ประจวบฯแห่ปลูกโกโก้ แซมสวน‘ปาล์ม-มะพร้าว’สร้างรายได้อื้อซ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334431

x

ประจวบฯแห่ปลูกโกโก้ แซมสวน‘ปาล์ม-มะพร้าว’สร้างรายได้อื้อซ่า

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้ความสนใจปลูกต้นโกโก้เป็นพืชเสริมในสวนปาล์มน้ำมันและสวนมะพร้าว หากปลูกในสวนมะพร้าว 1 ไร่ สามารถแซมต้นโกโก้ได้ประมาณ 84 ต้น ส่วนสวนปาล์มน้ำมันสามารถปลูกแซมต้นโกโก้ได้ประมาณ 54 ต้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่งนอกจากพืชหลัก

ทั้งนี้ โกโก้ เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตเร็ว สามารถให้ผลผลิตได้ตั้งแต่อายุ 3 ปี เมื่อต้นยิ่งมีอายุมาก ยิ่งให้ผลผลิตสูง ที่สำคัญเป็นพืชที่ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ตลาดมีความต้องการสูง เพราะสามารถป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้มากมาย ทั้งบริโภคเป็นอาหาร ใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องสำอาง ซึ่งนอกจากการปลูกโกโก้เป็นพืชเสริมเพื่อเพิ่มรายได้แล้ว ยังสามารถช่วยเรื่องความสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากโกโก้ที่ปลูกมานาน จะมีเศษใบไม้ทับถมเน่าเปื่อยผุพังตามธรรมชาติกลายเป็นอินทรียวัตถุอย่างดี ประกอบกับโกโก้เป็นไม้ใบใหญ่มีใบมากและร่มเงาทึบ บริเวณใต้ต้นจึงไม่มีวัชพืช จึงมีส่วนช่วยลดต้นทุนในการกำจัดวัชพืชในสวนปาล์มและสวนมะพร้าวนั่นเอง

นายฉกาจ ฉันทะจิรวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 (สศท.10) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ นายนิตย์ ตั่นอนุพันธ์ เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ ต.ทองมงคล อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบว่า มีการปลูกโกโก้แซมในสวนปาล์มน้ำมันและมะพร้าวรวมกว่า 3,000 ต้น เนื้อที่ 55 ไร่ ให้ผลผลิตแล้วกว่า 6,000 ตัน โดยจะมีบริษัทเอกชนรับซื้อเมล็ดตากแห้งเพื่อส่งออกในราคากิโลกรัมละประมาณ 40-50 บาท และขณะนี้กำลังขยายเนื้อที่ปลูกโกโก้เชิงเดี่ยวอีกประมาณ 104 ไร่ โดย 1 ไร่ จะสามารถปลูกโกโก้ได้ 155 ต้น ให้ผลผลิตเมล็ดแห้งเฉลี่ย 7 กิโลกรัม/ต้น/ปี อย่างไรก็ตาม การปลูกโกโก้เป็นพืชเชิงเดี่ยว จะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 62,000 บาท/ปี มีต้นทุนการปลูกรวมตลอดการเก็บเกี่ยว ควักเมล็ด ใส่ถุงหมัก เฉลี่ยประมาณ 15,500 บาท เหลือกำไรสุทธิเฉลี่ยไร่ละ 46,500 บาท

กยท.เปิดจุดบริการเช็คสภาพรถฟรีแก่เกษตรกรชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334371

กยท.เปิดจุดบริการเช็คสภาพรถฟรีแก่เกษตรกรชาวสวนยาง

กยท.เปิดจุดบริการเช็คสภาพรถฟรีแก่เกษตรกรชาวสวนยาง

วันอาทิตย์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561, 14.37 น.

กยท.จับมือ”ปตท.-ไทร์พลัส-ดีสโตน”จัดโครงการ”ใกล้ไกลปลอดภัย อุ่นใจทุกการเดินทาง” เปิดจุดให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.และเจ้าหน้าที่ของ กยท.ณ จุดบริการที่กำหนดทั่วประเทศ

22 เม.ย.61 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า กยท.ได้จัดทำโครงการ “ใกล้ไกลปลอดภัย อุ่นใจทุกการเดินทาง” ขึ้นเพื่อบริการพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง และพนักงานการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งใช้รถยนต์สำหรับการเดินทางและขนส่งยางพารา ในการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 24 รายการ เป็นการลดค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกทางหนึ่ง โดย กยท.ได้ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , บริษัท ไทร์พลัส ประเทศไทย และบริษัท ดีสโตน จำกัด เปิดจุดให้บริการตามสถานที่ที่กำหนด ได้แก่ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. FIT AUTO 33 สาขาทั่วประเทศ จุดบริการไทร์พลัส ประเทศไทย 126 สาขา และตัวแทนจำหน่ายยางรถยนต์ดีสโตน (บริษัท เดอะเอส-วัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด สาขาราชพฤกษ์) โดยไทร์พลัส และดีสโตน

โดยจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิ.ย.61 และส่วนบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) FIT AUTO จะเปิดให้บริการจนถึง 31 ธ.ค.61 นี้โดยเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับทาง กยท.ทั้งที่มีเอกสารสิทธิ์ (บัตรสีเขียว) และเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ (บัตรสีชมพู) รวมถึงเจ้าหน้าที่ของ กยท.ทั่วประเทศ สามารถใช้บัตรเขียว บัตรชมพู และบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่เพื่อยื่นขอรับบริการฟรี ได้ที่จุดบริการที่กำหนดทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

‘กฤษฎา’เซ็ตซีโร่งานเกษตรฯ สั่งยกเครื่องครั้งใหญ่แก้งานไม่เดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334368

'กฤษฎา'เซ็ตซีโร่งานเกษตรฯ สั่งยกเครื่องครั้งใหญ่แก้งานไม่เดิน

‘กฤษฎา’เซ็ตซีโร่งานเกษตรฯ สั่งยกเครื่องครั้งใหญ่แก้งานไม่เดิน

วันอาทิตย์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561, 14.25 น.

“กฤษฎา”เซ็ตซีโร่งานเกษตรฯ สั่งยกเครื่องครั้งใหญ่แก้งานไม่เดิน ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินม.20,ม.54 หั่นโครงสร้างกระทรวงเกษตรฯ14กรม ที่มีสำนักงานและพื้นที่ดำเนินการทั่วประเทศ มาอยู่ภายใต้ผู้ว่าฯทุกจังหวัดและหรือนายอำเภอ เน้นเนื้องานนโยบายรัฐบาลลงสู่พื้นที่อย่างยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพเกษตรกรจับต้องได้จริง

22 เม.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้พิจารณาแก้ไขการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมาตรา 20 และมาตรา 54 เพื่อกำหนดให้บุคลากรของกระทรวงเกษตรฯ ทุกหน่วยงานที่มีสำนักงานและพื้นที่ดำเนินงานอยู่ในจังหวัดต่างๆ ให้มาบูรณาการร่วมทำงานด้วยกันเพื่อความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ ภายใต้การอำนวยการของผู้ว่าราชการจังหวัดและหรือ นายอำเภอซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการภูมิภาคผ่านกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ที่มีสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นเลขานุการและมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ อื่นๆ ที่ไม่มีฐานะเป็นส่วนราชการภูมิภาค แต่มีพื้นที่ดำเนินงานอยู่ในพื้นที่ เช่น โครงการชลประทาน สถานีพัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยพืชสวน ฯลฯ มาบูรณาการร่วมกันทำงานในพื้นที่อำเภอและจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับงานตามนโยบายหรือโครงการสำคัญของรัฐบาล หรือกระทรวงเกษตรฯ (Agenda) รวมทั้งงานการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ด้วย (Area Based) ส่วนการบังคับบัญชา การบริหารงานบุคคลและงบประมาณนั้น ยังคงอยู่ในบังคับบัญชาของกรมต้นสังกัดเช่นเดิมรายละเอียดตามคำสั่ง กษ.ที่ 341/2561 ลว. 20 เม.ย.61 เรื่อง มอบหมายการปฎิบัติราชการของบุคลากรสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดเพื่อสนองนโยบายการบูรณาการงานภาคการเกษตรของจังหวัดอย่างยั่งยืน

“ได้ส่งไลน์ รมว.กษ.สั่งการถึงผู้บริหาร กษ.และข้าราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาคและทุกจังหวัด ในเรื่องการบูรณาการ 14 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯระดับพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตามนโยบายปฎิรูปโครงสร้างภาคเกษตร ในการปฏิบัติงานเพื่อประชาชน เนื่องจาก กษ.มีปัญหาการจัดโครงสร้างของ กษ.มีบางกรมไม่ได้มีหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคทั้งๆ ที่มีภารกิจด้านการพัฒนาการเกษตรและบริการเกษตรกรในพื้นที่ ประกอบกับในปี 2545 รัฐบาลขณะนั้นได้แก้ไขกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ทำให้หน่วยงานราชการภูมิภาคของ กษ.ในพื้นที่ซึ่งทำหน้าที่พัฒนาและแก้ไขปัญหารวมทั้งงานบริการประชาชนด้านการเกษตรที่มีความสำคัญในพื้นที่ต้องถูกยุบเลิกไปด้วย หรือมีการตั้งสำนักงานในอำเภอบางแห่งแล้วให้ข้าราชการหมุนเวียนไปตามอำเภอต่างๆ โดยไม่มีสำนักงานประจำอำเภอหรือจังหวัด เช่น สำนักงานสหกรณ์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานประมงอำเภอ” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่าได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และขาดความต่อเนื่อง เช่นมาตรการแก้ไขทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ที่มีสาเหตุจากการไม่มีหน่วยงานกำกับติดตามในพื้นที่ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าระบาดที่ให้บริการไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทำให้ปัญหายืดเยื้อสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ในส่วนหน่วยงานที่ยังไม่มีหน่วยบริการในพื้นที่ หรือมีแต่ไม่ครบทุกพื้นที่จังหวัด เช่น การรับรองมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) เกษตรอินทรีย์ (Organic) การรับจดทะเบียนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เป็นงานฝากไว้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอรับเรื่องจากประชาชน ส่งส่วนกลาง มากรมเจ้าของเรื่องรับพิจารณา ซี่งเป็นเรื่องที่ใช้เวลากว่าเรื่องจะหมุนเวียนกลับไปพื้นที่ ทำให้งานเกษตรล่าช้า ไม่สามารถบริการได้ทันตามความต้องการของเกษตรกร

“ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายการพัฒนาเพื่อกระจายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ส่วนภูมิภาค โดยให้จังหวัดและหน่วยราชการต่างๆในพื้นที่จัดทำแผนงานและงบประมาณให้ตอบสนองกับการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของพื้นที่ รวมทั้งเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และแผนภาคที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและประการสำคัญเพื่อให้งานของ กษ.สามารถดำเนินการได้ครอบคลุมทุกมิติทั้งในด้านการพัฒนาการเกษตรและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย” นายกฤษฏา กล่าว

เกษตรอำเภอเกาะยาวลงพื้นที่ตรวจสอบหนอนด้วงบุกทำลายสวนมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334240

เกษตรอำเภอเกาะยาวลงพื้นที่ตรวจสอบหนอนด้วงบุกทำลายสวนมะพร้าว

เกษตรอำเภอเกาะยาวลงพื้นที่ตรวจสอบหนอนด้วงบุกทำลายสวนมะพร้าว

วันเสาร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561, 14.36 น.

21 เม.ย.61 นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว พร้อมด้วย นางสาวชวนคนึง  วรัจฉรียกุล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ออกตรวจสอบการทำลายของศัตรูมะพร้าว เนื่องจากได้รับแจ้งจากผู้จัดการโรงแรมเกาะยาวเบย์ พาวิลเลี่ยน ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา ว่ามะพร้าวโดนศัตรูทำลาย จึงได้เข้าไปตรวจสอบ

พบว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสวนมะพร้าวของโรงแรม มีทัศนียภาพที่สวยงาม แต่มะพร้าวโดนศัตรูทำลาย มีการใช้ถังกับดักฟีโรโมน ล่อตัวเต็มวัยให้มาติดในถัง แต่จำนวนที่ใช้ดักมีไม่เพียงพอ ทำให้ มะพร้าวต้นใหญ่บางต้นยืนตาย ส่วนต้นเล็กก็พบการทำลายของศัตรู จากการตรวจสอบพบการทำลายของแมลงดำหนาม ด้วงแรดและด้วงงวง บริเวณโคนต้นมะพร้าวมีทางมะพร้าวกองสูงกว่า 50 เซนติเมตร

เกษตรอำเภอจึงได้แนะนำให้ชาวสวนรักษาสวนให้สะอาด ไม่สะสมเศษซากพืชหรือกองปุ๋ยหมักไว้ในสวนมะพร้าว ตัดต้นมะพร้าวที่ตายไปเผาทำลาย เพื่อทำลายแหล่งเพาะขยายพันธุ์ สำหรับมะพร้าวต้นเล็กได้แนะนำให้ใส่ลูกเหม็นที่กาบใบรอบๆ ยอด 6-8 ลูก เป็นการใช้กลิ่นไล่ และได้ประสานหัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา ประสานศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อขอรับการสนับสนุนเชื้อราเมตตาไรเซียมเพื่อมาใช้ในการป้องกันกำจัดด้วงแรดและด้วงงวงศัตรูมะพร้าวต่อไป

สหกรณ์ฯแจงกองทุนส่วนบุคคล เล่นในตลาดหุ้น1.8แสนล.ยังไร้เสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334238

สหกรณ์ฯแจงกองทุนส่วนบุคคล เล่นในตลาดหุ้น1.8แสนล.ยังไร้เสี่ยง

สหกรณ์ฯแจงกองทุนส่วนบุคคล เล่นในตลาดหุ้น1.8แสนล.ยังไร้เสี่ยง

วันเสาร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561, 14.18 น.

21 เม.ย.61 นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เข้าตรวจสอบสหกรณ์ออมทรัพย์ นำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ เพราะส่วนใหญ่ลงทุนตามข้อกำหนดชัดเจน โดยเลือกลงทุนกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง แต่ก็แจ้งเตือนเรื่องการลงทุนมีความเสี่ยงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยสหกรณ์ออมทรัพย์ตั้งกองทุนส่วนบุคคลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น แต่ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ มาตรา 62 (7) ซึ่งจะมีประกาศของคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติกำหนดรายละเอียดของการลงทุนไว้ชัดเจน ด้วยการให้สหกรณ์ลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทหลักทรัพย์จดทะเบียน (บลจ.)ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยหุ้นที่ลงทุนนั้น จะต้องเป็นหุ้นของบลจ.ที่ถูกจัดอันดับอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าเอลบ (A-) และต้องเป็นหุ้นที่มีการค้ำประกัน ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลขณะนี้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ และไม่ได้มีข้อกังวลแต่อย่างใด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการลงทุนของสหกรณ์ต่างๆ ที่นำเงินไปลงในหุ้นนั้น พบว่า ปัจจุบันมีวงเงินรวมกันประมาณ 180,000 ล้านบาท และทั้งหมดเป็นการลงทุนในหุ้นที่ไม่ต่ำกว่าระดับ A- โดยบลจ.ส่วนใหญ่ที่ทางสหกรณ์นำเงินไปลงทุนถือเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง จึงมีโอกาสเสียหายน้อย และความเสี่ยงน้อย ยกเว้นในกรณีของบริษัทเหล่านี้ เกิดปัญหาและถูกจัดอันดับให้ต่ำลงจนถึงระดับบี (B) กรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้าไปตรวจสอบและหาทางแก้ปัญหา แต่เหตุการณ์ในลักษณะนี้ ที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดขึ้น แต่เพื่อสร้างความมั่นใจทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

“กรณีที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์ที่นำเงินลงไปหุ้นเหล่านี้ยังอยู่ในระดับที่กรมฯ คุมได้ ถ้าสหกรณ์ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตามประกาศ แล้วมีการตรวจสอบอยู่เสมอ จะไม่มีความเสี่ยง ที่ผ่านมา เมื่อกรมฯ ไปตรวจเจอถ้าเป็นหุ้นเกรดต่ำกว่านี้ ก็สั่งให้แก้ไข ซึ่งการลงทุนนั้น นับว่ามีความเสี่ยง กรมฯ จึงเตือนสหกรณ์ต่างๆ ว่า ต้องติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพราะมีความผันผวน โดยตลอด ไม่รู้ว่าโตขึ้นหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจโตตลาดทุนก็ต้องการเงินขยายธุรกิจหุ้นขึ้น เมื่อเศรษฐกิจซบเซาหุ้นลง การลงทุนไม่มี ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ดอกเบี้ย 5-6% ก็หลือ 3-4% แล้วกรรมการที่บริหารสหกรณ์ก็ไปแบกรับความคาดหวังสมาชิกได้เงินปันผลต่อปี จึงอาจทำให้เกิดเสียหายขึ้นมาได้”

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ในแนวทางการควบคุม ที่ผ่านมากรมฯ ควบคุมเฉพาะการลงทุนให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ  โดยที่ไม่ได้จำกัดวงเงินการลงทุน เพราะการลงทุนในลักษณะนี้เมื่อก่อนปี 2542 ไม่เคยเกิดขึ้น จนกระทั่งหลังปี 2542 กฎหมายเปิดให้ลงทุนได้ และในช่วงประมาณ 3-4 ปีให้หลังมานี้ สหกรณ์ต่างๆ มีเงินอยู่ในระบบจำนวนมาก จึงหาช่องทางไปลงทุนต่อ แต่อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการออกเกณฑ์มากำกับการลงทุนในหุ้นของสหกรณ์ไม่ให้เกิน 20% ของทุนเรือนหุ้นรวมทุนสำรอง คาดว่า ในเร็วๆ นี้ จะได้ข้อสรุปและสามารถผลักดันออกมาได้

รองอธิบดีฯ กล่าวต่อว่า เกณฑ์กำกับดังกล่าวเมื่อออกมาแล้วอาจทำให้สหกรณ์ประมาณ 10 แห่ง ได้รับผลกระทบ เพราะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเกินกว่า 20% ซึ่งจากการสำรวจ พบว่า สหกรณ์เหล่านี้นำเงินไปลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหา กรมฯ กำลังหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางผ่อนเกณฑ์การบังคับ ด้วยการขยายเวลาให้สหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบสามารถปรับตัวได้ทัน และค่อยๆลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงปีละ 20% จนกลับเข้ามาอยู่ในระดับที่เกณฑ์กำหนด

ไทยเดินหน้ามาตรการคุมส่งออกยาง กยท.ชี้3เดือนยอดลดกว่า2.7แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333877

x

ไทยเดินหน้ามาตรการคุมส่งออกยาง กยท.ชี้3เดือนยอดลดกว่า2.7แสนตัน

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า จากความร่วมมือในการแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางที่ผิดปกติและมีความผันผวน ร่วมกันระหว่าง 3 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ภายใต้มาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา (AETS) โดยร่วมกำหนดโควตาการส่งออกยางพาราทั้ง 3 ประเทศ ในระยะ 3 เดือน ตั้งแต่มกราคม – มีนาคม 2561 ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมาย คือ ลดปริมาณส่งออกยางพาราร่วมกัน 3 ประเทศ ให้น้อยลง 350,000 ตัน จากปริมาณการส่งออกยางเฉลี่ยของปี 2559 และ 2560 ในช่วงเวลาเดียวกัน คือ เดือนมกราคม – มีนาคม เพื่อเป็นการลดปริมาณผลผลิตยางในตลาดลง

“ในส่วนของประเทศไทยได้ดำเนินการตามมาตรการ AETS มาตลอดระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ตั้งแต่มีการประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางสำหรับการส่งออก พ.ศ. 2561 ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2561 โดยต้องรับผิดชอบการลดปริมาณการส่งออกยาง 3 ชนิด ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม จำนวน 234,810 ตัน ซึ่งประเทศไทยสามารถลดปริมาณการส่งออกยางทั้ง 3 ชนิด ได้มากกว่าเป้าที่กำหนดไว้ ตามข้อมูลใบผ่านด่านของกรมวิชาการเกษตร พบว่า สามารถลดการส่งออกยางได้ถึง 274,056 ตัน เมื่อเทียบกับปริมาณส่งออกยางเฉลี่ยปี 2559 และ 2560 ในช่วงเวลาเดียวกัน” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าว

เพิ่มประสิทธิภาพผลิตพันธุ์อ้อยสะอาด แจกจ่ายเกษตรกรรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333879

x

เพิ่มประสิทธิภาพผลิตพันธุ์อ้อยสะอาด แจกจ่ายเกษตรกรรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“กรมส่งเสริมการเกษตร” เร่งเพิ่มประสิทธิภาพผลิตพันธุ์อ้อยสะอาด รับการขยายตัวอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย พร้อมแจกท่อนพันธุ์แก่เกษตรกรปลูกอ้อยทันต้นฝน พฤษภาคม 2561

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกปี ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในเขตพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเป็นอ้อย เพราะผลตอบแทนสูงกว่าพืชอื่น เกษตรกรจึงมีความต้องการพันธุ์อ้อยมากขึ้น เกิดการขนย้ายท่อนพันธุ์ซึ่งเสี่ยงติดเชื้อหรือติดโรคใบขาวอ้อยมาระบาดในพื้นที่ได้ อันจะทำให้ผลผลิตที่ได้ต่ำ หรือกระทั่งไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงตั้งเป้าหมายจัดทำแปลงเพาะพันธุ์อ้อยสะอาดด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พร้อมกระจายพันธุ์อ้อยสะอาดอย่างมีระบบ โดยในปี 2561 จะกระจายพันธุ์อ้อยสะอาดให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรใน 5 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ยโสธร นครราชสีมา พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ จากนั้น ศูนย์ต่างๆ จะส่งเสริมขยายผลเทคโนโลยีสู่เกษตรกร ให้สามารถผลิตและจัดทำแปลงพันธุ์อ้อยสะอาดโดยเกษตรกรจะมีท่อนพันธุ์ไว้ใช้เองในฤดูปลูกอ้อยต่อไป

รองอธิบดี กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยส่วนมากเกษตรกรจะปลูกอ้อยในต้นฤดูฝน คือเดือนพฤษภาคม เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก และอีกช่วงหนึ่งที่เกษตรกรในภาคตะวันออกนิยมปลูกกันมาก แต่ต้องมีการเตรียมดินที่ดีกว่ากลุ่มแรกคือ การปลูกอ้อยข้ามแล้งหรือปลูกปลายฝนในเดือนตุลาคม ซึ่งยังมีฝนอยู่ ทำให้อ้อยที่ปลูกเติบโตได้ก่อนเข้าฤดูแล้ง และได้รับน้ำฝนอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้อ้อยเติบโตอยู่ได้โดยเกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาน้ำไม่เพียงพอ อีกทั้งวิธีการปลูกอ้อยข้ามแล้งนี้ยังส่งผลให้อ้อยที่ปลูกแก่เต็มที่ คือมีอายุ 12-13 เดือน มีคุณภาพในการผลิตน้ำตาลมากขึ้นเมื่อเก็บเกี่ยวมาขายในช่วงโรงงานเปิดรับผลผลิตระหว่างเดือนธันวาคมถึงมีนาคมด้วย

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์ ดันตลาดข้าว‘กข 43’เข้าห้างโมเดิร์นเทรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333880

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์  ดันตลาดข้าว‘กข 43’เข้าห้างโมเดิร์นเทรด

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์ ดันตลาดข้าว‘กข 43’เข้าห้างโมเดิร์นเทรด

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือกระทรวงพาณิชย์ขยายตลาดข้าว กข 43 ของสหกรณ์ วางแผนจำหน่ายตามห้างโมเดิร์นเทรด ร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาล รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ หลังกระแสตอบรับจากผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติอร่อย เหนียวนุ่ม แคลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลน้อย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและเบาหวาน เตรียมหนุนขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มอีก 1 แสนไร่ โดยกรมการข้าวสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพแก่สหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมการข้าวส่งเสริมให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการผลิตข้าว กข 43 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานสนับสนุนเรื่องพื้นที่ปลูกข้าว กข 43 คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าว และสนใจเข้าร่วมโครงการ ทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกข้าว กข 43 ตามข้อกำหนด เริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสมาชิกผู้ปลูกข้าว กข 43 การดูแลแปลงปลูกและควบคุมคุณภาพแปลงตามมาตรฐาน GAP จนถึงขั้นตอนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร และหากสหกรณ์ใดมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐาน GMP แล้ว ก็สามารถแปรรูปเป็นข้าวสาร เพื่อจำหน่ายสู่ตลาดได้ทันที แต่ถ้าสหกรณ์ยังไม่มีโรงสีก็สามารถที่จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับโรงสีเอกชน

ขณะเดียวกัน กรมการข้าว จะเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนคัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และแปลงผลิตข้าวของสมาชิกสหกรณ์  การตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GAP และรับรอง GMP โรงสีข้าวของสหกรณ์ สำหรับการสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ หากเป็นสหกรณ์ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการ จะได้รับการสนับสนุน 30% จากกรมการข้าว ส่วนที่เหลือเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผ่านสหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 43 และผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวแล้ว ในราคากิโลกรัมละ 19 บาท  ซึ่งกรมการข้าว มีเมล็ดพันธุ์เพียงพอที่จะจำหน่ายให้กับสหกรณ์ที่จะนำไปส่งเสริมสมาชิกได้เพาะปลูกในเดือนเมษายนนี้  โดยจะเริ่มที่สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำก่อน ส่วนพื้นที่อื่นจะเริ่มปลูกในเดือนพฤษภาคม 2561 ซึ่งคาดว่าการปลูกข้าว กข 43  จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ทำนาปีและนาปรังประมาณ 19,000 บาทต่อฤดูกาลผลิต

นายพิเชษฐ์  กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ได้วางแผนการผลิตข้าว กข 43 นาปี พื้นที่เพาะปลูกรวม 15,016 ไร่ 12 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์
การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด 500 ไร่ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด 300 ไร่ สหกรณ์การเกษตรเขาย้อย จำกัด 200 ไร่ สหกรณ์การเกษตรท่าเรือ จำกัด 300 ไร่ สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินช้างใหญ่ จำกัด 2,000 ไร่ สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด 3,000 ไร่สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด 1,220 ไร่ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด 5,014 ไร่ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด 1,000 ไร่ สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด 452 ไร่ สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด 500 ไร่ และสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด (กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวคลองมะพลับ) 500 ไร่ และยังมีสหกรณ์ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 4แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรคลองหลวง จำกัด สหกรณ์การเกษตร ลำลูกกา จำกัด สหกรณ์การเกษตรบรรพต จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเมืองอุทัยธานี  จำกัด

ทั้งนี้ กรมจะเร่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์หันมาปลูกข้าวพันธุ์  กข 43 แทนข้าวพันธุ์ทั่วไป เนื่องจากเป็นข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน คุณสมบัติของข้าว กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ รสชาติเหนียวนุ่มรับประทานอร่อย มีค่าน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ เหมาะกับผู้บริโภคที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ห่วงใยสุขภาพ รวมถึงผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก  เพราะเมื่อรับประทานข้าว กข 43 ซึ่งมีน้ำตาลต่ำ ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลได้ช้าลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วยอิ่มท้องนานไม่หิวง่าย ซึ่งในอนาคตกรมมีแผนที่จะสนับสนุนสหกรณ์ต่างๆ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าว กข 43 ให้ครบ 1 แสนไร่ และขณะนี้มีหลายสหกรณ์ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์ กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เฉพาะในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นข้าวไม่ไวแสง อายุเก็บเกี่ยวเพียง 95 วัน ดังนั้น ลักษณะพื้นที่ปลูกจะมุ่งไปที่สหกรณ์ที่ผลิตข้าวในระบบแปลงใหญ่ หากสหกรณ์ใดยังไม่ได้เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ จะต้องสมัครเข้าเป็นระบบการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่เสียก่อน เพื่อให้หน่วยงานราชการอื่นเข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการปลูก ทั้งการให้ข้อมูลและการถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะปลูก การตรวจรับรองระบบการผลิตที่ตรงตามมาตรฐาน และการส่งเสริมการตลาดนำการผลิต

สำหรับการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าว กข 43 ภายในประเทศ กรมได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการวางแผนการตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับภาคเอกชน ทั้งโรงสีและผู้ประกอบการที่สนใจทำข้อตกลงซื้อขายข้าวร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์ ในเบื้องต้นจะมีสหกรณ์ 9 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานีและชัยนาท รวบรวมผลผลิตข้าว กข 43 ในฤดูนาปรังที่ผ่านมา จำนวน 941 ตัน เพื่อเตรียมส่งมอบตามข้อตกลงซื้อขายในลอตแรก มูลค่า 11.763 ล้านบาท

“ตลาดหลักๆ ที่สหกรณ์จะส่งจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ตกลงจะซื้อข้าวเปลือก กข 43 เพื่อนำไปแปรรูปเช่น บริษัท ข้าว อิ่ม ทิพย์ จำกัด  บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) บริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ผกากาญจน์ จำกัด  บริษัท ตราสามใบเถา จำกัด โรงสีปอรุ่งเรืองธัญญา โดยกำหนดส่งมอบตั้งแต่กลางเดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไป ในราคาตันละ 12,500 บาท ณ ความชื้นที่ 15%  ซึ่งเกษตรกรมีความพึงพอใจกับราคานี้มาก เพราะเมื่อเทียบกับผลผลิตต่อไร่ของข้าวชนิดอื่นแล้ว ปรากฏว่าข้าว กข 43 ขายได้กำไรที่ดีกว่า และคาดว่าข้าวเปลือก กข 43 ลอตแรกของสหกรณ์ที่ผลิตออกมา จะสามารถกระจายออกสู่ตลาดได้ทั้งหมด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

แม้ว่าตลาดรองรับข้าว กข 43  ขณะนี้ยังเป็นตลาดค้าส่งข้าวเปลือกเป็นหลัก แต่ก็มีสหกรณ์บางแห่งที่มีโรงสีข้าว เช่น สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัดและสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด ได้แปรรูปข้าว กข 43 เป็นข้าวสาร บรรจุถุงสุญญากาศที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวว่าเป็นข้าว กข 43 แท้ที่ผลิตจากสหกรณ์ และวางขายตามตลาดทั่วไป ซึ่งกรมจะสนับสนุนให้สหกรณ์ขยายช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะนำไปวางขายภายในห้างโมเดิร์นเทรด ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตามจังหวัดต่างๆ รวมถึงร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพได้ตรงจุด อีกทั้งยังมีแผนจะประชาสัมพันธ์ข้าว กข 43 ของสหกรณ์ผ่าน Social Media ด้วย เพื่อจะสนับสนุนข้าว กข 43 ให้ติดตลาด มุ่งเจาะฐานลูกค้ากลุ่มคนที่รักษาสุขภาพ และในอนาคตได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นข้าวออแกนิค เพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น

“ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากห้างบิ๊กซีและบริษัท แอมเวย์ เพื่อเจรจาขอสั่งซื้อ ซึ่งคาดว่าข้าว กข 43 ของสหกรณ์จะสามารถนำไปวางขายใน
ห้างบิ๊กซีได้เร็วๆ นี้  ขณะเดียวกันทางกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาช่วยในเรื่องการประชาสัมพันธ์และทำตลาด โดยหาภาคเอกชนที่สนใจสั่งซื้อข้าว กข 43 เข้ามาจับมือเป็นคู่ค้ากับสหกรณ์ด้วย”นายพิเชษฐ์ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : ฤดูกาลของผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333876

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ฤดูกาลของผลไม้

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปีนี้เห็นลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ของอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ออกสู่ท้องตลาดในปริมาณที่มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ซื้อมาลองชิมก็ไม่ผิดหวัง รสชาติดี เนื้อแห้งไม่ฉ่ำน้ำ ผลโตพอสมควร

ลิ้นจี่อัมพวา เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อของสมุทรสงครามมานาน เมื่อก่อนจะมีการจัดงานเทศกาลลิ้นจี่ อัมพวาเป็นประจำทุกปี แต่ระยะหลัง 2-3 ปีมานี้เงียบหายไป เพิ่งถึงบางอ้อ เมื่อสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงครามบอกมาว่า 3 ปีที่ผ่านมาลิ้นจี่สมุทรสงครามไม่ติดผลเนื่องจากอากาศหนาวเย็นไม่พอ มาปีนี้ดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวย ทำให้ลิ้นจี่ที่ยังมีพื้นที่ปลูกอยู่กว่า 5,000 ไร่ ติดดอกออกผล คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดกว่า 3,000 ตัน ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ตอนนี้ ประมาณกิโลกรัมละ 150-170 บาท

แถมมาด้วยว่า ในวันที่ 20-22 เมษายนนี้ จะจัดงานลิ้นจี่ขึ้นที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ท่านที่เป็นแฟนคลับลิ้นจี่อัมพวาไปเที่ยวชม และหาซื้อลิ้นจี่รสชาติดีมารับประทานได้ ลิ้นจี่อัมพวานับวันจะเหลือน้อยลงทุกที เห็นทีสำนักงานเกษตรจังหวัด และจังหวัดสมุทรสงครามเองคงจะต้องหันมาดูแล หาเทคโนยีที่เหมาะสมมาช่วยเกษตรกรพัฒนาการปลูก ดูแลรักษา และอนุรักษ์ลิ้นจี่ในพื้นที่ให้ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของสมุทรสงครามต่อไป อย่าปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญชะตากรรมจากสภาพดินฟ้าอากาศจนต้องโค่นลิ้นจี่ทิ้งไปเรื่อยๆ

ส่วนอีกจังหวัดหนึ่งที่โปรโมทลิ้นจี่เหมือนกัน คือ ลิ้นจี่นครพนม ที่ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม มีพื้นที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำโขงประมาณ 1,000 ไร่ มีชื่อพันธุ์ว่า นครพนม 1 หรือ นพ.1 ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงนี้เช่นเดียวกัน ทราบมาว่าลิ้นจี่ นพ.1 เป็นลิ้นจี่ที่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรไปพบในพื้นที่ของชาวบ้านเมื่อประมาณปี 2533 นำมาปลูกทดสอบและคัดเลือกพันธุ์ ขยายพันธุ์ให้ชาวบ้านนำไปปลูกในชื่อว่า ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 ต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2535 จนปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ไปแล้ว

ลิ้นจี่ นพ.1 มีลักษณะเฉพาะถิ่นที่โดดเด่นคือ ผลดก ขนาดผลโต เปลือกสีแดงสด รสชาติหวานอมเปรี้ยว กรอบ เนื้อแห้ง ที่สำคัญปลูกได้ดีในพื้นที่ริมน้ำโขง และภาคอีสานบางจังหวัด ลักษณะของหวานอมเปรี้ยวนี่ไม่ทราบว่าเปรี้ยวขนาดไหน เพราะเท่าที่ได้ลิ้มรสคือเปรี้ยวมาก อาจจะเพราะผลผลิตยังไม่แก่จัด จึงฝากชาวสวนลิ้นจี่ด้วยว่าต้องรักษาคุณภาพให้ดีที่สุด มิเช่นนั้นจะเสียชื่อสินค้า GI ทราบมาว่าส่งออกไปจีนด้วย ยิ่งต้องรักษาหน้าตาไว้ให้มาก

ไหนๆ ก็ไหนๆ พูดถึงลิ้นจี่แล้ว ก็ต้องมองเลยไปถึงฤดูกาลผลไม้ที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะ ผลไม้ภาคตะวันออก ที่เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ออกมาบอกว่า ผลสำรวจข้อมูลผลไม้ในภาคตะวันออกที่จังหวัด จันทบุรี ระยอง และตราด ในปี 2561 นี้ พื้นที่ปลูกผลไม้ 4 ชนิด คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง มีทุเรียนเท่านั้นที่พื้นที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อีก 3 ชนิด คือ มังคุด เงาะ และลองกอง พื้นที่ลดลง

ผลผลิตต่อไร่ สำหรับมังคุดลดลงมากที่สุด ลองลงมาคือ ลองกอง เงาะ และทุเรียน ตามลำดับ สาเหตุที่มังคุด มีปริมาณผลผลิตลดลง เนื่องมาจากปีที่ผ่านมา มังคุดติดผลล่าช้า ช่วงนี้จึงพักต้นเพื่อสะสมอาหาร และคาดว่าปีนี้ก็จะติดผลล่าช้าอีกเช่นกัน ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวนทำให้แตกใบอ่อนแทนการออกดอก ส่วนทุเรียนต้องเผชิญกับเชื้อราไฟทอปเธอรา เป็นโรครากเน่ายืนต้นตาย

สถานการณ์ไม้ผลภาคตะวันออกปีนี้จึงคาดว่าผลผลิตจะลดลง จะส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้น….ผู้บริโภคเตรียมทำใจกับราคาผลไม้ที่สูงขึ้น แต่ก็ต้องยอมถ้าราคาที่สูงขึ้นเกษตรกรจะได้ประโยชน์ ไม่ใช่บรรดาพ่อค้าคนกลาง หรือล้งทั้งหลาย เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ แต่เกษตรกรยังขายได้ราคาต่ำเหมือนเดิม

ที่สำคัญคือ คุณภาพผลไม้สำหรับผู้บริโภคคนไทยจะต้องเหมือนกับคุณภาพที่ส่งออกไปขายให้กับชาวต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้โฆษกกระทรวงเกษตรฯ สรวิศ ธานีโต ที่มีข่าวลือว่า จะมานั่งเก้าอี้เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ออกมาแถลงว่า แนวทางการบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรฯ จะเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย ทั้งมาตรฐาน GAP และ เกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญคือเข้มงวดกับปัญหาทุเรียนอ่อนมาก

ในส่วนของปริมาณผลผลิตจะมีการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า บริหารจัดการผลผลิตส่วนเกินให้กระจายไปในภูมิภาคต่างๆ ไม่กระจุกตัวอยู่ในแหล่งผลิตเท่านั้น….

ในฐานะผู้บริโภคที่นิยมผลไม้ ก็หวังว่าการเตรียมการของกระทรวงเกษตรฯ จะทำให้ตลาดผลไม้ปีนี้ราบรื่น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพสมตามเจตนารมณ์ที่ว่า……หวังว่าจะไม่ผิดหวัง……

แว่นขยาย

กรมชลฯยันขุดคลอง’บางบาล-บางไทร’ช่วยแก้น้ำท่วมซ้ำซากพื้นที่ลุ่มต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333952

กรมชลฯยันขุดคลอง'บางบาล-บางไทร'ช่วยแก้น้ำท่วมซ้ำซากพื้นที่ลุ่มต่ำ

กรมชลฯยันขุดคลอง’บางบาล-บางไทร’ช่วยแก้น้ำท่วมซ้ำซากพื้นที่ลุ่มต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561, 19.03 น.

19 เม.ย.61 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ร่วมเวทีการมีส่วนร่วมและพบปะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนให้มากที่สุด และดูพื้นที่ก่อสร้างบริเวณปากคลองระบายน้ำหลากฯ และบริเวณที่จะก่อสร้างประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า เป็นการขุดคลองระบายน้ำหลากสายใหม่ เพื่อผันน้ำเลี่ยงเมืองพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา ผ่าน อ.บางบาล และ อ.บางไทร ระบายน้ำ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ระยะคลอง 22.50 กม.กว้าง 200 เมตร มีการปรับลดเหลือ 110 เมตร ช่วงตัดผ่านเขตชุมชนหนาแน่นเพื่อลดผลกระทบ มีถนนบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่ง ทำผิวถนนเป็นแอสฟัลติกคอนกรีต ไว้เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่าง อ.บางบาล – อ.บางไทร รวมถึงสร้างสถานีสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำในพื้นที่เข้าคลอง ป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ และมีน้ำไว้ใช้ช่วงฤดูแล้งด้วย ส่วนปลายคลอง จะสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งเพื่อลดกัดเซาะ

“ขณะนี้เร่งรัดสำรวจออกแบบ ควบคู่กับกระบวนการจัดหาที่ดิน โดยสำรวจปักหลักเขตภายในปีนี้ เมื่อมีความพร้อมทั้งแบบก่อสร้างและที่ดิน จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติก่อสร้างดำเนินการปี 62 – 65 หากโครงการแล้วเสร็จ ทำให้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ผลดี ซึ่งสามารถช่วยตัดยอดน้ำเข้าคลองสายใหม่ จากเดิมหากระบายน้ำเกิน 1,500 ลบ.ม.ต่อวินาที จะมีผลกระทบตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ซี่งทำให้ระบายน้ำได้เพิ่มขึ้น 2,900 ลบ.ม.ต่อวินาที ลดน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมคลองโผงเผง คลองบางบาล และแม่น้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างมาก” นายประพิศ กล่าว