ดัน‘สหกรณ์’รวบรวมผลผลิต หนุนเสริมขับเคลื่อนแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335357

x

ดัน‘สหกรณ์’รวบรวมผลผลิต หนุนเสริมขับเคลื่อนแปลงใหญ่

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ขยายผลโครงการตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ โดยส่งเสริมบทบาทของสหกรณ์ให้เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตจากแปลงใหญ่ และจับมือกับภาคเอกชนและเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ เพื่อเป็นช่องทางตลาดรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่แปลงใหญ่

ทั้งนี้ปัจจุบันมีสหกรณ์ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตจากแปลงใหญ่ 103 แห่ง ปริมาณ 122,044 ตัน มูลค่า 943 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ส่วนสหกรณ์ขนาดเล็กยังไม่มีเงินทุนและปัจจัยพื้นฐานที่จะสามารถรวบรวมผลผลิตได้ ในปีงบประมาณ 2560 กรมจึงสนับสนุนงบประมาณด้านปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมแปลงใหญ่ 47 แห่ง และปีงบประมาณ 2561 สนับสนุนเพิ่มเติมอีก 91 แห่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการดำเนินการ

ขณะเดียวกันยังมีสหกรณ์อีก 112 แห่ง ที่เชื่อมโยงผลผลิตกับภาคเอกชน ส่วนใหญ่เป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวและพืชไร่ ปริมาณ 113,177 ตัน มูลค่า 912 ล้านบาท ส่วนการจำหน่ายให้ตลาดโมเดินเทรด กำลังอยู่ระหว่างการส่งเสริมให้ผลผลิตแปลงใหญ่เข้าสู่ตลาดนี้ให้มากขึ้น

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2561 มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมแปลงใหญ่ 411 แห่ง รวม 456 แปลง และผลจากการสำรวจข้อมูลแปลงใหญ่ที่มีพื้นที่รวมกันตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไป มีจำนวน 308 แปลง ที่สมาชิกหรือสหกรณ์ขายผลผลิตให้กับผู้ซื้อในท้องถิ่นเป็นหลัก เนื่องจากสะดวกในการขนส่ง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีปริมาณผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง สำหรับแปลงใหญ่ที่มีคู่ค้ารองรับที่แน่นอน 148 แปลง ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเร่งผลักดันให้สหกรณ์ในพื้นที่ ทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตและขยายช่องทางตลาดรองรับเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ เป้าหมายของการดำเนินนโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ คือ ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม ร่วมกันคิด-ร่วมกันทำ วางแผนการตลาดร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง มีผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ที่สำคัญเป็นการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกร และมีรายได้ที่มั่นคงจากการประกอบอาชีพการเกษตรต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : ผู้ว่าการกยท.เมื่อไรจะลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335355

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ผู้ว่าการกยท.เมื่อไรจะลงตัว

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เผลอกะพริบตาครั้งเดียว รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเปลี่ยนตัวเสียแล้ว….รักษาการคนเก่า ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา ผ่านมาเพียง 2 สัปดาห์ ชิงลาออกเสียแล้ว แสดงว่าองค์กรนี้ไม่ธรรมดา ขนาดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดของ กยท. เอง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศยังเอาไม่อยู่….ท่านน่าจะทำโพลล์ “ควรยุบ กยท. หรือไม่” เสนอรัฐบาล

วันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมบอร์ด กยท. ซึ่งมี พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นประธาน ได้มีมติให้ อดีตประธานผู้บริหาร บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด เยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ มานั่งเก้าอี้รักษาการผู้ว่าการ กยท. แทนทันที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่เคยทำงานด้านการตลาดยางพารา สั่งสมประสบการณ์มาระดับหนึ่งจะมาแก้ปัญหาที่หมักหมมใน กยท. มานานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันได้ทุกปัญหา โดยเฉพาะปัญหาคน และการแสวงหาผลประโยชน์ของหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ กยท……รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช คงต้องทำใจไว้ส่วนหนึ่ง….

ย้อนกลับไปดูอดีต กยท. และผู้ว่าการ กยท. กันหน่อย..

การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. จัดตั้งขึ้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2558 ตาม พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 โดยยุบรวม 3 หน่วยงาน คือ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และองค์การสวนยาง เข้าด้วยกัน มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการยางพาราในประเทศไทยแบบครบวงจรให้มีประสิทธิภาพและความคล่องตัว

ตาม พ.ร.บ. ผู้ว่าการ กยท. จะต้องได้มาจากการสรรหา แต่ระหว่างที่ดำเนินการสรรหา กระทรวงเกษตรฯ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ในขณะนั้น คือ ปีติพงศ์ พี่งบุญ ณ อยุธยา ได้แต่งตั้ง วีระศักดิ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย มารักษาการผู้ว่าการ กยท. ไปพลางตั้งแต่ 16 กรกฎาคม 2558 แต่ยางพาราไม่ได้หวานเหมือนอ้อยและน้ำตาล ทำงานไปได้เพียง 4 เดือน วีระศักดิ์ ขวัญเมือง ก็ลาออกจากรักษาการผู้ว่าการ กยท. เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2558 และกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้แต่งตั้ง เชาว์ ทรงอาวุธ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มารักษาการผู้ว่าการ กยท. แทนทันที

จนกระทั่งดำเนินการสรรหาผู้ว่าการ กยท. ชื่อ ธีธัช สุขสะอาด ได้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 ส่วนกระบวนการสรรหาจนได้มาอย่างไรนี้คงไม่พูดถึง รู้แต่ว่ามีการเปิดรับสมัครผู้ที่ประสงค์จะมาทำหน้าที่ ผู้ว่าการ กยท. ถึง 3 รอบ จนมีสื่อหลายสำนักวิพากษ์วิจารณ์ว่าการสรรหาผู้ว่าการ กยท. มีกลุ่มผลประโยชน์ขนาดใหญ่ชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะนักการเมืองที่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ…แต่ตอนนี้ยังมีอยู่หรือไม่ ไม่ยืนยัน….ต้องถามคนในกระทรวงเกษตรฯ และ คนใน กยท.

ธีธัช สุขสะอาด จบปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจ จากออสเตรเลีย ก่อนมาเป็นผู้ว่าการ กยท. ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาถูก ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง กรณี การจัดจ้างปรับปรุงอาคารสำนักงานตลาดสาขาบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทราในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง และมีการสมยอมราคากัน จนบอร์ดองค์การตลาด มีมติเลิกจ้างในเดือน พฤศจิกายน 2555 แต่ถึงกระนั้น ธีธัช สุขสะอาด ก็รอดพ้นการถูกกล่าวหาในขณะที่ลูกน้องอีก 4 คนถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และสุดท้ายถูกใครไม่รู้ผลักดันมาเป็น ผู้ว่าการ กยท. ในปี 2559 จนได้

ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการ กยท. ยังไม่ได้แสดงฝีมือให้คนในวงการยางยอมรับสักเท่าไร ในขณะที่ราคายางก็ตกต่ำมาโดยตลอด ชาวสวนยางก็เรียกร้องให้ปลดออกจากตำแหน่งมาเป็นระยะ ๆ จนในที่สุดไม่สามารถทำให้ราคายางขึ้นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลรับปากชาวสวนยางไว้ได้…จึงต้องถึงเพลาปลดออกจากตำแหน่งจริง ๆ เสียที เมื่อ 20 มีนาคม 2561

นั่นคือสิ่งที่สังคมได้ยิน ได้ฟัง เรื่องราวของ กยท. และ ผู้ว่าการ กยท. ผ่านสื่อต่าง ๆ เป็นเบื้องหน้า ส่วนเบื้องหลังที่อยู่ในเงามืดยังมีอีกหลายสิบเรื่อง….ซึ่งรักษาการผู้ว่าการ กยท. คนใหม่เยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ จะต้องค้นหาและแก้ไขให้ดีขึ้น…ความรู้ ประสบการณ์ ใจซื่อมือสะอาด คงไม่เพียงพอ….อาจต้องใช้ เล่ห์กล และแบ๊กหลังชนิดแน่นปึ้กช่วยด้วย และถ้าต้องถึงไสยศาสตร์ก็อาราธนามาให้หมดเลยทีเดียว….

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : เดินหน้าจัดตั้ง‘กองขยายพันธุ์พืช’ สร้างพืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335360

รายงานพิเศษ : เดินหน้าจัดตั้ง‘กองขยายพันธุ์พืช’ สร้างพืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด

รายงานพิเศษ : เดินหน้าจัดตั้ง‘กองขยายพันธุ์พืช’ สร้างพืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พันธุ์พืชที่มีคุณภาพดี เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ และจำเป็นสำหรับเกษตรกรในการผลิตพืช เพื่อให้มีผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะลดต้นทุนของเกษตรกรโดยตรง เนื่องจากการใช้พันธุ์ที่มีคุณภาพดีจะลดปริมาณการใช้พันธุ์ต่อไร่ นอกจากนี้ยังทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิด (ยกเว้นข้าว) เกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยราชการ จึงทำให้พันธุ์ดีเหล่านั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช โดยขยายฐานการผลิตจากศูนย์เพาะเลี้ยงกว่า 10 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชรองรับการปฏิรูปภาคการเกษตร สร้างแหล่งพืชพันธุ์ดี มีมาตรฐานแก่เกษตรกร

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า พันธุ์พืชที่มีคุณภาพดี เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญและจำเป็นสำหรับเกษตรกรในการผลิตพืช เพื่อให้มีผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะลดต้นทุนของเกษตรกรโดยตรง แต่ที่ผ่านมาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ยกเว้นข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยราชการ ประกอบกับยังไม่มีหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงในการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่เกษตรกร จึงทำให้พันธุ์ดีเหล่านั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร จากสถานการณ์ดังกล่าว ต้องมีการนำเข้าผลผลิตหรือวัตถุดิบอื่นทดแทนจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี และคาดว่าความต้องการใช้พันธุ์พืชพันธุ์ดีในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการพันธุ์พืชตระกูลถั่ว ประมาณ 22,468 ตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 25,500 ตัน และพืชผักประมาณ 5 ตัน นอกจากนี้ยังมีความต้องการพันธุ์หน่อไม้ฝรั่ง ที่จะต้องรองรับพื้นที่ จำนวน 20,000 ไร่ ท่อนพันธุ์มันสะอาด รองรับพื้นที่ จำนวน 8 ล้านไร่ และท่อนพันธุ์อ้อยสะอาด รองรับพื้นที่ จำนวน 11 ล้านไร่

เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีพันธุ์พืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชที่มีคุณภาพและราคาแพง กรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดงบประมาณ และเป็นการต่อยอดจากทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช และปรับปรุงศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) จำนวน 10 ศูนย์ ซึ่งปัจจุบันนี้มีกำลังการผลิตพืชเนื้อเยื่อ อ้อย กล้วย หน่อไม้ฝรั่ง และไม้ดอกไม้ประดับจำนวน 2,200,000 ต้นต่อปี ให้สามารถผลิตเพิ่มได้เป็น 8,000,000 ต้นต่อปี สำหรับที่จะขยายพันธุ์ดีที่ได้รับจากหน่วยงานวิจัยไปสู่เกษตรกรต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการกองขยายพันธุ์พืชอีกหน้าที่หนึ่งได้กล่าวว่า กองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร จะดำเนินการผลิตและกระจายพันธุ์พืชพันธุ์ดี พร้อมให้บริการเมล็ดพันธุ์พืชชั้นพันธุ์จำหน่ายให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์พันธุ์พืชชุมชนในเขตรับผิดชอบของศูนย์ขยายพันธุ์พืช โดยจะปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์พืชเพาะเลี้ยงเดิมให้เป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืช จำนวน 10 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ชลบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน และพิษณุโลก โดยศูนย์จะทำหน้าที่ในการดำเนินการสนับสนุน กำกับ ดูแล สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายพันธุ์พืชพันธุ์ดีและชมรมผู้ผลิตและจำหน่ายพันธุ์พืช โดยการถ่ายทอดความรู้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืช และให้บริการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้การดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ของภาคเอกชนเป็นไปตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช ปี 2518 นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ศึกษาวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง และการจัดการพันธุ์พืช วางแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ และพืชพันธุ์ดี ให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร จำหน่ายและให้บริการเมล็ดพันธุ์ และพืชพันธุ์ดีแก่เกษตรกร รวมถึงดำเนินการบริหารจัดการกองทุนหมุนเวียน

“การจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืชจะเป็นฐานการผลิตพืชพันธุ์ดี เช่น พวกพืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด พืชผัก สมุนไพร ไม้ดอก ในส่วนต้นพันธุ์ ได้แก่ พริก พืชผัก กล้วย มะละกอ มะนาว มะม่วง ได้ไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน/ปี ส่วนท่อนพันธุ์ ได้แก่ มันสำปะหลัง อ้อย และส่วนเนื้อเยื่อ ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง กล้วย ทั้ง 3 ส่วนนี้ สามารถผลิตได้จำนวน 8 ล้านต้น/ปี ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์พืชพันธุ์ดีที่มีคุณภาพและมีราคาที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ผลผลิตพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยมีคุณภาพดี มีปริมาณผลผลิตเพิ่มมากขึ้น สามารถลดการนำเข้าผลผลิตและวัตถุดิบทดแทนจากต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางด้านอาหารและมีเมล็ดพันธุ์สำรองไว้ใช้ภายในประเทศ ก่อให้เกิดความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์พืชของประเทศต่อไป” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ลุยปั้นผู้ประกอบการเกษตร เปิดศูนย์บ่มเพาะ77แห่ง77จว. พัฒนาคนรุ่นใหม่4.8พันราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335358

x

ลุยปั้นผู้ประกอบการเกษตร เปิดศูนย์บ่มเพาะ77แห่ง77จว. พัฒนาคนรุ่นใหม่4.8พันราย

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ 1.การสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ซึ่งมี 3 กิจกรรมย่อย คือ โครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer, โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ และโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สู่สากล โดยมีเป้าหมายจะดำเนินการคัดเลือกและฝึกอบรมเกษตรกรรุ่นใหม่ 4,850 ราย

2.การจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ 77 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด เพื่อเป็นแหล่งบ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่และยุเกษตรกรในพื้นที่ ได้มาศึกษาหาความรู้ ฝึกปฏิบัติจริงในแปลงเรียนรู้ เป็นแหล่งเชื่อมโยงเกษตรกรต้นแบบ แหล่งถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านในสาขาการเกษตร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม หลักการธุรกิจเกษตร การผลิต การแปรรูป และการตลาด ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โดยศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่นี้ จะมีเกษตรกรรุ่นใหม่ต้นแบบเป็นเจ้าของศูนย์ ซึ่งต้องผ่านคุณสมบัติต่างๆ ได้แก่ มีจิตอาสา จิตสาธารณะ ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ มีความรู้เฉพาะด้าน สามารถถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0 ที่สำคัญจะต้องมีความเป็นผู้ประกอบการ สามารถผลิตแปรรูป และมีช่องทางการจำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ ต่างๆของตนเอง

ขณะที่ภายในศูนย์จะประกอบไปด้วย แปลงเรียนรู้ สถานที่แสดงสินค้า (Show Room) ของเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่ การคมนาคมสะดวก เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงมีสถานที่สำหรับการเจรจาธุรกิจกรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์บ่มเพาะทั้ง 77 ศูนย์ จะได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์สำหรับการจัดการเรียนรู้ตามแผนพัฒนาแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้เป็นศูนย์ต้นแบบในการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรกรเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม ธุรกิจเกษตร ฐานข้อมูลและเครือข่ายในพื้นที่ต่อไป

โชว์ความสำเร็จ‘เกษตรยั่งยืน’ วิสาหกิจ‘เพียรหยดตาล’คว้าที่1 ชุมชนดีเด่นด้านจัดการศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335359

x

โชว์ความสำเร็จ‘เกษตรยั่งยืน’ วิสาหกิจ‘เพียรหยดตาล’คว้าที่1 ชุมชนดีเด่นด้านจัดการศัตรูพืช

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่เกษตรกร ต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกมะพร้าว และเป็นพืชเศรษฐกิจของ ต.นางตะเคียน มีพื้นที่ปลูก 6,525 ไร่ ซึ่งเมื่อปี 2557 มีการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว ทำให้ผลผลิตลด ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรง ทำให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกร
ผู้ปลูกมะพร้าวในพื้นที่ในนามวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล เพื่อผลิตแตนเบียนบราคอนกำจัดหนอนหัวดำ โดยใช้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลนางตะเคียน เป็นศูนย์กลางด้านการบริหารจัดการศัตรูพืชของชุมชน ภายใต้โครงการเกษตรยั่งยืน 1

“ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาลดำเนินกิจกรรมผลิตแตนเบียนบราคอน ภายใต้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลนางตะเคียน เป็นเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบด้านการผลิตแตนเบียนบราคอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนอื่นๆ และสามารถแก้ไขปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวระบาดในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภออื่นๆ ในจังหวัดสมุทรสงคราม มีแนวคิดที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ด้านการผลิตมะพร้าวแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตมะพร้าว การผลิตแตนเบียนบราคอน การแปรรูป และการตลาด” นายสมชาย กล่าว

ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน และสามารถแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนของตนเอง รวมถึงชุมชนใกล้เคียง ส่งผลให้วิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล คว้ารางวัลชนะเลิศ อันดับที่ 1 ด้านการจัดการศัตรูพืช พร้อมเตรียมต่อยอดมุ่งมั่นในการผลิตมะพร้าวโดยไม่ใช้สารเคมีด้วยการนำเทคโนโลยีการผลิตแตนเบียนบราคอน และผลิตสารชีวภัณฑ์อื่นๆ มาใช้ในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว และศัตรูพืชอื่นๆ ทำให้กลุ่มฯ สามารถผลิตมะพร้าวที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มีมูลค่าสินค้าของกลุ่มเพิ่มขึ้น ได้แก่ มะพร้าวอ่อน น้ำตาลมะพร้าว วุ้นมะพร้าว เป็นต้น รวมถึงสามารถขยายตลาดการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ไปสู่ตลาดอินทรีย์ ส่งผลให้รายได้ของสมาชิกในกลุ่มเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรมีกำลังใจและขอบคุณรัฐบาลที่มีโครงการดีๆ ให้กับเกษตรกรโดยที่เกษตรกรเป็นผู้เลือกในกิจกรรมที่จะดำเนินการเอง นอกจากนี้กลุ่มฯ ยังได้พัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแนววิถีเกษตรอินทรีย์ เป็นการเพิ่มช่องทางตลาดและรายได้ให้กับสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง นับเป็นต้นแบบความเข้มแข็งชุมชนจากการสนับสนุนของรัฐบาลที่เกิดผลต่อชุมชนอย่างแท้จริง

กรมชลฯปล่อยน้ำให้ชาวนา13ทุ่ง ปลูกข้าว120วันเกือบ1.5ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335318

กรมชลฯปล่อยน้ำให้ชาวนา13ทุ่ง ปลูกข้าว120วันเกือบ1.5ล้านไร่

กรมชลฯปล่อยน้ำให้ชาวนา13ทุ่ง ปลูกข้าว120วันเกือบ1.5ล้านไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561, 16.20 น.

กรมชลฯปล่อยน้ำให้ชาวนา 13 ทุ่ง ปลูกข้าวเต็มที่120 วัน ทำข้อตกลงร่วมกันหลังเก็บเกี่ยว 15 ก.ย.ผันน้ำหลากเข้าแก้มลิง ชี้บริหารจัดการน้ำโดยใช้แก้มลิง -ทำนาเหลื่อมเวลา ช่วยแก้อุทกภัยลุ่มเจ้าพระยา

26 เม.ย.61 นายสุชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 จ.ชัยนาท เปิดเผยว่านายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯให้นโยบายการจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ13 ทุ่ง ได้ปรับปฎิทินปลูกข้าวเร็วขึ้น เกือบ 1.5 ล้านไร่ โดยด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จะมีทุ่งบางระกำ พื้นที่ 3 แสนไร่ ปล่อยน้ำให้เริ่มปลูกข้าว 1 เม.ย. และพื้นที่ลุ่มท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 12 ทุ่งเจ้าพระยา พื้นที่ 1.15 ล้านไร่ ขณะนี้เริ่มปล่อยน้ำผ่าน 4 ประตู เพื่อส่งเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้าย-ขวา ผ่านประตูมโนรมย์ -มหาราช และบรมธาตุ-พลเทพ ซึ่งชาวนาลงมือเพาะปลูกพร้อมกันได้ตั้งแต่ 1 พ.ค.-15 พ.ค.61 จะเก็บเกี่ยวข้าวช้าที่สุดไม่เกินวันที่ 15 ก.ย.61 โดยได้ทำประชาคมที่พื้นที่ตกลงกันแล้ว หลังจากนั้น เตรียมตัดยอดน้ำเข้าทุ่ง เป็นหลักการสำคัญในการบริหารจัดการก่อนนำน้ำมวลขนาดใหญ่เข้าพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ ลดผลปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน ย่านเศรษฐกิจ และกรุงเทพ-ปริมณฑล ในปีนี้เป็นที่สองได้บริหารเพาะปลูกเหลื่อมเวลามีความพร้อมเต็มที่ ซึ่งชาวนาให้ความร่วมมืออย่างดี

นายจำนงค์ ธรรมสอน ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่าปีที่แล้วประสบความสำเร็จในการเลื่อนเวลาปลูก ข้าว การนำน้ำเข้าทุ่งไม่ท่วมถนน แต่ช่วงระยะเวลาการท่วมนานกว่าปี 54 ซึ่งปีนี้ประชุมทำความเข้าใจชาวนาได้เร่งทำและขอน้ำก่อนเตรียมแปลง ได้จังส่งน้ำเพิ่มวันละ 3 -3.50 ล้านลบ.ม.เข้าทุ่งผักไห่ ทุ่งป่าโมก ทุ่งบางบาล ในช่วง100 วันที่ใช้น้ำทำนาสูงสุด

“ปีนี้พร้อมกว่าปีแล้ว ได้เสริมคันแก้มลิงเพิ่มขึ้น ระดับ 3.50 เมตร โดยประชาคมทุกพื้นที่ หลังวันที่15 ก.ย.แล้ว นำพื้นที่เก็บเกี่ยวไว้รับน้ำหลาก อย่างไรก็ตามยังมีหน่วยงานท้องถิ่นบางแห่ง ไม่อยากได้น้ำในย่านติดกับพื้นที่อุตสาหกรรม จะต้องเสริมคันเพิ่มขึ้น เช่น ถนนบางบาล และทำคันเพิ่มอีก 22 กม. จากอ.ผักไห่ ถึงแม่น้ำท่าจีน” นายจำนงค์ กล่าว

ด้านกำนันบุญเกื้อ ราชสันต์ ต.ลาดชะโด อ.ผักไห่ กล่าวว่า ชื่นชมกรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำแบบการมีส่วนร่วม อธิบดีกรมชลประทาน ลงมาดูพื้นที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด ทำให้แก้ปัญหาความเสียหายจากอุทกภัยได้เกือบ 100% และแก้มลิงยังเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้งไม่ปล่อยระบายน้ำทิ้งทะเล โดยเห็นผลชัดเจนชาวนาลดต้นทุนได้มากราคาข้าวตันละ7 พันบาท ยังมีกำไรได้ไร่ละ 1-1.5 พันบาท เพราะประหยัดค่าสูบน้ำจาก10 ครั้งต่อรอบเหลือ 4 ครั้ง ใส่ปุ๋ย จาก 3 ครั้งเหลือ 2 ครั้ง ทั้งนี้ ยังสามารถขอน้ำผ่านไลน์กลุ่มผู้ใช้น้ำร่วมกับชลประทาน ส่งผลให้การส่งน้ำกระจายทำได้ทั่วถึงไม่เกิดความขัดแย้งในพื้นที่จากอดีตที่เคยแย่งน้ำกันระหว่างต้นคลองกับปลายคลอง

แตกใบอ่อน : แค่รณรงค์คงไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335085

807934531

แตกใบอ่อน : แค่รณรงค์คงไม่พอ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผ่านไปอีกครั้งสำหรับวันคุ้มครองโลก “Earth Day” เมื่อวันที่อาทิตย์ที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้มีการกำหนดหัวข้อรณรงค์เหมือนกันทั่วโลก คือ “End Plastic Pollution” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆว่า “หยุดมลพิษจากพลาสติก” ซึ่งสาเหตุที่นำประเด็น “ขยะพลาสติก” มาเป็นประเด็นหลักของการรณรงค์ปีนี้ ก็สืบเนื่องมาจากปัญหาปริมาณ “ขยะพลาสติก” ทั่วโลกที่รุนแรงจนกลายมาเป็น “วิกฤติ” สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม

เพราะไม่เพียงแต่จะมีขยะพลาสติกอยู่กลาดเกลื่อนอยู่ตามพื้นดิน ตามถนน หรือตรอก ซอก ซอยต่างๆ เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงในทะเลและมหาสมุทร ซึ่งในที่ประชุม “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม”ครั้งล่าสุด ระบุว่ามีการตรวจสอบพบขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลกมากถึง 150 ล้านตัน และจะเพิ่มขึ้นปีละ 8 ล้านตัน

โดยคาดว่า ภายในปี 2592 จะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลาในมหาสมุทรเสียอีก!

จากข้อมูลของ “โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ” หรือ UNEP ระบุว่า แต่ละปีทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกรวมกันมากถึง 5 แสนล้านใบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นพลาสติกแบบ “ใช้ครั้งเดียวทิ้ง” จึงทำให้แต่ละปีมีปริมาณขยะพลาสติกเป็นจำนวนมาก และในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกที่เล็ดลอดไหลลงสู่ทะเลถึงกว่า 13 ล้านตัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทะเลและสัตว์ทะเล

และประเทศไทยก็ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุดในโลก

ขณะที่ “กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม” ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกประมาณ 12% ของปริมาณขยะทั้งหมด หรือปีละ 2 ล้านตัน โดยจำนวนนี้ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์เฉลี่ยเพียงปีละ 0.5 ล้านตัน ดังนั้นหากนำตัวเลขปริมาณขยะในปี 2559 ที่ “กรมควบคุมมลพิษ” เพิ่งประกาศไป ซึ่งพบว่ามีอยู่ประมาณ 27.4 ล้านตัน ก็จะเท่ากับว่าเฉพาะปีที่แล้วเพียงปีเดียว เรามี “ขยะพลาสติก” เพิ่มขึ้นอีกถึงประมาณ 3.2 ล้านตัน

ส่วนในเรื่องการจัดการขยะ กรมควบคุมมลพิษ บอกว่า ระดับเทศบาลเมืองและเทศบาลนครมีการจัดการขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพเพียงแค่ประมาณ 23 แห่ง จากที่มีเทศบาลกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายเทศบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจัดการขยะได้ ซึ่งนี่ถือเป็นการสะท้อนถึงเค้าลางความ “หายนะ” จากปัญหาขยะและขยะพลาสติกที่เราจะต้องเจอในวันข้างหน้า หากวันนี้ไม่ทำอะไรสักอย่าง

แน่นอนว่า การรณรงค์ให้คนไทยเรียนรู้การมี “วินัย” ในการจัดการขยะ และรู้จัก “ปฏิเสธ” ไม่รับถุงพลาสติกเวลาจับจ่ายซื้อของตามตลาด ร้านค้า และร้านสะดวกซื้อต่างๆ ยังถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ และต้องทำกันอย่างเข้มข้นทีเดียว

แต่ขณะเดียวกัน ผมยังมองว่า เพียงลำพังจะมาหวังพึ่งการรณรงค์อย่างเดียว ในวันนี้อาจจะต้องถือว่า “ช้า” และไม่ทันการณ์ไปเสียแล้ว เพราะปัญหาขยะพลาสติกมันรุดหน้าไปเร็วมาก กว่าจะรอให้คนเข้าใจ รอให้คนมีจิตสำนึก อาจมีหวังที่ “ขยะ” จะล้นเมืองไปเสียก่อน

ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องเร่งพิจารณาถึงมาตรการทางกฎหมายเพื่อ “บังคับ” ให้ประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติก เช่น การเก็บภาษีถุงพลาสติก และการให้ร้านค้าเรียกเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากลูกค้า เป็นต้น

ของบางอย่างมัวแต่มะงุมมะงาหรามันก็ไม่มีประโยชน์นะครับ หากมันจำเป็นต้องเด็ดขาดมันก็ต้องทำ และผมมั่นใจว่า “คนไทย” ส่วนใหญ่จะเข้าใจและสนับสนุน

ปิดท้ายคอลัมน์ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ ขอแสดงความยินดีกับ “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ และ “บิ๊กบอส” บริษัทไทยกรีนอะโกร กับรางวัลนักบริหารดีเด่นแห่งปี 2561 สาขาบริหารและพัฒนาธุรกิจการเกษตร จากมูลนิธิเพื่อสังคมไทย ภายใต้โครงการหนึ่งล้านกล้าความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน

คุณมนตรี ได้ชื่อว่าเป็น “กูรู” คนหนึ่งในเรื่องเกษตรปลอดสารพิษ และยังมีผลงานบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เขียนลงในหน้าเกษตร “แนวหน้า” มาอย่างต่อเนื่อง และแว่วมาว่า กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดสารพิษตัวใหม่ และน่าจะเปิดตัวในเร็วๆนี้ ยังไงก็ขอให้ลองติดตามข่าวสารดีๆ ก็แล้วกัน

มะลิลา

ราคา‘มันสำปะหลัง’ส่อขยับ คาดผลผลิตลดเหลือ27ล.ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335087

x

ราคา‘มันสำปะหลัง’ส่อขยับ คาดผลผลิตลดเหลือ27ล.ตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ได้พยากรณ์ผลผลิตมันสำปะหลังโรงงานปี 2561 คาดว่าผลผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 27.240 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 30.495 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนลดลง 3.255 ล้านตัน หรือ 10.67% เนื่องจากราคามันสำปะหลังโรงงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกประสบปัญหาขาดทุนประกอบกับในปี 2560 สถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลายส่งผลให้เกษตรกรลดพื้นที่การปลูกมันสำปะหลังโรงงานซึ่งเป็นพืชทนแล้ง และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไม้ผล เป็นต้น

ส่วนด้านราคาช่วงต้นเดือน เม.ย. 2561 หัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.49 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 88% ราคาส่งออกมันเส้น (ณ มี.ค.2561) เฉลี่ยตันละ 6,786 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา 12% และราคาส่งออกแป้งมันสำปะหลัง (ณ มี.ค.2561) เฉลี่ยตันละ 13,795 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา 25% สาเหตุที่ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นเพราะปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังลดลงทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของผู้ประกอบการ จากราคามันสำปะหลังที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนเร่งทำการขุดมันสำปะหลังตั้งแต่ต้นปีการผลิต ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.2560 และทำการเพาะปลูกซ้ำเพื่อรีบเก็บเกี่ยวในช่วงที่ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งอาจทำให้มีผลผลิตมันสำปะหลังโรงงานออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีการผลิต ประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย. 2561 อีกรอบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรคอยดูแลด้านคุณภาพ มีการประเมินผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ผลผลิตต่อไร่ที่ดี โดยต้องเก็บบางส่วนของพื้นที่ไว้เพื่อเป็นต้นพันธุ์ต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของภาครัฐได้เตรียมแนวทางบริหารจัดการ โดยคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 22 ส.ค.2560 เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2560/2561 รวม 14 โครงการ งบประมาณ 551.659 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหามันสำปะหลังทั้งระบบ

คลอดผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล ยกระดับฐานข้อมูล‘เกษตรกร’ ลุยปฏิรูปภาคเกษตรสู่ยุค‘4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335086

x

คลอดผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล ยกระดับฐานข้อมูล‘เกษตรกร’ ลุยปฏิรูปภาคเกษตรสู่ยุค‘4.0’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการรับขึ้นทะเบียนพื้นที่ปลูกพืชและทำการเกษตร ทั้งที่มีเอกสารสิทธิและไม่มีเอกสารสิทธิ เพื่อทราบสถานการณ์การเพาะปลูกของเกษตรกร รวมทั้งประมาณการผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเวลาต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ที่ผ่านมาพบปัญหาการแจ้งการปลูกพืชในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิยังไม่ตรงกับพื้นที่ปลูกที่แท้จริง จึงได้ปรับปรุงวิธีการขึ้นทะเบียนครัวเรือนเกษตรกรและการตรวจสอบพื้นที่ใหม่ โดยร่วมมือกับ NECTEC ออกแบบนวัตกรรมการขึ้นทะเบียนพร้อมการตรวจสอบวาดแผนผังแปลงผ่านเครื่องมือสื่อสารไร้สาย (Tablet: FARRMis Application) และความร่วมมือกับ GISTDA ในการดึงภาพแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมมาค้นหาพิกัดและวาดผังแปลงโดยโปรแกรม GISagro กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดทำระบบรวมและแสดงข้อมูลผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล เพื่อรองรับผู้ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งการวาดแปลงนี้จะทำให้สามารถตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรได้

สำหรับการกำหนดเป้าหมายพื้นที่การวาดแปลงใช้ระบบดิจิทัลไว้ จำนวน 13 ล้านแปลงทั่วประเทศ จากการประเมินค่าเฉลี่ยของแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร พบว่า เกษตรกร 1 ราย มีแปลงเพาะปลูกประมาณ 2 แปลง ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการไปแล้วกว่า 88.97% คิดเป็นจำนวน 11,566,266 แปลงของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด

นางดาเรศร์กล่าวอีกว่า สำหรับประโยชน์ของการจัดทำระบบวาดแปลงให้เชื่อมโยงกับแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม และตรวจสอบพื้นที่จริงเบื้องต้นได้ ทำให้สามารถตรวจสอบผังแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรกับข้อมูลความเหมาะสมของการปลูกพืชเศรษฐกิจ (zoning) รวมทั้งทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปส่งเสริมหรือปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่เหมาะสมทดแทนในพื้นที่ของเกษตรกรได้โดยตรง ตามนโยบาย Zoning by Agri-Map รวมทั้งแสดงเนื้อที่เพาะปลูกพืชของประเทศไทยตามการขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้อย่างแม่นยำรวมทั้งติดตามเกษตรกรในการเข้าร่วมโครงการสำคัญต่างๆได้

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาด้านนวัตกรรมจำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบด้านอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น ข้อมูลสถานีตรวจวัดอากาศ ข้อมูลดาวเทียม และระบบเซ็นเซอร์ด้านการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตรวจสอบติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกตลอดฤดูกาลผลิต และการเตรียมแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงทีต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตรยก‘กาแฟนายูง’ สุดยอดกาแฟอุดรธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335090

กรมส่งเสริมการเกษตรยก‘กาแฟนายูง’ สุดยอดกาแฟอุดรธานี

กรมส่งเสริมการเกษตรยก‘กาแฟนายูง’ สุดยอดกาแฟอุดรธานี

วันพฤหัสบดี ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี ร้อยละ 80 เป็นภูเขา ทำให้มีสภาพอากาศที่เย็น และเป็นต้นกำเนิดของลำห้วยหลายสาย ดินจึงมีความอุดมสมบูรณ์สูง การเกษตรจึงถือเป็นอาชีพหลักของคนที่นี่ แต่ด้วยวิธีแบบเดิมๆ คือ “เกษตรเชิงเดี่ยว” ได้เป็นปัญหาที่พันธนาการชุมชนแห่งนี้ไว้ จนต้องมองหาวิธีปลูกพืชที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มรายได้ และความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านทำให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดวิสาหกิจชุมชนกาแฟ นายูง มีโรงสีและคั่วกาแฟที่สามารถผลิตกาแฟคั่วทั้งเม็ดและบดอย่างครบวงจร จนสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวระหว่างการลงพื้นที่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนาชมภู อ.นายูง จ.อุดรธานี ว่า จากสภาพทั่วไปของอำเภอนายูง ซึ่งเป็นภูเขาและมีสภาพอากาศหนาวเย็น การเกษตรถือเป็นอาชีพหลักของคนที่นี่ ในอดีตเกษตรกรชาวอำเภอนายูง ทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว โดยปลูกยางพาราเป็นหลัก แต่ภายหลังประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงบูรณาการร่วมกับจังหวัดอุดรธานี เพื่อหาแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟและพืชเมืองหนาว เพื่อลดพื้นที่ปลูกยางพารา เป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎรในอำเภอนายูง โดยได้จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูงขึ้นเมื่อปี 2557 และได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟ 800 ไร่ มีสมาชิก 200 ราย พร้อมตั้งโรงงานแปรรูปกาแฟ ผลิตทั้งกาแฟอาราบิกาและโรบัสต้า ในรูปแบบกาแฟคั่วบดแบรนด์ “กาแฟนายูง Nayung’s Coffee” เพื่อเป็นสินค้า OTOP ของจังหวัดอุดรธานี ทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่หน่วยงาน สถานศึกษาและผู้สนใจ มาเยี่ยมชมการปลูกและผลิตกาแฟนายูงในพื้นที่

“วิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ “กาแฟนายูง” ที่เริ่มผลิตและจำหน่ายให้กับคนในชุมชน ตามร้านกาแฟสดในท้องที่ จนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มียอดสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง จนบางครั้งผลิตไม่ทันตามความต้องการของตลาด ปัจจุบันได้ต่อยอดเปิดแฟรนไชส์ไปแล้ว 33 สาขา ทั่วประเทศ “Nayung Coffee” หรือ กาแฟนายูง จึงถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์อุดรธานีอย่างแท้จริง อันเกิดจากความร่วมมือร่วมใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน เพื่อให้ชุมชนอยู่ได้อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

นายสมเกียรติ อ่อนรู้ที่ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูง เปิดเผยว่า สภาพทั่วไปของอำเภอนายูงเป็นภูเขา ภาพรวมของเกษตรกรรมคือทำไร่ทำสวน แต่เดิมจะเป็นไร่มันสำปะหลังเป็นหลัก อ้อยและฝ้ายบางส่วน แต่ภายหลังที่ได้มีการนำร่องให้ปลูกยางพารา พื้นที่ทำการเกษตรจึงถูกเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา จนกระทั่งในปี 2557 เกิดวิกฤติราคายางพาราตกต่ำ เกษตรกรในชุมชนจึงเห็นพ้องต้องกันว่า จะต้องหันมาปรับเปลี่ยนการทำเกษตรจากเชิงเดี่ยวสู่การทำเกษตรผสมผสาน จึงมองหาพืชที่สามารถปลูกแซมในสวนยางแล้วให้ผลผลิตที่ดี ประกอบกับนายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น มองเห็นว่าอำเภอนายูงมีศักยภาพพอที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟได้ จึงได้มีนโยบายให้นำเกษตรกรไปศึกษาดูงานที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นการจุดประกายให้เกษตรกรเกิดความคิดเหมือนกันว่า พื้นที่อำเภอนายูงเหมาะสมที่จะปลูกกาแฟเป็นพืชเสริมรายได้ เมื่อตกผลึกร่วมกันแล้ว จึงได้รวมกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูงขึ้น ภายใต้คำแนะนำและให้คำปรึกษาของกรมส่งเสริมการเกษตร เริ่มตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจหาพื้นที่แปลงปลูกที่เหมาะสม (Zoning) ร่วมกับชาวบ้าน เก็บตัวอย่างดินมาวิเคราะห์ และแนะนำการปลูกให้กับเกษตรกร

จุดเด่นของกาแฟนายูงคือ เป็นกาแฟ 100 เปอร์เซ็นต์ และใช้กาแฟเกรดเอเท่านั้น เน้นด้านคุณภาพไม่ได้เน้นปริมาณ ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูง มีโรงสีและคั่วบดกาแฟที่สามารถผลิตกาแฟคั่วทั้งเม็ดและบดได้อย่างครบวงจร โดยแต่ละสัปดาห์ กลุ่มจะนำผลผลิตเมล็ดกาแฟสดที่รับซื้อจากเกษตรกรและสมาชิกไว้ มาผ่านกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐานด้วยแรงงานภายในชุมชน

“ในช่วงแรกที่ไปส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเอาจริงเอาจังกับการปลูกกาแฟ ยังมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ยอมรับ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกาแฟที่ปลูกแซมในสวนยางเท่าที่ควร แต่ภายหลังจากกาแฟนายูงเริ่มมีแฟรนไชส์ เริ่มคั่ว เริ่มส่ง เริ่มรับซื้อ เกษตรกรจึงมองเห็นช่องทางของรายได้ที่มั่นคง จึงให้ความสำคัญกับต้นกาแฟ มีการบำรุงรักษาที่เหมาะสมตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร และจากความร่วมมือร่วมใจและประชาสัมพันธ์กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้กาแฟนายูงเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง เป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหากเราสามารถเปิดแฟรนไชส์เฉพาะในพื้นที่โซนภาคอีสาน 4-5 จังหวัด ก็คิดว่าเกษตรกรที่ปลูกกาแฟ จะมีรายได้เสริมประมาณ 3,000-4,000 ต่อไร่ต่อปีเลยทีเดียว” นายสมเกียรติ กล่าว