ระดมขับเคลื่อน‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เกษตรชูผลงานจังหวัดเลย ใช้‘การตลาด’นำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336406

x

ระดมขับเคลื่อน‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เกษตรชูผลงานจังหวัดเลย ใช้‘การตลาด’นำการผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ระดมขับเคลื่อน‘ไทยนิยมยั่งยืน’

เกษตรชูผลงานจังหวัดเลย

ใช้‘การตลาด’นำการผลิต

ช่วยสร้างจุดแข็งให้สินค้า

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนงานของ กรมส่งเสริมการเกษตรที่ จ. เลย นั้น ใน 2 ประเด็น คือ 1.การขับเคลื่อนงานตามนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ 15 โครงการ ซึ่ง จ.เลย เป็นจังหวัดที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีประมาณ 14 อำเภอ ดังนั้นการปฏิบัติงานจึงค่อนข้างที่จะคล่องตัว โดยใน 2561 มีการตั้งเป้าหมาย มีการวางแผน และมีผลการดำเนินงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ส่วนจุดแข็งของจังหวัด คือ การทำงานในด้านของการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ โดยเฉพาะด้านการผลิตพืช มีการสนองนโยบายของ กระทรวงเกษตรฯ โดยการใช้แผนการตลาดนำการผลิต ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องของตลาดสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิดพืช ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ไม้ดอก และพืชตระกูลส้ม เป็นต้น เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอน

2.โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร มี 4 โครงการหลักที่ลงสู่ จ.เลย ได้แก่ 2.1) โครงการฝึกอาชีพเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเกษตรกรได้ขึ้นทะเบียนไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน โดยธนาคารจะส่งรายชื่อมาให้กับทางสำนักงานเกษตรเพื่อให้เข้าไปสอบถามความต้องการและฝึกอบรม ให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ใหม่ๆไปพัฒนาอาชีพได้ 2.2) โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชอื่นแซมในสวนยางพารา เพื่อสร้างรายได้ขึ้นมาทดแทนราคายางที่ตกต่ำ 2.3) โครงการเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรรายย่อย ที่มีรายได้ต่อปีน้อยกว่า 30,000 บาทต่อครัวเรือน และได้รับการคัดกรองรายชื่อแล้ว ไปอบรมผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าการเกษตร(ศพก.) และ 2.4) โครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer

ด้าน นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่เองก็ต้องเข้าไปสร้างการรับรู้ เสนอทางเลือก เสนออาชีพให้เกษตรกร เพื่อให้เกิดความมุ่งมั่น อยากจะพัฒนาอาชีพ โดยมีพี่เลี้ยงเป็นตัวกระตุ้น และใช้องค์ความรู้ทางการเกษตรทั้งหมดเข้าไปเติมเต็มให้กับเกษตรกร ซึ่งนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่แล้ว ศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ ของกรมส่งเสริมการเกษตรก็ต้องเตรียมความพร้อมที่จะเติมเต็มความรู้ให้กับเกษตรกร ตลอดจนเป็นที่รองรับและเป็นศูนย์หลักที่จะช่วยพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรที่เลือกแล้วว่าจะพัฒนาอาชีพอะไร เพื่อจะช่วยเสริมรายได้ให้มากขึ้น โดยหลังจากการฝึกอบรมเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรต้องสามารถทำได้เลย โดยมีงบประมาณของรัฐบาลเข้าไปช่วยส่วนหนึ่ง เกษตรกรส่วนหนึ่ง ถ้ายังไม่เพียงพอก็สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส.เพิ่มเติมได้ ส่วนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร (ศพก.) ซึ่งมีอยู่ในทุกอำเภอของจังหวัดเลย ต้องเป็นศูนย์กลางการประสานให้กับเกษตรกรมารวมกันคิด รวมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาของตนเองให้ได้ ก่อนจะส่งมอบให้กับศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ เข้าไปฝึกอบรม และที่สำคัญที่สุดคือ ทางจังหวัด อำเภอ และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น จะต้องเข้าไปช่วยกันขับเคลื่อน กำกับ ติดตาม เพื่อให้แผนงานที่วางไว้ทั้งหมดบรรลุเป้าหมายให้ได้ ทั้งนี้ ทางจังหวัดเลยได้เตรียมความพร้อม ทั้งในเรื่องของพื้นที่ บุคลากร ไว้เรียบร้อยแล้ว รอเพียงงบประมาณจากส่วนกลางอนุมัติมาให้ เพื่อใช้ในการดำเนินการต่อไป

รายงานพิเศษ : นครปฐม…เปิดคอร์ส CPD Unit School เสริมทักษะบุคลากรเรียนรู้‘การจัดสรรกำไรสุทธิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336410

x

รายงานพิเศษ : นครปฐม...เปิดคอร์ส CPD Unit School  เสริมทักษะบุคลากรเรียนรู้‘การจัดสรรกำไรสุทธิ’

รายงานพิเศษ : นครปฐม…เปิดคอร์ส CPD Unit School เสริมทักษะบุคลากรเรียนรู้‘การจัดสรรกำไรสุทธิ’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานดำเนินการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และเตรียมพร้อมบุคลากรภายในองค์กรทุกระดับ เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานตามบทบาทภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรูณาการทำงานร่วมกันทั้งภายในหน่วยงานและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่แก่องค์กร ซึ่งมุ่งเน้นวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กร อย่างต่อเนื่อง และใช้งบประมาณอย่างประหยัด โดยใช้การเรียนรู้แบบ “Unit School”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานดำเนินการจัดการเรียนการสอนแบบ Unit School โดยกำหนดจัดการเรียนการสอนแบบ “CPD Unit School” ขึ้น เพื่อจัดการเรียนการสอนในหน่วยงานเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ และเตรียมพร้อมบุคลากรทุกระดับให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานตามบทบาทภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเครือข่ายและวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรแก่บุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ในทุกระดับและทุกหน่วยงาน

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม นำโดย นางอุไร ทับเทศ สหกรณ์จังหวัดนครปฐม เล็งเห็นว่า การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี มีขั้นตอนในการปฏิบัติงาน และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ และระเบียบ ต่างๆ หากดำเนินการไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดข้อผิดพลาด ในการจัดสรร ทำให้สมาชิกอาจได้รับเงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืนล่าช้า ประกอบกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจะได้รับความรู้ และเข้าใจวิธีการจัดสรรกำไรมากขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครปฐม จัดการเรียนการสอนแบบ CPD Unit School เรื่อง “การจัดสรรกำไรสุทธิ” เพื่อบูรณาการและวางแผนการทำงานร่วมกัน ในการแนะนำส่งเสริมสหกรณ์ในจังหวัดนครปฐม ให้ดำเนินการจัดสรรกำไรสุทธิและการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ถูกต้องตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนางมลฤดี ชาวกงจักร ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้สอน ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม

โดย นางอุไร ทับเทศ สหกรณ์จังหวัดนครปฐม มองว่า การจัดการเรียนการสอนแบบ CPD Unit School จะช่วยให้บุคลากรสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม มีความรู้ พัฒนาทักษะ เป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรทุกระดับสามารถปฏิบัติงานตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการสร้างเครือข่าย และวัฒนธรรมมการเรียนรู้ในองค์กรแก่บุคลากรสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม

นอกจากนี้ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครปฐม โดยนางสาวจินดา เสถียรุจิกานนท์ หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครปฐม ได้เห็นความสำคัญในการเรียนการสอนแบบ Unit School จึงได้นำเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครปฐม เข้าร่วมรับฟังด้วย พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมกันวางแนวทางในการตรวจให้รอบคอบและข้อสังเกตต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ควรพิจารณา เพื่อนำไปแนะนำ ส่งเสริมสหกรณ์ สามารถทำการจัดสรรกำไรสุทธิ ถูกต้อง ตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และลดข้อผิดพลาดได้

ดังนั้น การเรียนรู้แบบ “Unit School” จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างความเข้าใจให้กับบุคลากรในทุกระดับ ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจสอบการจัดสรรกำไรสุทธิของสหกรณ์ตามกฎหมาย และการเฝ้าระวัง เพื่อที่จะสามารถนำไปปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์ พร้อมพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล คือ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

แตกใบอ่อน : อยากฝันไกลก็ต้องไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336405

807934531

แตกใบอ่อน : อยากฝันไกลก็ต้องไปให้ถึง

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ร่วมกันจัดประชุมวิชาการ “การผลักดันผลงานวิจัยยางพาราสู่การใช้ประโยชน์” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กทม. โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานและกล่าวปาฐกถา ซึ่งมีหลายประเด็นที่ถือว่า น่าสนใจทีเดียว

พล.อ.อ.ประจิน ท่านบอกว่า โจทย์สำคัญเกี่ยวกับ “ยางพารา” ของไทย คือ ทำอย่างไรให้สัดส่วนการแปรรูปยางพาราเพิ่มขึ้นโดยผู้ประกอบการในประเทศ ผสมผสานเทคโนโลยีจากต่างประเทศและในประเทศ ทั้งระดับชุมชน พื้นที่ มหาวิทยาลัย จนถึงเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้ยางพาราจากที่มีอยู่เพียงร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่า 4.5 แสนล้านบาท ให้เพิ่มเป็นร้อยละ 40

พร้อมทั้งยืนยันว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการสนับสนุนการแปรรูป “ยางพารา” ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านมาตรฐานยางพารา ผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยด้านยางพาราไปใช้ประโยชน์ในหลายมิติโดยเฉพาะเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ โดยนับจากนี้ งานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ สกว. และกยท. ควรมุ่งเน้นการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน สนามกีฬา ระบบรถไฟความเร็วสูง อาคารสถานที่ต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องนำยางพาราไปเป็นส่วนประกอบ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การใช้ “งานวิจัย” มาต่อยอดพัฒนายางพาราสู่การเป็นนวัตกรรม โดยคาดว่าจะสามารถทำได้สำเร็จภายใน 3-5 ปี

ขณะที่รองผู้ว่าฯ กยท. “ณกรณ์ ตรรกวิรพัท” ช่วยย้ำว่า การผลักดันยางพาราจากงานวิจัยสู่ตลาดทั้งภายในและนอกประเทศจะส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นหากมีการปรับสัดส่วนวัตถุดิบเป็นผลิตภัณฑ์จากเดิมร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30-40 อาจเพิ่มได้มูลค่าได้มากถึง 7 แสนล้านบาท/ปี จากเดิมราว 4 แสนล้านบาท/ปี

ทั้งนี้หากถอดความจากคำพูดของทั้ง พล.อ.อ.ประจิน และ รองผู้ว่าการ กยท. แล้วตั้งคำถามว่า มีอะไรใหม่หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าแทบไม่มี เพราะสาระสำคัญของเรื่องที่พูดออกมาส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นที่พูดกันมานานแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่ที่ผ่านมาแทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะนำมาผลักดันกันอย่างจริงจังเลยแม้แต่รัฐบาลเดียว

ประเด็นเรื่องการสนับสนุนงานวิจัยยางพาราในบ้านเรา จึงไม่ต่างจากการเป็นเรื่อง “ดีแต่พูด” ไปเสียอย่างนั้น

ที่พูดผมไม่ได้ตั้งป้อมบั่นทอนรัฐบาลหรือคนทำงานนะครับ แต่ประเด็นที่อยากชี้ คือ นาทีนี้มันพูดอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องลงมือทำด้วย อยากจะฝันไกลกันสักเท่าไร เราก็ฝันกันได้ครับ อยากจะสร้างสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราอีกสักกี่แสนกี่ล้านล้าน ก็ฝันได้ทั้งนั้น

แต่ถ้าฝันแล้วไม่ลงมือทำ ก็คงเปล่าประโยชน์

แว่นขยาย

เตือนระวังโรคพุ่มแจ้ระบาด พบไร่มันสำปะหลังระยอง-จันทบุรีอ่วมหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336213

x

เตือนระวังโรคพุ่มแจ้ระบาด พบไร่มันสำปะหลังระยอง-จันทบุรีอ่วมหนัก

วันพุธ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“กรมวิชาการเกษตร” ประกาศเตือนเกษตรกรไร่มันสำปะหลัง 11 จังหวัด เฝ้าระวัง “โรคพุ่มแจ้” หลังตรวจสอบพบพื้นที่ระบาดกว่า 30% โดยเฉพาะระยองและจันทบุรี เตือนหมั่นสำรวจแปลงสม่ำเสมอ ใช้ท่อนพันธุ์ปลอดโรค ให้ปุ๋ย น้ำ และบำรุงดินอย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานการเกิดโรค

นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้กรมวิชาการเกษตรได้ลงพื้นที่สำรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรจำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว นครราชสีมา บุรีรัมย์ และกาฬสินธุ์ พบอาการแตกพุ่มแจ้ ระบาดในแปลงมันสำปะหลังมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ โดยพบมากที่สุดที่ จ.ระยอง และจันทบุรี สาเหตุเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา โดยอาการของโรคพุ่มแจ้ มีผลทำให้ส่วนยอดของต้นมันสำปะหลังแคระแกรน พืชแตกตาข้างมาก ใบเล็กลดรูป ข้อถี่สั้น ใบมีอาการเหลือง ท่อน้ำท่ออาหารเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลผลิตหัวมันลดลง ทั้งขนาดและจำนวนของหัวมันต่อต้น โดยหัวมันที่เป็นโรคจะมีน้ำหนักเบา

โรคพุ่มแจ้แพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์และแมลงพาหะ ดังนั้น แนะนำให้เกษตรกรสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นเชื้อสามารถเข้าทำลายต้นมันสำปะหลังได้ทุกฤดูกาลเมื่อต้นอ่อนแอ หากพบโรคพุ่มแจ้ให้กำจัดต้นที่เป็นโรคด้วยการเผาทำลาย และกำจัดวัชพืชในแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการระบาดและจำกัดพื้นที่การระบาดของโรคพุ่มแจ้ไม่ให้ขยายวงกว้าง บำรุงดูแลต้นมันสำปะหลังให้เติบโตสมบูรณ์แข็งแรง โดยให้ปุ๋ย น้ำ และปรับปรุงดินอย่างพอเพียง จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่อกาเกิดโรค และเพื่อป้องกันการระบาดของโรคควรใช้ท่อนพันธุ์จากต้นพันธุ์แปลงที่ปลอดโรคหรือแปลงพันธุ์สะอาด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-9588

ประกาศความสำเร็จ‘เกษตรยั่งยืน1’ มอบรางวัล10โครงการดีเด่น สานโครงการตามรอยเท้าพ่อ ชูชุมชนคิด-ชุมชนทำ-บริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336215

x

ประกาศความสำเร็จ‘เกษตรยั่งยืน1’ มอบรางวัล10โครงการดีเด่น สานโครงการตามรอยเท้าพ่อ ชูชุมชนคิด-ชุมชนทำ-บริหาร

วันพุธ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินโครงการเกษตรยั่งยืน 1 (โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เดิม) พบว่า โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนเป็นภาพกว้าง มีส่วนในการผลักดันให้เกษตรกรมีความกล้าคิด และกล้าทำ ตลอดจนเกิดการร่วมมือร่วมใจกันของคนในชุมชน ทำให้ผลการดำเนินโครงการอันเกิดจากความต้องการของชุมชนเกิดผลสำเร็จและสามารถนำมาเป็นแบบอย่างให้เกิดการพัฒนาในภาคเกษตรกรรมได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดพิธีมอบรางวัลผลความสำเร็จจากการดำเนินโครงการเกษตรยั่งยืน1 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนคิด ชุมชนทำ ชุมชนบริหาร รัฐเสริมหนุน” เพื่อเชิดชูความสำเร็จของชุมชนที่มีผลการดำเนินงานโครงการที่เข้มแข็งและประสบความสำเร็จ โดยผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการระดับประเทศ รางวัลที่ 1 จะได้รับโล่รางวัลจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีหลักเกณฑ์การตัดสิน 7 ด้าน คือ 1. ด้านความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของโครงการ 2. ด้านความคิดริเริ่มในการจัดทำโครงการ และการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในชุมชน กลุ่มสมาชิก 3. ด้านความมั่งคงและความยั่งยืนของโครงการ 4. ด้านคุณประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม 5. ด้านความปลอดภัยและการพัฒนาคุณภาพสินค้า 6. ด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 7. ด้านการบูรณาการทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้ มีรางวัลทั้งสิ้น 10 รางวัล แบ่งเป็นแต่ละประเภท ได้แก่ ประเภทชุมชนดีเด่น อันดับ 1 ได้แก่ ชุมชนที่ 1 ตำบลท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี อันดับ 2 ชุมชนที่ 10 ต.ยี่ล้น อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง อันดับ 3 ชุมชนหนองสนิท ตำบลหนองสนิท อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ และแบ่งตามประเภทโครงการอีก 9 ด้าน คือ 1. ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ได้แก่ โครงการส่งเสริมอนุรักษ์พันธุ์มะพร้าวพื้นเมือง (พันธุ์ดี-ทับสะแก) เขาล้านตอนบน ต.เขาล้าน อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2. ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมักเพื่อพัฒนาระบบการผลิตพืชปลอดภัยและอินทรีย์ ต.ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง 3. ด้านการจัดการศัตรูพืช ได้แก่ โครงการผลิตแตนเบียนบราคอนตำบลนางตะเคียน ต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม 4. ด้านฟาร์มชุมชน ได้แก่ โครงการฟาร์มชุมชน ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 5. ด้านการผลิตอาหาการแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรได้แก่ โครงการส่งเสริมอาชีพการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากต้นจาก ต.วังวน อ.กันตัง จ.ตรัง 6. ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ โครงการเลี้ยงเป็ดไข่และการแปรรูป แขวงทรายกองเนิน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 7. ด้านประมง ได้แก่ โครงการเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม ต.ห้วยม่วง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 8. ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน ได้แก่ โครงการการผลิตดินเพาะต้นกล้า ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 9. ด้านการเกษตรอื่นๆ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งโพรงไทยแบบนวัตกรรม ต.ปันแต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง

นอกจากการมอบรางวัลต่างๆแล้ว กรมฯ ยังได้มีการมอบเกียรติบัตรรางวัลชุมชนดีเด่นและโครงการดีเด่นให้กับเกษตรกรที่ได้รับรางวัลประเภทชมเชยอีก 50 รางวัล รวมทั้งมอบโล่รางวัลให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลที่มีผลงานดีเด่นในการดำเนินงานโครงการเกษตรยั่งยืน 1 อีก 30 รางวัล และโล่ประกาศเกียรติคุณเพื่อแสดงความขอบคุณหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินงานโครงการเกษตรยั่งยืน 1 จำนวน 18 หน่วยงาน

อย่างไรก็ตาม จากความสำเร็จในโครงการดังกล่าว ได้ส่งผลให้เกษตรกรในชุมชนต่างๆ เกิดความพึงพอใจในการทำงานของรัฐบาล และพร้อมที่จะสนับสนุนการดำเนินงานที่มีส่วนช่วยพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่จะต่อยอดสนับสนุนเกษตรกรในโครงการอื่นๆ ต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์’ ต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่ ปันความสำเร็จผ่านศูนย์บ่มเพาะฯสู่เพื่อนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336216

รายงานพิเศษ : ‘พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์’ ต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่  ปันความสำเร็จผ่านศูนย์บ่มเพาะฯสู่เพื่อนเกษตรกร

รายงานพิเศษ : ‘พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์’ ต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่ ปันความสำเร็จผ่านศูนย์บ่มเพาะฯสู่เพื่อนเกษตรกร

วันพุธ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์” หรือ “ปลิว” อายุ 26 ปี เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักในอาชีพเกษตรกรรม และมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนด้านการเกษตรโดยตรง จนจบมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อีกทั้งเคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนของไทย-อิสราเอลด้วย ซึ่งหลังจากเรียนจบก็ตัดสินใจทำการเกษตรแบบเต็มตัว โดยการทำเกษตรผสมผสาน ภายใต้ชื่อแก้วพะเนาว์ออแกนิคฟาร์ม จนประสบความสำเร็จ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น ได้เล็งเห็นความสามารถและแนวคิดของคุณปลิว จึงส่งเสริมให้เป็น Young Smart Farmer และผลักดันให้ฟาร์มเกษตรแห่งนี้เป็นศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นต้นแบบให้เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

นายพงษ์พัฒน์ เล่าให้ฟังว่า ศูนย์บ่มเพาะแห่งนี้ ตั้งอยู่ตำบลนาภู อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ทั้งหมด 7 ไร่ โดยจะเน้นการปลูกพืชผักเป็นหลัก ซึ่งพืชผักเหล่านี้ก็จะตอบโจทย์ทั้งหมดในฟาร์ม เช่น เวลาเก็บผักขายก็จะมีเศษพืชผัก เราก็จะนำไปเลี้ยงปลา เลี้ยงหมู ส่วนมูลหมู จะนำมาทำปุ๋ยหมักใบไม้ เพื่อนำไปใส่ให้กับพืชผักที่ปลูก ส่วนปลาที่เลี้ยงไว้ จะนำไปทำปุ๋ยปลาสดเพื่อทำเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้เลี้ยงต้นพืช เป็นการทำเกษตรผสมผสานแบบหมุนเวียนที่สามารถช่วยลดต้นทุนได้มากและมีความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังได้คิดค้นวิธีการกำจัดแมลงแบบธรรมชาติ โดยการ “แกล้งแมลง” ซึ่งจะใช้เทคนิคการปลูกผักผสมผสานสลับร่องกันเพื่อให้แมลงเกิดความสับสน และจำไม่ได้ว่าผักไหนอยู่แปลงไหน พร้อมกับได้ผสมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้จนเกิดความแม่นยำในการเก็บเกี่ยว รวมถึงระบบน้ำหยดเพื่อให้น้ำกระจายไปสู่พืชอย่างสม่ำเสมอ

“ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรทั้งภายในชุมชน หมู่บ้านอื่น หรือแม้แต่เกษตรกรต่างพื้นที่ สนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม พร้อมกับการฝึกปฏิบัติจริงเป็นจำนวนมาก โดยเราจะถ่ายทอดเทคนิคการคิดและวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ดินและการแก้ไข สอนการทำปุ๋ยหมักชีวภาพโดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่เพื่อนำไปบำรุงต้นพืช รวมไปถึงการคิดวิเคราะห์ด้านการตลาดโดยเน้นการลดค่าขนส่งให้ได้มากที่สุด เป็นต้น” นายพงษ์พัฒน์ กล่าว

นอกเหนือจากคนรุ่นเก่าที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ภายในศูนย์บ่มเพาะแล้ว ยังมีการส่งเสริมการทำอาชีพเกษตรให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สนใจในเรื่องของการเกษตรมากขึ้น โดยการจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรและสอนให้มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำเกษตร รักในอาชีพเกษตรกรรม เพื่อเป็นการสืบทอดอาชีพนี้ไม่ให้สูญหายไป

นับว่า “พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์” เป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ ที่มีแนวความคิดก้าวหน้า สามารถพัฒนาพื้นที่การเกษตรของตนเองให้มีความยั่งยืน จนกลายเป็นแปลงต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรรายอื่นได้

 

ส่องเกษตร : ‘แจ็คหม่า’มา…ต้องปรับตัวสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336212

449007

ส่องเกษตร : ‘แจ็คหม่า’มา…ต้องปรับตัวสู้

วันพุธ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันศุกร์ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในงาน“รัฐบาลพบสื่อมวลชน” ที่จัดขึ้นประจำทุกเดือน ถึงคิวท่านรมว.เกษตรและสหกรณ์-กฤษฎา บุญราช ต้องไปพูดคุย ตอบคำถามนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยตั้งประเด็นไว้เรื่อง“การปฏิรูปภาคเกษตร”

ประเด็นที่ท่านตั้งใจพูดถึงงานกระทรวงเกษตรฯ ดูจะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร จึงไม่ค่อยมีสำนักไหนนำไปเสนอข่าวมากนัก เป็นไปได้ว่า เพราะเนื้อหาที่พูดส่วนใหญ่เป็นเรื่องเก่า เช่น เป้าหมายทำงานที่เน้นนโยบาย 3 ต.“ต่อ-เติม-แต่ง”มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดหนี้สิน,ให้ความสำคัญการรวมกลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็งและเป็นมืออาชีพ ฯลฯ

หรือพูดถึงแนวทางปฏิรูปภาคเกษตรที่ทำต่อเนื่องในรัฐบาลนี้ ตั้งแต่ก่อนท่านมาเป็นรมว.เกษตรฯคือ ปี 2559 ตั้งเป้าเป็น“ปีแห่งการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสการแข่งขันสินค้าเกษตร” ปี 2560 เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” พอยุคท่านปี 2561 จึงมอบหมายทุกหน่วยงานให้ใช้หลัก“การตลาดนำการผลิต” เป็นแนวคิดบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ วางแผนการผลิตให้อุปสงค์และอุปทานสมดุลกัน กำหนดแนวทางสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมจริง หนุนเกษตรกรเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สหกรณ์การเกษตรและผู้ค้า

ทั้งพยายามอ้างอิงความสำเร็จ เช่น โครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่,งานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร,พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer,จัดโซนนิ่ง,พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน,สนับสนุนเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่,แผนข้าวครบวงจร ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำ และแนวทางสนับสนุนนโยบายไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล เป็นต้น

เอาเป็นว่ายังเป็น“ราคาคุย”ในเรื่องเก่าๆที่ต้องรอพิสูจน์ด้วยผลงานเชิงประจักษ์ที่จะทำให้ชีวิตเกษตรกรดีขึ้น จริงหรือไม่…เลยไม่ค่อยเป็นข่าว ต้องพิสูจน์น้ำยาด้วยการทำงานจริงจังต่อไป

อีกเรื่องที่ขอเขียนถึงสักหน่อยคือ การเข้ามาของ“อาลีบาบา” ยักษ์ใหญ่การค้าออนไลน์โลกซึ่ง “แจ็ค หม่า”ได้มาพบนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา เซ็น MOU 4 ฉบับ ยืนยันจะลงทุน 1.1 หมื่นล้านในโครงการ EEC ของไทย เป็นเรื่องใหญ่มากที่พูดถึงกันแทบทุกวงการ ทุกสื่อ ประเมินจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย ธุรกิจใดจะได้-จะเสีย ฯลฯ

และแน่นอน วงการเกษตรจะได้รับผลอย่างมาก (คงทั้งด้านบวกและลบ) จึงต้องติดตาอย่างใกล้ชิด เพราะแค่โหมโรงเปิดตัวก่อน“แจ็ค หม่า”มาไทย ด้วยการช่วยไทยขาย “ทุเรียน”ผ่านเว็บไซต์ TMall.com ของอาลีบาบาเพียง 1 นาที ก็ขายไปได้ถึง 8 หมื่นลูก จนเป็นที่ฮือฮามาก

ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มองแง่บวก ต่างเชื่อว่า นี่จะเป็นการเชื่อมโยงโอกาสการส่งสินค้าเกษตรไปขายต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เกษตรกรไทยมีการปรับตัววางแผนการผลิตได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาด ทั้งส่งผลดีต่อราคาสินค้าเกษตรในประเทศด้วย โดยเฉพาะผลไม้ซึ่งมีทุเรียนเป็นพระเอกชูโรง ฯลฯ

ขณะที่ฝ่ายมองในแง่ลบ โดยเฉพาะเรื่องการขายผลไม้ เตือนอย่ามองโลกสวยเกินไป หวั่นจีนจะ“กินรวบ”ผลประโยชน์มากกว่า เมื่อสภาพปัจจุบัน พ่อค้าจีนหรือ“ล้งจีน”
เข้ามากว้านซื้อล่วงหน้าเกือบทุกผลไม้ที่เราผลิตได้ ที่ตลาดเมืองจีนนิยม ผลดีที่เว็บไซต์ของ“แจ็ค หม่า”ช่วยให้ขายของได้มากขึ้น จึงตกเป็นของบรรดาล้งจีนมากกว่าเกษตรกรไทย

สำหรับผมเอง ไม่มองโลกสวย แต่มองด้วยความเป็นจริงว่า ถึงอย่างไรการค้าออนไลน์ที่ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในโลกใบนี้และในไทยเอง ก็เป็นสิ่งที่เกษตรกรหลีกหนีไม่พ้น ไม่ว่าเว็บไซต์ของ“แจ็ค หม่า-อาลีบาบา”หรือยักษ์ใหญ่เจ้าอื่นๆ ในที่สุดก็จะเข้ามา ผลกระทบทั้งแง่บวกและลบ ต้องตามมามากขึ้นทุกที

ดังนั้น“เมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ หนีไม่พ้น” สิ่งที่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่แค่“ผลดี-ผลเสีย”แต่คือ“การปรับตัว”เพื่อนำ“อนาคต”นี้มาสร้างให้เกิดผลดีกับเราได้มากที่สุด เกษตกรไทยต้องปรับตัวทั้งด้านการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการซื้อขายในโลกออนไลน์ได้มากขึ้น ต้องรวมตัวกันค้าเองไม่ว่าจะรูปสหกรณ์หรืออื่นๆ ไม่ใช่ปล่อยให้“ล้งจีน”มามีอำนาจผูกขาดการขายฝ่ายเดียว….เช่นนี้ เป็นต้น

สาโรช บุญแสง

รักษ์เกษตร : อย่างไรคือไควาเระ อีกทางเลือกของอาหารสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336016

รักษ์เกษตร : อย่างไรคือไควาเระ อีกทางเลือกของอาหารสุขภาพ

รักษ์เกษตร : อย่างไรคือไควาเระ อีกทางเลือกของอาหารสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ไควาเระ เป็นพืชชนิดไหนครับ มีประโยชน์อย่างไร และขอทราบวิธีเพาะปลูกต้นอ่อนด้วยครับ

อานันท์ ทองอุทัย

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ

ไควาเระ หรือต้นอ่อนหัวไชเท้า เป็นหนึ่งในต้นอ่อนที่ปลูกง่าย ได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น มีรสเผ็ดคล้ายวาซาบิ มีกลิ่นแบบหัวไชเท้า สามารถนำต้นอ่อนมาประกอบอาหารได้มากมาย อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย เช่น มีสารไฟโตนิวเทรียนท์ ที่ช่วยต้านออกซิเดชั่น ทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดีเอ็นเอ ลดการเกิดโรคมะเร็งได้ เพิ่มภูมิต้านทานโรค ควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนให้อยู่ในระดัสมดุล มีสารรูติน ที่ช่วยต้านการอักเสบต่างๆ รักษาโรคภูมิแพ้ ช่วยให้อาการของการแพ้ฝุ่นละออง และหอบหืดดีขึ้น รักษาเส้นเลือดขอด และริดสีดวงทวาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไควาเระ หรือ ต้นอ่อนหัวไช้เท้า ที่เป็นผักสลัดที่ดี และสามารถทำอาหารได้หลากหลาย วิธีการปลูกง่ายๆ มาก ดังนี้

1.เตรียมวัสดุสำหรับปลูก ได้แก่ 1) ถาดกระบะมีรู  หรือตะกร้า หรือกล่องพลาสติกมีรู 2) กะละมัง 3) ผ้าขนหนู สำหรับไว้บ่มเมล็ด 4) ดินร่วน ผสมขุยมะพร้าว และแกลบดำ 5) เมล็ดพันธุ์ไควาเระ 6) ที่ฉีดน้ำ 7) แผ่นฟีเจอร์บอร์ด สำหรับคลุมหน้าดิน

2.เตรียมเมล็ดพันธุ์ นำเมล็ดไควาเระ ซึ่งหาซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ตามร้านขายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป ทำการล้างเมล็ดให้สะอาดหลายๆ ครั้ง เลือกเมล็ดที่เสียออกไป เทน้ำทิ้งแล้วใส่น้ำใหม่แช่ทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อแช่ครบเวลาแล้ว ให้นำมาห่อด้วยผ้าขนหนู เพื่อบ่มเมล็ดอีก 1 คืน

3.เตรียมดินสำหรับปลูก โดยผสมดินร่วน กับขุยมะพร้าว และแกลบดำ ทำการร่อนให้ละเอียด ใส่ในกระบะเพาะเตรียมไว้

4.วิธีปลูก โรยเมล็ดไควาเระที่บ่มไว้ ลงไปในกระบะ โรยให้ทั่วตามต้องการ ไม่มากน้อยเกินไป อย่าขยี้เมล็ด และอย่าให้เมล็ดทับกัน รดน้ำให้ทั่ว ไม่แฉะเกินไป จากนั้นใช้แผ่นฟีเจอร์บอร์ดมาปิดคลุมไว้

5.เมื่ออายุได้ 1-3 วัน จะเห็นต้นอ่อนๆ งอกขึ้นมา ให้รดน้ำให้ชุ่มชื้น

6.เมื่ออายุได้ 7-8 วัน ให้นำไปผึ่งแดดรำไร เพื่อให้สังเคราะห์แสงสร้างใบเขียว จากนั้นก็ตัด นำมารับประทานได้

กระแสรักสุขภาพยังเป็นที่นิยมกัน ผักแนวปลอดสารพิษ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยที่เป็นอันตรายแม้แต่น้อย ไม่มีสารเคมี ปลอดภัยแน่นอน เหล่านี้จะสามารถปลูกทานเองได้ และสามารถเป็นช่องทางหารายได้เสริมได้อีก ถ้าหากท่านรู้วิธีการ หาช่องทางจำหน่ายได้ และรู้แหล่งสำหรับหาวัสดุ และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ เป็นอีกทางเลือกของการประหยัด

นายรัตวิ

อสค.เร่งส่งเสริมคนไทยบริโภคนม จัดกิจกรรมเข้มข้นรับเปิดเทอม ตั้งเป้าเพิ่มจาก18เป็น25ลิตรต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336010

x

อสค.เร่งส่งเสริมคนไทยบริโภคนม จัดกิจกรรมเข้มข้นรับเปิดเทอม ตั้งเป้าเพิ่มจาก18เป็น25ลิตรต่อปี

วันอังคาร ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า สำหรับในช่วงใกล้เปิดเทอมของปีการศึกษา 2561 ที่จะถึงนี้ อ.ส.ค. ยังคงเดินหน้าสนองนโยบายรัฐบาลในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการบริโภคนมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสนับสนุนนมให้กับการแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ การส่งเสริมเปิดร้านจำหน่ายนม Thai Denmark Milk Shop ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการบริโภคนมให้กับเด็กที่ได้รับนมโรงเรียนมาตั้งแต่ระดับก่อนการศึกษาจนถึงระดับประถมศึกษา และต่อเนื่องมาในระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี โดยร้านดังกล่าวจะเน้นวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมนมพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ต ไอครีม เป็นต้น

โดยโครงการดังกล่าวได้ดำเนินมาแล้วตั้งแต่ปี 2559 ขณะนี้มี Thai Denmark Milk Shop ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษาแล้วทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ 2.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ 3.โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก 4.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ บางบอน และมีแผนสร้างผู้ประกอบการ SMEs ใหม่ เข้าร่วมสร้างร้านไทย-เดนมาร์ค มิลค์ ช็อป ในโรงเรียนเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 ร้าน มีทั้งโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง และ ภาคเหนือ เป็นต้น

ทั้งนี้ในช่วงเวลาใกล้เปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2561 นี้ อ.ส.ค. ก็ได้เตรียมแผนการส่งเสริมการบริโภคนมผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นวันดื่มนมโลก โดยในวันนั้นก็จะมีกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการดื่มนมที่จัดขึ้นทั้งจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นการตอกย้ำการดำเนินงานส่งเสริมการบริโภคนมให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ตามโรดแมปของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ตั้งเป้าในการเพิ่มปริมาณการดื่มนมให้มากขึ้นจาก 18 ลิตร/คน/ปี เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ในเบื้องต้นตัวเลขปริมาณการบริโภคนมต่อปีเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลต่อการขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์นมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศนั้นผลิตภัณฑ์นมมีความหลากหลายสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่ม ประกอบกับมีผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย ทำให้ทิศทางการบริโภคนมมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน

“อย่างไรก็ตาม นอกจากการส่งเสริมการบริโภคนมให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นแล้ว ในด้านของการผลิต อ.ส.ค. เองยังคงเดินหน้าพัฒนาคุณภาพผลผลิตน้ำนมให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก ควบคู่กับการคิดค้นผลิตภัณฑ์คุณภาพใหม่ๆ ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องต่อไป” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ระดมผลงานเปิดเวที‘ล้านนาไทย’ จัดยิ่งใหญ่50ปีส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336013

ระดมผลงานเปิดเวที‘ล้านนาไทย’  จัดยิ่งใหญ่50ปีส่งเสริมการเกษตร

ระดมผลงานเปิดเวที‘ล้านนาไทย’ จัดยิ่งใหญ่50ปีส่งเสริมการเกษตร

วันอังคาร ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปี ของการสถาปนา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ขับเคลื่อนงานตามนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง โดยนำระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) มาขับเคลื่อนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และล่าสุดเพื่อให้การดำเนินงานสอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้พัฒนางานส่งเสริมการเกษตรสู่การเป็น Smart Agriculture เพื่อสร้างความสมดุลในการพัฒนาให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้

นายนเรศ กล่าวต่อไปว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ได้ดำเนินงานตามนโยบายของกรมฯ และโครงการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้ง 8 จังหวัด การพัฒนาบุคลากรการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานของกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดทำโครงการแสดงผลงานกรมส่งเสริมการเกษตรในวาระครบรอบ 50 ปี “ล้านนาไทย ภูมิใจ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร” ขึ้น ระหว่างวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2561 ณ ลานมีโชคพลาซ่า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการแสดงศักยภาพการผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของสถาบันเกษตรกรในภาคเหนือ และนำเสนอผลงานส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายสินค้า บริการ ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรขององค์กรเกษตรกรจากสำนักงานเกษตรจังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการ เกษตรกร องค์กรเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้

“มั่นใจว่าเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมงานจะได้รับความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมการเกษตรภาคเหนือมากขึ้น ตลอดจนผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของสถาบันองค์กรเกษตรกร ในเขตภาคเหนือตอนบน ได้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และคาดว่าจะมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ประมาณ 350,000 – 500,000 บาทเลยทีเดียว” นายนเรศ กล่าว