เตือน‘สวนเงาะ’ติดผลอ่อน ระวังโรคราดำถล่มเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334583

x

เตือน‘สวนเงาะ’ติดผลอ่อน ระวังโรคราดำถล่มเสียหาย

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรชาวสวนเงาะ ในระยะนี้มีอากาศร้อน ลมกระโชกแรง และฝนตกบางพื้น จึงขอให้ระวังการเกิดโรคราดำ มักพบได้ในระยะที่ต้นเงาะเริ่มติดผลอ่อน โดยพบคราบราสีดำติดตามส่วนต่างๆ ของต้นเงาะ เช่น ใบ กิ่ง ก้านดอก ช่อดอก ขั้วผล และร่องขน

สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคราดำ หากพบโรคให้เกษตรกรพ่นด้วยน้ำเปล่าล้างคราบราดำที่ติดตามส่วนต่างๆ ของต้นเงาะ เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค จากนั้น ให้เกษตรกรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้นสะสม ไม่ให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค และทำลายแหล่งอาศัยของแมลงปากดูด หากพบเพลี้ยแป้ง ให้พ่นด้วยสารกำจัดแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หลีกเลี่ยงการพ่นสารในช่วงที่ดอกเงาะบานหรือเริ่มติดผลอ่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแมลงช่วยผสมเกสร

นอกจากนี้ มักพบเชื้อราสาเหตุโรคเจริญบนสารเหนียวที่แมลงปากดูดขับถ่ายไว้ในช่วงที่มีการระบาดของเพลี้ยแป้ง โดยเพลี้ยแป้งบางชนิดอาจอาศัยอยู่ในดินบริเวณโคนต้นพืชหรือรากวัชพืช ซึ่งมีมดเป็นตัวพาหนะช่วยเคลื่อนย้ายตัวอ่อนของแมลงนำพาไปยังส่วนต่างๆ ของพืช ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งเงาะเพื่อลดปริมาณมด จากนั้น ให้ใช้เศษผ้าชุบน้ำมันเครื่องผูกรอบโคนต้น
เพื่อป้องกันมดและเพลี้ยแป้งที่อาศัยอยู่ในดินไต่ขึ้นมาบนต้นเงาะ ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว เกษตรกรควรนำเครื่องมือมาทำความสะอาดด้วยการล้างและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง

รัฐ-เอกชนเคลื่อนยุทธศาสตร์ ขยายเกษตรอินทรีย์5ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334584

x

รัฐ-เอกชนเคลื่อนยุทธศาสตร์ ขยายเกษตรอินทรีย์5ล้านไร่

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เกษตรอินทรีย์ ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ทุกหน่วยงาน ต้องร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อน ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2564 ประกอบกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ

เอฟเอโอ ก็ได้ให้ความสำคัญถึงการพัฒนาระบบอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วยกระทรวงเกษตรฯ จึงได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems : PGS) กับ สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทยพีจีเอส เพื่อสนับสนุนการดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดทำ MOU ครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในเชิงพื้นที่ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาให้พื้นที่การผลิต ผลผลิต การบริโภคด้านผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ ภายในปี 2564

ด้าน นายวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุลประธานสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย พีจีเอส กล่าวว่า สมาพันธ์มีเครือข่ายที่พร้อมจะสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เผยแพร่ความรู้และความเข้าใจกับสาธารณชนเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองแบบมีส่วนร่วม และการรณรงค์ด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อยกระดับการทำเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรรายย่อย ให้สามารถเข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ต่อไป

เกษตรฯเคาะแผนผลิตข้าวปี’61-62 ตั้งเป้า70.4ล้านไร่-ผลผลิต33.4ล้านตันข้าวเปลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334586

x

เกษตรฯเคาะแผนผลิตข้าวปี’61-62 ตั้งเป้า70.4ล้านไร่-ผลผลิต33.4ล้านตันข้าวเปลือก

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากมติที่ประชุมคณะทำงานวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้มีการเห็นชอบกรอบเป้าหมายความต้องการใช้ข้าว สำหรับการผลิต ปี 2561/62 ภายใต้ตลาดนำการผลิต (Demand Driven) จำนวน 30.42 ล้านตันข้าวเปลือก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงได้กำหนดแผนการผลิตข้าว ปี 2561/62 ตามความต้องการใช้ข้าวดังกล่าว จำนวน 70.42 ล้านไร่ผลผลิต 33.422 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็นรอบที่ 1 จำนวน 58.21 ล้านไร่ ผลผลิต 25.336 ล้านตันข้าวเปลือก และรอบที่ 2 จำนวน 12.20 ล้านไร่ ผลผลิต 8.084 ล้านตันข้าวเปลือก

โดยในการประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ด้านการผลิต) ที่กรมการข้าว เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ปี 2561/62 รอบที่ 1 จำนวน 58.21 ล้านไร่ แยกเป็นข้าวหอมมะลิ 23.27 ล้านไร่ ข้าวหอมจังหวัด 2.82 ล้านไร่ ข้าวหอมไทย (ข้าวหอมปทุม) 1.03 ล้านไร่ ข้าวเจ้า 14.84 ล้านไร่ (ข้าวเจ้าพื้นนิ่ม 0.74 ล้านไร่ ข้าวเจ้าพื้นแข็ง 14.10 ล้านไร่) ข้าวเหนียว 15.78 ล้านไร่ ข้าว กข43 0.12 ล้านไร่ ข้าวอินทรีย์ 0.28 ล้านไร่ และข้าวสี 0.07 ล้านไร่ โดยได้มอบหมายกรมการข้าวจัดทำข้อมูลพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ปี 2561/62 รอบที่ 1 เป็นรายชนิดข้าวและรายอำเภอ เพื่อออกประกาศให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2561 นี้

สำหรับผลการดำเนินงานภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีพื้นที่ปลูกข้าว รอบที่ 1 จำนวน 57.18 ล้านไร่ ผลผลิต 22.65 ล้านตันข้าวเปลือก และรอบที่ 2 มีพื้นที่ปลูกข้าว(ณ วันที่ 18 เม.ย. 2561) จำนวน 12.61 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 7.86 ล้านตันข้าวเปลือก ทั้งนี้ การตลาดข้าว ในปี 2560 ไทยสามารถส่งออกข้าวได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ปริมาณ 11.63 ล้านตัน และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 13 มีนาคม 2561 ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้เป็นอันดับ 2 ของโลกจำนวน 1.84 ล้านตัน รองจากประเทศอินเดีย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 คาดว่าการค้าข้าวโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศมีความต้องการนำเข้าข้าวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มแอฟริกาและตะวันออกกลาง ประกอบกับผลผลิตข้าวของประเทศผู้นำเข้าข้าวสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะสามารถส่งออกข้าวสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป

เข้มคุณภาพทุเรียน ล้อมคอกป้องกันศัตรูพืช-สารเคมีต้องห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334585

x

เข้มคุณภาพทุเรียน ล้อมคอกป้องกันศัตรูพืช-สารเคมีต้องห้าม

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่ของโลก อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม ญี่ปุ่น และตลาดสำคัญ คือ จีน โดยส่งออกทั้งในรูปทุเรียนกวน ทุเรียนแช่แข็ง ทุเรียนอบแห้ง และทุเรียนสด ซึ่งในปี 2561 คาดว่าผลผลิตทุเรียนรวมทั้งประเทศจะมีปริมาณ 734,284 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 08.2 ส่วนผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก จะมีปริมาณ 403,906 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 04.37 โดยผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักการเกษตรต่างประเทศ แจ้งเรื่องการสวมสิทธิ์ทุเรียนไทยและปัญหาการตรวจพบศัตรูพืชในทุเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะเพลี้ยแป้งชนิด Planococcus minor (Maskell) และ Planococcus lilacinus (Copckerell) ซึ่งเป็นศัตรูพืชที่สำคัญ โดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากบริเวณกิ่ง ช่อดอก ผลอ่อน และผลแก่ มีมดดำเป็นพาหะช่วยคาบพาไปตามส่วนต่างๆของพืช ถ้าพบเพลี้ยแป้งเข้าทำลายในระยะผลอ่อน จะทำให้ผลแคระแกร็น ในผลใหญ่แม้ไม่ได้ทำให้เนื้อของทุเรียนเสียหาย แต่คุณภาพผลทุเรียนจะเสียไป ซึ่งติดไปกับผลผลิตที่ส่งไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน กรมส่งเสริมการเกษตรไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่พบ จัดทีมเข้าให้ความรู้แก่เกษตรกร เน้นการถ่ายทอดความรู้การผลิตทุเรียนคุณภาพดี ให้ได้ผลที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP การแนะนำไม่ตัดทุเรียนอ่อนมาจำหน่าย การส่งเสริมการผลิตทุเรียนนอกฤดูกาล เพื่อพัฒนาให้ผลผลิตออกผลไม่ตรงกับช่วงผลผลิตของสาธารณรัฐประชาชนจีน การให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องสารเคมีที่ประเทศห้ามนำเข้ามาใช้และค่าสารพิษตกค้างในผลไม้ส่งออกที่ต้องไม่ให้เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด และเรียนรู้การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน เช่น การสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม การตัดแต่งกิ่งผลที่ถูกทำลาย เพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของลำต้นการใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส และการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดเป็นทางเลือกสุดท้าย

นายสำราญกล่าวต่อว่า ขอให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่า กรมส่งเสริมการเกษตร จะหาทางแก้ไขให้ความช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน เพื่อให้เกษตรกรผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี ปลอดจากโรคและครองตำแหน่งการส่งออกทุเรียนเป็นอันดับหนึ่งของโลกต่อไป

ก.เกษตรดัน3มาตรการรับมือ ป้องกันราคา’สับปะรด’ร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334516

ก.เกษตรดัน3มาตรการรับมือ ป้องกันราคา'สับปะรด'ร่วง

ก.เกษตรดัน3มาตรการรับมือ ป้องกันราคา’สับปะรด’ร่วง

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 11.13 น.

23 เม.ย.61 นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำมาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การผลผลิตสับปะรด ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดในปริมาณมากโดยใช้กลไกสหกรณ์ ซึ่งในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน จะต้องกระจายผลผลิตสับปะรดส่วนเกินจากจังหวัดแหล่งผลิตไปยังผู้บริโภค โดยได้กำหนดเป็นมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรผู้ปลูกสับปะรด แบ่งออกเป็น 3 มาตรการ ได้แก่

1.กำหนดจัดงานเทศกาลบริโภคสับปะรด จ.ลำปาง และ จ.อุตรดิตถ์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อจำหน่ายสับปะรดจากเกษตรกรผู้ปลูกโดยตรง

2.การกระจายผลผลิตสับปะรดจากแหล่งผลิตไปยังศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศโดยอาศัยกลไกของขบวนการสหกรณ์ จะมีศูนย์กลางรวบรวมและกระจายผลผลิตสับปะรดในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และระยอง

3.การนำสับปะรดเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นอาหารสัตว์ โดยการนำสับปะรดมาสับย่อยและหมัก เพื่อใช้เป็นอาหารของโคนมและโคเนื้อ ซึ่งในมาตรการนี้ได้รับการตอบรับจากสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำร่องในการนำสับปะรดมาหมักเป็นอาหารโคนมของสมาชิกสหกรณ์

“การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว จะช่วยระบายปริมาณผลผลิตสับปะรดส่วนเกินจากแหล่งผลิต อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การผลิตและราคาของสับปะรดที่คาดว่าจะลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากอีกด้วย” นายลักษณ์ กล่าว

เปิดผลคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ รับพระราชทานโล่รางวัลงานพืชมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334432

x

เปิดผลคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ รับพระราชทานโล่รางวัลงานพืชมงคล

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ และเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2561 วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ตามผลการคัดเลือกดังนี้

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ได้แก่ นายชัชวาล ท้าวมะลิ จ.อุดรธานี, นายธีรภัทร อุ่นใจ จ.จันทบุรี, นางทองแดง แดนดี จ.บุรีรัมย์, นายใจ สุวรรณกิจ จ.พัทลุง, นางกุลกนก เพชรเลิศ จ.บุรีรัมย์, นายมูฮำมัดกาแมล เจะมะ จ.นราธิวาส, นายอดิชัย ว่องไวไพโรจน์ จ.กาญจนบุรี, นายวศิน ธนภิรมณ์ จ.ปัตตานี, นายสิทธิธรรม เรืองจรุงพงศ์ จ.ปราจีนบุรี, นางธวัลรัตน์ คำกลาง จ.นครราชสีมา, พันจ่าโทเฉลียว น้อยแสง จ.ชัยนาท, นายสัญญา หิรัญวดี จ.ภูเก็ต, นายบุญมี นามวงศ์ จ.ชัยภูมิ, นายศรีราชา บัวเบา จ.ราชบุรี, นายศุภวิชญ์ บำรุงรัตน์ จ.จันทบุรี และนายสฤษดิ์ โชติช่วง จ.สุราษฎร์ธานี

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านควนสามโคก จ.พัทลุง, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำทุ่งช้าง จ.น่าน, องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จ.ตราด, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปถนอมอาหาร จ.แพร่,
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบานหนองเหรียง จ.พัทลุง, กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเพียงหลวง จ.อุบลราชธานี, กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านท่าไม้ จ.นครสวรรค์, กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายางบ้านลาดพัฒนา จ.เพชรบุรี, วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จ.ตราด, ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเมยวดี จ.ร้อยเอ็ด และ ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนพัฒนาบ้านบึงประดู่ จ.พิจิตร

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา, สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค (ลำพญากลาง) จำกัด จ.สระบุรี, สหกรณ์นิคมคลองหลวงสวนหมาก จ.กำแพงเพชร, สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเสม็ดจวนพัฒนา จ.นครศรีธรรมราช, สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์, ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และ สหกรณ์สี่ล้อเล็กภูเก็ต

เกษตรฯดันกาแฟไทยผงาดตลาดโลก ดันขึ้นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่-จับมืออาเซียนพัฒนาอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334438

เกษตรฯดันกาแฟไทยผงาดตลาดโลก ดันขึ้นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่-จับมืออาเซียนพัฒนาอุตสาหกรรม

เกษตรฯดันกาแฟไทยผงาดตลาดโลก ดันขึ้นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่-จับมืออาเซียนพัฒนาอุตสาหกรรม

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพของภูมิภาคอาเซียน โดยจะมีการผลักดันให้กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ ที่สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร และผู้ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมกาแฟ เนื่องจากราคาผลผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพในตลาดโลกมีแนวโน้มที่สูงขึ้น รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมกาแฟไทยที่มีมูลค่าสูงแตะ 30,000 ล้านบาท

ดร.วราภรณ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผลผลิตเมล็ดกาแฟของไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ สาเหตุจากพื้นที่เพาะปลูกที่ลดลงเหลือ 259,867 ไร่ ทำให้ผลผลิตลดเหลือเพียง 23,273 ตัน แต่ยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกถึงปีละอย่างน้อย 200 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจกาแฟของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 3,900 ล้านบาทในปี 2560 แต่มีการนำเข้าถึง 8,044 ล้านบาท เนื่องจากความต้องการบริโภคและใช้ในอุตสาหกรรมอยู่ที่ 90,000 ตัน และคาดว่าในปี 2561 ความต้องการจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1 แสนตัน ด้วยเหตุนี้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ องค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงมีการร่วมมือกันเพื่อพัฒนาการผลิตกาแฟในทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้เป็นไปอย่างมีระบบ ด้วย 5 กลยุทธ์สำคัญ คือ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาด้านการตลาด พัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงพัฒนาด้านการบริหารจัดการ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มทั้งคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้แก่อุตสาหกรรมกาแฟไทย

ด้าน ดร.อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวา ประเทศไทยและอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่เขตพื้นที่เหมาะสมแก่การปลูกกาแฟ มีผลผลิตเมล็ดกาแฟปริมาณ 1 ใน 4 ของผลผลิตเมล็ดกาแฟทั่วโลก โดยเวียดนามเป็นแหล่งผลิตกาแฟพันธุ์โรบัสต้าอันดับ 1 ของโลก และเป็นผู้ผลิตกาแฟสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก บราซิล นอกจากนั้นยังมีผู้ผลิตสำคัญอย่างอินโดนีเซีย ลาว ไทย และเมียนมา ที่มีแนวโน้มผลผลิตมากขึ้น ซึ่งหากมีการร่วมมือกันพัฒนาตั้งแต่กระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ผลิตสายพันธุ์กาแฟ ปลูก และเก็บเกี่ยว จนเป็นสารเมล็ดกาแฟ ไปถึงปลายน้ำคือผลิตภัณฑ์กาแฟสำหรับดื่มแล้วจะทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถก้าวขึ้นเป็นแหล่งผลิตกาแฟชั้นนำของโลกได้

ดังนั้น องค์กรภาครัฐและเอกชน 12 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงเกษตรฯ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย สมาพันธ์กาแฟอาเซียน สมาคมบาริสต้าไทย และ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด จึงได้ร่วมกันจัดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2561 ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อระดมสมองและผลักดันการพัฒนากาแฟ ไปสู่เป้าหมายเป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในภูมิภาคอาเซียน และสู่ตลาดโลกภายใต้ภาพลักษณ์กาแฟไทย ภายในปี 2564

นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล ประธานบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า การประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน เป็นการประชุมหารือด้านความร่วมมือการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยและอาเซียน โดยมีเป้าหมายหลักร่วมกันในการสร้างการต่อยอดทางความคิดในด้านของวิชาการและด้านธุรกิจ

เดินหน้าสางโกงสหกรณ์‘รถไฟ’ l ยันสภาพคล่องยังดี-เตรียมถกขอลดดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334434

x

เดินหน้าสางโกงสหกรณ์‘รถไฟ’ l ยันสภาพคล่องยังดี-เตรียมถกขอลดดอกเบี้ย

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตของ สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด หลังเกิดกระแสข่าวว่า สกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ กำลังขาดสภาพคล่องจนส่งผลกระทบต่อการผ่อนชำระหนี้ให้กับสหกรณ์เจ้าหนี้และผู้ฝากเงิน 15 แห่ง ซึ่งเบื้องต้นขอยืนยันว่า สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังสามารถผ่อนชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ได้ตามปกติ ฐานะทางการเงินของสหกรณ์สโมสรรถไฟปัจจุบัน มีสินทรัพย์ 4,300 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุน 700 ล้านบาท หนี้สิน 3,600 ล้านบาท หุ้น 705 ล้านบาท และทุนสำรองอีก 35 ล้านบาท ซึ่งแต่ละเดือนสหกรณ์จะมีเงินหมุนเวียน ซึ่งเป็นเงินที่สมาชิกผ่อนชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนให้สหกรณ์ประมาณ 53 ล้านบาท โดยเงินส่วนนี้ทางสหกรณ์ได้แบ่งไปจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้ได้ตรงตามสัญญา

สำหรับฐานะทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้และผู้ฝากเงิน 15 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก เป็นสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์เกิน 5,000 ล้านบาท จำนวน 4 แห่ง สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ระหว่าง 2,000-5,000 ล้านบาท 7 แห่ง และสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทแต่ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท 4 แห่ง ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วนการปล่อยกู้และการนำเงินมาฝากไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟกับสินทรัพย์ที่ทั้ง 15 สหกรณ์มีอยู่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15% มีจำนวน 5 แห่ง และสัดส่วนระหว่าง 5-10% มี 3 แห่ง ที่เหลือต่ำกว่า 5% จำนวน 7 แห่ง ซึ่งหากจะมองถึงผลกระทบด้านสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้และสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ยังไม่มีความน่ากังวลใดๆ

“สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่อาจจะต้องมีการปรับตัวในช่วงฟื้นฟูกิจการ เบื้องต้น
ได้มีการเจรจากับเจ้าหนี้ของสหกรณ์เพื่อขอลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลง 1% ทุกสัญญา เพื่อให้สหกรณ์มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และอาจขอพักหนี้ไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้สหกรณ์มีเงินเหลือไว้สำหรับปล่อยกู้ให้แก่สมาชิก เพื่อจะได้มีรายได้กลับคืนมาและสามารถชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ได้ในที่สุด รวมทั้งได้เร่งรัดให้ดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายคืน โดยเฉพาะวงเงินที่ได้มีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 2,285.87 ล้านบาท ซึ่งได้ประสานกับปปง.ในการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของผู้ที่กู้เงินจากสหกรณ์ทั้ง 6 ราย ว่ามีการรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอกอย่างไรแล้ว” นายพิเชษฐ์ กล่าว

เกษตรฯดึงขบวนการสหกรณ์ ช่วยกระจายผลผลิตสับปะรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334430

x

เกษตรฯดึงขบวนการสหกรณ์ ช่วยกระจายผลผลิตสับปะรด

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การผลิตสับปะรดที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดในปริมาณมากโดยใช้กลไกสหกรณ์ ซึ่งในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน จะต้องกระจายผลผลิตสับปะรดส่วนเกินจากจังหวัดแหล่งผลิตไปยังผู้บริโภค โดยได้กำหนดเป็นมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรผู้ปลูกสับปะรด แบ่งออกเป็น 3 มาตรการ ได้แก่

1.กำหนดจัดงานเทศกาลบริโภคสับปะรด จ.ลำปาง และ จ.อุตรดิตถ์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อจำหน่ายสับปะรดจากเกษตรกรผู้ปลูกโดยตรง 2.การกระจายผลผลิตสับปะรดจากแหล่งผลิตไปยังศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศโดยอาศัยกลไกของขบวนการสหกรณ์ จะมีศูนย์กลางรวบรวมและกระจายผลผลิตสับปะรดในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และระยอง และ 3.การนำสับปะรดเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นอาหารสัตว์ โดยการนำสับปะรดมาสับย่อยและหมัก เพื่อใช้เป็นอาหารของโคนมและโคเนื้อ ซึ่งในมาตรการนี้ได้รับการตอบรับจากสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำร่องในการนำสับปะรดมาหมักเป็นอาหารโคนมของสมาชิกสหกรณ์

“การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว จะช่วยระบายปริมาณผลผลิตสับปะรดส่วนเกินจากแหล่งผลิต อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การผลิตและราคาของสับปะรดที่คาดว่าจะลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากอีกด้วย” นายลักษณ์ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : ยกระดับสินค้าเกษตร…สู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334436

586851

ชายคาพระพิรุณ : ยกระดับสินค้าเกษตร…สู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟังเช่นเคย…ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายคนเดินทางออกสู่ต่างจังหวัดกลับภูมิลำเนา ต้องยอมรับว่าเกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทยร้อนระอุ ชนิดน้ำสงกรานต์สาดชุ่มฉ่ำสักเพียงใดก็ไม่ทำให้คลายร้อนลงได้….ถึงจะเป็นวันหยุดยาว แต่หลายหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ก็เปิดให้บริการประชาชนเข้าไปศึกษาเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช ก็เดินทางไปดูงานตลาดกลางสินค้าเกษตรที่ประเทศออสเตรเลีย ณ ตลาดเกษตร Flemington ซึ่งเป็นตลาดขายส่งและขายปลีกผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เกษตรกรนำมาขายเองโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีผลไม้เขตร้อน เช่น มะม่วง ส้ม สับปะรด แตงโม กล้วย ลำไย เมื่อดูจากบรรดาผลไม้ที่วางขายแล้วก็น่าจะเข้าทางบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงมหาชนก เนื่องจากมีความต้องการสูง และฤดูกาลผลิตของออสเตรเลียไม่ตรงกับฤดูกาลผลิตของประเทศไทย โดยทราบว่าขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ยื่นคำขออนุญาตและข้อมูลทางเทคนิคไปแล้ว คาดว่าภายในปี 2561 นี้ เราจะเปิดตลาดมะม่วงที่ออสเตรเลียได้แน่นอน…ซึ่งหากสามารถส่งออกผลไม้ไปออสเตรเลียได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะคุณภาพสินค้าของเราก็ไม่ได้แพ้ใครในโลก เกษตรกรไทยเก่งผลิต อยากได้คุณภาพแบบไหนทำได้หมด แต่ไม่เก่งเรื่องตลาด หากได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเต็มกำลังก็จะทำให้เกษตรกรมีโอกาสทางการตลาดมากขึ้น…

สินค้าเกษตรอีกชนิดหนึ่งที่ถูกยกระดับมาตรฐานสร้างความฮือฮาในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ “ปลาร้า” ครับมันคือเรื่องจริง เราอยู่ในยุคที่ปลาร้าต้องมีมาตรฐานรับรอง เมื่อมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดมาตรฐานสินค้า โดยระบุว่า คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรเห็นสมควรกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องปลาร้าเป็นมาตรฐานทั่วไปตาม พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร 2551 กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ปลาร้า มกษ. 7023-2561 ไว้เป็นมาตรฐานทั่วไป ใช้โดยสมัครใจ เพื่อส่งเสริมพัฒนายกระดับสินค้าปลาร้าให้มีคุณภาพ…ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ “ขุนเกษตรา” มองว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับและคิดว่าไม่ได้กระทบต่อวิถีชีวิตของคนที่บริโภคปลาร้าหรือผู้ผลิตปลาร้าแน่นอน ในทางกลับกันจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภคเสียด้วยซ้ำ วิธีการทำปลาร้าในสมัยปู่ย่าตายายที่ทำมาไม่ใช่ไม่ดี แต่ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากอดีต ทั้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบและปัจจัยอื่นๆ มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนยิ่งนัก ประกอบกับในปัจจุบัน ปลาร้าเป็นวัตถุดิบที่นิยมนำมาปรุงอาหารบริโภคในทุกภาคของประเทศไทย ไม่ใช่บริโภคเฉพาะคนอีสานเท่านั้น แถมยังมีความต้องการในต่างประเทศอีกด้วย มีข้อมูลระบุว่า ในแต่ละปีมีปริมาณการผลิตปลาร้ากว่า 40,000 ตัน มีมูลค่าการตลาดในประเทศกว่า 800 ล้านบาท ส่วนมูลค่าตลาดต่างประเทศอีกกว่า 20 ล้านบาทต่อปี มีตลาดหลักนอกจากในประเทศกลุ่มอาเซียนแล้ว ยังมีสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และกลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่มาก การกำหนดมาตรฐานจึงเป็นเรื่องดีโดยรวม ทั้งความปลอดภัย สุขอนามัยที่ดีแล้ว ยังใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการส่งออกได้…ซึ่งเรื่องนี้มีกระแสเห็นด้วยของผู้ผลิตปลาร้าส่วนใหญ่ เพียงแต่ก็มีข้อเป็นห่วงในเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยที่เกรงว่าอาจส่งผลกระทบกับกลุ่มผู้ผลิตปลาร้ารายเล็กๆ ที่ไม่ใช่โรงงานใหญ่ อีกทั้งยังเกรงว่าจะกระทบกับสูตรปลาร้า ซึ่งเป็นสูตรเส้นทางสายปลาแดกที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เพราะวิธีการหมักแต่ละสูตร แต่ละเจ้าจะไม่เหมือนกันรวมถึงชนิดของปลาที่ใช้ด้วย…เอาน่า ค่อยๆ ปรับกันไปครับ บางอย่างมีจุดเริ่มต้นที่แสนจะยากลำบากและขัดใจอยู่บ้าง แต่มันจะสดใสที่ปลายทางเสมอ…

ขุนเกษตรา มีข่าวดีสำหรับผู้สนใจเรียนเกษตรมาฝาก คณะนวัตกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดรับสมัครนักศึกษาทุนเรียนฟรี “ต้นกล้าเพื่อพัฒนาประเทศ” ปีการศึกษา 2561 สมัครวันนี้จนถึง 31พ.ค.2561 (สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2997-2200-30 ต่อ 3428 หรือ 092-708-9994) คุณสมบัติผู้สมัคร สายวิทย์-คณิต เกรดเฉลี่ย 2.50 ขึ้นไป, สายศิลป์ และ ปวช. เกรดเฉลี่ย 2.75 ขึ้นไป และมีความสนใจด้านการเกษตรหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขานวัตกรรมเกษตร เป็นหลักสูตรแรกที่เปิดการสอนด้านนวัตกรรมเกษตร ที่มุ่งหวังสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการนำเอาหลักของวิทยาการ และนวัตกรรมสมัยใหม่ มาใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรอย่างมีคุณภาพ

ขุนเกษตรา