ส่องเกษตร : มาตรฐานปลาร้า…อย่าดราม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334875

449007

ส่องเกษตร : มาตรฐานปลาร้า…อย่าดราม่า

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาตรฐาน“ปลาร้า”ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดูเหมือนได้กลายเป็นเรื่อง“ระดับชาติ”ที่วิพากษ์วิจารณ์กันแพร่หลายมาก แต่ไปๆมาๆกลับออกมาแนว“ดราม่า”สร้างความสับสน แถมถูกนำไปเป็นประเด็นการเมืองโจมตีรัฐบาลซะเลย สิ่งที่คิดว่า“น่าจะดี” เลยทำท่าจะ“เละ”ไปกันใหญ่…จึงน่าจะได้ตั้งสติพิจารณากันตามความจริงให้ดี

เรื่องของเรื่องก็เป็นความปรารถนาดีที่กระทรวงเกษตรฯทีเล็งเห็นว่า “ปลาร้า”อาหารยอดฮิตของไทยโดยเฉพาะพี่น้องชาวภาคอีสาน นับวันยิ่งนิยมบริโภคแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้การผลิต“ปลาร้า”เติบโตจากระดับครัวเรือนธุรกิจขนาดเล็ก กลายเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ปัจจุบันปริมาณผลิตสูงถึง 40,000 ตันต่อปี มีมูลค่าตลาดในประเทศปีละกว่า 800 ล้านบาท

ทั้งยังส่งออกปลาร้าไปต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และประเทศที่มีคนเอเชียอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป(EU) และตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่าส่งออกรวมกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งความต้องการมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น แต่เนื่องจากไทยยังไม่มีเกณฑ์กำหนดคุณภาพที่เป็นมาตรฐานสำหรับใช้อ้างอิงการซื้อขายปลาร้า จึงเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ประกอบกับการรวมตัวเป็นกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีการค้าขายเสรี จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานคุณภาพสินค้าที่เป็นที่ยอมรับ สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดคู่ค้า เพื่อผลักดันให้ปลาร้าไทยให้ส่งออกได้ดีเหมือนที่ญี่ปุ่นส่งออกนัตโตะ (ถั่วเน่าญี่ปุ่น)

ทางสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช.จึงร่วมกับกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำร่างมาตรฐานสินค้า”ปลาร้า”ขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เพื่อใช้เป็นเครื่องมืออ้างอิงในการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค หวังส่งผลดีต่อการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ปลาร้า

โดยกระบวนการจัดทำมาตรฐาน“ปลาร้า”ก็เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้องทั้งในภาคอีสานและภาคกลาง นำร่องที่ขอนแก่นและชัยนาท แหล่งผลิตปลาร้าใหญ่สุดในไทย จนได้ข้อสรุปและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาดังว่า

สาระของมาตรฐานที่ประกาศใช้นี้ระบุตั้งแต่คำอธิบาย กระบวนการผลิต ส่วนประกอบและเกณฑ์คุณภาพ ซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะทางกายภาพที่ต้องคลุกเคล้ากันพอดี ไม่แห้งหรือเละเกินไป เนื้อปลานุ่ม หนังไม่ฉีกขาด มีสีตามลักษณะเฉพาะของเนื้อปลา “กลิ่นหอมตามลักษณะเฉพาะของปลาร้า” ไม่มีกลิ่นคาว เหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว ทั้งต้องใส่เกลือไม่น้อยกว่า 18% ของน้ำหนัก ไม่พบพยาธิตัวจี๊ดและตัวอ่อนพยาธิใบไม้ในตับ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม แมลง ชิ้นส่วนสัตว์ที่ไม่ใช่ปลา และปลาที่ไม่ได้บรรจุในฉลาก ห้ามใช้สีและวัตถุกันเสีย สารปนเปื้อนต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด เป็นต้น…

และที่สำคัญคือเป็นมาตรฐานที่เน้น“ความสมัครใจ” ไม่ใช่ “การบังคับ” ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร มีมติให้กำหนดมาตรฐานปลาร้า มาตรฐานเลขที่ มกษ.7023-25601 ไว้เป็นมาตรฐานทั่วไป ใช้โดยสมัครใจ เพื่อส่งเสริมพัฒนายกระดับสินค้าปลาร้าให้มีคุณภาพมาตรฐาน

ปรากฏว่า ประเด็นที่ถูกนำไปขยายดราม่าในสื่อต่างๆก็เช่น ตรงที่ว่าต้องมี“กลิ่นหอมฯ” เพราะในความเข้าใจกันทั่วไปคือปลาร้าจะมีกลิ่น “เหม็น” ถ้าไม่เหม็นก็ไม่ใช่ “ปลาร้า” ทั้งๆ ที่คำเต็มๆ ตามมาตรฐานนี้คือ “กลิ่นหอมตามลักษณะเฉพาะของปลาร้า” ย่อมน่าที่จะพอเข้าใจได้ แม้จะน่างงๆอยู่บ้างก็ตาม แต่ย่อมไม่ใช่จะให้หอมเหมือน“ดอกไม้” อย่างที่หลายๆคนดราม่ากันไป

ต้องย้ำว่ามาตรฐานปลาร้าที่ประกาศใช้นี้เป็น“มาตรฐานทั่วไป”ตามความสมัครใจไม่ใช่“มาตรฐานบังคับ” ดังนั้นไม่สมควรที่ใครจะดราม่าในทำนองว่า“ออกมาได้อย่างไร กฎหมายที่บังคับปลาร้าไม่ให้เหม็น ถ้าเหม็นก็ผิดกฎหมายหรือ”

ผู้ผลิตรายใดที่ยังยืนยันจะผลิตตามแบบเดิมๆ โดยไม่คำนึงว่าจะเข้าตามเกณฑ์มาตรฐาน“ปลาร้า”ที่รัฐประกาศออกมานี้ ก็ยังสามารถดำเนินการผลิตและค้าขายได้ ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่ถ้าคิดจะขยายการค้า มุ่งส่งออกเพิ่มมูลค่า การได้ตรารับรองมาตรฐานจาก มกอช.ก็จะเป็นประโยชน์ยิ่ง

นี่คือสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ของมาตรฐาน “ปลาร้า” อย่าดราม่าให้สับสน จนเสียหายเลย

สาโรช บุญแสง

ปล่อยแคมเปญสินเชื่ออุ้ม‘ปุ๋ยสั่งตัด’ เกษตรฯจับมือธกส.หนุนสถาบันเกษตรกรผลิต-ช่วยลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334876

ปล่อยแคมเปญสินเชื่ออุ้ม‘ปุ๋ยสั่งตัด’ เกษตรฯจับมือธกส.หนุนสถาบันเกษตรกรผลิต-ช่วยลดต้นทุน

ปล่อยแคมเปญสินเชื่ออุ้ม‘ปุ๋ยสั่งตัด’ เกษตรฯจับมือธกส.หนุนสถาบันเกษตรกรผลิต-ช่วยลดต้นทุน

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตและใช้ปุ๋ยสูตร ที่มีธาตุอาหารพืชเหมาะสม ตามค่าการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดินแต่ละพื้นที่ หรือที่เรียกว่า “ปุ๋ยสั่งตัด” ช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยถูกชนิดและถูกปริมาณ ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยจึงสูงขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ โดยปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่สามารถผลิตและดำเนินการจัดทำปุ๋ยสั่งตัด เพื่อบริการให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ ประมาณ 100 แห่ง มีกำลังผลิตประมาณ 20,000 ตันต่อปี แต่ยังมีหลายสถาบันเกษตรกรที่ต้องการผลิต และจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้กับสมาชิกอีกมาก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการลงทุนจัดซื้อแม่ปุ๋ย เครื่องจักร และวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ จึงยังไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้มากขึ้นได้ กระทรวงเกษตรฯ จึงเกิดแนวคิดสนับสนุนผลักดันกลไกปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกรขึ้น เพื่อตอบโจทย์ให้กับสถาบันเกษตรกรนั้นสามารถผลิตปุ๋ยสั่งตัดจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาถูกได้

โดยเบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการทำแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 4 เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุนผลิตให้แก่เกษตรกร โดยสนับสนุนการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้กับสถาบันเกษตรกรต่างๆ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้แก่สมาชิกของสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไปได้ รวมไปถึงแคมเปญสินเชื่อบุคคลเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตดอกเบี้ยต่ำในอัตราร้อยละ 2 สำหรับเกษตรกรลูกหนี้ ธ.ก.ส. หรือเกษตรกรทั่วไป หรือเกษตรกรผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่ ธ.ก.ส.รับขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. เพื่อนำมาใช้จ่ายในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักรกล หรือเครื่องมือการเกษตรขนาดเล็ก และปัจจัยอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยาเครื่องหว่านเมล็ดพันธุ์ เครื่องหว่านปุ๋ย เครื่องตัดหญ้า ผ่านร้านค้าปัจจัยการผลิตที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตของสหกรณ์การเกษตร ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่ขึ้นทะเบียนไว้กับโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรของ ธ.ก.ส. และร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ หรือ ร้าน Q-Shop ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตร โดยจะรวบรวมข้อมูล รายละเอียดเสนอ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พิจารณา ก่อนเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป

“การสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกรนี้ เป็นการสนับสนุนกลไกการดำเนินงานในด้านการผลิตปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและประหยัดให้กับสถาบันเกษตรกร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน หรือ กลุ่มเกษตรกร โดยทำการผลิตปุ๋ยสั่งตัดได้ตรงตามความเหมาะสมกับชนิดพืชและดินในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งนำมาจำหน่ายให้กับสมาชิกรวมถึงเกษตกรทั่วไป นอกจากจะสนับสนุนเรื่องการลดต้นทุนแล้วยังเป็นการสนับสนุนการทำธุรกิจทางเลือกใหม่ๆ ให้กับสถาบันเกษตรกร โดยใช้กลไกสหกรณ์ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการผลิตปุ๋ยสั่งตัดนี้จะสามารถทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กระสอบละ 100 – 300 บาท หรือ 1,000 – 2,000 บาทต่อตัน”รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

5สหกรณ์เปิดโต๊ะเจรจาอินเดีย ส่งผลไม้ไทยลุยตลาดเอเชียใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334872

x

5สหกรณ์เปิดโต๊ะเจรจาอินเดีย ส่งผลไม้ไทยลุยตลาดเอเชียใต้

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอาทิตย์ สุกเหลือ สหกรณ์จังหวัดตราด เปิดเผยว่า สหกรณ์จังหวัดตราด พร้อมด้วยสหกรณ์จากจังหวัดจันทบุรี เชียงใหม่ ลำพูน และชุมพร ได้จับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้าส่งออกสินค้าของประเทศอินเดีย 12 ราย จาก 3 เมืองใหญ่ของอินเดีย ตามโครงการส่งเสริมศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตรของไทย ถือเป็นการเปิดตลาดการส่งออกผลไม้ของไทยที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะผลไม้เศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงของไทย เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สับปะรดตราดสีทอง ลำไยแก้วมังกร และผลไม้อบแห้ง ซึ่งเป็นผลไม้ที่ทางอินเดียสนใจเข้ามาร่วมมือทำตลาดในประเทศไทย โดยเฉพาะเงาะของสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตรจังหวัดตราด จำกัด ที่สหกรณ์ได้รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ ทางผู้นำเข้าของอินเดียมีความต้องการเงาะของไทยประมาณวันละ 500 กิโลกรัม และต้องการให้ไทยส่งออกเงาะไปยังอินเดีย 2 วันครั้ง ครั้งละ 1 ตัน

อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาธุรกิจร่วมกันครั้งนี้ ทั้งไทยและอินเดียได้เห็นชอบร่วมกันเกี่ยวกับปริมาณความต้องการผลไม้ไว้เบื้องต้นก่อน โดยที่ยังไม่มีการส่งออกผลไม้ไปในทันที เพราะต้องศึกษาข้อมูลและรายละเอียดด้านการขนส่ง และการบริหารจัดการอื่นๆ ให้ชัดเจน เช่น เรื่องราคา ช่องทางการขนส่ง รวมไปถึงวิธีการทำตลาดในระยะยาว คาดว่าในเร็วๆ นี้จะมีข้อสรุปร่วมกัน ก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญาการซื้อ-ขายและการส่งออกอย่างเป็นทางการต่อไป คาดว่าการหารือร่วมกับผู้นำเข้าสินค้าของอินเดียในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของการขยายตลาดผลไม้ไทยไปสู่ประเทศอินเดียได้ในที่สุด

เปิดใช้ระบบ‘CORN DOAE’ l เชื่อมโยงข้อมูลการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334873

x

เปิดใช้ระบบ‘CORN DOAE’ l เชื่อมโยงข้อมูลการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เต็มรูปแบบ

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงเวลานี้จนถึงเดือนพฤษภาคม ถือเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รอบแรกของปี 2561 ภายใต้การดำเนินงานเกษตร 4.0กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สร้างระบบบริการข้อมูลผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์CORN DOAE ขึ้น ที่เว็บไซต์ http://corn.doae.go.th โดยเป็นการหารือร่วมกันระหว่างสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมการค้าพืชไร่ และกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเปิดใช้ระบบดังกล่าว ซึ่งการพัฒนานี้ แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการผลิต และการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างเกษตรกรและผู้รับซื้อผ่านฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ทั้งนี้ก็เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปได้ง่ายขึ้นและสามารถตรวจสอบย้อนกลับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ถึงระดับพื้นที่ สามารถแก้ปัญหาการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งปลูกที่ไม่ถูกต้องได้ รวมทั้งยังเป็นการป้องกันผลผลิตล้นตลาดได้อีกทางหนึ่งด้วย

“สำหรับการก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0จำเป็นต้องปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อแสดงให้เห็นการพัฒนาด้านการเกษตร โดยเฉพาะการใช้ตลาดนำการผลิต ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในปัจจุบันสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั้งด้านการผลิต การตลาด รวมทั้งนวัตกรรมการจัดการฐานข้อมูลเกษตรกรให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์โลกด้วย อย่างไรก็ตามกรมส่งเสริมการเกษตรจึงอยากขอเชิญชวนผู้ที่ต้องการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ขณะนี้ได้มีบริการให้บริการผ่านระบบ CORN DOAE โดยการเปิดลงทะเบียนเป็นผู้รับซื้อ ปัจจุบันมีสมาชิกจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและสมาคมการค้าพืชไร่สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย มาแจ้งลงทะเบียนในระบบแล้วหลายหน่วยงานและยังคงให้บริการอย่างต่อเนื่อง หากผู้ที่ต้องการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สนใจติดต่อขอรับการลงทะเบียนในระบบได้ที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน ได้ตามวันและเวลาราชการ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ 0-2955-1642” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ด้านเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในรอบการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2560/61 ทุกท่าน ขอให้เร่งทำการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรโดยแจ้งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระบบทะเบียนเกษตรกรโดยเร็ว เนื่องจากระบบทะเบียนเกษตรกรจะต้องดำเนินการส่งต่อข้อมูลการปลูกไปยังระบบ CORN DOAE โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ซื้อทราบเวลาเก็บเกี่ยว และปริมาณผลผลิต เพื่อที่จะได้ติดต่อขอรับซื้อได้ทันที

จัดงานปั่น‘ลิ้นจี่แม่กลอง’ ‘ชม-ชิม-ช็อป’ปลุกกระแสบริโภค-กระตุ้นท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334874

x

จัดงานปั่น‘ลิ้นจี่แม่กลอง’ ‘ชม-ชิม-ช็อป’ปลุกกระแสบริโภค-กระตุ้นท่องเที่ยว

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์ผลผลิตลิ้นจี่แม่กลองในปีนี้ค่อนข้างมีผลผลิตดี จากที่ไม่ให้ผลผลิตต่อเนื่องมาถึง 4 ปี โดยเฉพาะ 3 อำเภอหลักที่มีปริมาณการปลูกลิ้นจี่มากได้แก่ อ.เมือง อ.อัมพวา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ซึ่งพันธุ์ที่ปลูกเป็นสายพันธุ์ค่อม โดยปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตรวมจากทั้งสามช่วงประมาณ3,000 ตัน ซึ่งลิ้นจี่พันธุ์ค่อมสมุทรสงคราม ขึ้นชื่อว่า เป็นลิ้นจี่ที่มีรสชาติหวานกรอบ เนื้อหนากรอบมีสีขาวอมชมพู เนื้อแห้งไม่แฉะ ลำต้นไม่สูงมากนัก เมื่อลิ้นจี่แก่จัดเปลือกด้านในจะเป็นสีชมพู หรือที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกกันว่าร่องชาด ส่วนราคานั้นชาวสวนคาดหวังว่าไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 150-200 บาท

ทั้งนี้ ด้วยรสชาติของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมที่ปลูกที่สมุทรสงคราม มีความอร่อยเฉพาะตัว จึงจัดเป็นของดีของจังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งนี้การให้ผลผลิตลิ้นจี่ที่อร่อยของที่นี่มีปัจจัยสำคัญมาจากสภาพอากาศเย็นและอิทธิพลจากแม่น้ำแม่กลองที่ทำให้ตะกอนดินพัดมาทับถมกัน กลายเป็นดินดอนปากแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ ขณะที่การออกผลปีนี้แบ่งเป็น 3 ช่วง คือช่วงแรก ระหว่างวันที่ 1-10 เมษายน ช่วงที่สองระหว่างวันที่ 11-30 เมษายน และช่วงที่สาม ตั้งแต่ 1พฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งลิ้นจี่จะออกผลในเวลาเช่นนี้ทุกปีจนทำให้เดือนเมษายนกลายเป็นเทศกาลประจำปีที่ควรมาเที่ยวของจังหวัดสมุทรสงคราม ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวย มีฤดูหนาวยาวนาน ทำให้ลิ้นจี่ของจังหวัดสมุทรสงคราม ออกผลมาก ทำให้เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่มีกำลังใจที่ทำผลผลิตลิ้นจี่ในปีต่อไปให้ดีมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการบริโภคลิ้นจี่คุณภาพของ จ.สมุทรสงคราม และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเส้นทางสายลิ้นจี่แม่กลองขึ้น ในระหว่างวันที่ 5 เมษายน ถึง 5พฤษภาคม 2561 สถานที่จัดกิจกรรมแบ่งเป็นสองประเภท คือ สถานที่จำหน่ายลิ้นจี่ 8 แห่งได้แก่ วัดอินทาราม วัดบางสะแก องค์การบริหารส่วนตำบลบางนางลี่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ตลาดน้ำสามอำเภอ วัดเกาะแก้ว วัดบางกุ้ง และริมถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยรอบ ส่วนสถานที่จัดกิจกรรมปั่นจักรยานเข้าสวนลิ้นจี่ 3 แห่ง ได้แก่อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ วัดสวนหลวง และวัดบางกุ้ง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ปั่นจักรยานชมสวนลิ้นจี่ ซื้อผลผลิตโดยตรงจากสวน และได้สัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ พร้อมทั้งเที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวสวนลิ้นจี่หรือผลไม้อื่นๆ ของจังหวัดสมุทรสงครามไปพร้อมๆ กัน สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม

กรมชลฯย้ำเร่งส่งน้ำช่วยพื้นที่เกษตร ยันจัดทีมเฝ้าระวังช่วยเหลือใกล้ชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334785

กรมชลฯย้ำเร่งส่งน้ำช่วยพื้นที่เกษตร ยันจัดทีมเฝ้าระวังช่วยเหลือใกล้ชิด

กรมชลฯย้ำเร่งส่งน้ำช่วยพื้นที่เกษตร ยันจัดทีมเฝ้าระวังช่วยเหลือใกล้ชิด

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 15.29 น.

อธิบดีชลประทาน เน้นย้ำทุกพื้นที่ส่งน้ำช่วยพื้นที่เกษตรอย่างทั่วถึงช่วงฤดูแล้งไม่กระทบผลผลิต ยันร่วมมือกันทุกฝ่ายเฝ้าระวังพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

24 เม.ย.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่ชาวบ้านหมู่ 5 บ.บึงอีเฒ่า และ บ.ท่าแก หมู่ 6 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่า ชาวนาในหมู่บ้านกำลังประสบความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่ใกล้จะตั้งท้องออกรวง มีความเสี่ยงว่าต้นข้าวในนาจะตายแล้ง เพราะต้นข้าวอยู่ในช่วงที่กำลังต้องการน้ำมาหล่อเลี้ยงล้าต้น หากปล่อยไว้โดยที่ทางราชการไม่ลงมาช่วยเหลือ คาดอีก 2 สัปดาห์ นาข้าวกว่า 1,000 ไร่ ต้องตายแล้งอย่างแน่นอนนั้น ขอยืนยันว่า กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ได้เน้นย้ำให้เจ้าที่ ลงพื้นที่ชี้แจงท้าความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรับฟังปัญหาจากเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ กรณีที่เกิดขึ้นพื้นที่นาข้าวดังกล่าว อยู่ในพื้นที่ของ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย มีการส่งน้ำตามรอบเวร ตามข้อตกลงของคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน (JMC) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว อยู่บริเวณปลายคลองส่งน้ำ รวมทั้ง เกษตรกร บางรายไม่รักษากติกาในการรับน้ำตามรอบเวร มีการลักลอบเปิดบานรับน้ำเข้าพื้นที่ของตน ทำให้น้ำที่ส่งไปถึง บริเวณปลายคลองมีปริมาณค่อนข้างน้อย ส่งผลให้เกิดปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอ

“หน่วยงานชลประทานในพื้นที่ได้หารือร่วมกันกับกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาจนเป็นที่พอใจของกลุ่มเกษตรกรผู้ร้องเรียน โดยในเบื้องต้น ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามการส่งน้ำโดยเปิดบานประตูระบายน้ำกลางคลอง และปิดบานท่อส่งน้ำตอนบน เพื่อไล่น้ำให้ ถึงตอนล่าง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 20 เม.ย. 61 ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้น้ำตอนบน เพื่อแบ่งปันน้ำให้ทั่วถึงกันแล้ว สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นแปลงนาที่อยู่ปลายคลองส่งน้ำพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ จากทั้งหมดกว่า 1,000 ไร่ และจากการตรวจสอบ ยังไม่พบพื้นที่ใดได้รับความเสียหายหรือขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด หากเกษตรกรในพื้นที่ใดประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำ ขอให้แจ้งผ่านผู้น้าท้องถิ่นหรือประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อประสานขอความช่วยเหลือไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ใกล้บ้านได้ตลอดเวลา” นายทองเปลว กล่าว

‘เกษตรกร’คิดนอกกรอบ พลิกผืนนาทำสวนองุ่นไร้เม็ดแห่งแรกใน’อรัญประเทศ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334760

'เกษตรกร'คิดนอกกรอบ พลิกผืนนาทำสวนองุ่นไร้เม็ดแห่งแรกใน'อรัญประเทศ'

‘เกษตรกร’คิดนอกกรอบ พลิกผืนนาทำสวนองุ่นไร้เม็ดแห่งแรกใน’อรัญประเทศ’

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 14.07 น.

24 เม.ย.61 จากกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลของ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว กรณีพบมีสวนองุ่นไร้เม็ดเกิดขึ้นในพื้นที่ บ้านหนองเทา ต.บ้านใหม่หนองไทร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ร้อนแล้งไม่เหมาะสมต่อการปลูกองุ่นซึ่งเป็นผลไม้ที่มีความบอบบางรักษายากและอีกทั้งยังเป็นผลไม้ของเมืองหนาว แต่สามารถนำมาปลูกในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ติดชายแดนประเทศกัมพูชา ได้เป็นผลสำเร็จและผลกำลังออกเป็นครั้งแรก ทำให้มีชาวอำเภออรัญประเทศ และอำเภอใกล้เคียงใน จ.สระแก้ว เดินทางแวะเวียนเข้าไปเที่ยวชมและซื้อองุ่นไร้เม็ดจากสวนนำมารับประทาน

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางเข้าไปตรวจสอบพบว่าที่บ้านเลขที่ 90 หมู่ที่ 8 บ้านหนองเทา ต.บ้านใหม่หนองไทร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว  ในพื้นที่กว่า  2 ไร่ ได้มีการแบ่งพื้นที่ทำเป็นโรงเรือนหลังคามุงด้วยแผ่นพลาสติคสีขาว ขนาดใหญ่จำนวน 2 โรง และขนาดเล็กจำนวน 4 โรง ภายในโรงเรือนได้ปลูกเป็นสวนองุ่น ไร้เม็ด ไว้ทุกโรงเรือน และมีพื้นที่ด้านหน้าและด้านข้างได้ปลูกเป็นสวนองุ่นชนิดทำไวน์ไม่มีโรงเรือน อีก 2 แปลง โดยแต่ละแปลงมีผลผลิตองุ่นออกผลสวยงามทุกแปลง โดยมีธนกฤต  ธนศรีตะเวณ  เกษตรวัย  55  ปี  เจ้าของบ้านและเจ้าของสวนองุ่น ออกมาตอนรับ

โดยนายธนกฤต  ธนศรีตะเวณ เผยว่า ก่อนที่จะมาประสบผลสำเร็จในการปลูกองุ่นไร้เม็ดในพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่มรดก เป็นที่นาเดิม และถือเป็นพื้นที่แห้งแล้งในเขตบ้านหนองเทา ต.บ้านใหม่หนองไทร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เดิมนั้นก็มีอาชีพเกษตรกรทำนาเป็นหลัก แต่อาชีพทำนาซึ่งเป็นอาชีพมรดกจากบรรพบุรุษ ไม่ประสบผลสำเร็จทำกี่ปีก็ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ จึงตัดสินใจพลิกผืนนามาทำเป็นสวนผลไม้ซึ่งเป็นสวนผสมผสานเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา จากนั้นจึงได้คิดนอกกรอบโดยศึกษาจากพรรคพวกเพื่อนฝูง ในเรื่องของการปลูกองุ่นไร้เม็ด ซึ่งเป็นพันธุ์จากประเทศอิตาลี ประกอบด้วย 1.องุ่นสายพันธุ์แบล็คโอปอร์  มีรสชาติหวาน  กรอบ  2.องุ่นสายพันธุ์ลูสเพอร์เลท  มีรสชาติหวาน  หอม  และกรอบ  3.องุ่นสายพันธุ์บิวตี้ซีดเลส  ผลเล็ก รสชาติหวาน พวงใหญ่  ทั้ง 3 สายพันธุ์เป็นองุ่นที่ทนต่อสภาพ ร้อน แล้งได้

โดยสั่งซื้อพันธุ์องุ่นไร้เม็ดทั้ง 3 สายพันธุ์มาทดลองปลูก และพบว่าสามารถปลูกได้ให้ผลผลิตดีและมีรสชาติหวานกรอบ จึงได้ตัดสินใจทำโรงเรือนปลูกองุ่นไร้เม็ดทั้ง3 สายพันธุ์ทันที และตอนนี้องุ่นทั้ง3สายพันธุ์ได้ออกผลผลิตเต็มโรงเรือน โดยได้มีการนำถุงกระดาษมาห่อหุ้มพวงผลองุ่นไว้เพื่อป้องกันแมลงและนกที่จะมากัดกินผลองุ่นที่กำลังเริ่มสุก นอกจากนี้นายธนกฤตฯยังเผยอีกว่าสวนองุ่นของตนนั้นเป็นสวนองุ่น จีเอ็มพี ซึ่งใช้สารเคมีในช่วงแรกของการปลูกเท่านั้น ต่อจากนั้นก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพ ทำให้องุ่นทุกลูกของสวนธนกฤตฯจะเป็นองุ่นปลอดสารพิษ สามารถเด็ดรับประทานได้เลย ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาสวนองุ่นไร้เม็ดแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเป็นแหล่งเรียนรู้ในการปลูกองุ่นไร้เม็ดในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด้วย โดยขณะนี้ได้มีนักท่องเที่ยวและชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงได้เดินทางมาเที่ยวชมสวนกันเป็นจำนวนมากซึ่งเรามีทั้งกิ่งพันธุ์และผลองุ่นสุกจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวได้ชิมกันแล้ว โดยมีรสชาติหวาน กรอบ อมเปรี้ยวเล็กๆเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

ต่อมานายสวนิต  สุริยกุล ณ อยุธยา นายอำเภออรัญประเทศฯได้นำเกษตรอำเภออรัญประเทศฯเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมสวนองุ่นไร้เม็ด ของนายธนกฤต ฯ ซึ่งตั้งชื่อว่าสวนองุ่นธนกฤต เผยว่ารู้สึกทึ่งที่ อ.อรัญประเทศ  จ.สระแก้ว สามารถปลูกองุ่นไร้เม็ดได้และยังมีรสชาติที่หวาน  หอม กรอบอร่อยมาก พร้อมสั่งการให้เกษตรอำเภออรัญประเทศ เข้ามาดูแลให้ความรู้พร้อมทั้งขยายพัฒนาการปลูกองุ่นไร้เม็ดเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ของ อ.อรัญประเทศ  จ.สระแก้ว อีกแห่งหนึ่ง

เกษตรฯเตรียมจับมือธกส.ปล่อยแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดันยอดผลิต’ปุ๋ยสั่งตัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334702

เกษตรฯเตรียมจับมือธกส.ปล่อยแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดันยอดผลิต'ปุ๋ยสั่งตัด'

เกษตรฯเตรียมจับมือธกส.ปล่อยแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดันยอดผลิต’ปุ๋ยสั่งตัด’

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 09.08 น.

เกษตรฯเตรียมจับมือธกส.ปล่อยแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดันยอดผลิต”ปุ๋ยสั่งตัด”ผ่านสถาบันเกษตรกร หวังลดต้นทุนให้เกษตรกร พร้อมแก้วิกฤตธาตุอาหารในดินต่ำส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพที่ลดลง

24 เม.ย.61 น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมระบบการผลิตปุ๋ยสั่งตัด ของสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี ณ โรงสีข้าวสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี จำกัด ต.ดอนกำยาน อ.เมืองสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี ว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการส่งเสริม ให้ความรู้และสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตและใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุอาหารพืชเหมาะสมตามค่าการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดินในแต่ละพื้นที่ หรือที่เรียกว่า “ปุ๋ยสั่งตัด” ช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยถูกชนิดและถูกปริมาณ ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยจึงสูงขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ โดยปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่สามารถผลิตและดำเนินการจัดทำปุ๋ยสั่งตัดเพื่อบริการให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ ประมาณ 100 แห่ง มีกำลังการผลิตอยู่ประมาณ 20,000 ตันต่อปี แต่ยังมีหลายสถาบันเกษตรกรที่ยังมีความต้องการผลิต และจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้กับสมาชิกอีกมาก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการลงทุนจัดซื้อแม่ปุ๋ย เครื่องจักร และวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ จึงยังไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้มากขึ้นได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เกิดแนวคิดที่จะสนับสนุนผลักดันกลไกปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกรขึ้นเพื่อตอบโจทย์ให้กับสถาบันเกษตรกรนั้นสามารถผลิตปุ๋ยสั่งตัดจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาถูกได้

ดังนั้น ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการทำแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 4 เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุนผลิตให้แก่เกษตรกร โดยสนับสนุนการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้กับสถาบันเกษตรกรต่าง ๆ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้แก่สมาชิกของสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไปได้

รวมไปถึงแคมเปญสินเชื่อบุคคลเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตดอกเบี้ยต่ำในอัตราร้อยละ 2 สำหรับเกษตรกรลูกหนี้ ธ.ก.ส.หรือเกษตรกรทั่วไป หรือเกษตรกรผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่ ธ.ก.ส.รับขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า ธ.ก.ส.เพื่อนำมาใช้จ่ายในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักรกลหรือเครื่องมือการเกษตรขนาดเล็ก และปัจจัยอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยา เครื่องหว่านเมล็ดพันธุ์ เครื่องหว่านปุ๋ย เครื่องตัดหญ้า ผ่านร้านค้าปัจจัยการผลิตที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตของสหกรณ์การเกษตร ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่ขึ้นทะเบียนไว้กับโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรของ ธ.ก.ส.และร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ หรือ ร้าน Q-Shop ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งหากดำเนินการได้จะสามารถตอบสนองต่อการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรได้มีความสามารถในการประกอบการผลิตได้เป็นเป็นอย่างดี สร้างกำไรจากอาชีพเกษตรกรรมได้ อันเป็นสร้างการความเข้มแข็งให้กับระบบสถาบันเกษตรกร และตัวเกษตรกรได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม จะรวบรวมข้อมูล รายละเอียดเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาก่อนเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป

สำหรับสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี จำกัด ได้มีการรวมตัวกันของ 8 สหกรณ์ ดำเนินการผลิตปุ๋ยสั่งตัดมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.60 ผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้แก่สมาชิกไปแล้ว 6,951 กระสอบ คิดเป็นมูลค่า 3,910,640 บาท เปรียบเทียบกับราคาปุ๋ยในท้องตลาดจะสามารถลดต้นทุนการผลิตให้แก่สมาชิกประมาณ 357,425 บาทผลิตปุ๋ยผสมจำนวน 4 สูตร และได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรและได้การรับรองมาตรฐาน สามารถผลิตปุ๋ยสั่งตัดได้ 400 ตันต่อปี

“การสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกรนี้ เป็นการสนับสนุนกลไกการดำเนินงานในด้านการผลิตปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและประหยัดให้กับสถาบันเกษตรกร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร โดยทำการผลิตปุ๋ยสั่งตัดได้ตรงตามความเหมาะสมกับชนิดพืชและดินในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งนำมาจำหน่ายให้กับสมาชิกรวมถึงเกษตกรทั่วไป นอกจากจะสนับสนุนเรื่องการลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการทำธุรกิจทางเลือกใหม่ๆ ให้กับสถาบันเกษตรกร โดยใช้กลไกสหกรณ์ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการผลิตปุ๋ยสั่งตัดนี้จะสามารถทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กระสอบละ 100 – 300 บาท หรือ 1,000 – 2,000 บาทต่อตัน” รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

พัฒนา‘ธนาคารประมง’ต้นแบบ ‘หนองซับสมบูรณ์’พัฒนาแหล่งน้ำ-เพิ่มผลผลิต-สร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334589

x

พัฒนา‘ธนาคารประมง’ต้นแบบ ‘หนองซับสมบูรณ์’พัฒนาแหล่งน้ำ-เพิ่มผลผลิต-สร้างรายได้

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.31 น.

ดร.ชำนาญ พงษ์ศรี รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมง ได้ดำเนินโครงการธนาคารผลผลิตการเกษตรด้านประมงตั้งแต่ปี 2559 เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำในชุมชนของตัวเองให้เป็นแหล่งสร้างและเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเพื่อให้มีสัตว์น้ำจืดเพียงพอต่อการบริโภค และสามารถสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับประชาชน โดยมีโครงการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมงหนองซับสมบูรณ์ อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ เป็น 1 ใน 20 แห่งที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 ที่ประสบความสำเร็จ และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่กลุ่มชาวบ้านที่สนใจในจังหวัดใกล้เคียง

นายสนธิพันธ์ ผาสุขดี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กล่าวว่า โครงการธนาคารผลผลิตการเกษตรด้านประมงของบ้านหนองซับสมบูรณ์ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 และมีการดำเนินกิจกรรมภายในโครงการอย่างต่อเนื่องจากที่กรมประมงได้เข้ามาส่งเสริมสนับสนุน เช่นการอนุบาลสัตว์น้ำเพื่อการจำหน่าย หรือการเลี้ยงปลาในกระชัง และการพัฒนาในด้านการแปรรูปสัตว์น้ำ ที่ใช้วัตถุดิบสัตว์น้ำที่จับจากแหล่งน้ำแห่งนี้ เช่น การทำปลาแดดเดียว ปลาส้มซึ่งปัจจุบันสินค้าแปรรูปของชุมชนได้มีการพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับของตลาดมากยิ่งขึ้น จากผลดำเนินการของบ้านหนองซับสมบูรณ์ที่ประสบผลสำเร็จ ส่งผลทำให้จังหวัดบุรีรัมย์นำรูปแบบการบริหารจัดการแหล่งน้ำไปกำหนดในแผนการพัฒนาของจังหวัดในการขยายผลไปดำเนินการในแหล่งน้ำอื่นๆ ภายในจังหวัดอีก 77 แห่ง ต่อไป

“โครงการธนาคารผลผลิตการเกษตรด้านประมงหนองซับสมบูรณ์ เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำในชุมชนให้เกิดประโยชน์ และเกิดความตระหนักในเรื่องการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ โดยใช้ประโยชน์ในแหล่งน้ำที่ว่างเปล่าด้วยการนำพันธุ์ปลามาปล่อย และบริหารจัดการเลี้ยงให้ปลาเจริญเติบโต ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ก่อให้เกิดประโยชน์มากมายหลายประการ ทำให้ประชาชนได้ตระหนักและทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม รู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนตน อีกทั้งยังก่อให้เกิดพลังประชารัฐเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เนื่องจากทุกส่วนราชการได้เข้ามาช่วยวางแผน ช่วยสนับสนุนทางด้านวิชาการ โดยประชาชนเป็นผู้คิดเอง ทำเอง ตัดสินใจเอง ซึ่งทำให้เกิดความรักสามัคคีกันภายในหมู่บ้าน และยังเป็นโครงการที่สร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่บริหารจัดการด้วยตัวเอง ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น”นายสนธิพันธ์ กล่าว

นางหนูแดง ทองใบ ประธานโครงการธนาคารผลผลิตการเกษตรด้านประมงหนองซับสมบูรณ์ กล่าวในฐานะตัวแทนของชุมชนว่า สำหรับโครงการธนาคารผลผลิตการเกษตรด้านประมงนี้ ชุมชนได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก ต้องขอขอบคุณกรมประมงที่มีโครงการดีๆมาสู่ชุมชน ทำให้ชุมชนบ้านหนองซับสมบูรณ์เกิดความสามัคคี เกิดรายได้เพิ่มขึ้น เช่น การจัดกิจกรรม “หว่านแห จับปลา หรรษา บุรีรัมย์” ที่ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 120,000 บาท จากการขายบัตรจับปลา บัตรละ 300 บาท ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างมากมาย ส่วนรายได้อื่นๆ ได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ การเลี้ยงปลาในกระชังอีกเป็นเงินกว่า 60,000 บาท โดยการบริหารจัดการเงินรายได้ที่เกิดขึ้นนี้ ทางคณะกรรมการโครงการได้ยึดระเบียบการบริหารเงินตามแบบของโครงการกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาทมาปรับใช้กับโครงการนี้

ปัจจุบันชุมชนบ้านหนองซับสมบูรณ์ ได้มีการวางแผนต่อยอดและดำเนินการโครงการนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทำให้ก่อเกิดรายได้แก่ชุมชนรวมแล้วกว่า 180,000 บาท และยังเป็นการใช้แหล่งน้ำชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยวางแผนว่าจะขุดบ่อในหมู่บ้านเพิ่มอีก ซึ่งปัจจุบันนี้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทั้งสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปและปลาสด ที่สำคัญ เมื่อโครงการธนาคารผลผลิตการเกษตรด้านประมงเกิดขึ้นมาในหมู่บ้านของเรา ทำให้ประชาชนในหมู่บ้านเกิดความรักใคร่สามัคคีกันมากขึ้น

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนข้าวสาลี เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334591

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนข้าวสาลี เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนข้าวสาลี เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมต้องการเพาะต้นกล้าข้าวสาลีไว้คั้นน้ำให้ผู้ใหญ่รับประทานขอทราบวิธีปลูกวิธีทำด้วยครับ

ปิติศักดิ์ กรอบวิเศษ

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ

ต้นอ่อนข้าวสาลี นิยมนำมาคั้นเป็นน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี หรือเรียก น้ำวีทกราส เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สีเขียวเข้ม มีขายทั้งแบบคั้นสด ผงสำเร็จรูปชงน้ำดื่ม และแบบสารสกัดบรรจุแคปซูล หรืออัดเม็ดให้เลือกรับประทาน จากการวิเคราะห์ปริมาณสารอาหารในต้นอ่อนข้าวสาลี พบว่า ประกอบด้วยคลอโรฟิลล์ถึงร้อยละ 70 นอกจากนั้น ยังพบวิตามินเอ ซี และอี แร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม และกรดอะมิโน มากกว่า 17 ชนิด และอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารมีสูตรโครงสร้างใกล้เคียงกับสารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ถูกใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง

วิธีการเพาะต้นอ่อนข้าวสาลี ดังนี้

1.เตรียมอุปกรณ์สำหรับการปลูก ได้แก่ 1) เมล็ดข้าวสาลี 2) กะละมัง ขนาด 26 ซม.  ใช้แช่เมล็ดข้าว 3) ตะกร้าพลาสติก ขนาด 24 ซม. 4) ถาดที่มีรูระบายน้ำ หรือตะกร้าพลาสติก ใช้เป็นถาดเพาะ 5) บัวรดน้ำ 6) ดินร่วน ผสมแกลบดำและขุยมะพร้าว

2.สร้างการงอก นำเมล็ดข้าวสาลีแช่น้ำ 1 คืน เทน้ำทิ้ง และล้างเมล็ดข้าวให้สะอาดอีกครั้ง ใช้ผ้าชุบน้ำเปียกๆ คลุมลงบนเมล็ดข้าว นำกะละมังข้าวไปวางไว้ที่ๆ มีแสงน้อย ขั้นตอนนี้ สำคัญมาก เมล็ดข้าวจะงอกดี สม่ำเสมอ และงอกพร้อมกันทุกเมล็ด ต้องรักษาความชื้นของเมล็ดข้าวไว้ตลอดเวลา อย่าปล่อยให้เมล็ดข้าวแห้ง

3.เตรียมดิน ใช้แกลบดำผสมขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน แกลบดำ2 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน  คลุกเคล้าให้เข้ากัน ผสมกับดินร่วน

4.วิธีเพาะ นำวัสดุเพาะลงถาดให้เรียบร้อย ใส่ลงไปเกือบเต็มขอบถาด จากนั้นนำเมล็ดที่บ่มไว้ ไปหว่านบนวัสดุเพาะในถาดเพาะ เกลี่ยให้ทั่ว และกดดินเบาๆ

5.การให้น้ำ ให้รดน้ำแบบพ่นฝอย โดยอาจใช้กระบอกฉีดพ่น รดน้ำทุกวัน พอชื้น อย่าให้แฉะมาก เพราะจะทำให้เกิดเชื้อราได้ แล้วหาอะไรปิดหน้าเอาไว้ เพื่อความชุ่มชื้น ไม่ควรใช้หนังสือพิมพ์ หรือถุงดำ เพราะจะทำให้มีสารพิษตกค้าง

6.การงอกใบอ่อน เมื่อเห็นใบอ่อนข้าวสาลีงอกออกมา ให้เอาที่ปิดออกได้ แล้วนำไปตากแดดอ่อนๆ เพื่อให้ต้นอ่อนสร้างคลอโรฟิลล์และสังเคราะห์แสง

7.เมื่ออายุ 7-10 วัน เมล็ดข้าวสาลีจะออกใบที่ 2 สามารถตัดใบไปทำน้ำคั้นได้ โดยใช้กรรไกรตัดใบเหนือดินประมาณครึ่งนิ้ว หลังจากนั้น ให้รดน้ำทุกวัน

8.ตัดใบครั้งที่ 2 และครั้งต่อๆ ไป หลังจากนั้น อีกประมาณ 5-7 วัน ก็สามารถตัดใบรุ่นที่ 2 นำไปทำน้ำคั้นได้อีกครั้ง สามารถกระทำได้หลายครั้ง จนกว่าต้นจะโทรม

แนะนำให้ตัดใบหมดทั้งถาด และแบ่งใส่ถุงพลาสติกเป็นถุงๆ ตามปริมาณที่ใช้คั้นแต่ละครั้ง สามารถแช่ตู้เย็นไว้ได้ 4-5 วัน ไม่ควรคั้นน้ำไปแช่ไว้ในตู้เย็นเป็นเวลานานๆ จะเสียคุณค่าทางสารอาหาร น้ำคั้นต้นข้าวสาลี ควรดื่มภายใน 15 นาที หลังจากการคั้นเสร็จ และดื่มน้ำสะอาดตามด้วย นะครับ

นาย รัตวิ