เปิดโครงการ‘My Little Farm’ปีที่9 เฟ้นหาเด็กไทยหัวใจเกษตรสร้างต้นแบบ‘เกษตรกร’รุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337824

x

เปิดโครงการ‘My Little Farm’ปีที่9 เฟ้นหาเด็กไทยหัวใจเกษตรสร้างต้นแบบ‘เกษตรกร’รุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับบริษัท ฟาร์มแชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครือ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ดำเนินงานสนับสนุนการฝึกอบรมยุวเกษตรกรในโครงการ My Little Farm ปีที่ 9 ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีความพร้อมทุกด้าน ในการให้ความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนส่งเสริมกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มยุวเกษตรกร โดยถือเป็นบทบาทหน้าที่ที่ทางกรมได้ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ที่จะประสานการทำงานร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเยาวชนเกษตร และเรามีสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-9 ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศในการค้นหาเยาวชนที่มีความรู้ความสามารถ เพราะเราเล็งเห็นว่าเยาวชนคือกำลังสำคัญในการที่จะสานต่ออาชีพเกษตรกรรม และพัฒนาการเกษตรต่อไปในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของหน่วยงานในด้านการพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้และการฝึกอาชีพที่มั่นคง เพื่อเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพในอนาคต

สำหรับโครงการดังกล่าว นับเป็นหนทางหนึ่งที่กระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาใส่ใจภาคการเกษตรมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรให้เข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้นั้น ต้องเกิดจากทัศนคติที่ดี และมีใจรักในการประกอบอาชีพการเกษตร สร้างทักษะการเรียนรู้อย่างเป็นระบบซึ่งจะสามารถพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรไปสู่เป้าหมาย โดยการเอากระบวนการจัดตั้งกลุ่มการบริหารจัดการกลุ่มเพื่อการสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดเครือข่าย การมีส่วนร่วม การเสริมสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างยุวเกษตรกรให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้มีความสามารถในการจัดการกับทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างชาญฉลาด รวมทั้งการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ในการขับเคลื่อนการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรซึ่งก่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือทั้งในด้านเชิงธุรกิจและสังคม ตลอดจนการดำเนินการเพื่อการพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนให้เกิดผู้นำกลุ่มยุวเกษตรกรที่มีความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีของการบริหารงานเกษตรในระดับต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวจะเน้นการฝึกอบรมให้ความรู้การจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรและกระบวนการกลุ่มยุวเกษตรกร ให้ความรู้และฝึกปฏิบัติเรื่องการตลาดออนไลน์ การผลิตสื่อวิดีทัศน์อย่างง่าย การฝึกปฏิบัติการด้านการแปรรูปผลผลิตเกษตรเพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาคี และเครือข่ายในการร่วมมือกันเยาวชนในภาคการเกษตรโดยวิธีการดำเนินงาน กรมส่งเสริมการเกษตร จะคัดเลือกยุวเกษตรกรในโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ทั้งชายและหญิงที่มีใจรักในการทำเกษตร เพื่อเข้าร่วมแข่งขันทำการเกษตร จำนวน 9 ทีม จากจังหวัด 9 จังหวัด จังหวัดละ 5 คน รวมทั้งสิ้น 45 คน เข้าร่วมโครงการอบรมกระบวนการกลุ่มยุวเกษตรกร และการฝึกปฏิบัติการด้านการจัดการและอารักขาพืชโดยผู้เข้าแข่งขันจะได้รับเงินทุน 5,000 บาท ต่อทีม ดำเนินการประกอบการเกษตรบนพื้นที่ 1 ไร่ ในระยะเวลา 60 วัน ณ กันตนามูฟวี่ทาวน์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อชิงรางวัลถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษา จำนวน 100,000 บาท

“สำหรับความร่วมมือและการให้การสนับสนุนในโครงการดังกล่าวนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรมีความรู้สึกยินดี และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการดีๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อาชีพเกษตรกรรมจะเป็นอาชีพที่เด็กรุ่นใหม่ให้การยอมรรับและพร้อมจะสืบทอดอาชีพนี้อย่างมีความรู้ความเข้าใจ และมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรมอย่างแท้จริง” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

เร่งวางแผนรับมือผลไม้ภาคใต้ เกษตรจับตายอดผลผลิตทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337821

x

เร่งวางแผนรับมือผลไม้ภาคใต้ เกษตรจับตายอดผลผลิตทะลัก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลเขตร้อนที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลปี 2561 พบว่า มีพื้นที่ให้ผลผลิต 857,001 ไร่ ผลผลิตรวม 590,140 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 313,825 ตัน แยกเป็นทุเรียน 315,909 ไร่ ผลผลิต 283,880 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 111,865 ตัน มังคุด 221,269 ไร่ ผลผลิต 135,877 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 83,100 ตัน เงาะ 111,233 ไร่ ผลผลิต 86,501 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 44,839 ตัน และลองกอง 208,590 ไร่ ผลผลิต 83,882 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 74,021 ตัน

โดยการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ จะใช้แนวทางที่คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้เห็นชอบ คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ คือ ระยะก่อนเก็บเกี่ยว เน้นการจัดการและพัฒนาด้านคุณภาพเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพดี ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการบริโภคผลไม้คุณภาพดี พร้อมส่งเสริมการตลาดและเพิ่มมูลค่าผลผลิต และระยะหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต มุ่งเน้นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตที่ตกเกรด ส่วนการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ดำเนินการในระยะก่อนเก็บเกี่ยว มุ่งเน้นการสำรวจและจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต การเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ไม่ตัดทุเรียนอ่อน และการเลือกซื้อผลไม้ที่มีการรับรองคุณภาพ และระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต มุ่งเน้นการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดภายในประเทศ ผ่านช่องทางจำหน่ายหลายช่องทาง อาทิ จำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตลาดกลาง Modern trade และการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ

กรมชลฯย้ำเขื่อนทั่วประเทศกักเก็บน้ำในเกณฑ์ควบคุม สั่งเฝ้าระวัง-ติดตามสภาพฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337859

กรมชลฯย้ำเขื่อนทั่วประเทศกักเก็บน้ำในเกณฑ์ควบคุม สั่งเฝ้าระวัง-ติดตามสภาพฝน

กรมชลฯย้ำเขื่อนทั่วประเทศกักเก็บน้ำในเกณฑ์ควบคุม สั่งเฝ้าระวัง-ติดตามสภาพฝน

วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 19.30 น.

9 พ.ค.61 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 47,096 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 23,177 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 45 สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 28,800 ล้าน ลบ.ม.โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกัน 13,672 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ รวมกัน และมีปริมาณน้ำใช้การได้ 6,976 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 38 ทั้งนี้ 4 เขื่อนหลักยังสามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 11,100 ล้าน ลบ.ม.

“เน้นย้ำให้ชลประทานทุกจังหวัด ให้เฝ้าระวังและติดตามสภาพฝนในพื้นที่ของตนจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด โดยให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกลงมา รวมทั้งให้เตรียมพร้อมในส่วนของเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังเจ้าหน้าที่ ให้มีความพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชน ที่อาจจะประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลันได้อย่างทันท่วงที” นายทวีศักดิ์ กล่าว

กรอบนอกนุ่มใน! ‘ทุเรียนดินภูเขาไฟ’งานเทศกาลผลไม้ของดีกันทรลักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337804

กรอบนอกนุ่มใน! 'ทุเรียนดินภูเขาไฟ'งานเทศกาลผลไม้ของดีกันทรลักษ์

กรอบนอกนุ่มใน! ‘ทุเรียนดินภูเขาไฟ’งานเทศกาลผลไม้ของดีกันทรลักษ์

วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 16.08 น.

9 พ.ค. 61 ที่บริเวณสวนทุเรียน ของนายบัวเรียน อรุณเรือง หมู่ที่ 16 บ้านป่าโมง ต.ภูเงิน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายสมเกียรติ ศรีขาว นายอำเภอกันทรลักษ์ พร้อมด้วยส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดแถลงข่าว การจัดงานเทศกาลผลไม้ และของดีกันทรลักษ์ ประจำปี 2561 ซึ่งอำเภอกันทรลักษ์ร่วมกับเทศบาลเมืองกันทรลักษ์ และอปท.ในพื้นที่ จะได้ร่วมกันจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม-27 พฤษภาคม พ.ศ.2561 ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งจะมีผลผลิตของ ทุเรียน เงาะ มังคุด มะไฟ ฝรั่ง ลองกอง ฯลฯ และของดีของอำเภอกันทรลักษ์นำมาจัดจำหน่ายอย่างมากมาย

นายสมเกียรติ ศรีขาว นายอำเภอกันทรลักษ์ กล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ ของดีและผลผลิตทางการเกษตรของอำเภอกันทรลักษ์ เพื่อส่งเสริมการตลาดและเพิ่มช่องทางการตลาด และเพื่อเปิดโอกาสให้แก่เกษตรกรชาวสวนผลไม้และของดีของอำเภอกันทรลักษ์ ได้นำผลผลิตที่มีคุณภาพนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคหรือประชาชนที่สนใจ ในผลผลิตโดยตรง เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวอำเภอกันทรลักษ์

นายอำเภอกันทรลักษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า อำเภอกันทรลักษ์ เป็นต้นกำเนิดของทุเรียนภูเขาไฟ หรือเรียกได้ว่า เป็นตำนานของทุเรียนภูเขาไฟ ซึ่งได้มีการนำทุเรียนมาปลูกบนดินภูเขาไฟที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุในดินเป็นแห่งแรกที่ อ.กันทรลักษ์ และเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกทั้งหมดกว่า 2,500 ไร่ ทุเรียนที่ปลูกบนดินภูเขาไฟ มีรสชาติ กรอบนอก นุ่มใน และมีกลิ่นฉุนน้อย จึงกลายเป็นที่มาของ ทุเรียนภูเขาไฟ โดยอำเภอกันทรลักษ์ ได้จัดงานเทศกาลผลไม้ และของดีกันทรลักษ์ กันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ผลผลิตทางการเกษตร ให้ทุเรียนภูเขาไฟ เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป และเป็นที่ต้องการของตลาดด้วย

ส่องเกษตร : ‘พืชมงคล’…ขอมงคลยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337579

449007

ส่องเกษตร : ‘พืชมงคล’…ขอมงคลยั่งยืน

วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วาระวันสำคัญอันเป็นมงคลยิ่งของพี่น้องเกษตรกรไทย คือ “วันพืชมงคล” กำลังเวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว

ในปีนี้ ปฏิทินหลวงกำหนดวันพระราชพิธี “พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” 2 พระราชพิธีรวมกันคือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์จะสวดมนต์เริ่มประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในวันอาทิตย์ที่ 13 พ.ค.นี้ ตั้งแต่ 15.00 น. และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย จากนั้นวันถัดมา จันทร์ที่ 14 พ.ค.จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ ฤกษ์ไถหว่านระหว่าง 08.29-09.19 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง..พิธีกรรมทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกร

ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาปีนี้คือ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.พรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตรกับน.ส.นันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน เทพีคู่หาบเงินได้แก่ น.ส.กันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯกับน.ส.ดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร ส่วนพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอกับพระโคเพียง และพระโคสำรอง มีพระโคเพิ่ม พระโคพูล

7 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานที่ใช้ในพระราชพิธีประกอบด้วยปทุมธานี 1, ขาวดอกมะลิ 105, สังข์หยดพัทลุง, กข 6, กข 43, กข 57 และ กข 71 ซึ่งกรมการข้าวหน่วยงานที่ดำเนินการปลูกข้าว ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาฯ ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกทั้ง 7 พันธุ์รวมทั้งสิ้น 1,799 กิโลกรัม บรรจุซองพลาสติกเพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีด้วย…ถือเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลที่เกษตรกรไทยเฝ้ารออยู่ทุกปี

ตั้งแต่โบราณมา พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว

สิ่งสำคัญหนึ่งในงานพระราชพิธียังมีการเสี่ยงทายของพระโค เพื่อทำนายสภาพการเพาะปลูกจะเป็นเช่นไร น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ทำการกสิกรรม เพียงใด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเครื่องมือการพยากรณ์สภาพอากาศที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ทำให้คาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำขึ้น ตลอดจนการกักเก็บน้ำด้วยระบบเขื่อนและการชลประทานสมัยใหม่ ก็ช่วยในการวางแผนการผลิต การเพาะปลูกได้ดียิ่งขึ้น

โดยจากสภาพการณ์ช่วงที่ผ่านมาในปีนี้ มีฝนค่อนข้างมาก แม้กระทั่งช่วงฤดูร้อน-เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งพายุฤดูร้อนนำพาฝนเข้ามาตกหนักหลายระลอกทั่วทุกภาค ทำให้หลายเขื่อนมีปริมาณน้ำกักเก็บไว้สูงมาก ระบบเขื่อนทั่วประเทศรวมกันมีปริมาณน้ำเฉลี่ยสูงกว่า 60% แม้ยังไม่เข้าฤดูฝนเลยก็ตาม ทำให้คาดการณ์กันได้โดยที่ยังไม่ต้องรอผลเสี่ยงทายของพระโคว่า ปีนี้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมกับการเพาะปลูกแน่…แต่ที่ต้องระวังคือ น้ำท่าอาจดีมากเกินไป จนส่งผลให้เกิดอุทกภัย น้ำท่วมสร้างความเสียหายได้ ฉะนั้น หลายๆพื้นที่ควรเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใกล้ชิดด้วย

อย่างไรก็ตาม พี่น้องเกษตรกรยุคนี้ จะคำนึงแต่เรื่อง “การผลิต” อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป จะต้องคำนึงถึงเรื่อง “การตลาด” ควบคู่ไปด้วย เพราะแม้น้ำท่าจะเหมาะสมต่อการเพาะปลูก จนได้ผลผลิตออกมาดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่การปลูกอะไรมากไป จนเกินล้นตลาด ผลก็คือ ราคาที่ตกต่ำ ไม่คุ้มค่าน้ำพักน้ำแรงที่ลงไป…เป็นบทเรียนที่ต้องเจ็บช้ำมาตลอด ไม่ควรจะให้เกิดขึ้นอีก

การสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องอาศัยการรวมตัวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างปลูกต่างคนต่างขาย ดังนั้นแนวทางที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯกำลังเร่งทำทั้งเรื่องเกษตรแปลงใหญ่และเร่งยกระดับสหกรณ์การเกษตรกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ให้เข้มแข็ง ส่งเสริมให้รวมกลุ่มแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และหาช่องทางการตลาดได้ด้วยตัวเอง ที่รมว.กฤษฎา บุญราชมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ต้องเร่งมือให้เห็นผล

พืชมงคลปีนี้ จึงหวังว่า จะเป็นมงคลให้ชีวิตเกษตรกรไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืนด้วยเทอญ

สาโรช บุญแสง

ชูวิสาหกิจชุมชนเพิ่มพูนทรัพย์ ต้นแบบแปลงใหญ่เงาะโรงเรียน‘บ้านนาสาร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337583

x

ชูวิสาหกิจชุมชนเพิ่มพูนทรัพย์ ต้นแบบแปลงใหญ่เงาะโรงเรียน‘บ้านนาสาร’

วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธาร นวลนึก เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เป็นเงาะที่มีชื่อเสียงมานมนาน มีเอกลักษณ์เด่นคือ ผลใหญ่ สีสด เนื้อล่อน กรอบ รสชาติหวาน หอม อร่อย ปลูกมากในเขตอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ทำการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสารขึ้นมาตั้งแต่ปี 2558 โดยดำเนินการในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ มีสมาชิก 118 คน เนื้อที่ 1,163 ไร่ เพื่อบริหารจัดการในเรื่องของผลผลิตให้มีปริมาณและคุณภาพที่ดี สามารถต่อรองด้านราคากับพ่อค้าได้ ซึ่งในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ มีพ่อค้าจากต่างประเทศเข้ามาตั้งจุดรับซื้อในพื้นที่หลายแห่ง และในปีนี้จะมีทำสัญญาส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าอีกด้วย

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงบำรุงดิน การใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดิน สนับสนุนสารเร่ง พ.ด.เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยพืชสด สารปรับปรุงดิน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 ดำเนินการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิตและการตลาด องค์การบริหารส่วนตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ สนับสนุนการรวบรวมผลผลิต ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น

“กลุ่มเงาะแปลงใหญ่ อ.บ้านนาสาร มีรูปแบบการบริหารร่วมกันเพื่อเป้าหมาย คือ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมไปถึงการบริหารจัดการที่เป็นระบบในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการตลาด ที่สามารถเพิ่มช่องทางตลาดในต่างประเทศได้โดยตรง อีกทั้งผลผลิตของกลุ่ม ยังมี GAP รับรอง โดยก่อนที่ผลผลิตจะออกจากสวน จะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาและควบคุมสารเคมีเข้ามาตรวจสอบในเรื่องสารเคมีตกค้าง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค” นายธาร กล่าว

เกษตรฯจับมือมหาวิทยาลัย4ภูมิภาค ผลักดันงานวิจัย-เทคโนโลยีพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337585

x

เกษตรฯจับมือมหาวิทยาลัย4ภูมิภาค ผลักดันงานวิจัย-เทคโนโลยีพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำเกษตรให้เพิ่มมากขึ้น กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรให้มีการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร จึงได้จับมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ได้แก่ ภาคกลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีแผนที่จะพัฒนางานวิจัยร่วมกัน รวมทั้งมหาวิทยาลัยจะเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับเกษตรกร และนำผลงานวิจัยที่มีอยู่มาปรับปรุงให้เหมาะสมกับการทำเกษตรในยุคปัจจุบัน เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

สำหรับการลงนามร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการไปเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตั้งเป้านำงานวิจัยที่สามารถขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติได้ทันที 5 เรื่อง ดังนี้ 1.การพัฒนาเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่และสถาบันเกษตรกร ให้สามารถก้าวไปสู่ การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร (การเขียนแผนธุรกิจด้านการเกษตร การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร) ดำเนินการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต การแปรรูป การตลาด และการบริหารจัดการ รวมทั้ง การสร้างแรงจูงใจ ทัศนคติ และแนวคิดสร้างสรรค์ 2.โรงเรือนอัจฉริยะสำหรับเกษตรกรและการจัดการธาตุอาหารพืชแบบแม่นยำ การถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะสำหรับเกษตรกรและการจัดการธาตุอาหารพืชแบบแม่นยำของโครงการ ATC อิสราเอล 3.วิศวกรรมเพื่อการวิเคราะห์คุณภาพทุเรียน ได้แก่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการวิเคราะห์คุณภาพทุเรียนโดยใช้หลักการของเทคโนโลยีอินฟราเรดย่านไกล (เครื่องตรวจวันความแก่อ่อนของทุเรียน) แก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและการนำไปใช้ประโยชน์จริง 4.ชีวภัณฑ์ในการอารักพืช คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการเกษตร เช่น บิวเวอเรียการผลิตแตนเบียน ตัวห้ำ ตัวเบียนให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรการพัฒนาโมเดลการพยากรณ์ศัตรูพืชอย่างยั่งยืน 5.เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเมล็ดพันธุ์ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนบุคลากร งานวิจัย และงานวิชาการด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและขยายพันธุ์พืชปลอดภัยและการตรวจวิเคราะห์โรค และการวิเคราะห์อื่นๆ

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนกรมส่งเสริมการเกษตร จะอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อนำไปขยายผลต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการศึกษาวิจัยร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยีทางการเกษตร เพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้จริงในภาคการเกษตรและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร ตอบโจทย์รัฐบาลที่ต้องพัฒนาภาคเกษตรกร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ภายใต้การใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศพัฒนาไปสู่การทำเกษตรยุค 4.0 ได้อย่างแท้จริง

“อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในโครงการดังกล่าว เกษตรกรจะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยจะเกิดระบบการทำงานในพื้นที่อย่างชัดเจน เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่มีประโยชน์สูงสุดจากการลงพื้นที่ของทีมเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดการทำงานในรูปแบบการบูรณาการในพื้นที่ สามารถตอบสนองการสื่อสาร 2 ทาง เกษตรกรได้รับการบริการอย่างตรงจุด ก่อให้เกิดการพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายสมชาย กล่าว

เกษตรฯเตรียมพร้อมงานพืชมงคล สร้างสิริมงคล-บำรุงขวัญเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337580

x

เกษตรฯเตรียมพร้อมงานพืชมงคล สร้างสิริมงคล-บำรุงขวัญเกษตรกร

วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2561 ซึ่ง ประกอบด้วย 2 พระราชพิธี คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กำหนดจัดในวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561 และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย ขณะที่ในวันถัดมา คือ วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 เป็นพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

โดยปีนี้ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา คือ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวพรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร นางสาวนันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร คู่เคียง มีจำนวน 16 ราย และผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอพระโคเพียง พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล

อนึ่งปีนี้ กรมการข้าว ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 7 พันธุ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2561 ประกอบด้วย ปทุมธานี1, ขาวดอกมะลิ105, สังข์หยดพัทลุง, กข6, กข43, กข57 และ กข71 รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 1,799 กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” และบรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

สหกรณ์ตั้งเป้ารวมผลไม้4หมื่นตัน ชงครม.ไฟเขียวขอสินเชื่อธกส.สนับสนุน3ปี4.5พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337584

x

สหกรณ์ตั้งเป้ารวมผลไม้4หมื่นตัน ชงครม.ไฟเขียวขอสินเชื่อธกส.สนับสนุน3ปี4.5พันล้าน

วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรที่ดำเนินธุรกิจผลไม้ทั่วประเทศมีจำนวน 92 แห่ง ใน 19 จังหวัด ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรกว่า 40,000 ตัน ซึ่งคาดว่าปริมาณผลผลิตในปีนี้ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นผลไม้จากภาคตะวันออก ทั้งมังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกอง และมะม่วงน้ำดอกไม้ ปริมาณ 19,000 ตัน ผลไม้จากภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไยสดและแปรรูป สตรอเบอร์รี่และสับปะรด 14,000 ตัน ผลไม้ภาคใต้ ได้แก่ มังคุด เงาะ ลองกองและทุเรียน จำนวน 5,000 ตัน และผลไม้ภาคกลางได้แก่ กล้วยหอมทองของสหกรณ์ใน จ.เพชรบุรี จำนวน 2,000 ตัน ซึ่งตลาดรองรับผลไม้ของสหกรณ์ส่วนใหญ่ เป็นการส่งจำหน่ายให้กับห้างโมเดินเทรด บริษัทผู้ส่งออก และเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ส่งผลทำให้การกระจายผลผลิตของสหกรณ์เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทันเวลา โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป

โดยกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ย 1% จำนวน 230 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ของสหกรณ์ และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ปีละ 1,500 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี รวมวงเงิน 4,500 ล้านบาทสนับสนุนการรวบรวมผลไม้ให้สถาบันเกษตรกรได้กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียน ในการรวบรวมผลไม้ในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวและระบายออกนอกแหล่งผลิต

สำหรับการผลักดันให้สหกรณ์ส่งออกผลไม้ไปจำหน่ายต่างประเทศ หลังจากที่บริษัท Wind Chain Supply Management ซึ่งเป็นตัวแทนจัดซื้อของอาลีบาบา กรุ๊ป จากจีน ได้เดินทางมาเจรจาธุรกิจกับสหกรณ์ใน จ.จันทบุรี ระยอง และตราด เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อสั่งซื้อทุเรียนจากสหกรณ์โดยตรง โดยบริษัทจะนำไปโปรโมทผ่านเว็บไซต์ทีมอลล์และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคชาวจีนรู้จักผลไม้ของไทย โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งคนจีนยอมรับว่าทุเรียนไทยเป็นทุเรียนที่ดีที่สุดในโลก ทั้งนี้ในปีนี้ผลผลิตอาจจะยังไม่สามารถส่งจำหน่ายให้อาลีบาบาได้ทุกสหกรณ์ เนื่องจากสหกรณ์ส่วนใหญ่ได้วางแผนตลาดตั้งแต่ก่อนฤดูกาลผลิตแล้ว และคาดว่าการทำธุรกิจซื้อขายผลไม้กับทางอาลีบาบาจะสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มตัวในปี 2562 เป็นต้นไป

“เบื้องต้นทาง บริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป จะส่งตัวแทนเข้ามาดูสวนผลไม้ของเกษตรกร จุดรวบรวมและกระบวนการคัดคุณภาพผลไม้ของสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราดประมาณกลางเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้เขามั่นใจในคุณภาพของสินค้าของสหกรณ์ จากนั้นจะดูเรื่องปริมาณผลผลิตในแต่ละปีว่าสามารถรวบรวมและส่งขายให้ได้เท่าไหร่ แล้วจึงทำข้อตกลงธุรกิจซื้อขายผลไม้ร่วมกัน” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

พลิกฟื้นดินทามแห้งแล้งริมห้วยทับทัน ปลูกเงาะกำไรงาม เปิดสวนขายเดินชิมจนพุงกาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337600

พลิกฟื้นดินทามแห้งแล้งริมห้วยทับทัน ปลูกเงาะกำไรงาม เปิดสวนขายเดินชิมจนพุงกาง

พลิกฟื้นดินทามแห้งแล้งริมห้วยทับทัน ปลูกเงาะกำไรงาม เปิดสวนขายเดินชิมจนพุงกาง

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 16.43 น.

เปิดขายสดๆ วันแรก สวนแทบแตกเพียง 30 ต้น โกยเงินกว่า 2 หมื่นบาทต่อวัน หนุ่มใหญ่ เกษตรกรชาวตำบลอีเซ ชื่อนายประนอม ไชยโคตรอายุ 57 ปี บ้านเลขที่ 32 ม.1 บ้านแสง ต.อีเซ อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ ที่สร้างปรากฏการณ์ ฮือฮาพลิกฟื้นผืนนา ซึ่งเป็นดินป่าบุ่งป่าทาม ริมอ่างน้ำห้วยทับทัน ทำสวนผลไม้

8 พ.ค.61 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่สวนผลไม้ ทางทิศตะวันตกหมู่บ้าน ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณพื้นที่อ่างเก็บน้ำริมห้วยทับทัน พบเห็นชาวบ้าน ลูกเล็กเด็กแดง ตลอดทั้งข้าราชการมาเข้าแถวอุดหนุนซื้อเงาะโรงเรียน ทีเก็บกันสดๆจากสวน ในราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท ทุกคนที่มาเห็นต่างชื่นชมในความคิดและเชื่อแล้วว่า เงาะก็สามารถปลูกที่บ้านเราได้ ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเดินชมสวน พร้อมชิมไปจนพุงกาง ซึ่งเจ้าของสวนก็อนุญาตให้เดินเก็บกินได้ สร้างความประทับใจและตื่นเต้นแก่พี่น้องในพื้นที่อย่างมาก

นายประนอม กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเคยไปรับจ้างเก็บเงาะที่เมืองจันทร์บุรี ก่อนที่จะมาเกิดแรงบันดาลใจใส่ใจกับที่ดินของตนที่บ้านเกิด ตนมีพื้นที่ดินประมาณ 15 ไร่ ดินส่วนใหญ่เป็นดินทาม ลักษณะเป็นดินทรายและมีดินร่วนปนส่วนน้อย ถึงฤดูแล้งจะแห้งอุ้มน้ำไม่อยู่หากถึงฤดูฝนจะเหนียวลื่น ตนได้แบ่งพื้นที่ปลูกยางพารา 13 ไร่ ที่เหลือ 2 ไร่ ปล่อยเป็นป่ารกแต่ตนได้สังเกตเห็นว่าดินทาม เมื่อมีต้นไม้ปกคลุมดินจะสดชื่นอุ้มน้ำได้ตลอดเช่นกัน จึงมีแนวคิดว่าหากหันมาเริ่มทำการปลูกผลไม้ในพื้นที่ของตนที่เหลือ 2 ไร่ ก็น่าจะทำได้

จากความคิดบวกกับความตั้งใจ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมาจึงเริ่มทำการปรับปรุงพื้นที่ 2 ไร่ก่อน จากนั้นนำร่องด้วยสวนพริกและเริ่มซื้อต้นเงาะมาปลูกประมาณ 50 ต้น ช่วงนั้นซื้อต้นเงาะในราคา 3 ต้น100 บาท ปลูกแซมกับต้นพริก ใช้ความกว้าง 3 X 6 เมตร บางต้นก็ชิดกันกว่านั้น การปลูกเงาะในช่วงเริ่มแรกตนได้ดูแลสวนพริกไปด้วย หลังต้นเงาะสูงใหญ่จึงหยุดการปลูกพริกหันมาดูแลต้นเงาะ โดยใช้ปุ๋ยมูลสัตว์จากคอกวัวคอกควายที่ตนเลี้ยงไว้ ต้นเงาะเริ่มเจริญเติบโตมาเรื่อยๆ ถึงฤดูแล้งตนก็ใช้เครื่องสูบน้ำ ดึงน้ำจากอ่างลำห้วยทับทัน ต่อท่อพีวีซีรดตามโคนต้นก็ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด

แต่ปัญหาที่พบคือช่วงน้ำหลาก บางปีน้ำท่วมขังทำให้ต้นเงาะอีกส่วนหนึ่งตาย ปัจจุบันเหลือเพียง 30 ต้น มาในปี พ.ศ. 2550 เงาะเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกแต่ไม่ค่อยดี มีชาวบ้านมาขอซื้อเริ่มขายได้ประมาณ 4,000 – 5,000 บาท เงาะมาเริ่มให้ผลผลิตดีช่วงปี พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา ปัจจุบันเหลือต้นเงาะเพียง 30 ต้น ปลูกเป็น 3 แถว การขายจะมีชาวบ้านเข้ามาซื้อที่สวนและจะหมดในเวลา 2 วัน รายได้จากการขายเงาะอยู่ที่ประมาณ 40,000 บาท ช่วงเปิดสวนขาย บรรยากาศภายในสวนจึงดูครึกครื้น ใครอยากเก็บกินอย่างไรตนไม่ว่า ทั้งซื้อทั้งแจก แถม เพราะไม่ได้ลงทุนอะไรมากมาย แรงงานก็มีญาติๆมาช่วยดูแลและมาช่วยเก็บและขาย ไม่เพียงเงาะโรงเรียนเท่านั้น ที่ดินของตนนั้น มีทั้ง มะไฟ มะนาว แก้วมังกร มะม่วง ทุเรียน และไม้ผลอื่นๆ

ลุงประนอม กล่าวทิ้งท้ายว่า ‘บ้านเรามีลำห้วยทับทันไหลผ่านอยู่แล้ว ขอให้ขยันทำกินรับรองไม่อดตาย และไม่จำเป็นต้องทิ้งบ้านเกิดไปรับจ้างที่ไกลๆ ก็มีอยู่มีกินได้’

ขณะที่นายสุวรรณ โสดา นากยก อบต.อีเซ ได้กล่าวว่า ตอนนี้พี่น้องตำบลอีเซส่วนหนึ่งกำลังระดมทุน จัดทำวิสาหกิจล่องแพท่องเที่ยงเชิงนิเวศลำห้วยทับทัน เพื่อเป็นการสร้างพลังใจให้คนในท้องถิ่นเห็นค่าของทรัพยากรและน้อมนำแนวทางศาสตร์พระราชาของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้ให้เกิดความยั่งยืนในชุมชน การเที่ยวชมสวนผลไม้ ซึ่งมีเกษตรกรหลายรายทำกันอยู่ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้มาสนใจตำบลอีเซ ทำให้เกิดรายได้สู่ครอบครัวมากขึ้นต่อไป