กลุ่ม‘อาลีบาบา’วาง3พันล้านหยวน เคาะขอซื้อทุเรียนต่อเนื่อง3ปี ไทยยันไม่เร่งขยายพื้นที่ปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336011

x

กลุ่ม‘อาลีบาบา’วาง3พันล้านหยวน เคาะขอซื้อทุเรียนต่อเนื่อง3ปี ไทยยันไม่เร่งขยายพื้นที่ปลูก

วันอังคาร ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ นายแจ๊ค หม่า ผู้บริหาร Alibaba Group เดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการค้าสินค้าเกษตรไทยไปประเทศจีน และได้แสดงความสนใจสั่งซื้อทุเรียนไทยส่งไปขายผ่านออนไลน์ในประเทศจีน จึงได้ให้บริษัท Shanghai Win Chin Supply Management ซึ่งเป็นบริษัทจัดซื้อในเครือของอาลีบาบาเจรจาการค้ากับตัวแทนสหกรณ์ 3 แห่ง ในภาคตะวันออก ได้แก่ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จ.ระยอง สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จ.จันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด จ.ตราด โดย กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้ประสานงานการพบปะพูดคุย

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลผลิตปี 2561 สหกรณ์ในภาคตะวันออกได้วางแผนรวบรวมและจำหน่ายทุเรียนจากสมาชิกประมาณ 5,170 ตัน มูลค่า 309.49 ล้านบาท แบ่งเป็นทุเรียนสด 4,670 ตัน มูลค่า 219.490 ล้านบาท และทุเรียนแช่แข็ง 500 ตัน มูลค่า 90 ล้านบาท ไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว แต่อาจจะมีสหกรณ์บางแห่งใน จ.ตราด กับ ระยอง ที่พอจะมีผลผลิตทุเรียนส่งขายและพร้อมพูดคุยที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจกับทางอาลีบาบาได้ทันฤดูกาลปีนี้ ส่วนสหกรณ์ใน จ.จันทบุรี จะเริ่มการค้าได้ภายในฤดูกาลผลิตปี 2562 โดยบริษัทแจ้งว่ามีความต้องการซื้อทุเรียนระยะเวลา 3 ปี ประมาณ 3,000 ล้านหยวน

“ปีนี้อาจจะเป็นการทดลองเรื่องระบบการเจรจาซื้อขายและการขนส่ง ส่วนการส่งเสริมให้เกษตรกรขยายการปลูกทุเรียนนั้น หากคู่ค้ายังไม่สามารถวางแผนการตลาดได้ชัดเจน เราก็ไม่กล้าแนะนำเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทุเรียน เพราะหากราคาไม่ได้ตามที่คาดหวังจะไม่คุ้มทุน แต่ถ้าอาลีบาบาต้องการทุเรียนคุณภาพดีและมีตลาดที่ชัดเจน พร้อมจะซื้อของดีมีคุณภาพในราคาที่สูงกว่าทุเรียนทั่วๆไป สหกรณ์ก็สามารถส่งเสริมให้สมาชิกขยายพื้นที่ปลูกเพื่อรองรับตลาดที่เปิดกว้างขึ้นได้ ซึ่งกรมพร้อมจะผลักดันให้สหกรณ์ทำการค้าร่วมกับบริษัทอาลีบาบา และการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางการค้า ซึ่งขณะนี้ทั้งสองฝ่ายต้องพูดคุยเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเงื่อนไขในการสั่งซื้อทุเรียนและการกำหนดราคา ก่อนจะมีการลงนามในข้อตกลงของอาลีบาบากับผู้แทนของสหกรณ์ต่อไป” นายเชิดชัย กล่าว

รายงานพิเศษ : เปิดศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ นำร่องแห่งแรกของภาคกลางที่‘ลพบุรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336015

รายงานพิเศษ : เปิดศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ นำร่องแห่งแรกของภาคกลางที่‘ลพบุรี’

รายงานพิเศษ : เปิดศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ นำร่องแห่งแรกของภาคกลางที่‘ลพบุรี’

วันอังคาร ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่นำร่อง จ.ลพบุรี เป็นศูนย์แรกในเขตภาคกลาง ขานรับนโยบายรัฐบาลด้วยหวังพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สู่การทำเกษตรยุค 4.0 ได้อย่างมั่นคง

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่โดยการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดละ 1 ศูนย์ ให้ครบทั้ง 77 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด ซึ่งขณะนี้ดำเนินการจัดตั้งไปแล้ว 27 ศูนย์ 27 จังหวัด ที่เหลืออีก 50 ศูนย์ 50 จังหวัด อยู่ระหว่างดำเนินการคัดเลือกให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกอบรมวิชาการด้านการเกษตรในแต่ละพื้นที่ ภายใต้เป้าหมายที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางไว้คือ ต้องการให้เกษตรกรมีอาชีพเป็นของตนเอง เข้าสู่การรวมกลุ่ม เชื่อมโยงเครือข่ายหรือวิสาหกิจชุมชน และสามารถพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สู่ตลาดสากล และมีความเข้มแข็งได้ต่อไป โดยกรม จะมีการดำเนินงานสนับสนุนทั้งด้านวิชาการความรู้เพิ่มเติม รวมไปถึงงบประมาณบางส่วน ที่จะนำมาใช้ในการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาการสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดปัจจุบันได้ รวมถึงสนับสนุนให้ศูนย์ดังกล่าวยังเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรของเกษตรกรรุ่นใหม่และเครือข่าย เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ภายใต้หลักคิดตลาดนำการผลิตในพื้นที่อีกด้วย

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1จังหวัดชัยนาท กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่เกษตรยุคใหม่ ผลิตเกษตรกรและชาวนารุ่นใหม่ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถในการทำการเกษตร ก่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันทางการค้าในอนาคต โดยการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer จัดกระบวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเอง เชื่อมโยงจนเกิดเครือข่าย Young Smart Farmer ทุกภาคของประเทศ

โดยในส่วนของ สสก.เขต 1 ซึ่งรับผิดชอบ 9 จังหวัดในภาคกลาง ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ มาตั้งแต่ปี 2557 ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” เพื่อพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถทดแทนเกษตรกรที่สูงอายุ สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มาประกอบอาชีพด้านการเกษตรมากขึ้น ผ่านการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ โดยในปี 2557 มีเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่ภาคกลางจำนวน 236 คน และได้ขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นในปี 2560 เป็น 910 คน สามารถเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สินค้ามีการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน มีตลาดรองรับแน่นอนหลากหลายช่องทาง เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ตลาดเกษตรกร ตลาดค้าส่ง ตลาดค้าปลีกชุมชน และตลาดออนไลน์

สำหรับการดำเนินงานในปี 2561 ได้ร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยใช้เครือข่าย Young Smart Farmer เป็นกลไกในการขับเคลื่อน ผ่านการสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ พัฒนาเข้าสู่ภาคธุรกิจเกษตร โดยการพิจารณาพื้นที่ ที่มีศักยภาพเป็นศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่นำร่องภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ให้เป็นศูนย์ต้นแบบในการขับเคลื่อนศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อีก 8 จุด ในพื้นที่ภาคกลาง รวมทั้งเป็นต้นแบบของยุวเกษตรกร โดยเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเกษตรและสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ผู้ประกอบการเกษตรได้ มุ่งเน้นให้เป็นศูนย์ที่พัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรเป็นผู้นำด้านการเกษตร 4.0 มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม และหลักการธุรกิจเกษตร เป็นแหล่งรวบรวมฐานข้อมูล เป็นศูนย์กลางการประสานงานเครือข่ายเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสร้างทายาทเกษตรกร เป็นต้นแบบของยุวเกษตรกร และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

“ทั้งนี้ศูนย์บ่มเพาะแห่งแรกของภาคกลางที่จัดตั้งขึ้นใน จ.ลพบุรี แห่งนี้ที่นอกจากเป็นการนำร่องเป็นศูนย์ฯ แรกที่จัดตั้งขึ้นในภาคกลางแล้ว ที่เลือกพื้นที่นี้เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งในระดับชุมชน สามารถเป็นศูนย์ต้นแบบที่มีเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายถึง 10 ด้าน มีการการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง
และมีจุดเด่นในเรื่องของการนำศาสตร์พระราชาสอดแทรกเข้าไป ทำให้การดำเนินงานมีความสอดคล้องกับวิถีชุมชนที่จะนำไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่ให้มีความยั่งยืนต่อไปได้” นายไพศาล กล่าว

เดินหน้าเคลื่อน‘ตลาดนำการผลิต’ n เชื่อมโยง‘ภาคเกษตร-การค้า’ n สร้างความมั่นใจเศรษฐกิจยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335855

x

เดินหน้าเคลื่อน‘ตลาดนำการผลิต’ n เชื่อมโยง‘ภาคเกษตร-การค้า’ n สร้างความมั่นใจเศรษฐกิจยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาคการเกษตรยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง อาทิ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง ประสบภัยแล้ง น้ำท่วม ซึ่งมีสาเหตุมาจากเกษตรกรไทยยังขาดปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ 1) ขาดความรู้ 2) ขาดเงินทุน และ 3) ไม่มีตลาดรองรับ จึงได้กำหนดนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” เป็นแนวทางให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาด โดยได้ร่วมมือกับ กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย บูรณาการการทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้ตัวอย่างจังหวัดที่นำนโยบายนี้ไปปฏิบัติและสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานี ได้จัดพิธีลงนาม MOU ตามพันธะสัญญานำร่อง“การตลาดนำการผลิต” ระหว่างโรงพยาบาลกับวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ ในการจัดซื้อรายการอาหาร ประเภท ข้าวสาร พืชผัก และผลไม้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร หรือการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (SMEs) เพื่อหาตลาดและสร้างอำนาจการต่อรองด้านราคาให้กับเกษตรกร ขณะนี้เชื่อมโยงสหกรณ์ 518 แห่ง กับภาคเอกชน 109 แห่ง และมีสหกรณ์ 55 แห่ง ส่งออกผลผลิตไปต่างประเทศ รวม 28 ประเทศ ทำให้เกิดการซื้อขายผลผลิตเกษตร รวม 818,873 ตัน มูลค่า 17,009 ล้านบาท

ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ อาทิ ยางพารา กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะกรรมการยางพาราควบคุมการผลิตราคายางพารา พร้อมเรียก 4 ประเทศผู้ผลิตยางหารือแนวทางใหม่เพื่อลดการกรีดยาง สำหรับมาตรการหยุดกรีดยาง ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังหาแนวทางที่ชัดเจน รวมถึงเรื่องงบประมาณที่จะใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อปรับเปลี่ยนอาชีพใหม่ ระหว่างชะลอการกรีดยางหรือหยุดกรีดยาง ขณะที่การส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ปัจจุบันมีหลายจังหวัดเริ่มดำเนินการใช้ยางทำถนนแล้ว เช่น จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสงขลา เป็นต้น

เพิ่มประสิทธิภาพพันธุ์อ้อยสะอาด รองรับอุตสาหกรรมน้ำตาลขยายตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335858

เพิ่มประสิทธิภาพพันธุ์อ้อยสะอาด  รองรับอุตสาหกรรมน้ำตาลขยายตัว

เพิ่มประสิทธิภาพพันธุ์อ้อยสะอาด รองรับอุตสาหกรรมน้ำตาลขยายตัว

วันจันทร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“กรมส่งเสริมการเกษตร” เร่งเพิ่มประสิทธิภาพพันธุ์อ้อยสะอาด รับการขยายตัวอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย พร้อมแจกท่อนพันธุ์แก่เกษตรกรปลูกอ้อยทันต้นฝน พฤษภาคม 2561

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศไทยมี
แนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกปี ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในเขตพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเป็นอ้อย เพราะผลตอบแทนสูงกว่าพืชอื่น เกษตรกรจึงมีความต้องการพันธุ์อ้อยมากขึ้น เกิดการขนย้ายท่อนพันธุ์ซึ่งเสี่ยงติดเชื้อหรือติดโรคใบขาวอ้อยมาระบาดในพื้นที่ได้ อันจะทำให้ผลผลิตที่ได้ต่ำ หรือกระทั่งไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ กรม
ส่งเสริมการเกษตรจึงตั้งเป้าหมายจัดทำแปลงเพาะพันธุ์อ้อยสะอาดด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พร้อมกระจายพันธุ์อ้อยสะอาดอย่างมีระบบ โดยในปี 2561 จะกระจายพันธุ์อ้อยสะอาดให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรใน 5 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ยโสธร นครราชสีมา พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ จากนั้น ศูนย์ต่างๆ จะส่งเสริมขยายผลเทคโนโลยีสู่เกษตรกร ให้สามารถผลิตและจัดทำแปลงพันธุ์อ้อยสะอาดโดยเกษตรกรจะมีท่อนพันธุ์ไว้ใช้เองในฤดูปลูกอ้อยต่อไป

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยส่วนมากเกษตรกรจะปลูกอ้อยในต้นฤดูฝน คือเดือนพฤษภาคม เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก และอีกช่วงหนึ่งที่เกษตรกรในภาคตะวันออกนิยมปลูกกันมาก แต่ต้องมีการเตรียมดินที่ดีกว่ากลุ่มแรกคือ การปลูกอ้อยข้ามแล้งหรือปลูกปลายฝนในเดือนตุลาคม ซึ่งยังมีฝนอยู่ ทำให้อ้อยที่ปลูกเติบโตได้ก่อนเข้าฤดูแล้ง และได้รับน้ำฝนอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้อ้อยเติบโตอยู่ได้โดยเกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาน้ำไม่เพียงพอ อีกทั้งวิธีการปลูกอ้อยข้ามแล้งนี้ยังส่งผลให้อ้อยที่ปลูกแก่เต็มที่ คือมีอายุ 12-13 เดือน มีคุณภาพในการผลิตน้ำตาลมากขึ้นเมื่อเก็บเกี่ยวมาขายในช่วงโรงงานเปิดรับผลผลิตระหว่างเดือนธันวาคมถึงมีนาคมด้วย

ชายคาพระพิรุณ : บทบาทผู้สอบบัญชีสหกรณ์ กับการป้องกันทุจริตในสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335854

586851

ชายคาพระพิรุณ : บทบาทผู้สอบบัญชีสหกรณ์ กับการป้องกันทุจริตในสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” …รายงานตัวนำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟังเช่นเคย…ระยะนี้ ได้ยินเรื่องการทุจริตในสหกรณ์ค่อนข้างบ่อย การทุจริต ประพฤติมิชอบมีโอกาสเกิดขึ้นทุกระดับในองค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน ยิ่งนับวันก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มีเทคนิคและวิธีการที่แยบยลในการปกปิด สร้างภาพลวงตา ซึ่งในกระบวนการตรวจจับ และตรวจสอบการกระทำผิดในทุกกรณีจะต้องมีเอกสาร หลักฐานและพยานที่มีการสืบหา สืบค้น และรวบรวมอันจะนำมาเป็นหลักฐานยืนยันถึงการกระทำผิดและการประพฤติมิชอบ เอกสารที่นำมาเป็นหลักฐานสำคัญมักเป็นสารสนเทศทางการเงินการบัญชีซึ่งเป็นผลงานทางการบัญชีในการจัดทำและนำเสนอรายงานทางการเงิน…ปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ต่างๆ จึงมักจะตรวจพบจากการตรวจสอบบัญชีที่เข้มงวด โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องคือ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่จะต้องตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นมาตรฐานสากลและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด โดยปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ทั้งหมด จำนวน 1,153 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.เป็นข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำนวน 708 คน
ซึ่งกรม ได้จัดระดับผู้สอบบัญชีให้เหมาะสมกับระดับความยากในการสอบสหกรณ์แต่ละแห่ง 2.ผู้สอบบัญชีภาคเอกชน จำนวน 345 คน โดยผู้สอบบัญชีภาคเอกชนที่จะมาทำหน้าที่สอบบัญชีให้กับสหกรณ์นั้น จะต้องขึ้นผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนดและได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรม นอกจากนี้ กรม ยังได้มีการกำกับดูแลสหกรณ์ที่ถ่ายโอนให้ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ภาคเอกชนตรวจสอบ ให้ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและระเบียบที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด

ที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้มีนโยบายในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้เฉพาะด้านการบัญชี การสอบบัญชี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบบัญชี รวมทั้งความสามารถในการสอบบัญชี เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรให้ก้าวหน้าในสายอาชีพสอบบัญชี (Career Path) มาอย่างต่อเนื่อง โดย นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คนปัจจุบัน ได้มีนโยบายที่จะพัฒนาข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้สามารถสอบเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สร้างความเชื่อมั่นแก่สมาชิกในการทำธุรกิจและธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้ และยังทราบว่าในปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อให้ข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ปฏิบัติงานสอบบัญชีสหกรณ์ สามารถนำผลการปฏิบัติงานมานับเป็นชั่วโมงฝึกงาน เพื่อให้มีคุณสมบัติในการสอบขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งในปี 2561 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ปรับกระบวนการสอบบัญชีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดข้อบกพร่องทางการเงินการบัญชี ก่อนปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชี และเน้นการตรวจสอบในประเด็นที่อาจมีความเสี่ยงนั้น เพื่อให้สามารถพบข้อบกพร่อง/การทุจริตทางการเงินการบัญชีได้อย่างทันการณ์ และมีนโยบายให้เพิ่มช่วงเวลาในการเข้าตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ให้มากยิ่งขึ้น โดยเข้าตรวจเป็นรายไตรมาส กรณีที่มีข่าวว่ากรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีบุคลากรไม่เพียงพอในการทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีนั้น อธิบดีโอภาส บอกว่า น่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ส่วนกรณีการทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์หลายแห่ง หลายกรณีส่วนใหญ่เกิดจากระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์มีจุดอ่อนหรือมีการไม่ปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในที่กำหนด สมาชิกไม่ได้ติดตามการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับโดยสม่ำเสมอ จนไม่ทราบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น…ปัญหาทุจริตในสหกรณ์ เป็นปัญหาระดับชาติ ขุนเกษตรา ก็เห็นว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่จะหาแนวทางแก้ไขและป้องกัน มีความพยายามในการปิดกั้นมิให้เกิดสิ่งที่เป็นสาเหตุแห่งการทุจริตมาโดยตลอดเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ให้กับมวลสมาชิกในขบวนการสหกรณ์ แต่บางครั้งก็สุดวิสัยอันเกิดจากปัจจัยในตัวสหกรณ์เอง สิ่งหนึ่งที่จะป้องกันเบื้องต้นได้คือ ความรู้เท่าทันที่จะรักษาผลประโยชน์ของตัวสมาชิก ดังนั้น เพื่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เอง จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนหลักการและวิธีการสหกรณ์และการตรวจสอบการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง ซึ่งหากสมาชิกช่วยกันตรวจสอบเบื้องต้นและแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ ก็จะช่วยลดปัญหาการทุจริตได้ในระดับหนึ่ง…

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : อ.ส.ค.ปูพรมก้าวสู่การเป็นองค์กรด้าน‘CSR 4.0’ ชูความรับผิดชอบต่อสังคมต้องมาเป็นลำดับแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335857

รายงานพิเศษ : อ.ส.ค.ปูพรมก้าวสู่การเป็นองค์กรด้าน‘CSR 4.0’  ชูความรับผิดชอบต่อสังคมต้องมาเป็นลำดับแรก

รายงานพิเศษ : อ.ส.ค.ปูพรมก้าวสู่การเป็นองค์กรด้าน‘CSR 4.0’ ชูความรับผิดชอบต่อสังคมต้องมาเป็นลำดับแรก

วันจันทร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อ.ส.ค.เร่งขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปสู่การดำเนินงานด้าน CSR 4.0 ในอีก 3 ปี ข้างหน้า เผยขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมครอบคลุมทุกด้านพร้อมนำองค์กรไปสู่การพัฒนาตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยการพัฒนาศักยภาพบุคลากรยกระดับมาตรฐานการผลิต คุณภาพผลผลิต และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและชุมชนให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ภายใต้การดำเนินงานโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค.ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีส่วนในการดูแลด้านความมั่นคงเกี่ยวกับอาหารถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอีกหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินงานในกิจการโคนมค่อนข้างมีความเข้มแข็ง เติบโต และเป็นที่หนึ่งในหลายๆด้านทั้งในประเทศและในเขตประเทศอาเซียน ฉะนั้นเพื่อต่อยอดไปสู่การเป็นองค์กรด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีการพัฒนาองค์กรที่ยั่งยืน อ.ส.ค.จึงได้เร่งวางแนวทางการดำเนินงานด้าน CSR ขององค์กรให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรที่มีการดำเนินงานด้าน CSR 4.0 ต่อไปในอนาคต

โดยที่ผ่านมา อ.ส.ค.ได้มีการดำเนินงานด้าน CSR มาอย่างต่อเนื่องมียุทธศาสตร์การดำเนินงานที่ชัดเจน มีคณะอนุกรรมการดูแลการดำเนินงาน ตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่อ.ส.ค.มองว่า ทิศทางการดำเนินงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินงานมาถูกทางแล้ว แต่ทั้งนี้ อ.ส.ค.เองก็ยังมีแผนที่จะพัฒนาในด้านองค์ความรู้เพื่อไปพัฒนาบุคลากรขององค์กร ด้วยเหตุนี้ อ.ส.ค.ได้เล็งเห็นว่าการมีหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยตรง มาเป็นพี่เลี้ยงและดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังน่าจะทำให้การก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างเป็นรูปธรรม จึงได้มีการลงนามความร่วมมือกับทางวิชาการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมกับวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อมาเป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาบุคลากรขององค์กร รวมถึงดำเนินงานให้สอดคล้องกับองค์กรด้วยการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทางในการดำเนินงาน

“ที่ผ่านมาภาพของ อ.ส.ค.ในการดำเนินงานด้าน CSR ที่คนส่วนใหญ่เห็นอาจจะเป็นเพียงภาพการสนับสนุนส่งเสริมผลิตภัณฑ์ และการดำเนินงานด้านการตลาดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขององค์กรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการดำเนินงานดังกล่าวเป็นแค่เพียง CSR เริ่มต้นหรือยังอยู่ที่ 1.0 เท่านั้น แต่ด้วยพันธกิจหลักขององค์กรที่เน้นการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้บริโภค ทำให้การดำเนินงานด้าน CSR ต่อจากนี้ไปหรือการก้าวไปสู่การเป็น CSR 4.0 จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยให้ยึดประโยชน์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้บริโภคสูงสุด ภายใต้การยกระดับมาตรฐานการผลิต ยกระดับคุณภาพผลผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ถึงการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าว อันจะนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคมที่ยั่งยืนอย่างอย่างแท้จริงต่อไป” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ด้าน นายสุกิจ อุทินทุ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและพันธกิจสังคม วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) และการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) อ.ส.ค. กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อก้าวไปสู่การเป็น CSR 4.0 ให้กับ อ.ส.ค. มองว่า อ.ส.ค.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ค่อนข้างมีความเข้มแข็งในหลายๆ ด้าน เช่นเดียวกับงานด้าน CSR เพราะที่ผ่านมา อ.ส.ค.เองมีการดำเนินงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องและหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมียุทธศาสตร์องค์กรที่ชัดเจน มีคณะอนุกรรมการที่ดูแลงานด้าน CSR อย่างจริงจัง แตกต่างจากหลายๆ องค์กรที่ยังขาดปัจจัยความพร้อมทั้งสองด้านนี้ ดังนั้นการให้หน่วยงานด้านวิชาการเข้ามาส่งเสริมในด้านองค์ความรู้น่าจะเป็นการเติมเต็มและทำให้การดำเนินงานด้าน CSR เป็นไปอย่างสมบูรณ์และบรรลุเป้าหมายนำไปสู่การก้าวไปเป็น CSR 4.0 ได้

และในฐานะหน่วยงานพี่เลี้ยง นอกจากการพัฒนาด้านองค์ความรู้ให้กับบุคลากรทั้งส่วนกลางและบุคลากรในโรงงาน ด้วยระบบสมัยใหม่ เช่น การนำอินโนเวชั่นทางการเกษตรมาใช้เพื่อให้โคนมผลิตนมที่มีคุณภาพสูง รวมถึงการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ และเทคโนโลยี และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ระบบ e-Learning มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการฝึกอบรมให้ความรู้น่าจะมีส่วนช่วยให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมดีขึ้น

นอกจากนั้นเราอาจจะต้องมองการทำประโยชน์อื่นๆ ให้เกิดขึ้นในชุมชนอีกด้วย โดยทีมงานได้วางแผนการลงพื้นที่มองหาสิ่งดีๆ ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในชุมชน สร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มมากขึ้นนอกจากรายได้จากอาชีพหลักการเลี้ยงโคนม โดยให้การดำเนินงานทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีความยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายการดำเนินงานขององค์กรที่เน้นการดำเนินกิจการที่ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรสูงสุดทางธุรกิจ แต่หวังประโยชน์สูงสุดให้เกิดแก่เกษตรผู้เลี้ยงโคนม เพราะฉะนั้นเราดำเนินกิจการที่เล็งเห็นประโยชน์กับสังคมเป็นหลักใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐาน จึงน่าจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในรูปแบบเฉพาะของ อ.ส.ค. ที่เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN) ต่อไป

เปิดตัวเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ n เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล n ในงาน‘พระราชพิธีพืชมงคล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335856

x

เปิดตัวเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ n เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล n ในงาน‘พระราชพิธีพืชมงคล’

วันจันทร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2561 เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรรวบรวมรายชื่อเพื่อเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี พ.ศ.2561 ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ตามผลการคัดเลือกดังนี้

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ได้แก่ นายชัชวาล ท้าวมะลิ จ.อุดรธานี, นายธีรภัทร อุ่นใจ จ.จันทบุรี, นางทองแดง แดนดี จ.บุรีรัมย์, นายใจ สุวรรณกิจ จ.พัทลุง, นางกุลกนก เพชรเลิศ จ.บุรีรัมย์, นายมูฮำมัดกาแมล เจะมะ จ.นราธิวาส, นายอดิชัย ว่องไวไพโรจน์ จ.กาญจนบุรี, นายวศิน ธนภิรมณ์ จ.ปัตตานี, นายสิทธิธรรม เรืองจรุงพงศ์ จ.ปราจีนบุรี, นางธวัลรัตน์ คำกลาง จ.นครราชสีมา, พันจ่าโทเฉลียว น้อยแสง จ.ชัยนาท, นายสัญญา หิรัญวดี จ.ภูเก็ต, นายบุญมี นามวงศ์ จ.ชัยภูมิ, นายศรีราชา บัวเบา จ.ราชบุรี, นายศุภวิชญ์ บำรุงรัตน์ จ.จันทบุรี และ นายสฤษดิ์ โชติช่วง จ.สุราษฎร์ธานี

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านควนสามโคก จ.พัทลุง, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำทุ่งช้าง จ.น่าน, องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จ.ตราด, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปถนอมอาหาร จ.แพร่, กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองเหรียง จ.พัทลุง, กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเพียงหลวง จ.อุบลราชธานี, กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านท่าไม้ จ.นครสวรรค์, กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายางบ้านลาดพัฒนา จ.เพชรบุรี, วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จ.ตราด, ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเมยวดี จ.ร้อยเอ็ด และ ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนพัฒนาบ้านบึงประดู่ จ.พิจิตร

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา, สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค (ลำพญากลาง) จำกัด จ.สระบุรี, สหกรณ์นิคมคลองหลวงสวนหมาก จ.กำแพงเพชร, สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเสม็ดจวนพัฒนา จ.นครศรีธรรมราช, สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์, ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และสหกรณ์สี่ล้อเล็กภูเก็ต

กลุ่มนักวิชาการด้านการแพทย์ ยันสารเคมีกำจัดวัชพืช’พาราควอต’จำเป็นต่อการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335871

กลุ่มนักวิชาการด้านการแพทย์ ยันสารเคมีกำจัดวัชพืช'พาราควอต'จำเป็นต่อการเกษตร

กลุ่มนักวิชาการด้านการแพทย์ ยันสารเคมีกำจัดวัชพืช’พาราควอต’จำเป็นต่อการเกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561, 20.15 น.

“กลุ่มนักวิชาการด้านการแพทย์ ยันสารเคมีกำจัดวัชพืช “พาราควอต” จำเป็นต่อการเกษตร ชี้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ ระบุชัดไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม สารพาราควอตไม่เจือปนในน้ำ ข้ออ้างทำให้เกษตรกรเกิดโรคเนื้อเน่า ไม่มีทางเป็นได้ ทั้งข้อมูลเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อโรคพาร์กินสันได้ในความเสี่ยงราว 2-5 เท่า พบเป็นข้อมูลจากแบบสอบถาม มีความโน้มเอียงที่จะมีอคติสูง”

29 เม.ย.61 ศ.พิเศษ ดร.สันทัด โรจนสุนทร ประธานกรรมการ มูลนิธิวิทยาศาสตร์การเกษตร นำกลุ่มนักวิชาการและแพทย์ จัดเสวนา “สนทนาพาราควอต” ขึ้น เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง หวังสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสารกำจัดวัชพืช พาราควอต ซึ่งยังคงจำเป็นในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยตามยุทธศาสตร์ชาติ อาหารไทยสู่ครัวโลก ร่วมด้วย ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา อดีตแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล พ.อ.นพ.สุรจิต สุนทรธรรม แพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชพิษวิทยา ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลแผนกแพทยศาสตร์ ,ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิตยสภา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง อ.ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศ. ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และพันเอกนายแพทย์สุรจิต สุนทรธรรม แพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชพิษวิทยา ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลแผนกแพทยศาสตร์

ศ.พิเศษ ดร.สันทัด กล่าวว่า สารเคมีกำจัดวัชพืชมีความสำคัญต่อเกษตรกรรมของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เพราะเป็นการทดแทนแรงงานคนเพื่อจะใช้ในการกำจัดวัชพืช ดังนั้นมูลนิธิฯ ยึดถือผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการตัดสินใจและสรุปข้อมูลทั้งผลงานที่ไม่ว่าจะออกทางด้านลบหรือด้านบวก จึงได้เชิญนักวิชาการด้านการแพทย์และเกษตรกร กับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและทำความเข้าใจร่วมกัน นำไปสู่การนำเสนอแนวทางแก้ไขต่อภาครัฐและผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

ศ.ดร.รังสิต  กล่าวว่าคุณสมบัติของพาราควอต จะยึดติดกับดินอย่างเหนียวแน่น และหมดฤทธิ์ ไม่สามารถปลดปล่อยออกมา จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ในดินและน้ำ อาทิ ไส้เดือน แมลง ปลา รวมทั้ง รากพืชไม่สามารถดูดซึมได้ ขณะเดียวกันการใช้งานในภาคเกษตรกรรม พาราควอต ใช้ในการกำจัดวัชพืช จะออกฤทธิ์เฉพาะส่วนสีเขียวที่ได้รับสารเท่านั้น เช่น หากฉีดโดนใบจะทำให้ใบไหม้ ส่วนลำต้นหรือส่วนอื่นๆที่เป็นสีน้ำตาลจะไม่ได้รับผลกระทบ ไม่เป็นพิษ สามารถเติบโตต่อไปได้

ขณะเดียวกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสารพาราควอตนั้น มีข้อกล่าวอ้างที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะประเด็นพาราควอตทำให้เกษตรกรเกิดโรคเนื้อเน่าที่ จ.หนองบัวลำภู ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะความจริงแล้ว พาราควอตไม่เจือปนในน้ำ เพราะจะถูกดูดยึดไว้กับอนุภาคดินและตะกอนดินในน้ำ รวมทั้งถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในที่สุด

ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สมชัย กล่าวว่าแพทย์ทั่วไปจะทราบว่า โรคเนื้อเน่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอตปนเปื้อนจากการพ่นกำจัดวัชพืช จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมากเพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อนและจะถูกเจือจางอีกโดยน้ำที่ขังอยู่ และจะถูกทำให้หมดฤทธ์เมื่อสัมผัสกับน้ำโคลนดิน สารพาราควอตเองโดยปรกติไม่ถูกดูดซึมทางผิวหนังนอกจากมีบาดแผล ส่วนการรายงานผลการตรวจพบพาราควอตในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารก ก็น่าสงสัยว่าได้มาอย่างไร และในรายงานไม่ได้ระบุว่าแม่และลูกมีความผิดปรกติจากพิษพารา ควอตหรือไม่อย่างไร อนึ่งเท่าที่ทราบจวบปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการเกิดพิษพาราควอตในผู้ใช้สารพาราควอตฆ่าหญ้าเลย นอกจากไปดื่มกิน

ศ.นพ.นิพนธ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันว่า ในตำราแพทย์ด้านประสาทวิทยา มีการกล่าวถึงว่า สารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าเป็นสารที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน อนึ่งข้อมูลทางระบาดวิทยาในประเทศต่าง ๆ เมื่อราว 30 ปีที่แล้วให้ผลว่า สารเคมีทั้งประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า อาจทำให้เกิดโรคพาร์กินสันได้โดยมีความเสี่ยงราว 2-5 เท่า แต่ข้อมูลจากการศึกษาแบบสอบถามนี้มีความโน้มเอียงที่จะมีอคติสูง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในระยะหลังๆต่อมาอีก 10 ปี พบว่ามีประชากรที่ได้รับสัมผัสและไม่ได้รับสัมผัสเกิดเป็นโรคพาร์กินสันในอัตราใกล้เคียงกัน ปัจจุบันจึงยังสรุปไม่ได้ ประกอบกับสารเคมีพาราควอตในเลือดจะเข้าไปสู่สมองลำบากเพราะสารนี้ไม่ผ่านตัวกรองกั้นจากเลือดเข้าสู่สมอง (Blood Brain Barrier) และการจะเกิดการทำลายเซลล์สมองต้องมีปริมาณของสารเคมีในขนาดสูง การสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้คงต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมากในอนาคต

ศ.เกียรติคุณ นพ.สมชัย กล่าวสรุปว่า การใช้พาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืชไม่น่ากลัว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน โปรดพิจารณาข่าวสารอย่างรอบคอบ ติดตามข้อมูลงานวิจัยหรือการศึกษาต่างๆอย่างถี่ถ้วน ประเด็นถกเถียงด้านสุขภาพจากเอกสารงานวิจัยต่างๆไม่ได้ระบุว่าพาราควอตเป็นสาเหตุของการเกิดโรค และอาการต่างๆดังกล่าวอ้าง เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ยังไม่มีผลการศึกษาที่ยืนยันแต่อย่างใด

ด้านพ.อ.นพ.สุรจิต กล่าวว่า หากจะยังอนุญาตให้มีการใช้ได้ ต้องมีมาตรการจำกัดการใช้เข้มงวดอย่างยิ่ง กล่าวคือ ต้องห้ามมิให้มีผลิตภัณฑ์ชนิดเข้มข้นวางจำหน่ายในท้องตลาด ห้ามมิให้มีการผสมและถ่ายเทสารพาราควอตนอกโรงงานที่ได้รับอนุญาต คงอนุญาตให้มีแต่ผลิตภัณฑ์ผสมเสร็จที่บรรจุในภาชนะปิดสนิทพร้อมใช้พ่นได้ทันทีเท่านั้น และต้องมีมาตรการแลกเปลี่ยนภาชนะบรรจุในการซื้อแต่ละครั้ง ทำนองเดียวกันกับแก๊สหุงต้ม จำกัดปริมาณให้ซื้อได้เฉพาะผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้และมีใบอนญาตเท่านั้น เป็นต้น

‘กฤษฎา’วางสเปค’ปลัดเกษตรฯ’คู่ใจ ยันพิจารณาคนในก่อน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335816

'กฤษฎา'วางสเปค'ปลัดเกษตรฯ'คู่ใจ ยันพิจารณาคนในก่อน!

‘กฤษฎา’วางสเปค’ปลัดเกษตรฯ’คู่ใจ ยันพิจารณาคนในก่อน!

วันอาทิตย์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561, 17.32 น.

29 เม.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีมีกระแสข่าว รมว.เกษตรฯ กำลังพิจารณาผู้เหมาะสม โดยมีแคนดิเดท 2 คน คือ นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ แทน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่จะเกษียณราชการสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ว่า สำหรับคุณสมบัติปลัดคนใหม่ต้องเป็นคนดี ซื่อสัตย์ ขยัน มีความรับผิดชอบ โดยพิจารณาคนในกระทรวงก่อน อย่างไรก็ตาม เหลือเวลาอีกหลายเดือน อย่าเพิ่งคาดเดา

“ผมจะใช้เวลาบัดนี้ถึงเดือน ก.ย.61 เพื่อให้ได้คนตามสเปค ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของราชการระดับบริหารสูงซี 10 ทุกคนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่มีโอกาส ขอให้ทุกท่านมุ่งมั่นทำงานเพื่อเกษตรกรให้เต็มความสามารถ ไม่ต้องกังวลว่าจะอยู่สายไหนมาก่อน เวลานี้มีสายเดียวคือ คนดี ซื่อสัตย์ ขยัน มีความรับผิดชอบ” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ รายงานข่าวเปิดเผยว่า นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร หลังจากที่เกษียณราชการเดือน ก.ย.เตรียมสมัครเป็นคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) และนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สมัครเป็นผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยพัฒนาการเกษตร (สวก.) รวมทั้งมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดือน พ.ค. , มิ.ย.นี้ เพื่อให้การทำงานของรัฐบาลลงสู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น ช่วงก่อนมีงานสำคัญของประเทศเดือน ก.ค.

เพราะพระมหากรุณาธิคุณ ‘กฤษฏา’การันตีปีนี้บริหารน้ำไม่มีท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335517

เพราะพระมหากรุณาธิคุณ 'กฤษฏา'การันตีปีนี้บริหารน้ำไม่มีท่วม

เพราะพระมหากรุณาธิคุณ ‘กฤษฏา’การันตีปีนี้บริหารน้ำไม่มีท่วม

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561, 15.38 น.

กฤษฏา การันตี ปีนี้บริหารน้ำไม่ท่วม ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 10 พระองค์เป็นต้นแบบพระราชทานจิตอาสา ปรับสภาพคูคลอง กทม. และพัฒนาพื้นที่หลุมขนมครก ทำให้รับน้ำผ่านได้รวดเร็ว พร้อมสั่งกรมชลฯขยายผลโมเดลเลื่อนเวลาปลูกข้าว13 ทุ่งเจ้าพระยาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้ผลดีแก้น้ำท่วมซ้ำซากเกษตรกรยอมรับผลผลิตไม่เสียหาย เล็งช่วยลุ่มน้ำแนวแม่น้ำโขง แม่น้ำชี-มูล ลุ่มน้ำตาปี พร้อมหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

27 เม.ย.61 ที่ประตูส่งน้ำบรมธาตุ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ สำนักงานชลประทานที่ 12 จ.ชัยนาท กรมชลประทาน โดย นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดประตูส่งน้ำ 4 แห่งเข้าพื้นที่ 12 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งฝั่งซ้าย-ขวา โดยเป็นปีที่สองในการเลื่อนเวลาเพาะปลูกเร็วขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจว่ามีน้ำส่งอย่างทั่วถึง ได้ลงมือปลูกข้าวพร้อมกันวันที่ 1 พ.ค.61 จะเก็บเกี่ยวได้ก่อนฤดูน้ำหลากปลายเดือนก.ย. ต.ค.หลีกเลี่ยงความเสียหายจากน้ำท่วม พื้นที่ชุมชน ย่านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม แนวสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยารวมถึงกรุงเทพฯปริมณฑล ได้ประสบผลสำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีนายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท และเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ 12 ทุ่ง กว่า 400 คนให้การต้อนรับ

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเปิดงานว่าการบริหารจัดการน้ำร่วมกับเลื่อนเพาะปลูกเร็วขึ้น นำพื้นที่หลังเก็บเกี่ยวไว้เป็นแก้มลิงในปี60 ได้ตัดยอดน้ำหลากเข้า 1.9 พันล้านลบ.ม. ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในปีนี้ได้ดำเนินการตามนโยบายของ นายกฤษฏา สั่งการให้ขยายผลพื้นที่บางระกำ 3.8 แสนไร่ รองรับน้ำเพิ่มเป็น 500 ล้านลบ.ม. และในพื้นที่ตอนล่างได้ส่งน้ำให้ทำนาปี วันที่ 1 พ.ค.61 เป็นต้นไป

ต่อจากนั้น นายกฤษฏา ได้ทำพิธีเปิดน้ำเข้า 12 ทุ่งร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องรูปแบบประชารัฐ ในโครงการเลื่อนเวลาปลูกข้าว เพื่อแก้ไขอุทกภัยซ้ำซากลุ่มเจ้าพระยา เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดย รมว.เกษตรฯ ได้หมุนพวงมาลัยน้ำสามรอบ เปิดการส่งน้ำฤดูนาปี 2561/1 พร้อมกับตัวแทนเกษตรกร อ.ผักไห่ นำผ้าขาวม้ามาผูกเอว และมอบข้าวเปลือก พวงปลา ที่เป็นผลผลิตจากแก้มลิมปี 60

นายกฤษฏา กล่าวว่า นับเป็นความสำเร็จของภาครัฐทุกหน่วย ตั้งใจทำงานร่วมกันเพื่อเกษตรกร ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำหลากจากภาคเหนือ มาท่วมเสียหายพื้นที่ภาคกลางเกิดเป็นประจำมาต่อเนื่อง ซึ่ง นายกรัฐมนตรี รับรู้ปัญหานี้มาโดยตลอดสั่งการให้แก้ไขความเดือดร้อนของชาวนาปลูกข้าวนาปี ใช้เวลา 4 เดือน เลื่อนปลูกจากเดือนมิ.ย. มาเดือน พ.ค ทำให้ลดความเสียหายได้จำนวนมาก ตนจึงให้ขยายผล พื้นที่ลุ่มน้ำอื่น เช่นภาคใต้ ภาคอีสาน ไปปรับเวลาเพาะปลูกด้วย และขอเรียกร้องเกษตรกร เมื่อถึงเวลาปิดเปิดน้ำ ให้มีความสามัคคีทำพร้อมเพรียงกัน ซึ่งในปีนี้ ตนได้สั่งการหน่วยงานกรมปศุศัตว์ กรมประมง หาอาชีพให้ชาวนา ช่วงเลื่อนเวลาปลูกให้มีรายได้เพิ่มด้วย

“ให้ปรับเวลาปลูกข้าว เพื่อเลี่ยงพ้นฤดูน้ำหลากเดือน ต.ค. ปีที่แล้วผลความเสียหายนาข้าวไม่มี แต่ พี่น้องมีอาชีพใหม่ยังไม่มาก ได้สั่งเพิ่มเมนูอาชีพ ทำประมงและอาชีพอื่น และให้พื้นที่ใช้งบไทยนิยม ยั่งยืน ช่วยหาอาชีพให้เกษตรกร ซึ่งผลสำเร็จการเลื่อนปลูกข้าว ร่วมกับผู้นำชุมชน ลุ่มเจ้าพระยาล่าง ชาวนามีความพอใจยอมรับมาก จึงให้นำโมเดลนี้ขยายผล ลุ่มน้ำอื่นแนวลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำชี ลุ่มน้ำตาปี เป็นพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก โดยกรมชลฯจัดการน้ำเป็นวิทยาศาสตร์ ใช้ร่วมกับปรับปรุงสภาพธรรมชาติ ลดความเสียหายสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับพื้นที่ และปีนี้สามารถบริหารจัดการแก้ไขน้ำท่วมได้ โดยทะยอยปล่อยระบายน้ำไป กรุงเทพ ซึ่งในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงมีมหากรุณาธิคุณ พระราชทานจิตอาสา ทำความสะอาดคูคลอง พื้นที่อื่นๆ ลุ่มหลุมขนมครก ให้สามารถกระจายน้ำระบายน้ำผ่านได้รวดเร็ว พระองค์ทรงเป็นต้นแบบในการพัฒนา  ทำให้มั่นใจว่าบริหารจัดการน้ำท่วมได้ดีขึ้น” นายกฤษฏา กล่าว

ในช่วงบ่าย มีเวทีเสวนา “บริหารจัดการน้ำไทยนิยม ยั่งยืน” โดยนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การหน่วงน้ำโดยใช้แก้มลิงธรรมชาติขนาดใหญ่ ได้เท่าสองเชื่อนป่าสัก และคลอง 1.2 หมื่นกม. อีก 13 ทุ่ง รวมพื้นที่กักน้ำ 2,050 ล้านลบ.ม. ในปี2561 พร้อมกับเตรียมน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกต้นฤดู 350 ล้านลบ.ม. เปิดน้ำให้ปลูกข้าวได้ต้นฤดูฝน

ด้านชูชาติ ทรงกฤษ แกนนำเกษตรกรกลุ่มใช้น้ำผักไห่ -เสนา กล่าวว่า เมื่อก่อนพื้นที่นี้ได้ความเดือดร้อนมากเพราะปล่อยน้ำสับสนวุ่นวาย ขณะนี้ เป็นสิ่งถูกต้องทำนาเลื่อนเวลาขอให้ส่งน้ำอย่างเป็นระบบยั่งยืน เกษตรกรไม่เสียหาย ยังฟื้นสภาพดินได้ข้าวผลผลิตดีกว่า1 ตันต่อไร่

นายสมบุญ พูลผล เลขากลุ่มบริหารบ้านหนองมล ตัวแทนผู้ใช้น้ำ 6 ทุ่งฝั่งตะวันออกลุ่มเจ้าพระยา 3 จังหวัด กล่าวว่า เกิดความเสียหายจากน้ำหลากท่วมทำนาปรังรอบสอง ตอนนี้เปลี่ยนพฤติกรรม เก็บเกี่ยววันที่ 10 ก.ย.61 เพื่อให้ก่อนน้ำมา 30 ก.ย.61 เป็นช่วงที่เขื่อนเจ้าพระยาเปิดระบายน้ำจากภาคเหนือ เกือบ 2 พันล้านลบ.ม.ต่อวัน