เลาะรั้วเกษตร : ทูตเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338058

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ทูตเกษตร

วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว พรรคพวกเพื่อนฝูงในกระทรวงเกษตรฯ เล่าให้ฟังว่า ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ส่งข้อความทางไลน์ไปยังหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด บอกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ขอพบข้าราชการกระทรวงเกษตรฯระดับชำนาญการขึ้นไป ที่ศึกษาจบวิชาการเกษตร หรือสาขาที่เกี่ยวข้องจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน ไต้หวัน เพื่อหารือข้อราชการสำคัญ โดยขอให้มาพบในเช้าวันรุ่งขึ้น

เนื่องจากเป็นการสื่อสารให้รับทราบกันทางไลน์ และคงจะแชร์ส่งต่อๆ กันมาหลายทางการสั่งการจากหัวหน้าหน่วยงานจึงมีบ้างไม่มีบ้าง แต่ก็มีนักเรียนนอกจากหลายหน่วยงานไม่ต่ำกว่า 20 คนเข้าไปพบกับรัฐมนตรี แต่ไม่ยืนยันว่ามาจากทุกหน่วยงานหรือไม่

สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ต้องการความช่วยเหลือจากนักเรียนนอกเหล่านี้คือ ให้ช่วยหาข้อมูลที่ต้องการทราบ ได้แก่ พืชหลักที่สำคัญของแต่ละประเทศ โครงสร้างการผลิตของเกษตรกรในประเทศนั้นๆ บทบาทของรัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรทั้งด้านการผลิต และการตลาด วิธีการตลาดของเกษตรกรในประเทศนั้นๆ

นักเรียนนอกทั้งหลายคงผิดหวัง ที่ภารกิจที่ได้รับมอบหมายไม่น่าจะใช่บทบาทของนักเรียนนอก แต่น่าจะเป็นบทบาทของทูตเกษตรที่ไปประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่สามารถจะวิเคราะห์เจาะลึกในประเด็นต่าง ๆ ที่ รมว.กษ. ต้องการได้ หากประเทศใดไม่มีทูตเกษตรประจำอยู่ ก็จะมีทูตพาณิชย์ หรือ กงสุลประจำอยู่ น่าจะขอความร่วมมือกันในระดับกระทรวงได้ ข้อมูลที่ได้ก็จะน่าเชื่อถือและเป็นปัจจุบัน ลำพังให้นักเรียนนอกไปหาข้อมูลมาให้ เชื่อว่าคงจะพึ่งพาอากู๋ เป็นส่วนใหญ่…..

ทูตเกษตร หรือ อัคราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร และกงสุลฝ่ายการเกษตรที่กระทรวงเกษตรฯ แต่งตั้งไปประจำ ณ ประเทศต่างๆ 8 ประเทศ รวม 11 แห่ง ได้แก่ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตรประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ประจำกรุงโรม อิตาลี ประจำกรุงบรัสเซลส์ สหภาพยุโรป ประจำกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ประจำกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำกรุงแคนเบอร์รา ออสเตรเลีย และประจำกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย กงสุลฝ่ายเกษตร 3 แห่ง คือ นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา นครกวางโจว และ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน และฝ่ายการเกษตรประจำสถานเอกอัครราชทูต ประจำกรุงมอสโก รัสเซีย

เมื่อเดือนมีนาคม 2560 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น ได้เรียกประชุม และมอบนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น ไทยแลนด์ 4.0 โดยเน้นให้ทูตเกษตรดำเนินการคือ 1) เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยเฉพาะการเน้นถึงการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรไทย 2) วิเคราะห์ และสังเคราะห์ ประเด็นปัญหา อุปสรรค แนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรในแต่ละประเทศแจ้งกลับมายังกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อกำหนดแผนในการเจาจาหรือปรับกลยุทธ์ให้สินค้าเกษตรไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น 3) ประชาสัมพันธ์ แนะนำสินค้าเกษตรใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคต่างประเทศรู้จัก โดยเฉพาะผลไม้ที่ประเทศเหล่านั้นไม่มี

ภารกิจที่มอบกันไว้เมื่อปีที่แล้ว ทูตเกษตรได้ดำเนินการไปมากน้อยเพียงไรไม่มีข่าวคราวเปรี้ยงป้างให้ได้ยิน มาปีนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนปัจจุบัน กฤษฎา บุญราช ได้ประชุมทูตเกษตรผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์พร้อมมอบนโยบายสำทับไปอีกว่า ให้ติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ในประเทศที่มีการซื้อขายยางล่วงหน้า เช่น ญี่ปุ่น และจีน ให้ทูตเกษตรไปเดินดูตลาดและทำรายงานส่งมาให้ รมว.กษ. โดยตรง

ท่านยังบอกอีกว่า ทูตเกษตรต้องทำหน้าที่เป็นเสมือนโฆษกกระทรวงเกษตรฯในต่างประเทศ วิเคราะห์สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในตลาดประเทศนั้นๆ ทำรายงานส่งมาที่กระทรวงทุกเดือนไหนๆ ก็ไหนๆ ท่านก็แถมสิ่งที่ท่านอยากทราบตามที่มอบนักเรียนนอกไปช่วยกันหามา ให้ทูตเกษตรรายงานมาด้วยก็คงไม่ได้สร้างภาระให้เขามากมายนัก เผลอๆ เขาอาจจะมีอยู่แล้วก็ได้ เว้นเสียแต่ว่าท่านมีแผนที่จะใช้มันสมองของนักเรียนนอกเหล่านี้ช่วยทำงานขับเคลื่อนนโยบายไทยนิยมยั่งยืน หรือ ไทยแลนด์ 4.0 หรือตลาดนำการผลิต อย่างต่อเนื่องต่อไป นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง….แต่ที่จริงอยากให้ทูตเกษตรของไทย มีบทบาทและภารกิจที่มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อยากให้เป็น smart officer ของกระทรวงเกษตรฯไทยในต่างประเทศจริงๆ……

แว่นขยาย

ไฟเขียวลดขั้นตอนแจ้งเข้า-ออกเรือ ‘บิ๊กฉัตร’แจงไม่กระทบตรวจสอบประมงผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338059

ไฟเขียวลดขั้นตอนแจ้งเข้า-ออกเรือ ‘บิ๊กฉัตร’แจงไม่กระทบตรวจสอบประมงผิดกฎหมาย

ไฟเขียวลดขั้นตอนแจ้งเข้า-ออกเรือ ‘บิ๊กฉัตร’แจงไม่กระทบตรวจสอบประมงผิดกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เปิดเผยว่า ตามที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของศูนย์รับแจ้งเข้า-ออกการทำประมง (PIPO) ประชุมหารือร่วมกับสมาคมประมงแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนาปรับปรุงระบบการตรวจเอกสารแจ้งเข้า-ออกเรือประมง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ชาวประมง และผู้ประกอบการประมงให้เกิดความรวดเร็ว และสะดวกมากยิ่งขึ้นนั้น

โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้หารือแนวทางปฏิบัติร่วมกันในการพัฒนาระบบการตรวจเอกสารแจ้งเข้า-ออกเรือประมงให้สะดวก รวดเร็ว สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ และไม่ขัดกับข้อกฎหมาย โดยในส่วนเอกสารทั้งหมด 17 รายการ พบว่า มีจำนวน 10 รายการ ที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ PIPO สามารถสืบค้นได้จากระบบฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ได้ทันทีเช่น ทะเบียนลูกจ้าง บัญชีคนประจำเรือใบรายงานตัวลูกจ้าง สัญญาจ้างแรงงานทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ เป็นต้น แต่ยังให้คงเอกสารตรวจเรือประมงที่ชาวประมงต้องสำแดงจำนวน 7 รายการ ได้แก่ บัญชีรายชื่อคนประจำเรือ (Seabook) สมุดบันทึกการทำประมง (Logbook) ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การจ่ายค่าจ้าง ดังนั้น การปรับลดขั้นตอนการแสดงเอกสารดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่ชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาปรับปรุงระบบการตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูลฐานของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

“การปรับระบบการตรวจเอกสารเข้า-ออกเรือประมงของศูนย์รับแจ้งเข้า-ออกการทำประมง (PIPO) จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายพิจารณาในวันที่ 16 พ.ค.นี้ เพื่อให้มีผลปฏิบัติทันทีตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดภาระและอำนวยความสะดวกให้กับชาวประมง และมั่นใจว่ามาตรการนี้จะทำให้ชาวประมงที่ปฏิบัติดีได้รับความสะดวก ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่จะสามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้โดยตรงมากยิ่งขึ้น และแสดงให้เห็นถึงการกำกับดูแลการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2559 มีการพัฒนาระบบการควบคุมการประมงและแรงงานดีขึ้น สามารถแยกน้ำดีออกจากน้ำเสียได้อย่างชัดเจน”

พล.อ.ฉัตรชัย ยังกล่าวถึงข้อเสนอของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ที่ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการรับซื้อเรือคืนนั้นพบว่า ปัจจุบันมีเรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตถูกล็อกอยู่ที่ท่า จำนวน 766 ลำ มีตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ ซึ่งได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าและกรมประมงเร่งรัดติดตามเรือประมงที่ยังไม่ทราบสถานะที่ชัดเจน ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน เพื่อให้ได้จำนวนเรือชัดเจนแน่นอน ที่รัฐจะต้องใช้มาตรการบริหารจัดการ เช่น การควบรวมเรือการแลกเปลี่ยนเรือ และการซื้อเรือคืน เพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงความต้องการของชาวประมงที่เป็นเจ้าของเรือแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาดำเนินการต่อไป

ได้ข้อยุติ! เอกชนรับซื้อ’กุ้งขาว’ สยบม็อบ’คนเลี้ยงกุ้ง’ขู่บุกทำเนียบฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338086

ได้ข้อยุติ! เอกชนรับซื้อ'กุ้งขาว' สยบม็อบ'คนเลี้ยงกุ้ง'ขู่บุกทำเนียบฯ

ได้ข้อยุติ! เอกชนรับซื้อ’กุ้งขาว’ สยบม็อบ’คนเลี้ยงกุ้ง’ขู่บุกทำเนียบฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 19.17 น.

10 พ.ค.61 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง แถลงข่าวมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ พร้อมด้วย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง , นายบุญธรรม อร่ามศิริวัฒน์​เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และนายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์​รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) โดยจากการหารือร่วมกันหลายครั้งเพื่อช่วยเหลือเกษตร ทุกฝ่ายเห็นกันที่จะช่วยเหลืออุตสาหกรรมกุ้งของไทย ทั้งในด้านลดต้นทุนการผลิตและราคารับซื้อ ซึ่งหลังจากนี้กรมประมงจะดำเนินการทำรายละเอียดเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครง ที่ภาคเอกชนจะรับซื้อกุ้งในราคานำตลาดในจำนวน 1 หมื่นตัน ระยะเวลา 60 วัน โดยในสัปดาห์จะเริ่มประชุมเพื่อทำรายละเอียดจับคู่ผู้ซื้อ ผู้ขาย และหากจุดใดทำเสร็จก็จะเดินหน้าซื้อขายในราคาดังกล่าวทันที

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน จะช่วยเหลือโดยการลดต้นทุน ซึ่งบริษัทซีพีผู้ผลิตลูกกุ้งจะลดให้ตัวละ 3 สตางค์ เหลือ 16 สตางค์ต่อตัว หรือประมาณ 4 บาทต่อกิโลกรัม และสมาคมผู้ผลิตอาหารลดราคาอาหารกุ้งให้ 25 บาทต่อกระสอบ หรือ 4 บาทต่อกิโลกรัม 2 เดือน และการขอความร่วมมือเอกชนซื้อในราคาตลาดที่หน้าฟาร์มหรือปลายทาง ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมไว้ประมาณ 9 พันราย โดยเบื้องต้นคาดว่าจะรับซื้อจากเกษตรกร รายละไม่เกิน 10 ตัน ตลอด 2 เดือน คือ พ.ค.ถึงสิ้น มิ.ย.

นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง กล่าวว่า ซึ่งสมาคมจะช่วยรับซื้อ 2 หมื่นตัน หรือ 25% ของผลผลิตในเวลา 60 วัน หรือ 2 เดือนๆ ละ 5,000  ตัน โดยจะเริ่มได้ประมาณต้นเดือน มิ.ย.เป็นต้นไป

“ย้ำว่า การช่วยเหลือครั้งนี้ไมได้เป็นการยื่นหมูยื่นแมว ว่าขอให้เกษตรกรเปิดทางให้เอกชนนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ เพราะในระบบตลาดเสรีกรมประมงไม่มีสิทธิ์ห้ามนำเข้า ยกเว้นเกิดโรคระบาดเท่านั้น แต่ขณะนี้ยืนยันว่าจะไม่มีการนำเข้ากุ้งจากอินเดีย” นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง กล่าว

ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจสมาคมด้วย เพราะที่ผ่านมากำลังการผลิตเหลือ แต่ทุกโรงงานมีภาระค่าใช้จ่ายทั้งคนงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ในขณะที่ไทยเสียเปรียบทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่มาจากราคาต้นทุนวัตถุดิบคือกุ้งที่ราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และค่าแรงงานที่แพงกว่าประเทศอื่นเป็นเท่าตัว

สำหรับราคารับซื้อประกอบด้วย กุ้งขนาด 30 ตัวต่อกิโลกรัม รับซื้อ 180 บาทต่อกก. , ขนาด 40 ตัว รับซื้อ 170 บาท , ขนาด 50 ตัว รับซื้อ 160 บาท , ขนาด 70 ตัว รับซื้อ 145 บาท , ขนาด 80 ตัว รับซื้อ 135 บาท และขนาด 100 ตัว รับซื้อ 125 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดภาคใต้แนวสองฝั่งทะเล อ่าวไทย และอันดามัน ได้เรียกร้องให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ แก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ โดยมีข้อเสนอให้เอกชนรับซื้อกุ้งขนาด 100 ตัวต่อกก.ที่ราคา 130 บาท ซึ่งมีต้นทุนอยู่ที่ 120 บาท หากไม่ช่วยจะเดินทางมาประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร้องนายกรัฐมนตรีช่วยรับซื้อกุ้งแช่ห้องเย็นโดยใช้เงิน คสก.

เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อ! ‘กฤษฎา’ยัน’ยูเอ็น-ธนาคารโลก’ ไม่เคยตั้งงบปล่อยกู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338081

เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อ! 'กฤษฎา'ยัน'ยูเอ็น-ธนาคารโลก' ไม่เคยตั้งงบปล่อยกู้

เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อ! ‘กฤษฎา’ยัน’ยูเอ็น-ธนาคารโลก’ ไม่เคยตั้งงบปล่อยกู้

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 18.45 น.

รมว.เกษตรฯยืนยัน”ยูเอ็น-ธนาคารโลก”ไม่เคยตั้งงบมาปล่อยกู้เป็นรายบุคคลให้เกษตรกรหรือบริษัทเอกชนรายใด ออกโรงเตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ สั่งเจ้าหน้าที่เดินหน้าตรวจสอบเอาผิดขบวนการที่เกี่ยวข้อง

10 พ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีเกษตรกรร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ได้รับความเสียหายจากที่มีบริษัทอ้างว่าได้เงินทุนจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และธนาคารโลก จำนวนมากมาปล่อยให้เกษตรกรยากจนกู้รายละ 1 – 15 ล้านบาท แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครได้รับเงินกู้ ทั้งนี้ เกษตรกรกังวลเรื่องเอกสารหลักฐานสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน บัญชีธนาคาร ได้ส่งไปให้บริษัทดังกล่าวแล้วเกรงว่าจะนำเอกสารไปดำเนินการด้านการเมือง หรือธุรกรรมอื่นๆ รวมทั้งบริษัทนี้มีสมาชิกกว่า 6 หมื่นรายนั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมายูเอ็น ไม่เคยมีการตั้งงบมาปล่อยกู้เป็นรายบุคคลให้เกษตรกร หรือบริษัทเอกชนรายใด และหากจะมีการช่วยเหลือใดๆ เกิดขึ้นจะต้องผ่านมาทางรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้น อย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายแล้วให้เข้าร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมประจำจังหวัด นอกจากนี้ ยังสั่งเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ทุกจังหวัด เดินหน้าตรวจสอบสอบถามเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อเอาผิดขบวนการที่เกี่ยวข้องทันที

ด้าน นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จ.สุรินทร์ และกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ว่าเครือข่ายบริษัทนี้ มี นายพิชย์พิพรรธ ศรีตระกูลรักษ์ หรือ พันปี หรือปีเตอร์ และทีมงาน ได้เคยถูกออกหมายจับในคดีฉ้อโกงหลายพื้นที่ รวมทั้งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา (สลท.) ได้เคยรับเรื่องร้องเรียนจากประธานกรรมการบริหารบริษัท ไซนี่ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด และที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตร วัน วัน วัน จำกัด ขอให้แจ้งเตือนและตรวจสอบกรณีบริษัท พันปี กรุ๊ป ผิดข้อตกลงสัญญาซื้อขายข้าว วงเงินเสียหายกว่า 23 ล้านบาท พร้อมกับแจ้งความดำเนินคดีฉ้อโกง

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวมีเครือข่ายกว่า 153 แห่ง กระจายในภาคอีสาน 5 จังหวัด ที่ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกร ที่บริษัทชักชวนเกษตรกรเข้าเป็นสมาชิกทำเกษตรพันธสัญญา โดยบริษัทอ้างว่าจะให้เงินไปส่งเสริมการลงทุนปลูกพืช เลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ได้รายงานมาเบื้องต้นพบเกษตรกรได้รับความเสียหาย เช่น จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ บึงกาฬ อุบลราชธานี และสกลนคร โดยจะไปรวบรวมเอกสารหลักพิสูจน์ทราบก่อน เช่น เรื่องการชักชวนให้เกษตรกรไปอบรม จ่ายค่าอบรมรายละ 200 บาท และให้ไปชักชวนกันมาให้ครบ 4 พันราย ชักชวนปลูกอินทผาลัม จ.บึงกาฬ

โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้มาจดแจ้งทำธุรกิจเกษตรพันธสัญญา กับสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา (สลพ.) ของกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 2 เม.ย.61 ได้แจ้งในชื่อบริษัท พันปีกรุ๊ป ไทย ลาว กัมพูชา จำกัด แต่ขณะนี้ยังไม่ปรากฎข้อมูลว่าบริษัทนี้ได้ทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา เนื่องจากยังไม่จัดส่งสำเนาเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดส่งภายใน 30 วัน ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดส่งและเก็บรักษาเอกสารสำหรับการชี้ชวนเกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา หากไม่ดำเนินการต้องถูกปรับ 3 แสนบาท และเพิกถอนการจดแจ้ง รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายอาญา หากบริษัทมีเจตนาหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จทำให้เกษตรกรเข้าทำสัญญากับบริษัท ทำเอกสารสิทธิ ถือว่าการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ตามกฎหมายอาญามาตรา 341 และเมื่อการกระทำได้ทำต่อประชาชน จึงมีความผิดฐานฉ้อโกง ในมาตรา 343 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน

นอกจากนี้ การกระทำของบริษัท พันปีกรุ๊ป ตามที่ปรากฏสื่อออนไลน์ต่างๆ เป็นการกระทำที่มีลักษณะโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน มาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ มาตรการต่อไปได้ให้เจ้าหน้าที่เกษตรทุกจังหวัด เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องนี้รวบรวมหลักฐานจากเกษตรกร หากพบความผิดให้ส่งฟ้องดำเนินคดีในแต่ละพื้นที่ด้วยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังได้รับรายงานด้วยว่ายังมีโครงการรากหญ้า ที่บริษัทอ้างว่าได้รับเงินจากยูเอ็น มาปล่อยกู้ให้คนยากจนในไทยรายละ 4 – 5 แสนบาท โดยมีแม่ข่ายลงไปชักชวนประชาชนแบบเคาะประตูบ้าน เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย ทั้งนี้ ล่าสุดผู้บริหารบริษัทเครือข่ายพันปี ได้ส่งคลิปปลุกระดมสมาชิกกว่า 60,000 คน ให้เชื่อมั่นในบริษัท อย่าหวั่นไหวต่อกระแสข่าว และประกาศจะฟ้องทางการไทยต่อศาลโลก

เทียบชั้นระดับโลก! กษ.ผลักดันเกษตรกรไทยเข้ายุค4.0 เปิดตลาดซื้อขายผ่านเว็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338079

เทียบชั้นระดับโลก! กษ.ผลักดันเกษตรกรไทยเข้ายุค4.0 เปิดตลาดซื้อขายผ่านเว็บ

เทียบชั้นระดับโลก! กษ.ผลักดันเกษตรกรไทยเข้ายุค4.0 เปิดตลาดซื้อขายผ่านเว็บ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 18.34 น.

“กฤษฎา”เร่งผลักดันเกษตรกรไทยเข้าสู่ยุค4.0 เปิดตลาดกลางเกษตรดิจิทัล นำร่องซื้อขายผ่านwww.dgtfarm.com เทียบชั้นเว็บไซต์ระดับโลก

10 พ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเปิดตลาดเกษตรดิจิทัล ว่า ได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบตลาด Business Matching Digital Farm (DGTFarm) เป็นโครงการนำร่องและสร้างความคุ้นเคยให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรวมถึงฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง บนรูปแบบของเว็บไซต์ http://www.dgtfarm.com ที่จะเป็นศูนย์กลางจับคู่เกษตรกรผู้ผลิตและผู้ซื้อ ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อจะต้องลงทะเบียนโดยใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ในการแสดงตัวตน ข้อมูลต่างๆ และเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งฐานข้อมูลดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลประชากรของกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจในการซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์ โดยสินค้าที่เริ่มจำหน่ายในเว็บไซต์ ทั้ง ข้าว พืช ผลไม้ ปศุสัตว์ โดยจะดำเนินการระบบให้เสร็จภายใน 1 เดือน ตั้งเป้าหมายผู้ใช้บริการผ่านเว็ปไซส์นี้ 1 ล้านคน ใน 3 เดือน ซึ่งจะเป็นการยกระดับเกษตร 4.0 ใช้การตลาดนำการผลิต สร้างตลาดกลางการซื้อขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ผู้ขายมีความซื่อสัตย์ มีระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ได้มาตรฐาน เทียบเท่าเว็บไซต์ของต่างชาติ

ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ! กษ.หนุนตลาดเกษตรอินทรีย์’อีสานล่าง’ เน้นผลิตสินค้าคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338077

ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ! กษ.หนุนตลาดเกษตรอินทรีย์'อีสานล่าง' เน้นผลิตสินค้าคุณภาพ

ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ! กษ.หนุนตลาดเกษตรอินทรีย์’อีสานล่าง’ เน้นผลิตสินค้าคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 18.28 น.

เกษตรฯหนุนตลาดเกษตรอินทรีย์อีสานล่าง เน้นผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพด้วยหลักธรรมชาติ หวังตอบโจทย์ผู้รักสุขภาพ ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร

10 พ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมเกษตรอินทรีย์และของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2” ที่ จ.อุบลราชธานี ว่า การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อปรับทิศทางการผลิตของภาคเกษตรให้สอดรับกับสถานการณ์โลก ซึ่งปัจจุบันประชากรโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยด้านอาหาร กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพของผู้ผลิต การผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ปัจจัยการผลิตจากการสังเคราะห์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนสังเคราะห์และไม่ใช้พืชที่การดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) มีการจัดการผลผลิต และแปรรูปเพื่อรักษาสภาพและคุณภาพเกษตรอินทรีย์ในทุกขั้นตอน

ในส่วนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2564 มีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออก โดยมีสัดส่วนตลาดในประเทศร้อยละ 40 ต่อตลาดส่งออกร้อยละ 60 และยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ให้ได้ 5,000,000 ไร่ ภายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และเกษตรอินทรีย์ก็เป็นกิจกรรมในการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

ทั้งนี้ ในส่วนกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา คือ การเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ พืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ และประมง ด้วยอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ มีเป้าหมายในการพัฒนาคือ จำนวนพื้นที่ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์และสินค้าเกษตรอินทรีย์อื่นๆ ที่ได้มาตรฐานเป้าหมายรวม 4 ปี ตั้งแต่ปี 2561 – 2564 จำนวน 1,000,000 ไร่ โดยได้กำหนดจุดยืนการพัฒนา (Positioning) คือศูนย์กลางของนวัตกรรมเกษตรแปรรูปและเกษตรอินทรีย์ (Hup of innovation for Specialized and Organic Agriculture : HI-SO Agriculture)

อย่างไรก็ตาม การจัดงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์และของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 16 พ.ค.61 ณ บริเวณลานอุบลสแควร์ จ.อุบลราชธานี ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญในการส่งเสริมให้การปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์สำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์สถาบันเกษตรกร สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนเป็นการสร้างกระบวนการในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในลักษณะประชารัฐ ซึ่งหากเกษตรกรสามารถทำเกษตรอินทรีย์ได้ จะช่วยให้สินค้าเกษตรที่ปลูก ขายได้ราคาดีขึ้นจากเดิม 2 – 3 เท่า และตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้รักสุขภาพอีกด้วย

นอกจากนี้ นายกฤษฏา ยังได้ถือโอกาสเยี่ยมชมแปลงต้นแบบมันสำปะหลังอินทรีย์ และโรงแป้งมันอุบลเกษตรพลังงาน บริษัทในเครือกลุ่มบริษัทอุบลไบโอเอทานอล รวมทั้งพบปะเกษตรกรต้นแบบมันอินทรีย์ 100 คน จาก 4 อำเภอ ได้แก่ อ.นาเยีย อ.สว่างวีรวงศ์ อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.วารินชำราบ ทั้งนี้ จากการสรุปข้อมูลของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีผลผลิตเฉลี่ย 4.5 ตันต่อไร่ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 8,000 บาทต่อไร่ เป็น 15,000 บาทต่อไร่ ซึ่งนับว่ามีรายได้และผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

‘กฤษฎา’สั่งกฟก.เร่งประสานเจ้าหนี้3กลุ่มช่วยเกษตรกรเร่งด่วน7.9พันราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338025

'กฤษฎา'สั่งกฟก.เร่งประสานเจ้าหนี้3กลุ่มช่วยเกษตรกรเร่งด่วน7.9พันราย

‘กฤษฎา’สั่งกฟก.เร่งประสานเจ้าหนี้3กลุ่มช่วยเกษตรกรเร่งด่วน7.9พันราย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 16.48 น.

10 พ.ค.61 นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ ให้ กฟก.เร่งประสานกับเจ้าหนี้ 3 กลุ่ม คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) , กรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาหนี้โดยการปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันเจ้าหนี้ จากนั้นให้สถาบันเจ้าหนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ องค์กรเกษตรกร และเกษตรกรสมาชิกที่เป็นหนี้ จัดทำแผนฟื้นฟูแบบบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนร่วมกัน ภายหลัง ครม.มีมติขยายเวลาแก้ไขหนี้ ช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ 180 วัน โดยเฉพาะกรณีหนี้เร่งด่วนทั้งหมดในชั้นดำเนินคดีขึ้นไป เช่น หนี้ล้มละลาย ขายทอดตลาด ถูกบังคับคดี มีคำพิพากษาหรือชั้นฟ้องคดี จำนวน 7,930 ราย รวมทั้งผลการสำรวจหนี้รอบ 2 มีเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมารายงานตัวประมาณ 17% จำนวน 40,179 ราย 74,331 สัญญา เมื่อรวมเกษตรกรที่มายืนยันตนรอบ 1 และรอบ 2 เป็นจำนวน 330,836 ราย 599,051 สัญญา นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรมารายงานตัวได้อีกไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย.61

สำหรับข้อมูลหนี้เกษตรกร สำรวจในรอบที่ 1 จำนวน 290,657 ราย เป็นเกษตรกรที่ประสงค์ให้กองทุนฟื้นฟูฯจัดการหนี้ จำนวน 164,360 ราย มูลหนี้ 28,690 ล้านบาท และไม่ประสงค์ให้กองทุนฟื้นฟูฯ จัดการหนี้ 126,297 ราย มูลหนี้ 15,912 ล้านบาท ซึ่งมีการตรวจสอบรายละเอียดแล้วจำนวน 85,864 ราย 186,731 สัญญา อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ กฟก.สามารถจัดการหนี้ได้จำนวน 10,679 ราย เป็นหนี้ที่มีวัตถุประสงค์การกู้เพื่อการเกษตรมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเป็นหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาท อยู่ในหลักเกณฑ์ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยกองทุนฟื้นฟูฯ ได้จัดการหนี้ไปแล้วจำนวน 1,670 ราย มูลหนี้ 481,796,661.35 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งรอการจัดการหนี้จำนวน 9,009 ราย มูลหนี้ 2,527,902,099.59 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา นอกจากนี้ ยังมีหนี้บุคคลค้ำประกันและวัตถุประสงค์การกู้ไม่ใช่เพื่อการเกษตรจำนวน 75,185 ราย มูลหนี้ 17,337 ล้านบาท ทั้งนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ดำเนินการจัดการหนี้ร่วมกับสถาบันเจ้าหนี้ โดยเสนอให้เจ้าหนี้ปรับโครงสร้างหนี้

ในการสำรวจหนี้ระยะที่ 2 ส่วนที่เหลือที่ยังไม่มารายงานตัว จำนวน 238,123 ราย มูลหนี้ 33,751 ล้านบาท สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ จะดำเนินการภายในวันที่ 30 มิ.ย.61 โดยการสำรวจและการตรวจสอบข้อมูลหนี้ของเกษตรกร เป็นการนำเข้าข้อมูลจากสถาบันเจ้าหนี้ เข้าสู่ระบบและตรวจสอบจากสถาบันเจ้าหนี้ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) , สหกรณ์การเกษตร , ธนาคารพาณิชย์ และนิติบุคคลอื่นตามกฎหมาย จากนั้นให้เกษตรกรสมาชิกมายืนยันในแบบสำรวจและตรวจสอบโดยมีผู้แทน กฟก.แต่ละจังหวัด ผู้แทนจากสถาบันเจ้าหนี้ และผู้แทนฝ่ายความมั่นคง (ทหาร) และเกษตรกรรับรอง และนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ และส่งให้สำนักงานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์แต่ละจังหวัดรับรองความถูกต้อง เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการระดับอำเภอและระดับจังหวัดเห็นชอบ จากนั้นจะนำผลการสำรวจรายชื่อ พร้อมมูลหนี้เสนอคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจพิจารณาให้ความเห็นชอบ กรณีหนี้ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการชำระหนี้ จะเสนอให้กองทุนฟื้นฟูฯ ชำระหนี้ตามกฎหมาย ส่วนกรณีหนี้บุคคลค้ำประกัน หนี้ที่อุทธรณ์วัตถุประสงค์การกู้ไม่ใช่เพื่อการเกษตรสามารถใช้การปรับโครงสร้างหนี้ได้ หรือหากการเจรจาไม่ได้ข้อยุติจะนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ หรือรายงานคณะรัฐมนตรี หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป

เปิดประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ 9องค์กรชั้นนำผนึกกำลังดันงานวิจัยสู่ยุคไทยแลนด์4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337823

x

เปิดประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ 9องค์กรชั้นนำผนึกกำลังดันงานวิจัยสู่ยุคไทยแลนด์4.0

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธนิตย์ อเนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 5 ภายใต้แนวคิด “งานวิจัยข้าวไทย สู่ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อเป็นเวทีทางวิชาการในการนำเสนอผลงานวิจัย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมข้าวจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยการจัดงานดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของ 9 องค์กรหลักมในเรื่องข้าวของประเทศ ได้แก่ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กรมการข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพหลักจัดการประชุมทุกๆ 2 ปี

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการ สวก. กล่าวว่า การประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติครั้งที่ 5 จะมีขึ้นในวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2561 ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เวลา 15.00 น.

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจในในส่วนของนิทรรศการ ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะ “พระบิดาแห่งการวิจัยและการพัฒนาข้าวไทย” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการเกษตรวิชญา และคลินิกการเกษตรเคลื่อนที่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้ความสำคัญกับ “อาหารกลางวัน” ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล และนิทรรศการงานวิจัยข้าวไทย สู่ไทยแลนด์ 4.0 เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยข้าวไทยของ 9 หน่วยงาน

ขณะที่ในส่วนการประชุมวิชาการ มีหัวข้อการประชุมและเสวนา อาทิ การบรรยายพิเศษ เรื่อง “อนาคตข้าวไทยทำไมต้อง Thailand 4.0”, ทิศทางงานวิจัยด้านข้าวในภาพรวมและตลาดข้าวในอนาคต, การเสวนาเรื่อง “Rice Innovation”, การบรรยายพิเศษ เรื่อง ทิศทางงานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์, ทิศทางงานวิจัยด้านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่า และทิศทางงานวิจัยด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและโลจิสติกส์ การแปรรูปและเพิ่มมูลค่าเป็นต้น

ปูพรมจัด‘Field Day’ ‘เชียงใหม่-ลำพูน’เตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337822

x

ปูพรมจัด‘Field Day’ ‘เชียงใหม่-ลำพูน’เตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 เชียงใหม่ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายเตรียมความพร้อมเกษตรกรเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ โดยมอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นแกนหลักจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตร เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ปี 2561/62 โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ และใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรและศูนย์เครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่

ทั้งนี้ในส่วนของพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีพืชเศรษฐกิจสำคัญ คือ ลำไย ได้กำหนดจัดงานในวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตลำไยนอกฤดูคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันมีการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ มีการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มคุณภาพของผลผลิต อาทิ การตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม และช่อผล การราดสาร การให้น้ำ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการวางแผนการลดต้นทุนการผลิต โดยการใช้สารชีวภัณฑ์ และการทำปุ๋ยหมัก ตลอดจนมีการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ส่งผลให้มีตลาดรองรับที่แน่นอน

สำหรับกิจกรรมภายในงานจะเน้นการสาธิตและถ่ายทอดความรู้ โดยแบ่งออกเป็น 6 สถานีเรียนรู้ ได้แก่ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตั้งแต่เตรียมความพร้อมของต้นลำไย การตัดแต่งกิ่งลำไย การราดสารและรูปแบบการให้น้ำอย่างเหมาะสม เพื่อผลิตลำไยนอกฤดูคุณภาพ 2.การลดต้นทุนการผลิต เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน 3.บัญชีและสหกรณ์ 4.เศรษฐกิจพอเพียง เช่น ศาสตร์พระราชา ตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้แปลงใหญ่ 5.การตลาดและการประชาสัมพันธ์ ข้อมูลของตลาด ปริมาณผลผลิต ปริมาณการรับซื้อ การแปรรูปลำไย และ 6.การเพิ่มมูลค่าสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณทางยาของลำไย รวมถึงคุณค่าทางอาหารของลำไย นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการเนื่องในโอกาสครอบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร โดยการจัดแสดงความเป็นมาของการปลูกลำไยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่กรมยังไม่ได้เข้ามาส่งเสริม จนปัจจุบันกรมได้ส่งนักวิชาการเข้ามาส่งเสริมในทุกพื้นที่ จนสามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตและมีตลาดรองรับแน่นอน ตลอดจนการวางแผนการผลิต แปรรูป และตลาดในอนาคต

แตกใบอ่อน : ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายข้าวน้ำตาลต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337819

807934531

แตกใบอ่อน : ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายข้าวน้ำตาลต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับบทความจาก “สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง” หรือ สจล. เผยแพร่เกี่ยวกับความสำเร็จการวิจัย “นวัตกรรมข้าวน้ำตาลต่ำ” ของ “คณะอุตสาหกรรมเกษตร” ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าสนใจทีเดียว เพราะไม่เพียงแต่จะตอบโจทย์เรื่องปัญหาสุขภาพของคนไทยได้เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้อีกมากมาย

โดย ผศ.ดร.นภัสรพี เหลืองสกุล รองคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร สจล. บอกว่า จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วย “โรคเบาหวาน” มากกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ หรือมีอัตราส่วนผู้ป่วย 1 คนในประชากร 11 คน และยังคงมีแนวโน้มสูงมากขึ้นทุกปี

ขณะที่ “ข้าว” ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย จัดเป็นอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน เมื่อผ่านกระบวนการย่อยสลายของร่างกาย จะเปลี่ยนเป็นกลูโคส หรือน้ำตาล และถูกดูดซึมเพื่อนำไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงานของร่างกาย แต่กระนั้น การบริโภคข้าวควบคู่กับอาหารอื่นๆ ที่มากเกินไป ก็สามารถเป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นโรคเบาหวานได้ จึงเป็นแนวคิดการพัฒนาข้าวน้ำตาลต่ำที่สามารถช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นทางเลือกสำหรับประชาชนโดยไม่ต้องลดปริมาณการบริโภคแป้ง-น้ำตาล

โดย สจล. ได้ทำการวิจัยและค้นพบกรรมวิธีการดัดแปรโครงสร้างเคมีของข้าวเจ้า จนออกมาเป็นข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI : Low Glycemic Index) โดยไม่ใช้สารเคมี ผ่านกระบวนการการควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างทางเคมีของข้าว โดยนำข้าวเจ้าไปผ่านกระบวนการให้ความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมด้วยวิธีการนึ่ง แล้วทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วผ่านการแช่เย็น และนำมาอบแห้งอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้โครงสร้างทางเคมีสามารถทนทานต่อน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ถูกย่อยสลายช้า ร่างกายเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและดูดซึมได้ช้าลง และทำให้รู้สึกอิ่มนานมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ทีมผู้วิจัยสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวดังกล่าวได้กว่า 25% เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวเจ้าทั่วไป และเมื่อนำไปป่นให้เป็นแป้งข้าวเจ้า สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลได้ต่ำในระดับที่เทียบเท่ากับข้าวกล้อง และข้าวไรซ์เบอรี่ ที่เหล่าคนรักสุขภาพนิยมรับประทานกัน

ผศ.ดร.นภัสรพี บอกอีกว่า โดยปกติข้าวที่เรารับประทานทั่วไป จะมีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ 85 ขึ้นไป ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง แต่ล่าสุดทีมวิจัยสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวเจ้า ผ่านกรรมวิธีข้างต้น ลงมาอยู่ที่ระหว่าง 65-75 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มดัชนีน้ำตาลระดับกลาง ขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธุ์ของข้าวนั้นๆ ซึ่งสายพันธุ์ที่สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลลงมาได้สูงที่สุด ได้แก่ ข้าวเสาไห้ และหากนำไปป่นเป็นแป้งข้าวเจ้าจะสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลลงมาอยู่ระหว่าง 50-55 ซึ่งจัดอยู่ในระดับต่ำ โดยผ่านกรรมวิธีที่ไม่ต้องใช้สารเคมี จึงทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผลกระทบและสารตกค้างภายในร่างกายอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในท้องตลาดจะมี “ข้าวกล้อง-ข้าวไรซ์เบอรี่” ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำอยู่แล้ว แต่มีข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยเฉพาะ ที่ไม่สามารถรับประทานข้าวชนิดดังกล่าวได้ เนื่องจากมีฟอสฟอรัสและแคลเซียมสูง เกินปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู่ป่วย ซึ่งส่งผลต่อระบบหน่วยไตที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น อาจก่อให้เกิดนิ่วในไต และเสี่ยงต่อภาวะไตวาย อันเป็นโรคแทรกซ้อนอันดับต้นๆ ของผู้ป่วยโรคดังกล่าว นวัตกรรมข้าวเจ้าดัชนีน้ำตาลต่ำนี้ จึงตอบโจทย์การควบคุมปริมาณการบริโภคข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยผู้รับการรักษายังสามารถคงพฤติกรรมการบริโภค “ข้าว” อาหารหลักหัวใจชาวไทย ที่ขาดไม่ได้ในทุกมื้อ โดยไม่ถูกจำกัดปริมาณ ซึ่งส่งผลดีต่อการรักษาทั้งด้านสภาพร่างกายและจิตใจ

ปัจจุบันการวิจัยอยู่ระหว่างกระบวนการนำไปทดสอบและใช้รักษาจริง (Clinical Test) ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้อย่างแพร่หลาย รวมถึงสามารถต่อยอดนวัตกรรมทางการเกษตรดังกล่าว ไปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ อาทิ แป้งข้าวเจ้าสำหรับใช้ประกอบอาหารและทำขนมเพื่อสุขภาพ ที่สามารถลดปริมาณน้ำตาล หรือ ข้าวกึ่งสำเร็จรูปน้ำตาลต่ำพร้อมรับประทาน เพื่อเป็นตัวเลือกบริโภคสำหรับประชาชน และลดอัตราเสี่ยงการป่วยเป็นโรคเบาหวานในอนาคต

นี่แหละครับ ผลงานวิจัยฝีมือคนไทยเพื่อคนไทยของแท้

มะลิลา