรอยแมลงทำลาย จะส่งผลทำให้ผลผลิตทุเรียนขายไม่ได้ราคา

เกษตรกรควรหมั่นสังเกตตรวจดูผลทุเรียนภายในสวน หากพบรอยทำลายของหนอนเจาะผลทุเรียน ให้ใช้ไม้หรือลวดแข็งเขี่ยตัวหนอนออกมาทำลายทิ้ง จากนั้น ให้ตัดแต่งผลทุเรียนที่มีจำนวนมากเกินไป โดยเฉพาะผลที่อยู่ติดกัน เกษตรกรควรใช้กิ่งไม้หรือกาบมะพร้าวคั่นระหว่างผล เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยวางไข่หรือตัวหนอนเข้าหลบอาศัย และควรเริ่มห่อผลทุเรียนตั้งแต่มีอายุ 6 สัปดาห์เป็นต้นไป ด้วยถุงมุ้งไนลอน ถุงรีเมย์ หรือถุงพลาสติกสีขาวขุ่นที่เจาะรูบริเวณขอบล่าง เพื่อให้น้ำระบายออกมาได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของผลทุเรียนได้

หากพบการระบาดรุนแรงของหนอนเจาะผลทุเรียน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ คือ สารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะส่วนผลทุเรียนที่พบการทำลายของหนอนเจาะผล สำหรับในแหล่งที่มีการระบาด ให้พ่นหลังจากทุเรียนติดผลแล้ว 1 เดือน โดยพ่น 3-4 ครั้ง ทุก 20 วัน

ส่องเกษตร : การบ้านจาก‘สมคิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333504

449007

ส่องเกษตร : การบ้านจาก‘สมคิด’

วันพุธ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ก่อนหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีงานสัมมนาสำคัญเรื่อง “การขับเคลื่อนปฏิรูปภาคการเกษตร” เมื่อ 9 เม.ย.ซึ่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล คือ รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นองค์ปาฐกให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาที่ประกอบด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนเกษตรจังหวัดและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศได้รับฟัง มีสาระที่น่าสนใจยิ่ง ถ้าข้าราชการกระทรวงเกษตรฯทั้งหลายที่รับฟังแล้ว จะเกิดสำนึก “ปิ้ง” ขึ้นมา ได้แนวทางที่ชัดเจน นำไปปฏิบัติต่อไป คงจะเกิดประโยชน์ยิ่งต่อการขับเคลื่อน ปฏิรูปภาคการเกษตรให้พ้นความยากจนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

รองนายกฯสมคิดเริ่มด้วยการพูดถึงข้อเท็จจริงอันน่าเจ็บปวดที่ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร โดยเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับมีรายได้ร่วมกันทั้งหมดไม่ถึง 10% ของจีดีพี(ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะแสดงว่าประเทศไทย มีความแตกต่างสูงยิ่งด้านรายได้ ถ้าไม่เร่งพัฒนาเกษตรกร ในอนาคตปัญหาจะหนักมาก จนสังคมอยู่ไม่ได้ ขณะที่ทุกภาคส่วนพัฒนาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยิ่งมีรายได้สูงกว่าเกษตรกรรมมาก ถ้าไม่ทำอะไร คนส่วนใหญ่จะยิ่งจนลงเรื่อยๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดความผันผวนทางการเมืองได้ตลอดเวลา จากฝ่ายที่พยายามใช้เงื่อนไขนี้ไปปลุกปั่นขึ้นมา จนวุ่นวายไม่จบสิ้น

เขาระบุว่า มีสิ่งท้าทายอีกมากที่ต้องทำในภาคเกษตรกรรม เพื่อไปสู่จุดที่ดีกว่า ซึ่งกระทรวงเกษตรฯต้องแบกรับภารกิจยิ่งใหญ่นี้“พวกเราทั้งหลายคือพระเอก มีภารกิจอันใหญ่หลวง ขอให้ภูมิใจ” ทั้งกล่าวว่า ยุคนี้กระทรวงเกษตรฯเป็นกระทรวงเกรด A ไม่มีรัฐมนตรีประเภทเข้ามาแล้วไม่ทำอะไร เอาแต่หาเงินเข้ากระเป่า จนทำให้กลายเป็นกระทรวงเกรด C ที่เกษตรกรไม่ได้รับการเหลียวแลเหมือนที่ผ่านมา

“วันนี้เชื่อว่าเรามี รมว.และรมช.เกษตรฯที่แข็งแกร่ง จะช่วยนำความเปลี่ยนแปลงได้ แต่จะทำอะไรไม่ได้เลย หากข้าราชการกระทรวงเกษตรฯไม่ให้ความร่วมมือ เราต้องเปลี่ยนภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ทันสมัย เกษตรกรรุ่นใหม่ เปลี่ยนความคิดให้เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เราต้องปฏิรูปครั้งใหญ่”

รองนายกฯสมคิดกล่าวด้วยว่า ความมั่งคั่งของภาคเกษตรไม่ได้อยู่ที่“ราคา”เพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมาเราเน้นแต่เรื่อง“ราคา”เสมือน“รดน้ำที่ใบ ไม่ลงราก”เป็นการฉาบฉวย นับแต่นี้ต้องรดน้ำที่“ราก”อาจใช้เวลาแต่เปลี่ยนแปลงได้ซึ่งต้องอดทน จะเห็นว่ารัฐบาลนี้นำงบนับแสนล้านลงไปให้ชุมชน แต่ 3 ปี ที่ผ่านมา ได้แค่ประคองให้อยู่ได้ เพราะเศรษฐกิจแย่มาก ตอนนี้ต้องเปลี่ยนแปลงทำให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ “ที่พูดนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง มาเรียกจิตสำนึกต้องร่วมมือกันช่วยเกษตรกร มันมีหลายมิติไม่ใช่แค่ราคาพืชผล, ประกันราคา, ประกันรายได้ วนเวียนไม่จบ กลายเป็นเครื่องมือการเมือง ถ้าทำได้ราคานี้ ให้เลือกพรรคนี้ ส่วนใหญ่หาเสียงกันไม่พ้นราคาข้าว, ราคายาง ไปบิดเบือนราคา จนเกิดความเสียหาย“

คีย์เวิร์ดที่ต้องขีดเส้นใต้ คือ การทำให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรซึ่ง “ไร้อำนาจต่อรอง” ดังนั้นสิ่งที่เขาให้ข้าราชการช่วยกันผลักดันเกษตรกรไทยจึงเน้นใน 5 มิติ คือ

มิติที่ 1 ให้ยึดศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักดำรงชีพ ปลูกฝังให้ซึมลึกในใจเกษตรกร มิติที่ 2 ไม่เอาการผลิตเป็นตัวนำ แต่เอาการตลาดเป็นตัวนำ เป็นมิติใหญ่ ที่ต้องช่วยคิดให้ครบวงจร ข้อมูลต้องมีก่อน ทำอย่างไรให้สินค้าที่ปลูกขายได้ เกษตรกรไม่อยู่ในสถานะเสี่ยง มิติที่ 3 ว่าด้วยเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรที่อ่อนเเอไม่สามารถจะทำได้ จึงต้องให้ความรู้ใหม่แก่เขา มีสินเชื่อสนับสนุนและให้โอกาส ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด สร้าง Smart Farmer ขึ้นมา โดยเน้นกลุ่มคนที่รับสิ่งใหม่ๆได้ก่อน เลือกกลุ่มที่เรียนรู้เร็วเป็นตัวนำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน เกิดการ
กระจายนวัตกรรม สินเชื่อต้องถึง ทำให้ต้นทุนต่ำทั้งดอกเบี้ยและปัจจัยการผลิต ที่สำคัญต้องมีเทคโนโลยีและเปลี่ยนความคิดเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการให้ได้

มิติที่ 4 e–commerce สินค้าเกษตร ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ปัจจุบันการค้าไม่มีพรมแดน ต้องเชื่อมโยงตลาดโลกให้ถึงกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนระดับพื้นที่ให้ได้ จากนั้น Logistic จะตามมาเอง และมิติ 5 การท่องเที่ยวและบริการ การเกษตรต้องเชื่อมโยงกับท่องเที่ยวให้ได้ นโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง และท่องเที่ยวชุมชน การเกษตรและสินค้าวิสาหกิจชุมชนจะเป็นจุดขายที่สำคัญ จะมีการเชื่อมต่อคมนาคมที่สะดวกเช่น รถไฟความเร็วสูงหรือทางคู่ จากเมืองหลักให้ถึงเมืองรอง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว

“ภายใน 3-4 ปีนี้ถ้าประเทศไทยไม่พัฒนาตนเอง จะถูกคู่แข่งแซงเราไปแน่นอน ต้องร่วมมือร่วมใจกัน นักการเมืองกับข้าราชการ ต้องรวมพลังสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้า และที่สำคัญที่สุด ทั้งหมดเป็นเรื่องการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ระหว่างกระทรวง ให้เกิดผลสำเร็จ” นายสมคิด กล่าว

สิ่งที่รองนายกฯสมคิดให้การบ้านไว้นี้ หวังว่าเปิดทำงานหลังปีใหม่ไทยนี้แล้ว กระทรวงเกษตรฯจะได้ฤกษ์เร่งผลักดันให้เป็นจริงต่อไป….

สาโรช บุญแสง