เปิดตัวปราชญ์เกษตรของแผ่นดินปี61 เตรียมรับพระราชทานโล่ในงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337561

เปิดตัวปราชญ์เกษตรของแผ่นดินปี61 เตรียมรับพระราชทานโล่ในงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ

เปิดตัวปราชญ์เกษตรของแผ่นดินปี61 เตรียมรับพระราชทานโล่ในงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 15.40 น.

เปิดตัวปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติเตรียมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี พ.ศ. 2561

8 พ.ค.61 นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้ มีเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ. 2561 วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้แก่ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 11 กลุ่ม สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์ และปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา อาทิ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ อาชีพทำนา ได้แก่ นายชัชวาลย์ ท้าวมะลิ จ.อุดรธานี อาชีพทำสวน ได้แก่ นายธีรภัทร อุ่นใจ จ.จันทบุรี อาชีพทำไร่ ได้แก่ นางทองแดง แดนดี จ.บุรีรัมย์ เป็นต้น ส่วนสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านควนสามโพธิ์ จ.พัทลุง กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำทุ่งช้าง จ.น่าน และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ด้านสหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด จ.นครราชสีมา สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมไทย–เดนมาร์ค (ลำพญากลาง) จำกัด จ.สระบุรี

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน จำนวน 4 สาขา คือ สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นายสุธรรม จันทร์อ่อน สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายเสถียร มาเจริญรุ่งเรือง และสาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ได้แก่ นายกฤตกร แซ่เอี๊ยบ ทั้งนี้ วันพืชมงคล ยังเป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานในการประกอบพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง แก่อาชีพการเกษตร ภาคการผลิตและเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

เกษตรอำนาจเจริญเตือน! ซื้อปุ๋ยพ่อค้าเร่ระวังปุ๋ยปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337532

เกษตรอำนาจเจริญเตือน! ซื้อปุ๋ยพ่อค้าเร่ระวังปุ๋ยปลอม

เกษตรอำนาจเจริญเตือน! ซื้อปุ๋ยพ่อค้าเร่ระวังปุ๋ยปลอม

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 14.21 น.

8 พ.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพโรจน์ จินา เกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมจะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เกษตรกรผู้ทำนาปลูกข้าวในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ กำลังไถกลบดินเตรียมที่นาปลูกข้าว และหาซื้อปุ๋ยมาใส่ต้นข้าวเพื่อให้ต้นข้าวเจริญงอกงาม ได้ผลผลิตเมล็ดข้าวดกอวบอูม น้ำหนักเต็ม ขายได้ราคาดี ส่วนการเลือกซื้อปุ๋ยใส่ข้าวให้สังเกตที่ฉลากอากร ระบุคำว่า ปุ๋ยเคมี ต้องระบุสูตรปุ๋ยและมีเลขทะเบียนปุ๋ยกำกับไว้บนภาชนะบรรจุปุ๋ย ลักษณะภาชนะบรรจุปุ๋ยต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่ใช่กระสอบเก่าที่นำมาบรรจุใหม่ มีรอยตัดหรือเย็บใหม่ ฉลากต้องเป็นภาษาไทยระบุชื่อการค้าและเครื่องหมายการค้า  ชื่อผู้บริการและสถานที่ผลิต หรือชื่อผู้สั่งซื้อปุ๋ยเคมีเข้ามาในประเทศ และต้องมีข้อความระบุว่า ใช้แทนหรือใช้เสริมปุ๋ยเคมีสูตรอื่น

การซื้อปุ๋ยเคมี ควรซื้อจากร้านค้าที่มีใบอนุญาตขายหรือมีไว้เพื่อขายปุ๋ยเคมี ไม่ควรซื้อปุ๋ยจากพ่อค้าเร่ และการซื้อปุ๋ยทุกครั้งต้องขอใบเสร็จเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน รวมทั้งไม่ควรนำกระสอบปุ๋ยหรือภาชนะบรรจุปุ๋ยที่ใช้แล้วมาขาย เพราะอาจมีผู้นำไปบรรจุปุ๋ยเคมีปลอมมาขายต่อ หากเป็นไปได้ควรมีการรวมกลุ่มกันสั่งซื้อ ปุ๋ยครั้งละจำนวนมากๆ และให้สังเกตว่า ปุ๋ยปลอมจะมีราคาถูก ยี่ห้อใหม่ หรือไม่ก็พ่อค้าเร่จะชักชวนให้ซื้อปุ๋ยอินทรีย์ปลอม มีสรรพคุณฆ่าหญ้าในถุงเดียวกัน จากการตรวจสอบไม่เป็นความจริง และปุ๋ยอินทรีย์เม็ด ตรวจไม่ผ่าน เพราะมีดินเหนียวผสมมาก และที่ผ่านมา ยังไม่พบปุ๋ยปลอมขายในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ

ดังนั้น การเลือกซื้อปุ๋ยจะต้องดูให้ดีๆ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ในการซื้อปุ๋ยปลอม ถ้าได้ปุ๋ยปลอมจะทำให้สูญเงินไปเปล่าประโยชน์ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ปลอม สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ ในวันเวลาราชการ

กษ.ซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337471

กษ.ซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (ประมวลภาพ)

กษ.ซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (ประมวลภาพ)

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 09.32 น.

08 พ.ค.61 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดการซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) โดยเริ่มตั้งแต่ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.พรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร , น.ส.นันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.กันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , น.ส.ดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมในการซ้อมใหญ่

โดยขณะนี้ทุกฝ่ายมีความพร้อมในการจัดงานพระราชพิธีฯ ซึ่งจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 14 พ.ค.61 ที่จะถึงนี้ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ มีความงดงาม และมีความหมายอย่างยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ในปีพุทธศักราช 2561 นี้ ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล และถือเป็น “วันเกษตรกร” ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันอาทิตย์ที่ 13 พ.ค.61 ในการนี้ เวลาประมาณ 15.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงประกอบพระราชพิธีพืชมงคล ทรงหลั่งน้ำสังข์ ทรงเจิม พระราชทานพระธำมรงค์กับพระแสงปฏัก แก่ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง สำหรับวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธี ในวันจันทร์ที่ 14 พ.ค.61 ฤกษ์ไถหว่านระหว่างเวลา 08.29 – 09.19 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา เปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า พิธีแรกนา กำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย เพื่อความเป็นสิริมงคล และบำรุงขวัญเกษตรกรให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยเป็นพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งเป็นพิธีสงฆ์ กับพระราชพิธีจรด พระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ ทั้งนี้ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้สืบทอดมายาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการจัดงานเต็มรูปแบบตามประเพณีครั้งสุดท้าย ในปี 2479 แล้วว่างเว้นไป จนกระทั่งในปี 2503 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีนี้ขึ้นมาใหม่ และได้กระทำติดต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรร่วมกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพทางเกษตรกรรม ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอาชีพที่มีความสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติ นอกจากนี้ ในงานพระราชพิธีฯ ยังมีการมอบรางวัลและยกย่องประกาศเกียรติคุณให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรและ สหกรณ์ดีเด่นประเภทต่าง ๆ และ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ที่ผ่านการคัดเลือกพร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จักและยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติอีกด้วย

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต8‘สุราษฎร์ธานี’ปลื้มชุมชนท่าข้าม คว้าอันดับ1ระดับประเทศ‘ชุมชนดีเด่น’โครงการเกษตรยั่งยืน1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337394

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต8‘สุราษฎร์ธานี’ปลื้มชุมชนท่าข้าม คว้าอันดับ1ระดับประเทศ‘ชุมชนดีเด่น’โครงการเกษตรยั่งยืน1

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต8‘สุราษฎร์ธานี’ปลื้มชุมชนท่าข้าม คว้าอันดับ1ระดับประเทศ‘ชุมชนดีเด่น’โครงการเกษตรยั่งยืน1

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศผลการประกวดโครงการดีเด่นและชุมชนดีเด่น ตามโครงการเกษตรยั่งยืน 1 ชุมชนท่าข้าม คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ ด้านชุมชนดีเด่น ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่าตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการเกษตร ยั่งยืน 1 (โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เดิม) โดยมีหลักการสำคัญคือ ให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดโครงการพัฒนาโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและบริหารจัดการโครงการด้วยตนเอง ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการทำงานในพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และนำไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่นและชุมชน อันจะส่งผลต่อเนื่องให้ภาคการเกษตรมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการประกวดชุมชนดีเด่นและโครงการดีเด่นภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน ระดับประเทศ โดยได้พิจารณาคัดเลือกชุมชนดีเด่นจำนวน 9 ชุมชน และโครงการดีเด่นตาม 9 ประเภทโครงการ ได้แก่ ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้านปศุสัตว์ ด้านประมง ด้านปรับปรุงบำรุงดิน และด้านอื่นๆ จำนวน 71 โครงการ เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ยกย่อง เชิดชูเกียรติ ประกาศเกียรติคุณ

ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี รับผิดชอบมีได้รับรางวัลดังนี้คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมชนที่ 1 ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับโล่รางวัลด้านชุมชนดีเด่น อันดับ 1 และชุมชนที่ 17 ตำบลทุ่งรัง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับประกาศเกียรติบัตร รางวัลชมเชย ด้านปรับปรุงบำรุงดิน ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช จังหวัดกระบี่ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้อาชีพเพาะเห็ดแครง ต.อ่าวลึก อ.อ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ได้รับรางวัลชมเชย จังหวัดระนอง ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมักเพื่อพัฒนาระบบการผลิตพืชปลอดภัยและอินทรีย์ ต.ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง ได้รับรางวัลดีเด่นอันดับ 1 และด้านปศุสัตว์ โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ ต.หาดส้มแป้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง ได้รับรางวัลดีเด่นอันดับ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านการจัดการศัตรูพืช โครงการห้องปฏิบัติการอารักขาพืชชุมชนบ้านพิตำ ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับรางวัลชมเชย จังหวัดชุมพร ด้านฟาร์มชุมชน โครงการตลาดสินค้าชุมชน ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้รับรางวัล ชมเชย จังหวัดพังงา ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูป และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (กะปิ) ต.มะรุ่ย อ.ทับปุด จ.พังงา ได้รับรางวัลชมเชย จังหวัดภูเก็ต ด้านประมง โครงการเลี้ยงกุ้งชีวภาพปลอดสารเคมี ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

สำหรับชุมชนท่าข้ามที่ได้รับรางวัลชุมชนดีเด่นอันดับ 1 นั้น เนื่องจากภูมิประเทศของชุมชนเป็นที่ราบลุ่ม ทำให้เกิดน้ำท่วมขังซ้ำซาก ประกอบกับเกษตรกรมีการใช้สารเคมีในการทำเกษตรติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง สภาพดินขาดความสมบูรณ์ ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต เมื่อมีโครงการเกษตร ยั่งยืน 1 (โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เดิม) สมาชิกในชุมชนจึงเกิดแนวคิดที่จะช่วยกันผลิตชีวภัณฑ์และปุ๋ยหมักใช้เองในชุมชน เพื่อแก้ปัญหาสภาพดิน ลดต้นทุนการผลิตและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งทุกกิจกรรมดำเนินการโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนผ่าน ศพก. เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เน้นการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืน โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 132 ราย ผลลัพธ์ที่ได้คือ เกิดความรัก ความสามัคคี ปัญหาถูกแก้ไขโดยใช้หลักการชุมชนมีส่วนร่วม สมาชิกทุกครัวเรือนร่วมกันใช้ปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ ไปพัฒนาดินให้อุดมสมบูรณ์ ชุมชนมีกิจกรรมต่างๆ เชื่อมโยงกัน พึ่งพา เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เช่น กลุ่มผู้ปลูกผักปลูกผลไม้ กลุ่มผลิตปุ๋ย กลุ่มผลิตสารชีวภัณฑ์ กลุ่มเลี้ยงสัตว์ กลุ่มจัดการตลาดสินค้า เป็นต้น

“ผลจากการดำเนินโครงการดังกล่าวโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่งผลให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 132 ราย มีรายได้ 2,610,480 บาท (รายได้ทั้งชุมชน) ซึ่งมาจากการร่วมเป็นแรงงาน การจำหน่ายชีวภัณฑ์และปุ๋ยหมัก เกิดการขยายผลและพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการผลิตสารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเคมีสั่งตัดและการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร เช่น แปรรูปผลผลิตสินค้าเกษตรและการประมงเป็นต้น มีการผลิตผัก ผลไม้ GAP จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ซึ่งผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากมั่นใจในความปลอดภัย จึงนับว่าเป็นชุมชนแบบอย่างที่มีแนวทางในการพัฒนาด้านการเกษตรให้มีความเจริญเติบโตยั่งยืน”นายธาร กล่าวทิ้งท้าย

ธาร นวลนึก

ธาร นวลนึก

รักษ์เกษตร : ผักกวางตุ้ง ไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337385

x

รักษ์เกษตร : ผักกวางตุ้ง ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมลองปลูกผักกวางตุ้งแล้ว พบปัญหามากมาย ขอทราบวิธีปลูกอย่างละเอียดด้วยครับ

ณัฐพงษ์ วงศ์วิจารณ์

อ.สามพราน จ.นครปฐม

คำตอบ

การปลูกผักกวางตุ้ง ไม่ยากอย่างที่คิด สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และปลูกได้ดีในดินทุกชนิดที่มีความชื้นสูง หรือเติบโตได้ดี หากให้น้ำที่เพียงพอ รวมถึงเป็นผักที่ชอบดินร่วนปนทราย และมีหน้าดินลึก 10-20 ซม. สามารถปลูกได้ 3 วิธี คือ 1) ปลูกจากการหว่านเมล็ดโดยตรง 2) การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว และ 3) ปลูกแบบย้ายต้นกล้า มีแนวทางที่ปฏิบัติได้ ดังนี้

1.การปลูกแบบหว่านเมล็ดโดยตรง วิธีนี้ นิยมใช้ในการปลูกแปลงที่ยกร่อง มีร่องน้ำกว้าง และพื้นที่ควรมีการเตรียมอย่างดี และเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งมีขนาดเล็กมาก ดังนั้น ก่อนหว่าน ควรผสมกับทรายเสียก่อน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 1 ส่วนผสมกับทรายสะอาด 3 ส่วน แล้วหว่านให้กระจายทั่วแปลงสม่ำเสมอ แล้วหว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหนา ประมาณ 1 เซนติเมตร หลังจากนั้น คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ เพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากงอกได้ประมาณ 20 วัน ควรทำการถอนแยก และจัดระยะปลูกระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร

2.การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว วิธีนี้ หลังจากเตรียมดินแล้ว จึงทำร่องลึกประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ให้เป็นแถว โดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 20-25 เซนติเมตร นำเมล็ดพันธุ์ผสมกับทราย แล้วทำการโรย หรือหยอดเมล็ดเป็นแถวตามร่อง แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบางๆ คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดน้ำให้ชุ่มสม่ำเสมอ หลังจากปลูกได้ประมาณ 20 วัน หรือต้นกล้ามีใบ 4-5 ใบ จึงทำการถอนแยกในแถว โดยพยายามจัดระยะระหว่างต้นให้ห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

3.การปลูกแบบย้ายต้นกล้า มีวิธีดังนี้

-การเตรียมเพาะกล้า ทำการเตรียมแปลงดินเพาะ โดยการไถพรวนดินให้ดินร่วนซุย หว่านรองพื้นด้วยปุ๋ยคอก ขนาดแปลง 1-1.5 เมตร จากนั้นทำการเพาะกล้าผักกวางตุ้ง โดยทำการหว่านเมล็ดลงแปลงเพาะที่เตรียมไว้ ก่อนการหว่านจะทำการคลุกเมล็ดกับยาป้องกันเชื้อราก่อน และหลังจากหว่านเมล็ดให้รดน้ำ ใส่ปุ๋ย และดูแลจนกว่าต้นกล้าจะมีความสูง 5-10 ซม. ก่อนย้ายปลูกลงแปลงใหญ่

-การเตรียมดิน และเตรียมแปลง ผักกวางตุ้งมีระบบรากตื้น ประมาณ 10-20 ซม. ดังนั้น จึงต้องเตรียมดินให้มีความร่วนซุยตลอด 1-30 ซม. ด้วยการไถพรวนดิน 2 รอบ ทำการตากดิน และกำจัดวัชพืชให้หมด ทำการไถรอบที่ 2 หรือไถยกร่องแปลง ให้หว่านรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกให้ทั่ว

-การไถยกร่องแปลง จะทำเฉพาะในแปลงขนาดใหญ่ ด้วยการไถเปิดให้เกิดร่องระหว่างแปลง 0.4-0.5 เมตร แต่บางพื้นที่ เช่น ภาคกลางมักทำการยกร่องแปลงสูง โดยมีร่องน้ำกั้นแปลง สำหรับการปลูกในแปลงใหญ่ จะทำการยกร่องแปลง ขนาดประมาณ 1.5-2.5 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสม

-การปลูกกล้าลงแปลง หลังจากที่ต้นกล้าโตสูง 5-10 ซม. แล้ว จะทำการย้ายลงปลูกในแปลง ทั้งนี้ ก่อนถอนกล้าจะต้องรดน้ำให้ชุ่มก่อน โดยการปลูกในแปลงจะปลูกในระยะ 20X20 ซม.

การให้น้ำ ผักกาดเขียวกวางตุ้ง เป็นผักที่ต้องการน้ำมาก และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เกษตรกรจะต้องให้น้ำอย่างเพียงพอ สม่ำเสมอ และให้ต่อเนื่องไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว ดังนั้น หลังการปลูก จะต้องให้น้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้ระบบพ่นฝอย หรือใช้สายยางติดหัวฝักบัว อย่าให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งขาดน้ำในระยะการเจริญเติบโต เพราะจะทำให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งชะงักการเจริญเติบโตได้

การใส่ปุ๋ย เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักกินใบและก้านใบ ดังนั้น หลังการปลูกแล้ว 1-2 อาทิตย์ ให้ใส่ปุ๋ยคอก 3-5 ตัน/ไร่ โดยให้ด้วยวิธีการหว่าน หรือผสมน้ำรดก็ได้ หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ควรมีการราดน้ำตามทันที อย่าให้ปุ๋ยตกค้าง

การเก็บเกี่ยวผักกวางตุ้ง จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 35-45 วัน หลังการหว่านเมล็ด หรือประมาณ 20-25 วัน หลังการย้ายปลูก ด้วยการใช้มีดตัดโคนต้น โดยไม่ต้องถอนต้น ทำการไถกลบ โคนต้นที่เหลือ จะได้เป็นปุ๋ยพืชสดในการปลูกครั้งต่อไป ส่วนแมลงศัตรูพืชและโรคพืชนั้น ได้แก่ หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก และด้วงหมัด ส่วนโรคพืช ได้แก่ โรคใบด่าง โรคราน้ำค้าง โรคแอนแทรคโนส และโรคใบจุด เป็นต้น

นาย รัตวิ

เตือนผู้ปลูกพืชตระกูลแตง เฝ้าระวัง‘ด้วงเต่าแตงแดง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337383

x

เตือนผู้ปลูกพืชตระกูลแตง เฝ้าระวัง‘ด้วงเต่าแตงแดง’

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตง อาทิ แตงร้าน บวบ มะระ ฟักแม้ว ฟักเขียว แฟง และตำลึง ระยะนี้จะมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน สลับกับมีฝนตก จึงขอให้หมั่นสังเกตการเข้าทำลายของด้วงเต่าแตงแดง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต เริ่มแรกจะพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ในดินใกล้โคนต้นเป็นฟองเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มเล็กๆ ตัวหนอนสีขาวจะอาศัยอยู่ในดิน และกัดกินรากพืชเป็นอาหาร ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อรากพืชตระกูลแตงในระยะต้นอ่อน

ด้วงเต่าแตงแดงจะเข้าทำลายแทะกัดกินใบยอด หากระบาดรุนแรง อาจทำให้ต้นพืชชะงักการทอดยอด มักพบการระบาดในสวนแตงที่มีวัชพืชหนาแน่น เนื่องจากตัวอ่อนอาศัยกัดกินรากพืช จึงเป็นปัญหาในแหล่งปลูกใหม่ที่บริเวณโดยรอบไม่มีการไถพรวนดิน และไม่มีการปราบวัชพืชที่เพียงพอ ซึ่งจะพบการระบาดของด้วงเต่าแตงแดงในทุกฤดู โดยเฉพาะในช่วงที่พืชเริ่มแตกใบจริง

กรณีพบการเข้าทำลายของด้วงเต่าแตงแดง เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูสวนในเวลาเช้าที่แดดยังไม่จัด โดยให้ใช้วิธีกลในการจับตัวด้วงเต่าแตงแดงมาทำลายด้วยมือ จะสามารถช่วยลดการระบาดลงได้มาก ขณะเดียวกัน ภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรถอนทำลายต้นทิ้ง เก็บเศษซากพืชในส่วนที่หลงเหลือ และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อทำลายแหล่งอาศัย และไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของด้วงเต่าแตงแดงต่อไป

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดด้วงเต่าแตงแดง โดยให้พ่นด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

ดันรวมตัว‘สวนยางประชารัฐ’ สหกรณ์ดึงนักวิชาการช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337384

x

ดันรวมตัว‘สวนยางประชารัฐ’ สหกรณ์ดึงนักวิชาการช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับผู้แทนสหกรณ์ชาวสวนยางพาราใน จ.สงขลา ซึ่งเป็นแม่ข่ายผู้ผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบประชารัฐ โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่มีประสบการณ์จาก SME Bank และด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ยางพารา มาสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้ายางพาราให้มีคุณภาพ มีความหลากหลายและตรงกับที่ตลาดมีความต้องการ และเพิ่มมูลค่าแก่ยางพารา ซึ่งเบื้องต้นทีมนักวิชาการมีข้อแนะนำว่า การแปรรูปยางพาราเป็นที่นอนและหมอนเพื่อส่งออกไปจำหน่าย ตลาดยังไม่ค่อยยอมรับผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องมาตรฐานที่แตกต่างกัน และมีสินค้าบางส่วนถูกตีกลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหกรณ์ต้องหาวิธีการปรับปรุงให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของตลาด

ทั้งนี้จากการหารือกับตัวแทนสหกรณ์และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ข้อสรุปว่า จะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราของเครือข่ายสหกรณ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงส่วนผสมต่างๆ และกำหนดให้ทุกสหกรณ์ใช้มาตรฐานการผลิตเดียวกัน และกำหนดราคาจำหน่ายเดียวกันทั้งหมดซึ่งจะเริ่มในเดือนมิถุนายนนี้ โดยข้อแนะนำทั้งหมดสหกรณ์ต้องนำไปปรับปรุง รวมทั้งเขียนแผนธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลยังมีโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้เกษตรกรแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมไปลงทุนปรับปรุงโรงงานแปรรูปยางพาราได้ โดยสหกรณ์จะต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน

สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทรองเท้ายางพารา ทีมนักวิชาการได้คิดเรื่องการออกแบบใหม่ เพื่อจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ มีรูปแบบที่หลากหลายและภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น โดยจะวางระบบเรื่องการจัดการสินค้า ซึ่งสหกรณ์ในจังหวัดสงขลาที่ผลิตรองเท้ายางพารามอบให้ สหกรณ์การเกษตรสะเดา จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายและกำหนดราคาขายให้เป็นราคาเดียวกัน

“เมื่อความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐมีความชัดเจน ก็จะเดินหน้าเรื่องการรวมตัวจัดตั้งบริษัททำธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยางพารา ซึ่งนักวิชาการจะเข้ามาร่วมในนามของเอกชน โดยเครือข่ายสหกรณ์เข้าไปถือหุ้นในบริษัทอย่างน้อย 70% และมีอำนาจในการบริหารงาน ซึ่งเครือข่ายหลักของสหกรณ์ที่จะเข้าร่วมถือหุ้นบริษัทผลิตสินค้ายางพารา คือ สหกรณ์ในจังหวัดสตูล สงขลา ยะลา กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี” นายเชิดชัย กล่าว

เกษตรพังงาเตือน! ชาวสวนทุเรียน ใช้ยาฆ่าหญ้า-เร่งเก็บผลผลิต หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337249

เกษตรพังงาเตือน! ชาวสวนทุเรียน ใช้ยาฆ่าหญ้า-เร่งเก็บผลผลิต หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม

เกษตรพังงาเตือน! ชาวสวนทุเรียน ใช้ยาฆ่าหญ้า-เร่งเก็บผลผลิต หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 09.52 น.

 7 พ.ค. 61 นายธีระพงษ์ ตันติเพชราภรณ์ เจ้าของสวนทุเรียนสาลิกา ต.ปากพู่ อ.กะปง จ.พังงา นำนายนิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดพังงา พร้อมคณะ เข้าดูสวนทุเรียนก่อนผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงปลายเดือน พฤษภาคม นี้ โดยได้นำเสนอปัญหาและโรคต่างๆของทุเรียนสาลิกา ซึ่งเป็นทุเรียนพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดพังงา ที่พร้อมจะให้ผลผลิตสู่ตลาดในราคากิโลกรัมละ 250-300 บาท ในช่วงแรกของการให้ผลผลิตของทุเรียนสาลิกา อีกทั้งขอให้เกษตรกรหมั่นดูแลสวนห้ามใช้ยาฆ่าหญ้าเพื่อความเจริญเติบโตของต้นทุเรียน ขอให้เกษตรกรไม่เก็บทุเรียนสาลิกาอ่อนเพื่อแสวงหากำไรเกินควร และรักษาคุณภาพทุเรียนสาลิกาเพื่อคงมาตรฐานความอร่อย ด้านเกษตรจังหวัดพังงาแนะนำไม่ให้เกษตรกรใช้ยาฆ่าหญ้าควรใช้ตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่เกษตรควรใช้เครื่องตัดหญ้าคงวงจรธรรมชาติไว้ สำหรับรายได้คาดไม่ต่ำกว่า 200,000บาทต่อไร่

โดยนายธีระพงษ์ ตันติเพชราภรณ์ เจ้าของสวนทุเรียนสาลิกา กล่าวว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนสาลิกาที่พบคือต้นทุเรียนทรุดโทรมเกิดจากการติดผลแล้วไม่ได้ดูแลประกอบกับสภาพภูมิอากาศของอำเภอกะปงมีฝนตกชุกทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับเชื้อราได้ง่าย ซึ่งเกษตรกรต้องมีการปรับให้ทางเจ้าหน้าที่เกษตรเข้าแนะนำซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการเกษตร อีกทั้งเกษตรกรบางรายประสบความสำเร็จในการปลูกทุเรียนสาลิกาซึ่งสามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับเกษตรกรรายอื่นได้อย่างดี บางรายใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นปัญหาทำให้ยาฆ่าหญ้าทำลายรากต้นทุเรียนได้ จึงมีการพูดคุยระหว่างเกษตรกรและนักวิชาการต้องการให้หยุดใช้ยาฆ่าหญ้าให้หันมาใช้เครื่องตัดหญ้าทำลายวัชพืชใต้ต้นทุเรียนจะเหมาะสมกว่า

โดยจะส่งผลให้คุณภาพของทุเรียนสาลิกาดีขึ้นเนื่องจากไม่มีการใช้ยาเข้าช่วยในการให้ผลผลิต อีกปัญหาในเรื่องของการเก็บเกี่ยวพบว่ามีเกษตรกรบางรายเก็บเกี่ยวทุเรียนก่อนกำหนด เนื่องจากช่วงแรกที่ทุเรียนสาลิกาออกสู่ตลาดจะมีราคากิโลกรัมละ250-300 บาท เป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรเร่งเก็บผลผลิตทำให้เจอทุเรียนอ่อน ซึ่งทางกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนสาลิกามีการให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคในการตัดทุเรียนและเทคนิคในการดูแลทุเรียนด้วย ดังนั้นในปีนี้และอนาคตคาดว่าทุเรียนสาลิกาจะได้รับผลผลิตที่ดีมีมาตรฐาน และคุณภาพดียิ่งขึ้น สามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคที่มีกำลังจ่ายสูงขึ้นและได้ทุเรียนที่มีคุณภาพดีสามารถคืนได้หากไม่มีคุณภาพ

ด้านนายนิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวว่า ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงารู้สึกเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนสาลิกา ในการดูแลรักษาแม้ว่าจะเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองทนทานต่อสภาพพื้นที่ แต่สำหรับพี่น้องเกษตรกรส่วนหนึ่งที่ยึดติดกับการใช้สารเคมี โดยเฉพาะสารเคมีที่ใช้ฆ่าหญ้า พบว่ามีการใช้อยู่บ่อยๆ ทำให้มีผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่นทำลายจุลินทรีที่อยู่ในดิน ที่สำคัญจะทำลายระบบราก ซึ่งจะทำให้เชื้อชนิดอื่น เช่น เชื้อรากเน่า โคนเน่า จะทำลายต้นทุเรียน จึงแนะนำให้ใช้สารชีวะพันธุ์อื่นในการควบคุมแมลงศัตรูพืช เป็นการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนและป้องกันไว้ตั้งแต่แรกไม่ให้เกิดปัญหาโรคระบาดจึงจะแก้ปัญหา การดูแลดีเป็นการเพิ่มผลผลิตด้วย พบว่าทุเรียนสาลิกาอายุ 20 ปี ขึ้นไป 1 ไร่ สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 1 ตัน เป็นพืชที่ทำเงินให้เกษตรกรได้มาก แต่ละปีเกษตรกรมีรายได้ไร่ละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท สำหรับเกษตรกรที่ดูแลดี การตลาดดี มีรายได้มากกว่านี้

รายงานพิเศษ : เปิดผลวิเคราะห์ โครงการไทยนิยมยั่งยืน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-เกษตรกรทั่วประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337198

รายงานพิเศษ : เปิดผลวิเคราะห์ โครงการไทยนิยมยั่งยืน  ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-เกษตรกรทั่วประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น

รายงานพิเศษ : เปิดผลวิเคราะห์ โครงการไทยนิยมยั่งยืน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-เกษตรกรทั่วประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น

วันจันทร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” คือแผนการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านการขับเคลื่อนบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ที่สำคัญคือภาคประชาชน ตามแนวทางประชารัฐ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน สามารถแก้ปัญหาทั้งด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่ามีส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน ที่มีความเกี่ยวโยงกับประชากรจำนวนมากของประเทศ

 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เห็นชอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวนทั้งสิ้น 24,993 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 แผนงานคือ 1) แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพ วงเงินรวมประมาณ 24,300 ล้านบาท แบ่งเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 23,796 ล้านบาท (17 โครงการ) และกระทรวงอุตสาหกรรม 498 ล้านบาท (2 โครงการ) และกระทรวงพาณิชย์ 6 ล้านบาท (1 โครงการ) และ 2) แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต มี กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ โดยเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 693 ล้านบาท (2 โครงการ)

สศก. ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบของโครงการไทยนิยม ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจภาพรวม และประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกร
พบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจภาพรวม งบประมาณที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทั้งสิ้น 24,993 ล้านบาท จะก่อให้เกิดการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 63,599 ล้านบาท (2.54 เท่าของงบประมาณ) โดยแบ่งออกเป็นด้านการผลิต 47,563 ล้านบาท จากค่าจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในโครงการลงทุนก่อสร้าง ส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าวัสดุที่เกี่ยวเนื่องในระบบห่วงโซ่การผลิต และด้านรายได้ 16,035 ล้านบาท จากค่าจ้างแรงงานในโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นรายได้แรงงานที่จะถูกนำไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคของครัวเรือนและกระจายไปเป็นรายได้ของร้านค้ารวมถึงธุรกิจในชุมชนที่ต่อเนื่อง

 

ส่วนผลกระทบต่อเกษตรกร วัดจากผลได้ที่เกษตรกรได้รับจากกิจกรรมโครงการต่างๆ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เช่น รายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และโครงสร้างพื้นฐานที่ก่อสร้างเพิ่มขึ้นหรือพัฒนาให้ดีขึ้น โดยผลวิเคราะห์ พบว่า เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 35,304 ล้านบาท/ปี โดยเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานในการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 2.12 ล้านไร่ คิดเป็น 10,288 ล้านบาท กิจกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิตและการพัฒนาทักษะอาชีพ 23,897 ล้านบาท กิจกรรมการลดต้นทุนการผลิตด้วยการสนับสนุนเมล็ดพืชและสัตว์พันธุ์ดี 874 ล้านบาท และกิจกรรมเสริมศักยภาพธุรกิจสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 245 ล้านบาท

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น จากกิจกรรมการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ 1,341 แห่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำการเกษตรในอนาคต ทั้งในพื้นที่นอกเขตชลประทาน และพื้นที่ ส.ป.ก.

ชายคาพระพิรุณ : พิษ…สุนัข…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337197

586851

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณในรอบสัปดาห์มาเล่าสู่กันฟัง…พิษสุนัขบ้า พ่นพิษตามคาด เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พ.ค. เห็นชอบให้ นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแต่งตั้งให้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นอธิบดีปศุสัตว์แทน การสลับตำแหน่งครั้งนี้เนื่องจากปัญหาเรื่องวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ที่หลายฝ่ายร้องเรียนให้ตรวจฯสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและขณะที่ นายอภัย ดำรงตำแหน่ง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่า มีมูลทุจริตจริงในการประกวดราคารับซื้อวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในปี 2559 วงเงิน 15 ล้านบาท โดยไม่ผ่านการรับรองของ อย. และพบว่ามีวัคซีนตกมาตรฐาน 1 ล้านโดส ซึ่งในขณะนี้ อย. ได้เรียกคืนวัคซีนที่แจกไปแล้วทั้งหมด…และจากประเด็นนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าเป็นผลต่อเนื่องให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้ารุนแรงมากขึ้นในปี’61 ซึ่ง ขุนเกษตรา มองว่า เรื่องวัคซีนด้อยคุณภาพหรือการทุจริตเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น และก็คงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการไปตามระเบียบ แต่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการ…เพราะสาเหตุของการแพร่ระบาดโรคพิษสุนัขบ้าในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่กรมปศุสัตว์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท. ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ในทุกปี เนื่องจากเฉพาะส่วนหน่วยงาน อปท. ปี 2559 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สั่งระงับและให้มีการตรวจสอบงบประมาณ ขณะที่ในปี’60 กรมปศุสัตว์ยอมรับว่าบริษัทที่ประมูลถูกยกเลิกไปและยังไม่สามารถดำเนินการประมูลใหม่ได้ ส่งผลให้ทั้งปี 2559 ไม่มีตัวเลขยืนยันว่าได้รับการฉีดวัคซีนกี่ตัว มีเพียงตัวเลขสรุปล่าสุด ปี 2560 จำนวน 3 ล้านตัวเท่านั้น โดยแบ่งเป็นกรมปศุสัตว์ 9.8 แสนตัว และอปท. จำนวน 1.9 ล้านตัว ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุของการระบาดนั้นเกิดจากประชาชนไม่นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนตามกำหนด ซึ่งต้องสร้างจิตสำนึกต่อสังคมร่วมกัน จะให้ภาครัฐบริหารจัดการอย่างเดียวคงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การสั่งย้ายนายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นั้น เจ้ากระทรวงพระพิรุณ นายกฤษฎา บุญราช บอกว่า ไม่ได้มาจากสั่งย้ายหรือ สั่งเด้งตามที่สื่อมวลชนนำเสนอ แต่มาจากการประชุมหารือร่วมกัน โดยนายสัตวแพทย์อภัย ก็ยินยอมที่จะถอยออกมาจากตำแหน่งอธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อเปิดทางให้การตรวจสอบเรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้าในอนาคตจะได้มีความโปร่งใส โดยนายสัตวแพทย์อภัย กล่าวเพียงสั้นๆ ถึงการถูกโยกย้ายครั้งนี้ว่ามีความเหมาะสม ไม่ได้รู้สึกกดดัน และวิตกกังวลในการสอบสวนแต่อย่างใด ก็ถือว่าเป็นการแสดงสปิริตของนายสัตวแพทย์อภัย ส่วนความคืบหน้ากรณีความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้า ของกรมปศุสัตว์นั้น ทราบว่าขณะนี้ได้รับผลสอบอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการสอบสวนฯแล้ว โดยให้เจ้าหน้าที่ทำหนังสืออย่างเป็นทางการส่งไปถึงอธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการ 5 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้า โดยเฉพาะในปี 2559 ที่พบความผิดปกติ ซึ่งขณะนี้ข้าราชการ 5 ราย ยังคงทำงานในกรมปศุสัตว์…ตรงนี้ก็คงต้องว่าไปตามระเบียบ ผิดคือผิด ถูกคือถูก ถึงอย่างไร ขุนเกษตรา ก็ขอเป็นกำลังใจให้หมอจอน (อภัย) ที่จากไปและแสดงความยินดีกับหมอไก่ (สรวิศ) ที่มารับไม้แก้ไขปัญหาต่อไป…พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับ

ขุนเกษตรา