สสก.9เปิดเรียนรู้ผ่าน‘e-learning’ พัฒนา‘Young Smart Farmer’ เสริมแกร่งการตลาด-เครือข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337195

x

สสก.9เปิดเรียนรู้ผ่าน‘e-learning’ พัฒนา‘Young Smart Farmer’ เสริมแกร่งการตลาด-เครือข่าย

วันจันทร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สสก.9เปิดเรียนรู้ผ่าน‘e-learning’

พัฒนา‘Young Smart Farmer’

เสริมแกร่งการตลาด-เครือข่าย

ข้ามขั้นสู่‘เกษตรกรมืออาชีพ’

 

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า โครงการเรียนรู้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้ การเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่และเกษตรกร ขยายโอกาสการเรียนรู้และเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นการเรียนรู้ที่ง่าย สะดวกต่อการเข้าถึงในทุกที่ ทุกเวลา ประหยัดงบประมาณเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการทำงานของนักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรได้อย่างแพร่หลาย โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เหมาะสมกับยุคสมัยมาจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและทักษะในการปฏิบัติงานนำไปถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นต่อไป

ในปี 2561 สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้ดำเนินการผลิตบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์
(e-learning) วิชา กระบวนการพัฒนา Young Smart Farmer สู่เกษตรกรมืออาชีพ เนื่องจากได้ดำเนินการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ตั้งแต่ปี 2557 อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร การตลาด เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างกลุ่มเครือข่าย Young Smart Farmer ทั้งระดับจังหวัด เขตประเทศและสนับสนุนศึกษาดูงานต่างประเทศ ทำให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในอาชีพและสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ เกิดกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ภาคเหนือตอนล่างครอบคลุมทั้ง 9 จังหวัด ซึ่งประกอบอาชีพการเกษตรประสบความสำเร็จในระดับพื้นที่เป็นแบบอย่างให้เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ก้าวสู่อาชีพการเกษตรให้มีความยั่งยืนสืบไป

การผลิตบทเรียนวิชากระบวนการพัฒนา Young Smart Farmer สู่เกษตรกรมืออาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ แนวทางการส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะ การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้
ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของเกษตรกรมืออาชีพ บุคคลเป้าหมาย ประกอบด้วย นักส่งเสริมการเกษตรระดับเขต/จังหวัด/อำเภอ เกษตรกรและบุคคลอื่นๆที่มีความสนใจ องค์ประกอบเนื้อหาวิชา แบ่งออกเป็น 3 บท คือ บทที่ 1 หลักการ แนวคิด การส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ บทที่ 2 การพัฒนาอาชีพการเกษตรของ Young Smart Farmer บทที่ 3 กรณีศึกษา : Young Smart Farmer สู่เกษตรกรมืออาชีพ ประกอบด้วย YSF ที่ประสบความสำเร็จด้านเกษตรผสมผสาน YSF ที่ประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการจัดการสวนมะม่วงนอกฤดูในพื้นที่แห้งแล้ง YSF ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตส้มโอมาตรฐานส่งออกแบบครบวงจร (ผลิตผ่านการรับรองมาตรฐาน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ และตลาด Modern Trade) และ YSF ที่ประสบความสำเร็จด้านการผลิตพืชผักหลากหลายในพื้นที่น้อย

“ผู้ร่วมผลิตบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านประกอบด้วย ผศ.ดร.กฤษดา กาวีวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาอุตสาหกรรมเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาพิษณุโลก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก สำนักงานเกษตรจังหวัด และเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นต้นแบบของจังหวัด ผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองเมื่อเรียนจบจะได้รับประกาศนียบัตรจากกรมส่งเสริมการเกษตรด้วย” นายอาชว์ชัยชาญ กล่าว

เร่งยกระดับสหกรณ์4พันแห่ง ส่งเสริมรวมกลุ่มแปรรูป-หาช่องทางการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337196

x

เร่งยกระดับสหกรณ์4พันแห่ง ส่งเสริมรวมกลุ่มแปรรูป-หาช่องทางการตลาด

วันจันทร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งยกระดับสหกรณ์การเกษตรกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และหาช่องทางการตลาดได้ด้วยตัวเอง โดยทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ต้องไปหาแนวทางการผลักดันเรื่องดังกล่าว
ให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ เบื้องต้นได้สั่งการให้จัดกลุ่มสหกรณ์ทั้งหมด แยกออกเป็นระดับต่างๆ ตามศักยภาพ เช่น สหกรณ์เกรดเอ
บี และซี เพื่อทำให้เกิดความสะดวกในการนำนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ลงไปขับเคลื่อนได้ตรงจุด

ทั้งนี้ ในสหกรณ์ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ก่อน เบื้องต้นพบว่า มีอยู่ประมาณ 700 แห่ง ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่เข้มแข็ง หรือสหกรณ์ในระดับเกรดเอ ในจำนวนนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องไปหาทางพัฒนาสหกรณ์ดังกล่าวขึ้นมาเป็นผู้ค้าหรือเทรดเดอร์ เพราะปัจจุบันสหกรณ์กลุ่มนี้ มีสมาชิกที่เป็นเกษตรกรจำนวนมากเมื่อถึงช่วงที่มีผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ ออกมาแล้ว สหกรณ์ควรรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและทำการเจรจาการค้าโดยตรงกับผู้รับซื้อ ทั้งการซื้อ-ขายตามช่องทางปกติ หรือซื้อ-ขายผ่านระบบออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) ซึ่งหากดำเนินการดังกล่าวได้สำเร็จ จะถือเป็นหนึ่งในแนวทางการปฏิรูปภาคการเกษตรและการทำเกษตรแผนใหม่ตามนโยบายรัฐบาล

ขณะเดียวกันยังมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์หาทางยกระดับสหกรณ์การเกษตรทั้งหมด ด้วยการใช้นโยบายตลาดนำการผลิต มาใช้ในการบริหารงานการเกษตรกรรมในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยคัดเลือกผลผลิตการเกษตรในพื้นที่ ทั้งที่มาจากนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรผสมผสาน เกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็ง เพื่อให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนำไปเป็นข้อมูลประสานงานหาผู้รับซื้อผลผลิตจากพื้นที่โดยตรง

บวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรณทรงนาค เตรียมพิธีแรกนาขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337084

บวงสรวงบูรพกษัตริย์  องค์พระพิรณทรงนาค  เตรียมพิธีแรกนาขวัญ

บวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรณทรงนาค เตรียมพิธีแรกนาขวัญ

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บวงสรวงบูรพกษัตริย์

องค์พระพิรณทรงนาค

เตรียมพิธีแรกนาขวัญ

เกษตรจัดข้าวพันธุ์ดี

แจกจ่ายให้ประชาชน

กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ก่อนพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2561

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา ประจำปีพุทธศักราช 2561 เป็นประธานในพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นพิธีกรรมก่อนพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 โดยนายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า งานบวงสรวงนี้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ พนักงาน ข้าราชการ และประชาชน โดยพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และศาลพระภูมิเจ้าที่ ของพระยาแรกนาขวัญ จะเป็นพิธีกรรมก่อนวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ พร้อมคณะ เป็นผู้ดูแลการประกอบพิธีพราหมณ์ และมีเทพีคู่หาบทอง-หาบเงิน ร่วมในพิธีด้วย ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าว จะแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกร

ทั้งนี้ ในปีพุทธศักราช 2561 ปฏิทินหลวงได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย สำหรับวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561เป็นวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (ไถหว่าน) ซึ่งจะประกอบพิธีบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

สำหรับเทพีคู่หาบทองปีนี้ ได้แก่ นางสาวพรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร นางสาวนันทวัน สุวรรณสถิต นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร คู่เคียง มีจำนวน 16 ราย และผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย โดยมีนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนา พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม พระโคพูล สำหรับพันธุ์ข้าวพระราชทานที่เตรียมไว้ในพระราชพิธีมีทั้งสิ้น 7 สายพันธุ์ ได้แก่ ปทุมธานี 1,ขาวดอกมะลิ 105, สังข์หยดพัทลุง, กข6,กข.43, กข57 และ กข71 นอกจากนี้ได้เตรียมพันธุ์ข้าวจำนวน 1,799 กิโลกรัม แจกจ่ายให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศที่เดินทางเข้าร่วมงานเพื่อความเป็นสิริมงคลในวันพระราชพิธีพืชมงคลด้วย

รักษาการผู้ว่าฯกยท.ยันยางไม่ล้นโลก จ่อดันโปรเจ็คยักษ์ตั้งบริษัทร่วมค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336862

รักษาการผู้ว่าฯกยท.ยันยางไม่ล้นโลก จ่อดันโปรเจ็คยักษ์ตั้งบริษัทร่วมค้า

รักษาการผู้ว่าฯกยท.ยันยางไม่ล้นโลก จ่อดันโปรเจ็คยักษ์ตั้งบริษัทร่วมค้า

วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 16.52 น.

4 พ.ค.61 ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) นายเยี่ยม ฤาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ได้เชิญประชุมรับฟังความเห็นจากแกนนำเครือข่ายเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรสวนยางทั่วประเทศ กว่า 50 องค์กร

นายเยี่ยม กล่าวยืนยันว่าสถานการณ์ปริมาณยางในปัจจุบันไม่ล้นตลาดโลก ในขณะนี้สต็อกยางโลกมีกว่า 2 ล้านตันถือว่าปกติไม่เป็นผลทำให้ราคายางตก โดยทั่วโลกมีความต้องการใช้ยางปีละ 13 ล้านตันเท่ากับปริมาณผลผลิตได้ทุกปี และประเทศไทยเป็นผู้ผลลิตยางส่งออกอันดับหนึ่ง ส่งออกไปจีน 2 ล้านตัน จากผลิตได้กว่า4 ล้านตันต่อปี ดังนั้นชาวสวนยางต้องจับมือ แก้ปัญหารายได้ตกต่ำ ที่มีสาเหตุไม่สามารถกำหนดราคายางในตลาดโลกได้ เพราะเราขายแต่วัตถุดิบไม่ไปถึงปลายน้ำการแปรรูปเพิ่มมูลค่า สิ่งที่ต้องเร่งอันดับแรกคือแก้ปัญหารายได้ไม่มีความแน่นอน ทำให้ไม่พอดำรงชีพ ซึ่งวันนี้ทุกส่วนต้องมาจับมือร่วมกันทำสิ่งที่ยั่งยืนเป็นประโยชน์สูงสุดกับเกษตกรไทย

“ทุกวันนี้ใต้ถุนบ้านเกษตรกรไม่มียางเหลือ กรีดมาเท่าไหร่ขายได้หมด แต่เดือดร้อนจากราคายางตกมาตลอด เกิดจากประเทศผู้ผลิตกำหนดราคาขายเองไม่ได้  ปล่อยให้นักเกร็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้ากำหนดราคากินส่วนต่าง 15-20 บาทต่อกก.ซี่งทางออก กยท.และสถาบันเกษตรกร ต้องจับมือกัน ตั้งบริษัทร่วมค้ายางพารา ภายในเดือนนี้  กำหนดราคายางแต่ละประเภทโดยดูต้นทุนการผลิตบวกกับส่วนต่างที่เกษตรกรจะได้รับ พร้อมเปิดช่องทางตลาด ส่งไปถึงมือผู้ใช้ยางโดยตรงไม่ผ่านคนกลาง ผมเชื่อมั่นว่าในอนาคตชาวสวนยาง มีรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีความเป็นอยู่ดีได้จริง พร้อมกับรัฐส่งเสริมเงินทุน เทคโนโลยี แปรรูป เพิ่มมูลค่าไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็นปลายน้ำให้ได้ และหาตลาดมารองรับ ในแนวทางนี้ถ้าเราเดินไปให้ถึงที่สุด ไม่เพียงยางพารา สินค้าเกษตรอื่นๆเช่นเดียวกันจะต้องไปสู่การแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตสินค้าเกษตรทุกชนิด เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นอย่างแน่นอน และธุรกิจการค้าวันนี้ ทุกอย่างผ่านมือถือ ทั้งไม้จิ่มฟันยันเรือรบ โดยบ่ายวันนี้ผมจะหารือกับตัวแทนอาลีบาบา หาแนวทางการระบายสินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ผ่านออนไลน์ ผ่านอาลีบาบา มีลูกค้ากว่าพันล้านคน พร้อมกับอีกส่วน กยท.พัฒนาระบบออนไลน์ ของเราเอง ให้มีช่องทางขายสินค้าหลากหลาย ส่วนระบบออฟไลน์ ไปเจรจากับผู้ซื้อ ขอความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ ทูตเกษตร เจรจาบริษัทยางล้อ ไปทำสัญญาซื้อขาย และหาช่องทางรัฐบาลไทยขายยางแลกสินค้าอื่นกับรัฐบาลประเทศต่างๆ”นายเยี่ยม กล่าว

ด้านนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สยยท.)กล่าวว่าฟังแล้วชื้นใจมากที่ได้ฟังผู้ว่าฯบอกว่ายางไม่ล้นโลก ยางยังมีอนาคต ผิดกับผู้ว่าฯคนก่อน ไปบอกนายกรัฐมนตรี ว่ายางล้นตลาดโลก จนนายกฯบอกให้เกษตรกรไปขายยางบนดาวอังคาร ซี่งการได้ผู้นำองค์กรสวนยางที่มีวิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่ชาวสวนยางใฝ่ฝันมาร่วมกันต่อสู้มาจนได้ พรบ.การยางแห่งชาติ มาก่อตั้งเป็นการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)แต่ตอนนี้ กยท.กลับนำกฎหมายลูกมาบังคับใช้จากที่คณะอนุกรรมการด้านกฏหมาย คิดเขียนกีดกันเกษตรกรไม่ให้เข้าไม่ถึงการใช้สวัสดิการที่มาจากเงินเซส หรือค่าธรรมเนียมการส่งออกยาง ที่หักจากยางส่งออกกิโลกรัมละ 2 บาทซึ่งมาจากน้ำพักน้ำแรงของเกษตรกรเอง

“เกษตรกรพร้อมที่จะจับมือกับกยท. แต่คนในกยท.พร้อมหรือไม่ ควรกวาดล้างบ้านให้สะอาดก่อน ยังมีคนข้างๆผู้ว่าฯชอบยุยงให้แตกคอกับเกษตรกร และผู้บริหารกยท. อย่ามีหัวโขนกัน

การใช้พรบ.การยางฯกับเกษตรกร ยังสองมาตรฐานมีชาวสวนยาง บัตรสีเขียว ได้ขึ้นทะเบียนรับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล แต่เกษตรกรบัตรสีชมพูอยู่ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่ได้รับสิทธิ การโยกย้ายพนักงานเอาผอ.ในจังหวัดทำงานด้านตลาดไม่เป็น ไปนั่งตลาดกลาง ซี่งส่งผลกระทบโดยตรงกับชาวบ้าน อย่าไปโยกย้ายกันเกินไป  ทั้งนี้ขอให้ไปแก้ปัญหาเกษตรกรเข้าไม่ถึงสวัสดิการ อนุ3 รวมทั้งการปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูง 8-9 % เกษตรกรหนีไป ธกส .หมด อีกทั้งทราบว่ารักษาการผู้ว่าฯ ไม่มีเงินเดือนได้รับแต่เบี้ยประชุม แต่อดีตผู้ว่าฯที่ถูกเด้งไปนั่งสำนักนายกฯยัง ได้เงินเดือนเต็ม ซึ่งเป็นเงินเดือนที่มาจากเงินเซส จึงขอให้ สตง.เข้าตรวจสอบดูระเบียบให้ดี ปัญหาในกยท.สะสมหมักหมมเยอะเกินไปที่จะแก้ไข โดยเฉพาะประธานบอร์ด กยท.ทำอะไรไว้บ้าง รวมทั้งขอให้ รมว.เกษตรฯ เร่งรีบแก้มาตรา69(6)ให้เกษตรกรเดินทางมาประชุมมีเบี้ยเลี้ยง ให้มีเงินเดินทางมาประชุมกันทุกเดือน ช่วยกันพัฒนาวงการยางยั่งยืน”นายอุทัย กล่าว

นายธีรชัย แสนแก้ว อดีต รมช.เกษตรฯและประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรสวนยาง กล่าวว่าขอให้ยกเลิกมติบอร์ดกยท.จ้างเอกชน มาทำจัดเก็บเงินเซส ตามด่านทั่วประเทศ และตั้งคณะทำงาน เพื่อให้ดำเนินการ บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร และทุกหน่วยงาน โดยไม่ต้องเสียเงินจ้างเอกชน จัดเก็บเงินเซสและตั้งคณะทำงานปกป้องการลักลอบยางพาราส่งออกนอกราชอาณาจักร หากทำได้ตามนี้ จะเก็บเงินเซสได้ปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท ทุกวันนี้ไดแค่ 7-8 พันล้านบาท และไปแก้ไขให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราไม่มีเอกสารสิทธิ ยังไม่เข้าระบบ ถือบัตรชมพู ได้ถูกริดรอนสิทธิทำกินต่างๆของประกาศกระทรวงทรัพย์

นายธีรชัย กล่าาว่าต้องได้ขับเคลื่อนงานกยท.ภายใต้ พรบ.การยางฯให้เต็มที่ นำโรงรมยาง 4-6 โรง ซื้อยางจากเกษตรกรมาทำให้เต็มกำลังผลิต เป็นสิ่งต้องร่วมกันทำเป็นนำร่อง กระชากราคายางขึ้นมา และการตั้งบริษัทร่วมค้ายางพารา ตนได้คุย รมว.เกษตรฯ ต้องการให้ เหมือน บริษัทอ้อยน้ำตาลไทย ราคาขึ้นลงอย่างไรเกษตรกรทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหาร โดยมี รมว.เกษตรฯดูแล พรบ.ควบคุมราคายาง ป้องกันพ่อค้าข้างถนนซื้อยางกดราคา ใช้วัดค่าเนื้อยางหักทีละ50 สตางค์

ด้านนายบุญส่ง นับทอง ประธานเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ กล่าวว่า วันนี้เกษตรกรลำบากกันมากจาก สภาพราคายางตกมากขนาดนี้ และยางไม่ล้นโลก แม้แต่เศษยางขายได้หมด แต่การกดราคาเพราะพ่อค้าเข้ามาปั่นราคา ดังนั้นหากทำแบบธกส.ให้ชาวนาเก็บข้าวเข้าในยุ้งฉาก ขณะนี้ข้าวราคาดีขึ้น ถ้าเราเก็บยาง 30% ราคาขึ้นแน่นอน หรือหยุดกรีดยาง

ด้านสุนทร รักษ์รงค์ ประธานเครือข่ายคนกรีดยาง กล่าวว่าพรบ.ยางฯเปิดช่องให้กยท.ตั้งบริษัท ขายยาง แต่อย่าให้ข้าราชการไปขายจะสู้เอกชนไม่ได้ ต้องมีหน่วยธุรกิจขึ้นมา จ้างเอ็มดีมาบริหาร ส่วนสวัสดิการในพรบ.ยาง เกษตรกรชายขอบยังใช้ได้ ประสบปัญหาราคาตกต่ำ เข้าไม่ถึงเงินอนุเคาระห์ โดยเฉพาะเกษตรกรถือบัตรสีชมพู ทำสวนยาง4.6 ล้านไร่ 3 แสนครัวเรือน ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ พวกเรามาจากม็อบข้างถนนเรียกร้องจนได้มีพรบ.ยางฯ และไม่อยากให้กลับไปใช้เส้นทางเดิมขอให้ดูแลกลุ่มสวนยางชายขอบได้เข้าถึงสวัสดิการของ กยท.ด้วย

ผลไม้ภาคใต้ตอนบนพุ่งกระฉูด สศก.เกาะติด7จังหวัดทะลุ4แสนตันเพิ่มถึงเกือบ80%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336616

x

ผลไม้ภาคใต้ตอนบนพุ่งกระฉูด สศก.เกาะติด7จังหวัดทะลุ4แสนตันเพิ่มถึงเกือบ80%

วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) ได้ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อจัดทำข้อมูลไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2561 ของไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน 7 จังหวัด ประกอบด้วย สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช ระนอง กระบี่ พังงา และภูเก็ต โดยพบว่าเนื้อที่ให้ผล 4 ชนิดสินค้า มีจำนวนทั้งสิ้น 525,647 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 3,085 ไร่ คิดเป็นเนื้อที่เพิ่มขึ้น 0.59% โดยเฉพาะทุเรียน เพิ่มขึ้นจำนวน 13,288 ไร่ (เพิ่มขึ้น 6.63%) ส่วนผลไม้อีก 3 ชนิด เนื้อที่ให้ผลลดลง เงาะลดลงมากที่สุด คือ 7.62% ลองกอง ลดลง 5.04% และ มังคุด ลดลง 0.39%

ขณะที่ผลผลิตรวมคาดว่าจะมีประมาณ 440,579 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว จำนวน 195,179 (เพิ่มขึ้น 79.54%) โดยลองกอง เพิ่มขึ้นมากสุดเฉลี่ยที่ 872.26% มังคุด เพิ่มขึ้น 123.38% เงาะ เพิ่มขึ้น 76.75% และ ทุเรียน เพิ่มขึ้น 46.49% ทั้งนี้ สาเหตุที่ผลผลิตทั้ง 4 สินค้า เพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำเพียงพอ และปีที่แล้วออกดอกติดผลน้อย ทำให้ต้นมีโอกาสได้พักตัวสะสมอาหารเต็มที่ ซึ่งคาดว่าผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องถึงกลางเดือนกันยายน

ด้าน นายธรณิศร กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการ สศท.8 กล่าวเสริมว่า สำหรับแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยให้จังหวัดคำนึงถึงการบริหารจัดการผลไม้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพซึ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลไม้ตลอดฤดูกาลผลิต อย่างไรก็ตาม หากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศของภาคใต้มีฝนตกค่อนข้างมาก และมีมรสุมเข้ามาสม่ำเสมอ และอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ซึ่ง สศท.8 จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและลงพื้นที่สำรวจข้อมูลในเดือนพ.ค.-ก.ค.อย่างต่อเนื่อง

ชุมชนสุราษฎร์จัด‘ตกปลา’ ขยายผลสำเร็จโครงการ9101

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336615

x

ชุมชนสุราษฎร์จัด‘ตกปลา’ ขยายผลสำเร็จโครงการ9101

วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธาร นวลนึก เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งในส่วนของ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี มี 2 ชุมชนที่ร่วมโครงการ คือ ชุมชนที่ 2 ต.ท่าขนอน เเละชุมชนที่ 7 ต.ย่านยาว โดยมีกิจกรรมสำคัญ คือ การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน ซึ่งชุมชนได้ใช้สระน้ำของชุมชนมีการปล่อยพันธุ์ปลาดุกจำนวน 20,000 ตัว โดยใช้เวลาเลี้ยง 4 เดือนต่อรุ่น ได้ปลาน้ำหนักเฉลี่ย 4 ตัวต่อ กก.

โดยนับตั้งแต่ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2560 เกษตรกรประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แม้จะประสบปัญหาบ้างในช่วงแรก แต่เกษตรกรก็ร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ไขได้จนสามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เกิดจากความคิดร่วมกันของชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตรคอยให้คำปรึกษา และเนื่องจากวิถีชีวิตของเกษตรกรในชุมชนที่ชอบตกปลาเป็นงานอดิเรก ทางชุมชนที่ 7 จึงได้จัดกิจกรรมเเข่งขันตกปลาขึ้นที่ บ่อตกปลาหารละมุ บ้านบางพระ หมู่ที่ 7 ตำบลย่านยาว อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสร้างความสามัคคีและกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดความภูมิใจในกิจกรรมที่ทำร่วมกัน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 279 คน ส่วนชุมชนที่ 2 ตำบลท่าขนอน จะมีการเปิดกิจกรรม การเเข่งขันตกปลาในเร็วๆ นี้ เช่นกัน

รายงานพิเศษ : เกษตรเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336617

รายงานพิเศษ : เกษตรเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน  ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

รายงานพิเศษ : เกษตรเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงเตรียมความพร้อมรับมือป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร วางมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากพายุฤดูร้อน เสริมสร้างศักยภาพและความสามารถของชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่ผลไม้หลายชนิดเริ่มให้ผลผลิต ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ปรับกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเกษตร โดยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation หรือ COO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team หรือ OT) โดยในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรจะมีเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอ เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติงานในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบในการดำเนินงาน 2 ส่วนคือ การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในการผลิตและบางกรณีสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ สินค้าเกษตรไม่มีคุณภาพ ผลผลิตล้นตลาด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและการแก้ไขปัญหาการเกษตรในพื้นที่ กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เป็นปัญหาที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน แต่ถ้ามีระบบการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่ จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสียหาย/ความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ ลักษณะของปัญหาในกรณีฉุกเฉิน เช่น ปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย วาตภัย และศัตรูพืชระบาด รวมถึงปัญหาเฉพาะเหตุการณ์ในพื้นที่ เช่น การจำหน่ายผลผลิตด้อยคุณภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร มีแผนเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านการเกษตรอยู่เสมอ โดยการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการรับมือกับวาตภัยและอุทกภัย กรณีเกิดวาตภัยได้ส่งเสริมให้ปลูกต้นไม้บังลม (Wind Break) เช่น ไผ่ กระถิน เพื่อลดความรุนแรงของลมก่อนที่จะเข้าถึงสวนผลไม้หรือพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงได้ดีมาก หรือตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือกิ่งที่ไม่ให้ผลผลิตออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม สำหรับต้นไม้ผลที่อายุมากและมีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้โค่นล้มง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง ขณะเดียวกันควรใช้เชือกโยงกิ่งและต้น เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก รวมทั้งใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงไม่ให้โค่นลงได้ง่าย และทยอยเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหายที่อาจได้รับจากพายุ สำหรับสวนไม้ผลที่ได้รับผลกระทบจากพายุสามารถฟื้นฟูได้ โดยการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวนขณะที่ดินยังเปียกชื้นอยู่ เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลาย กรณีที่มีดินโคลนทับถมเข้ามาในสวน เมื่อดินแห้งให้ขุดหรือปาดเอาดินโคลนที่ทับถมออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น และหากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง โดยยึดไว้กับหลักหรือไม้ผลต้นอื่น พร้อมตัดแต่งกิ่งออก 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ผลฟื้นตัวเร็วขึ้น

ด้าน นายธงอาจ จันทร์แดง ผู้อำนวยการกลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยด้านพืช กองแผนงาน กรมส่งเสริมการเกษตร อธิบายเพิ่มเติมว่า ขั้นตอนการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีที่เกษตรกรได้รับผลกระทบหรือประสบภัยพิบัติ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 คือ เกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ไว้ก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ รายละไม่เกิน 30 ไร่ โดยมีอัตราการช่วยเหลือตามประเภทของสินค้าเกษตรคือ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท ซึ่งจะมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือคือ เมื่อเกิดภัยพิบัติ และผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ โดยให้เกษตรกรยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) และมีการรับรองโดยผู้นำท้องถิ่น พร้อมกับตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย มีการตรวจสอบกับทะเบียนเกษตรกร รวมถึงคณะกรรมการตรวจสอบระดับหมู่บ้านตรวจสอบพื้นที่เสียหายจริงและรับรอง หลังจากนั้นทำการบันทึกและประมวลข้อมูล ติดประกาศคัดค้านไม่น้อยกว่า 3 วัน และเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับอำเภอ/จังหวัด (ก.ช.ภ.อ./ก.ช.ภ.จ.) เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยใช้เงินทดรองในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงิน 20 ล้านบาท ซึ่งหากไม่เพียงพอ นำเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อขอใช้เงินทดรองราชการในอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 50 ล้านบาท

“กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมความพร้อมเพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือและให้บริการทางการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านต่างๆ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงจากสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้นและบริหารจัดการความเสี่ยง โดยการป้องกัน ลด และบรรเทาผลกระทบ
เตรียมความพร้อมเพื่อ การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟูในกลับสู่ภาวะปกติหรือพัฒนาให้ดีกว่าเดิม มีการจัดทำข้อมูลทะเบียนเกษตรกร
ผู้ปลูกพืชให้เป็นปัจจุบัน และติดตามสถานการณ์เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภัยแก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำในการดูแลพืช กำจัดศัตรูพืช วางแผนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รายงานพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ และการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ตามบทบาทภารกิจ หน้าที่ และระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย”

เลาะรั้วเกษตร : ปลาร้ายุคนี้ไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336614

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ปลาร้ายุคนี้ไม่ธรรมดา

วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ว่าด้วยเรื่อง กำหนดมาตรฐาน “ปลาร้า” หลายคนเห็นแล้วคงอมยิ้ม หลายคนอาจจะหัวเราะพร้อมกับปรารภว่า “ปลาร้าเนี่ยนะต้องกำหนดมาตรฐาน” แต่คนที่ไม่อมยิ้ม และไม่หัวเราะด้วย คือคนทำ “ปลาร้า” จำหน่าย

ประกาศกระทรวงเกษตรฯ ฉบับดังกล่าว ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ลงนามโดย ลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้เป็นมติในที่ประชุมของคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 ให้ออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ปลาร้า มาตรฐานเลขที่ มกษ.7023-2561

ทำไมต้องกำหนดมาตรฐาน…. รองเลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. พิศาล พงศาพิชณ์ บอกว่า ปัจจุบันปลาร้าของไทยส่งออกไปต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน และสหภาพยุโรป คิดเป็นมูลค่าหลายสิบล้านบาท ปริมาณการผลิตในแต่ละปีมิใช่น้อย ข้อมูลล่าสุดว่าปริมาณถึง 40,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้จึงต้องกำหนดมาตรฐานเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อันจะเป็นสร้างตลาดปลาร้าให้เติบโตขึ้น

ปลาร้าที่กำหนดมาตรฐานนี้ เป็นปลาร้าดิบ ไม่เกี่ยวกับปลาร้าที่นำไปแปรรูปแล้ว ซึ่งในมาตรฐานดังกล่าวได้ระบุส่วนประกอบสำคัญและเกณฑ์คุณภาพเอาไว้ ว่า จะต้องทำจากปลาที่ไม่มีพิษ ไม่มีสารตกค้าง เกลือที่ใช้ต้องสะอาดไม่มีสิ่งแปลกปลอม รำข้าว รำข้าวคั่ว และข้าวคั่ว ต้องสะอาด ใหม่ ไม่มีกลิ่นหืน ไม่มีแมลง และสิ่งปนเปื้อน เช่น กรวด ทราย

เกณฑ์คุณภาพ ได้ระบุลักษณะทางกายภาพ หรือลักษณะที่มองเห็นเอาไว้ว่า ลักษณะต้องไม่แห้ง หรือเละเกินไป มีสีปกติตามลักษณะเฉพาะของปลาร้า เนื้อปลามีสีชมพูอ่อน เหลืองอ่อน ส้มอ่อน หรือน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นตามลักษณะของปลาร้า ไม่มีกลิ่นคาว กลิ่นหืน กลิ่นสาบ หรือเหม็นเปรี้ยว

เกลือ หรือโซเดียมคลอไรด์ ต้องมีปริมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 โดยน้ำหนัก ต้องไม่พบตัวอ่อนพยาธิตัวจี๊ด และตัวอ่อนพยาธิใบไม้ในตับ ต้องไม่พบสิ่งแปลกปลอม เช่น เส้นผม ดิน ทราย กรวด ต้องไม่พบแมลง เช่น มอด ตัวอ่อนของแมลงหนอน ชิ้นส่วนของแมลง ขนสัตว์ สิ่งปฏิกูล ชิ้นส่วนของสัตว์อื่นที่ไม่ใช่ปลา และให้มีปลาชนิดอื่นที่ไม่ได้ระบุในฉลากได้ไม่เกินร้อยละ 5

ห้ามใช้สีและวัตถุกันเสียทุกชนิด สารปนเปื้อนที่ยอมให้มีได้ต้องไม่เกินปริมาณสูงสุดที่กำหนด ได้แก่ ตะกั่ว ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สารหนูในรูปอนินทรีย์ ไม่เกิน 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วน ปรอท สำหรับปลาร้าที่ทำจากปลาทะเลยอมให้มีได้ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และสำหรับปลาน้ำจืดยอมให้มีได้ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ภาชนะบรรจุต้องสะอาด แห้ง ทนทานต่อการกัดกร่อน ปิดได้สนิทเพื่อป้องกันการปนเปื้อน ที่สำคัญคือต้องมีฉลากสำหรับปลาร้าขายปลีก แสดงบนภาชนะบรรจุทุกหน่วย โดยต้องระบุ ชื่อสินค้า ใช้ชื่อว่า “ปลาร้า” ต้องบอกชนิดปลาที่ใช้ บอกส่วนประกอบที่สำคัญเป็นร้อยละของน้ำหนัก ชนิดของวัตถุเจือปนอาหาร (ถ้ามี) น้ำหนักสุทธิ วันเดือนปีที่ผลิต หรือวันเดือนปีที่หมดอายุ หรือข้อความว่า ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) คำแนะนำในการเก็บรักษาและการบริโภค ชื่อและสถานที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้แบ่งบรรจุ สามารถแสดงเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนได้ นอกจากนี้ให้แสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรด้วย

จะว่าไป มาตรฐานปลาร้าที่กำหนดมานี้ ก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงที่ทำให้ผู้ผลิตปลาร้าจำหน่ายต้องวิตกกังวล เพราะเน้นไปที่ความสะอาด และการปนเปื้อน ซึ่งผู้ผลิตต้องคำนึงถึงอยู่แล้ว อาจจะยุ่งยากเพิ่มขึ้น คือ ต้องมีฉลากระบุข้อความตามที่กำหนด และต้องนำปลาร้าที่ผลิตไปตรวจสอบก่อนจำหน่าย แต่ถ้าหวังจะให้ปลาร้าโกอินเตอร์มากๆ ก็ต้องยอมรับมาตรฐานดังกล่าว ส่วนจะไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น กิมจิ
ของเกาหลี หรือ โชยุของญี่ปุ่น ว่าเขากำหนดมาตรฐานเพื่อควบคุมคุณภาพหรือไม่ ต้องสืบหากันเอง

สงสัยอยู่ประเด็นเดียว ปลาร้านี้ ต้องขอ อย. ด้วยมิใช่หรือ แค่ อย. อย่างเดียว เดี๋ยวนี้เอาไม่อยู่แล้วหรือไร……..

แว่นขยาย

เกษตรกรเชียงใหม่เลือกตัดแต่งช่อ’ลำไย’คุมคุณภาพ เอกชนรับซื้อถึงสวนรับเหนาะๆครึ่งล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336630

เกษตรกรเชียงใหม่เลือกตัดแต่งช่อ'ลำไย'คุมคุณภาพ เอกชนรับซื้อถึงสวนรับเหนาะๆครึ่งล้าน

เกษตรกรเชียงใหม่เลือกตัดแต่งช่อ’ลำไย’คุมคุณภาพ เอกชนรับซื้อถึงสวนรับเหนาะๆครึ่งล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 15.48 น.

3 พ.ค.61 นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เยี่ยมแปลงเรียนรู้การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรต้นแบบ นายสุธรรม อ๊อดต่อกัน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งผลิตลำไยบนเนื้อที่ 30 ไร่

โดยทำลำไยคุณภาพใช้เทคนิคการตัดแต่งช่อเพื่อให้ได้ลำไยคุณภาพ ในปีที่ผ่านมาโดยแบ่งทำจำนวน 9 ไร่ ผลที่ได้นั้นจากเดิมขายได้ประมาณ 18-19บาท/กิโลกรัม ทำรายได้ประมาณ 340,000 แต่พอตัดแต่งช่อคุมคุณภาพขนาดผล โดยมีบริษัทเอกชนมาทำสัญญาซื้อขายถึงในจำหน่ายได้ ราคาเฉลี่ยที่ 30 บาท/กิโลกรัมทำรายได้เพิ่มมา 520,000 บาท

นอกจากนี้นายประชัน ปันคำ เกษตรอำเภอจอมทอง ยังให้ข้อมูลว่าที่แห่งนี้ยังเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรโดยมีองค์ฐานการเรียนรู้ที่น่าสนใจ 5 ฐานการเรียนรู้อาทิ การชักนำลำไยให้ออกดอก การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การประกอบอาชีพเสริม ตัดแต่งกิ่งลำไย โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากทางภาครัฐ ภาคเอกชน พร้อมให้บุคคลที่สนใจเข้ามเรียนรู้และจะมีการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ขึ้นในวันที่ 17 พ.ค.61 จึงขอเรียนเชิญเกษตรกรหรือบุคคลที่สนใจเที่ยวชมกิจกรรมดีๆเพื่อนำไปต่อยอดทางอาชีพปรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรต่อต่อไป

ในหลวงพระราชทาน7พันธุ์ข้าว แจกจ่ายพสกนิกร-พระราชพิธีพืชมงคลฯปี’61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336408

x

ในหลวงพระราชทาน7พันธุ์ข้าว แจกจ่ายพสกนิกร-พระราชพิธีพืชมงคลฯปี’61

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2561 กรมการข้าว ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน 7 พันธุ์ จำนวน 1,799 ก.ก. เข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นข้าวนาสวนที่มีคุณลักษณะโดดเด่นด้านต่างๆ ประกอบด้วย

1.ปทุมธานี 1 เป็นข้าวเจ้าที่นุ่มเหนียว มีกลิ่นหอมอ่อน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 650-774 ก.ก.ต่อไร่ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว โรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง 2.สังข์หยดพัทลุง เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ให้ผลผลิตเฉลี่ย 330 กก.ต่อไร่ ข้าวซ้อมมือเมื่อหุงสุกมีความนุ่ม ส่วนข้าวกล้องเมื่อหุงสุกมีความนุ่มเล็กน้อย ข้าวกล้องมีคุณค่าทางโภชนาการสูงจากตัวอย่างข้าวกล้อง 100 กรัม มีปริมาณไนอาซิน (Niacin) 6.46 มิลลิกรัม ใยอาหาร 4.81 กรัม และธาตุเหล็ก 0.52 มิลลิกรัม

3.ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่สามารถทนแล้งได้ดีพอสมควร คุณภาพข้าวสุก นุ่ม มีกลิ่นหอม ให้ผลผลิตประมาณ 363 กก.ต่อไร่ ลักษณะเมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม 4.กข 57 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตสูง มีเสถียรภาพดี ผลผลิตเฉลี่ย 714 ก.ก.ต่อไร่ 5.กข43 เป็นข้าวเจ้าที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น 95 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม คุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทานดี ข้าวสุกนุ่ม มีกลิ่นหอมอ่อน ให้ผลผลิตประมาณ 561 กก.ต่อไร่ ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 6.กข71 เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ตลอดปี ให้ผลผลิตสูงถึง 1 ตันต่อไร่ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ และ 7.กข6 เป็นข้าวเหนียว ให้ผลผลิตสูง ประมาณ 666 กก.ต่อไร่ ทนแล้งดี มีคุณภาพการหุงต้มดี มีกลิ่นหอม ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล และคุณภาพการสีดี

อย่างไรก็ตาม นอกจากพันธุ์ข้าวทั้ง 7 พันธุ์จะนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว ยังนำมาบรรจุซองแจกจ่ายให้พสกนิกรผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ จำนวน 366,000 ซอง เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรของตนตามประเพณีนิยม และเป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป