รายงานพิเศษ : สภาเกษตรกรฯร่วมมือภาครัฐและเอกชนจีน พัฒนาต่อยอดภาคเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338583

รายงานพิเศษ : สภาเกษตรกรฯร่วมมือภาครัฐและเอกชนจีน พัฒนาต่อยอดภาคเกษตรไทย

รายงานพิเศษ : สภาเกษตรกรฯร่วมมือภาครัฐและเอกชนจีน พัฒนาต่อยอดภาคเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม เจริญก้าวหน้าอย่างมาก ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจีนไปลงทุนต่างประเทศ ตามนโยบาย “Go Out Aboard” และ“One Belt, One Road” ได้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำไปสู่ความร่วมมือทางด้านการเกษตรระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน

ล่าสุด สภาเกษตรกรแห่งชาติ นำโดย นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานฯ ได้เข้าพบคุณจาง เพ้ย ตง ที่ปรึกษาฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจ และเข้าพบ ฯพณฯ ลวี่ เจี้ยน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน และมูลนิธิพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรไทย เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือด้านการพัฒนาเกษตรกรของทั้ง 2 ประเทศ พร้อมกับได้ศึกษาดูงานด้านไผ่ เห็ด และเครื่องจักรกลเกษตร ใน 3 มณฑลของจีน ได้แก่ มณฑลเจ้อเจียง ซานตงและหูหนาน

นายประพัฒน์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากสามารถประสานความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างใกล้ชิดจะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนายกระดับเกษตรกรไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน ซึ่งจากการเข้าศึกษาดูงานด้านไผ่ อุตสาหกรรมแปรรูปไผ่ของจีนมีความก้าวหน้ามาก มีสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติเป็นพี่เลี้ยงในอุตสาหกรรมนี้ มีนักวิชาการด้านไผ่อยู่ประมาณ 300 คน คอยให้คำปรึกษาแนะนำเกษตรกรผู้ปลูกไผ่,สายพันธุ์ไผ่ , การแปรรูปกลางน้ำปลายน้ำทุกระดับ เช่น ตัดแต่ง อบ ให้สี ทอเสื่อ ทอเป็นหัตถกรรมไผ่ หมอนไผ่ เฟอร์นิเจอร์จากไผ่ ซึ่งจะมีการแปรรูปต้นน้ำกลางน้ำในหมู่บ้านแล้วส่งไปยังโรงงานใหญ่ สามารถนำไผ่แช่น้ำกาวแล้วอบแห้งจึงอัดฮาร์ดบอร์ดเป็นไม้อัดหนา อัดจนกลายเป็นไม้เนื้อแข็งซึ่งเป็นไม้ที่แข็งที่สุดในโลก ส่งไปขายที่เยอรมนีเป็นหลัก รวมทั้งยุโรป โดยโรงงานมียอดขายปีละ 1 หมื่นล้านหยวนหรือราวห้าหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ จีนยังใช้ไผ่เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาการชะล้างหน้าดิน ความชื้น การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ เราสามารถถอดบทเรียนมาใช้กับประเทศไทยได้เพื่อให้ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย โดย China National Bamboo Research Center เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ยินดีให้ความร่วมมือด้านเทคนิคและวิชาการ ด้วยการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยศึกษาวิจัย พัฒนาการปลูกไผ่และยกระดับการแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตลอดจนยินดีให้การสนับสนุนด้านการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะในการบริหารจัดการ การปลูก การแปรรูปไผ่ให้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องของไทย รวมทั้งบริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไผ่ของจีน สนใจจะร่วมมือด้านการค้า การลงทุนในประเทศไทยด้วย

ด้านการเข้าศึกษาดูงานเรื่องเห็ด เห็ดในจีนมีหลากหลายสายพันธุ์ทั้งจากธรรมชาติและจากการวิจัยของสถาบันวิจัยเห็ดของมณฑลซาน ตง มีการนำเห็ดมาอบความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อแล้วแช่ในน้ำจืดบริสุทธิ์นำไปบรรจุขวดและกระป๋องขายได้ทั่วประเทศจีน มีโรงงานแปรรูปเห็ดขนาดใหญ่ ทำน้ำเห็ด เห็ดอบแห้ง จำหน่ายปีหนึ่ง 500 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยโรงงานที่ไปดูงานใช้เครื่องจักร automatic ใช้หุ่นยนต์เป็นหลัก มีแรงงานไม่เกิน 5 คน หากมีความร่วมมือด้านเทคนิคและวิชาการเพื่อการศึกษาวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเห็ดในประเทศไทยจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร จะเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ผลตอบแทนที่ดีให้แก่เกษตรกร

ส่วนการเข้าศึกษาดูงานด้านเครื่องจักรกลเกษตร โรงงานขนาดใหญ่ผลิตเครื่องจักรกลขนาดหนัก รถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ รถเกี่ยวข้าวขนาดใหญ่ทั้งล้อยางและตีนตะขาบเป็นโรงงานของบริษัทมหาชนของจีน อีกโรงงานผลิตเครื่องจักรกลขนาดกลางและขนาดเล็กอยู่ที่มณฑลหูหนาน มีเครื่องเกี่ยวข้าวร้อยกว่าแรงม้าขนาดบรรจุ 1 ตันคล้ายที่เกษตรกรไทยใช้ รถไถขนาดเล็กซึ่งทั้ง 2 รายการราคาต่ำกว่าไทยราว 30% เครื่องสีข้าววันละตันราคาขายหน้าโรงงานประมาณ 4-5,000 บาท มีเครื่องอบธัญพืชซึ่งใช้พลังงานจากชีวมวลต้นทุนต่ำมาก หากจัดให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ยางพารา และผลไม้ กับเครื่องจักรกลเกษตรของจีน รวมถึงการร่วมมือจัดแสดงสินค้า การแลกเปลี่ยนการเยือน การร่วมมือด้านเทคนิคและวิชาการ ตลอดจนถึงการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนเพื่อการขยายการดำเนินธุรกิจสู่ประเทศอาเซียน ตามแนวนโยบาย “One Belt, One Road Initiative” จะเป็นทิศทางที่ดี

นอกเหนือจากนั้น ยังมีการบันทึกความเข้าใจและบันทึกความตั้งใจของสภาเกษตรกรแห่งชาติกับ 3 มณฑลของประเทศจีน เพื่อให้พาณิชย์มณฑลที่เป็นผู้บริหารเรื่องเศรษฐกิจของมณฑลเป็นเจ้าภาพในการทำบันทึกความเข้าใจ ในการส่งเจ้าหน้าที่และตัวแทนบริษัทมาศึกษาดูงานในประเทศไทย แสวงหาความร่วมมือในเชิงรูปธรรมทั้งในระยะสั้น และระยะยาว โดยทั้ง 3 มณฑลพร้อมที่จะนำสินค้าเกษตรของประเทศไทยไปวางจำหน่าย และเปิดช่องทางให้เป็นพิเศษสำหรับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เช่น มณฑลซานตง จะเปิดโกดังและเจรจากับพ่อค้าให้มาทำข้อตกลงเรื่องการซื้อข้าวหอมมะลิออแกนิกส์จากประเทศไทย และผลไม้หลากหลายที่ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดทำบันทึกนำเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อการสนับสนุนกิจกรรมร่วมกันของทั้งสองประเทศต่อไป

ฉุดไม่อยู่‘แปลงใหญ่’เมืองชนแดน ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดวูบ ภาคเอกชนตบเท้าแห่ขอรับซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338582

x

ฉุดไม่อยู่‘แปลงใหญ่’เมืองชนแดน ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดวูบ ภาคเอกชนตบเท้าแห่ขอรับซื้อ

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต.ซับพุทรา อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นแปลงใหญ่ข้าวโพดต้นแบบ ที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมของ สสก.9. พิษณุโลก ได้มีการจัดตั้งกลุ่มผลิตสินค้าเกษตรพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ขึ้น โดยมีสมาชิกจำนวน 200 ราย พื้นที่จำนวน 5,000 ไร่นำร่อง ดำเนินการภายใต้นโยบายลดต้นทุนการผลิต โดยมีการรวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิตแบบกลุ่มทำให้ได้ราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด กลุ่มได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 10 ล้านบาทในปี 2559

นายสมาน โกษาจันทร์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน เปิดเผยว่า ระบบการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แปลงใหญ่ ต.ซับพุทรา อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ เริ่มหยอดเมล็ดโดยใช้เครื่องหยอดช่วงปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนพฤษภาคม อายุข้าวโพด 120 วัน เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน ช่วงเดือนตุลาคมมีการไถหว่านถั่ว ได้แก่ ถั่วแขก ถัวเขียวเปลือกมัน (พันธุ์ชัยนาท) อายุเก็บเกี่ยว 75 วัน สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนธันวาคม จากการทำเกษตรแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับความชื้น 30% ได้ผลผลิต 1,100 กิโลกรัม/ไร่ ความชื้น 14.5% ได้ผลผลิต 800 กิโลกรัม/ไร่ โดยมีเทคนิคในการผลิตเพื่อลดต้นทุนคือ ทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ฮอร์โมนน้ำ โดยได้รับการส่งเสริมจากกรมส่งเสริมการเกษตร นำปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับน้ำ ฉีดพ่นพร้อมน้ำตามระบบท่อน้ำที่วางในแปลง เพื่อเป็นการลดขั้นตอนในการให้ปุ๋ย เป็นการประหยัดเวลาและแรงงาน ใช้เมล็ดพันธุ์ชื่อ นครสวรรค์ 3 ลูกผสม ที่กรมวิชาการเกษตรสนับสนุน เพราะทนแล้งและลดต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธุ์จากเอกชนเกือบเท่าตัว และมีการใช้ Application ดูพยากรณ์อากาศ เพื่อทันต่อสภาพดิน ฟ้า อากาศ ทำให้การผลิตของกลุ่มสามารถลดต้นทุนการผลิตจากเดิม 4,478 บาทต่อไร่ เหลือเพียง 3,355 บาทต่อไร่เท่านั้น

“การตลาด แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนแดนได้ทำ MOU กับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP), บริษัทเบทาโกร จำกัด และพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อกันประจำ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด ซึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มคือ ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยขณะนี้กลุ่มกำลังดำเนินการจัดซื้อเครื่องเก็บเกี่ยวข้าวโพด เพราะสามารถที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตรวดเร็ว และได้ปริมาณมากขึ้น ขณะความชื้นที่ระดับ 30% ทำให้เกิดมาตรฐานเป็นพืช GAP ในการส่งผลผลิตเข้าสู่ตลาด” นายสมาน กล่าว

ลิ้นจี่ภาคเหนือเหลือ4หมื่นตัน จับตา‘ลำไย’ทะลักกว่า6.5แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338580

x

ลิ้นจี่ภาคเหนือเหลือ4หมื่นตัน จับตา‘ลำไย’ทะลักกว่า6.5แสน

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลไม้ผลเอกภาพ ลำไย และ ลิ้นจี่ ของภาคเหนือในปี 2561 พบว่า พื้นที่ปลูกลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย ลำปาง และตาก มีเนื้อที่ยืนต้น 862,220 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.49% เนื่องจากการปลูกใหม่แทนลิ้นจี่ โดยมีเนื้อที่ให้ผล 839,985 ไร่ เพิ่มขึ้น 1.33% จากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2558 ซึ่งปลูกเพิ่มแทนต้นลำไยที่อายุมากให้ผลผลิตต่ำ ผลผลิตรวม 659,173 ตัน แบ่งเป็นลำไยในฤดู 386,342 ตัน ลำไยนอกฤดู 272,831 ตัน คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 7.46% จากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนเพียงพอต่อการออกดอกติดผล และเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผลผลิตต่อไร่ 785 กก. เพิ่มขึ้น 6.08% เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ต้นลำไยออกดอกติดผลมากกว่าปีที่ผ่านมา แม้ว่าในบางพื้นที่ของ จ.พะเยาและตาก จะประสบปัญหาพายุฤดูร้อนทำให้พื้นที่เสียหายไปบ้าง แต่ในภาพรวมผลผลิตยังคงเพิ่มขึ้น และจะออกสู่ตลาดมากสุดในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

ส่วนลิ้นจี่ พื้นที่ 4จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และ น่าน มีเนื้อที่ยืนต้น 93,453 ไร่ ลดลง 9.07% เนื้อที่ให้ผล 92,812 ไร่ ลดลง 9.12% เกิดจากลิ้นจี่ให้ผลผลิตน้อยติดต่อกันหลายปี เกษตรกรจึงโค่นต้นทิ้งและปรับเปลี่ยนไปปลูกลำไยและไม้ผลอื่น เช่น เงาะ ส้ม มะม่วง กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า เป็นต้น ทำให้ปีนี้มีผลผลิตลิ้นจี่รวม 41,661 ตัน ลดลง 3.43% แต่ผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 449 กก. เพิ่มขึ้น 6.40% เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ต้นลิ้นจี่ออกดอกติดผลมากกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับมีฝนตกในช่วงที่ติดผลอ่อนในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศดี และมีโครงการสนับสนุนจากภาครัฐในการทำลิ้นจี่คุณภาพให้ได้ราคาดี มีการขยายการตลาดโดยการขายผ่านระบบออนไลน์เพิ่มขึ้น จึงจูงใจให้เกษตรกรดูแลต้นลิ้นจี่ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยผลผลิตจะออกมากสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้จัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2561 ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยมีหลักคือ มีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน จัดการผลผลิตให้สมดุลกับความต้องการของตลาด เชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสม เน้นให้จังหวัดบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก

ชายคาพระพิรุณ : ต้อน ‘ล้ง’ เข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338579

586851

ชายคาพระพิรุณ : ต้อน ‘ล้ง’ เข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”…รายงานตัว นำเรื่องราวภายใต้ชายคาพระพิรุณมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิม …นับตั้งแต่กระทรวงเกษตรฯได้บังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 มา 7 เดือน นับจากวันที่ 23 กันยายน 2560 ปรากฏว่ามีผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจดแจ้งเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาเพิ่มขึ้นเป็น 159 รายจากเดิม 90 ราย ครอบคลุมธุรกิจด้านทางการเกษตรทุกประเภท แบ่งเป็นด้านพืช 103 ราย ด้านปศุสัตว์ 34 ราย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 ราย ด้านพืชและปศุสัตว์ 2 ราย และยังมีอีก 9 รายอยู่ในขั้นตอนการจดแจ้ง ซึ่งแต่ละรายส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงและความมั่นคงในการประกอบธุรกิจด้านการเกษตรมายาวนาน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความเจริญก้าวหน้าในอุตสาหกรรมเกษตรไทยที่จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืน และกระทรวงเกษตรฯก็มั่นใจว่าอานิสงส์ของกฎหมายฉบับนี้จะช่วยหนุนอุตสาหกรรมเกษตรไทยให้ก้าวกระโดด และเตรียมประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจในรอบ 1 ปี พร้อมกับเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อต้อน “ล้ง” เข้าสู่ระบบ ป้องกันกระทบต่อเศรษฐกิจการส่งออกสินค้าเกษตรไทยอนาคต

นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ได้เร่งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมายเกษตรพันธสัญญาไปยังผู้ประกอบการรวบรวมผลไม้ หรือ ล้ง เพื่อให้พิจารณาธุรกิจของตนเองว่า เข้าข่ายการทำสัญญาระบบเกษตรสัญญาหรือไม่ ถ้าหากเข้าข่าย ก็ต้องมาแจ้งการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา กับสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทันที ซึ่งปัจจุบันได้รับร้องเรียน 2 กรณีหลัก คือ สัญญาที่ล้งทำกับเกษตรกรมีการเอาเปรียบ และไม่มีการกำหนดสเปกคุณภาพของผลผลิตที่ชัดเจน ทำให้กระบวนการซื้อขายไม่เป็นไปตามกลไกตลาด กระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทย จึงต้องผลักดันให้ล้งเข้ามาสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อจะได้ควบคุมล้งเข้าสู่กระบวนการที่มีคุณภาพ และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบ

ขุนเกษตรา ทราบว่า ในรอบ 7 เดือนที่กฎหมายได้ประกาศใช้ กระทรวงเกษตรฯได้ใช้อำนาจกฎหมายในการไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการประสบความสำเร็จหลายกรณี พร้อมทั้งจะเข้มงวดในการตรวจสอบการทำสัญญาใหม่ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ และขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังอยู่ระหว่างประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการทำธุรกิจเกษตรพันธสัญญาอีกด้วย…

ก่อนจากกันสัปดาห์นี้ ขุนเกษตรา ฝากข่าวแจ้งเตือนภัยชาวสวนยางพารา โดยนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย แจ้งข่าวว่า ได้รับรายงานจากสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) ว่ามีโรคระบาดในยางพาราที่ประเทศอินโดนีเซีย สาเหตุจากเชื้อ Fusicoccum sp. ซึ่งลักษณะอาการของโรคนี้คือ เกิดรอยแผลไหม้ลักษณะกลมที่ใบ อาจพบได้หลายวง ช่วงแรกเป็นลักษณะรอยช้ำ ต่อมารอยแผลเปลี่ยนเป็นซีดขาว หากรุนแรงใบจะร่วง ซึ่งรอยแผลของโรคนี้ไม่พบลักษณะเนื้อเยื่อสีเหลือง (yellow hallow) บริเวณรอบรอยแผลซึ่งจะแตกต่างจากโรคใบจุดก้างปลา และมีรายงานว่าโรคนี้ทำให้ใบยางพาราร่วงได้มากถึงร้อยละ 50 ของเรือนพุ่ม อาจส่งผลให้ผลผลิตลดลงถึงร้อยละ 30 โดยเชื่อว่าสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ เช่น ฝนตกชุกติดต่อกันหลายวันจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการระบาดของโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานการพบโรคนี้ในยางพารา หรือมีน้อยมากจนไม่เป็นที่สังเกต ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย กำลังติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด หากเกษตรกรพบเห็นต้นยางพารามีลักษณะดังกล่าว ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ การยางแห่งประเทศไทยในพื้นที่เพื่อเข้าไปตรวจสอบ และหาแนวทางแก้ไขได้ทันท่วงที…

ขุนเกษตรา

ชาวบุรีรัมย์ได้เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เข้ารับพระราชทานรางวัล14พ.ค.ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338581

x

ชาวบุรีรัมย์ได้เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เข้ารับพระราชทานรางวัล14พ.ค.ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ ที่มีผลงานดีเด่นในสาขาอาชีพต่างๆ เผยแพร่ผลงานและเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ.2561 ในวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม โดยเกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ นางกุลกนก เพชรเลิศ เกษตรกรบ้านสนวนนอก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ นางกุลกนก เริ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมมาตั้งแต่ปี 2535 เนื่องจากเป็นอาชีพเดิมของพ่อแม่ที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น โดยได้ขยายพื้นที่แปลงสำหรับการปลูกหม่อนเพื่อให้เลี้ยงไหมได้มากขึ้น จากนั้นได้สมัครเข้าร่วมโครงการอบรมหลักสูตรด้านการแปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ บุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาความรู้ในการประกอบอาชีพ มีการจัดการแปลงหม่อนโดยวิธีเขตกรรมและการจัดการสวนหม่อนกับการเลี้ยงไหม มีการวางแผนการจัดการแปลงหม่อน โดยการตัดแต่งกิ่งหม่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช และลดการระบาดของแมลงศัตรูพืช ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 จำนวน 2.5 ไร่ สำหรับใช้เลี้ยงไหมวัยอ่อนและไหมวัยแก่ โดยมีการให้น้ำในฤดูแล้ง ปริมาณผลผลิตใบหม่อนตลอดทั้งปี 2,900 กิโลกรัม/ไร่ สามารถเลี้ยงไหมได้ 8 รุ่นต่อปี โดยเป็นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน 4 รุ่นต่อปี และพันธุ์เหลืองสระบุรี 4 รุ่นต่อปี ผลผลิตเส้นไหมรวม 6.4 กิโลกรัม/ไร่

จากผลงานผ่านกิจกรรมต่างๆ ส่งผลให้ในปี 2561 นางกุลกนก ส่งผลให้ในปี 2561 ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ดังกล่าว

มองโกเลียสนใจฝนหลวง ส่งเจ้าหน้าที่มาศึกษางาน นำไปแก้ปัญหาภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338464

มองโกเลียสนใจฝนหลวง  ส่งเจ้าหน้าที่มาศึกษางาน  นำไปแก้ปัญหาภัยแล้ง

มองโกเลียสนใจฝนหลวง ส่งเจ้าหน้าที่มาศึกษางาน นำไปแก้ปัญหาภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มองโกเลียสนใจฝนหลวง

ส่งเจ้าหน้าที่มาศึกษางาน

นำไปแก้ปัญหาภัยแล้ง

ในพื้นที่ทะเลทรายโกบี

หวังช่วยเพิ่มปริมาณฝน

อธิบดีกรมฝนหลวงฯเตรียมปรับปรุงสนามบินท่าใหม่ จ.จันทบุรี เร่งด่วนให้แล้วเสร็จปีหน้า ใช้งบ 83 ล้านบาท เผยทางการมองโกเลีย ขอศึกษาเทคนิคฝนหลวง ช่วยแก้ความแห้งแล้ง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2561 ที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจันทบุรี สนามบินท่าใหม่อ.ท่าใหม่ จ.จันทรบุรี นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมกับนายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้ร่วมในพิธีรับมอบน้ำแข็งแห้งจากบริษัทบางกอกอินดัสเทรียสแก็ส จำกัด จำนวน 70 ตัน มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และเพื่อสนับสนุนภารกิจของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยทุกปีใช้น้ำแข็งแห้งประมาณ 600 ตันซึ่งถูกนำมาใช้ในขั้นตอนโจมตีใต้ฐานก้อนเมฆ ขั้นตอนที่ 4 เพื่อดึงกลุ่มเมฆให้ตกลงสู่พื้นที่เป้าหมาย เป็นตัวเพิ่มปริมาณน้ำฝน เร่งอัตราการตกของฝนและช่วยระยะเวลาในการตกของฝนยาวนานขึ้น ช่วยพื้นที่เกษตรแก้ไขวิฤกตการณ์ภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า

นายสุรสีห์ กล่าวว่านายกฤษฏา บุญราช รมว เกษตรฯได้ให้ความสำคัญมากเรื่องเพิ่มผืนป่าต้นน้ำเพื่อสร้างความชื้นสัมพัทธ์ให้มากขึ้นเอื้อต่อการทำฝนหลวง จะมีการลงนามเอ็มโอยู กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ในโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์ไม้ รวมทั้งพัฒนาแอฟพิเคชั่น ดาว์โหลดรูปภาพปักหมุดพื้นที่โปรยเมล็ดพันธุ์ ปลูกต้นไม้ไว้ไปตามดูได้ในปีต่อๆไปติดตามความเจริญเติบโตของป่าไม้ พร้อมกันนี้จะดำเนินการปรับปรุงสนามบินท่าใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งงบเบื้องต้น 83 ล้านบาท ภายหลังที่ได้ประชุมร่วมกับกับกองทัพอากาศ กองทัพเรือ การท่าอากาศยาน เมื่อวันที่ 30 เม.ย. มีมติปรับปรุงอย่างเร่งด่วนได้มองในแง่ความปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงมีความจำเป็นต้องใช้งานด้านปฎิบัติการฝนหลวงทุกปี ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล ที่สวนผลไม้ต้องการใช้น้ำมาก และทำฝนหลวงให้กับภาคตะวันออกมีหลายจังหวัดเป็นพื้นที่อับฝน

นายสุรสีห์ กล่าวว่าสนามบินนี้มีพื้นที่รันเวย์เป็นดินลูกรังบดอัดแน่น ประสบปัญหาเป็นฝุ่นในฤดูแล้งและลื่นในช่วงหน้าฝน ที่ผ่านมาต้องใช้นักบินชุดเดิมที่เชียวชาญคุ้นเคยกับสภาพสนามบิน โดยจะปรับปรุงรันเวย์ราดแอสฟาติกส์ เพิ่มระยะทางทั้งหมด จาก 1.50 พันเมตร เป็น 1.3 พันเมตร เพิ่มระยะวิ่งจาก980 เมตร ที่รองรับได้เฉพาะเครื่องบินขนาดเล็ก รุ่นคาราแวน เพื่อให้เครื่องบินขนาดกลาง รุ่นคาซ่าลงได้โดยขยาย1.2 พันเมตร

“ดำเนินการปรับปรุงส่วนแท็กซี่รันเวย์ ทางวิ่ง ทางเข้าและลานจอด ระบบไฟสนามบิน รวม 83 ล้านบาท ตามรายละเอียดเบื้องต้น มติที่ประชุม ดำเนินการไปออกแบบ จะขอความร่วมมือจากกรมท่าอากาศยาน มีความเชี่ยวชาญด้านออกแบบสนามบิน ทั้งนี้กรมฝนหลวงฯมีภาระกิจใช้สนามบินแห่งนี้ ให้กรมไปพิจารณาเงินเหลือจ่าย หากไม่พอเสนอเข้าครม.ของบกลางเพิ่ม โดยนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯมาช่วยดูแลการปรับปรุงสนามบินท่าใหม่ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ภาคตะวันออก เห็นว่าดำเนินก่อสร้างปีนี้ ภายในปีหน้าแล้วเสร็จ โดยสนามบินนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยพระองค์ท่านได้ริเริ่มมาทำฝนหลวง จากที่ชาวสวนผลไม้ถวายฎีกาขอฝน พระองค์ให้มาตั้งหน่วยฝนหลวง ปี 2515 ได้สำเร็จซึ่งชาวสวนชาวผลไม้ ได้ถวายทุนทรัพย์จัดซื้อเครื่องบินด้วย”นายสุรสีห์ กล่าว

นอกจากนี้ในอนาคตอาจมีแผนเฟสสองพัฒนาเป็นสนามบินพาณิชย์ จะมีขั้นตอนพิจารณาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปริมาณความคุ้มทุน ขยายรันเวย์ ไปอีกมุม ไม่กินพื้นที่ชาวบ้านโดยพื้นที่ทั้งหมด 830 กว่าไร่ หากพัฒนาต้องสร้างหอบังคับการบิน และอาคารผู้โดยสาร เพื่อรองรับเขตระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี

อธิบดีกรมฝนหลวงฯกล่าวว่าในวันที่ 14 พ.ค.นี้เจ้าหน้าที่ระดับสูง และระดับผู้ปฎิบัติ เกี่ยวข้องการทำฝนเทียมของประเทศมองโกเลีย จะมาไทยและเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯขอศึกษาการทำฝนหลวงสูตรพระราชทาน ในขั้นตอนก่อกวน เลี้ยงเมฆให้อ้วนเพื่อเพิ่มปริมาณเมฆและฝนตกมากขึ้น โดยมองโกเลียมีฝนตกน้อยเพียงปีละ200-400 มม.รวมทั้งมีสภาพพื้นที่ทะเลทรายโกบี ที่ผ่านมามองโกเลียใช้การทำฝนแบบเมฆเย็นโจมตีด้วยจรวด

กำจัดไอ้ตัวร้าย! กรมประมงสั่งตัดวงจรชีวิตเอเลี่ยนสปีชี่ส์3ชนิด หลังแพร่ระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338318

x

กำจัดไอ้ตัวร้าย! กรมประมงสั่งตัดวงจรชีวิตเอเลี่ยนสปีชี่ส์3ชนิด หลังแพร่ระบาดหนัก

กำจัดไอ้ตัวร้าย! กรมประมงสั่งตัดวงจรชีวิตเอเลี่ยนสปีชี่ส์3ชนิด หลังแพร่ระบาดหนัก

วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 19.29 น.

กรมประมงรุกหนักจำกัดสัตว์น้ำถิ่น”เอเลี่ยนสปีชี่ส์”3ชนิดพันธุ์ที่ห้ามตามประกาศ ปลาหมอสีคางดำ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ เดินหน้าตัดวงจรชีวิต หลังพบแพร่ระบาดทั้งในบ่อเลี้ยงและธรรมชาติ

11 พ.ค.61 ที่ชมรมอนุรักษ์กุ้งก้ามกรามลุ่มน้ำสวี อ.สวี จ.ชุมพร นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานจัดกิจกรรมชาวชุมพรร่วมใจขจัดภัยหมอสีคางดำ (รักษ์ลุ่มน้ำสวี) เพื่อกำจัดปลาหมอสีคางดำหลังพบเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาด

นายอรุณชัย กล่าวว่า จากกรณีพบปลาหมอสีคางดำแพร่กระจายพันธุ์ในบ่อเลี้ยงของเกษตรกรสร้างความเสียหายเป็นอย่างมากให้กับผู้เลี้ยงปลาและกุ้ง กรมประมงได้ออกคำสั่งที่ 223/2561 ลงวันที่ 28 ก.พ.61 แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ในพื้นที่จังหวัดที่พบมีการแพร่ระบาด กรมประมงได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่รับฟังข้อคิดเห็นของเกษตรกรชาวประมงและชุมชน เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อหยุดวงจรการแพร่ระบาดของปลาสายพันธุ์นี้ไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร และทำลายสัตว์น้ำพื้นถิ่นของประเทศ

นายอรุณชัย กล่าวว่า ส่วนการพิจารณานำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นในภาพรวมทั้งหมด กรมประมงยังมีคณะกรรมการด้านความหลากหลายและด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (IBC) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นประกอบการขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นอีกด้วย เพื่อป้องกันมิให้กระทบกับระบบนิเวศของแหล่งน้ำ โดยมีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 9 ม.ค.61 เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง พ.ศ.2561 มารองรับการปฏิบัติงาน

สำหรับสัตว์น้ำ 3 ชนิดพันธุ์ที่ห้ามตามประกาศ ได้แก่ ปลาหมอสีคางดำ , ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ โดยในส่วนของประกาศฉบับดังกล่าวจะมีแนวทางปฏิบัติหลักๆ ที่สำคัญ ดังนี้

1.กรณีที่เกษตรกรที่เลี้ยงปลาทั้ง 3 ชนิดในบ่อเพาะเลี้ยง ให้รีบนำปลาดังกล่าวส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กรมประมงโดยด่วน

2.กรณีที่ประชาชนทำการประมงแล้วได้ปลาทั้ง 3 ชนิดนี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ประชาชนสามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ แต่ควรทำให้ปลาตายก่อนนำไปจำหน่าย

3.กรณีที่ปลาทั้ง 3 ชนิดจากธรรมชาติหลุดรอดเข้าในบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกรโดยไม่เจตนา เกษตรกรสามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ แต่ควรทำให้ปลาตายก่อนนำไปจำหน่าย

4.กรณีส่วนราชการ สถาบันการศึกษา หรือกรณีจำเป็นอื่นใดที่เพาะเลี้ยงปลาทั้ง 3 ชนิด ไว้เพื่อศึกษาวิจัยและประโยชน์ทางราชการให้แจ้งขออนุญาตกรมประมงต่อไป

5.ห้ามผู้ใดปล่อยปลาทั้ง 3 ชนิด ลงในที่จับสัตว์น้ำโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความผิดตามมาตรา 144 แห่ง พ.ร.ก.การประมง 2558

อย่างไรก็ตาม การกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่น (เอเลี่ยนสปีชีย์) ในแหล่งน้ำธรรมชาตินั้น สามารถดำเนินการได้โดยใช้วิธีการกำจัดด้วยชีววิธี และได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมง หรือกลุ่มอนุรักษ์ในพื้นที่ ในการช่วยกันป้องกันและกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่นเพื่อกำจัดวงจรชีวิตการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่น

สำหรับบทลงโทษหากพบผู้ใดฝ่าฝืน ลักลอบนำปลาหมอสีคางดำ ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ เข้ามาในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษตามมาตรา 144 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่ผู้กระทำความผิดนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รองอธิบดีฯ กล่าวว่า การกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนตลอดประชาชนภายในประเทศจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากท่านเลี้ยงหรือครอบครองสัตว์น้ำต่างถิ่น (สัตว์น้ำจากต่างประเทศ) ไม่ควรปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะจะมีผลกระทบอันจะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศวิทยาของแหล่งน้ำ

เร่งเปิดสวนป่าประชารัฐ อุทยานฯดันสวนพฤกษศาสตร์พุแค‘ปอด’คนสระบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338055

x

เร่งเปิดสวนป่าประชารัฐ อุทยานฯดันสวนพฤกษศาสตร์พุแค‘ปอด’คนสระบุรี

วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า หน่วยงานในสังกัด ทส. ได้ร่วมกันจัดทำโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” โดยมีพื้นที่ดำเนินโครงการ 99 แห่ง อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

51 แห่ง กรมป่าไม้ 28 แห่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 20 แห่ง และพร้อมจะเปิดเพิ่มอีกหลายแห่ง หากพื้นที่มีความเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนมีสถานที่ออกกำลังกาย มีแหล่งศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ ระบบนิเวศ เพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ช่วยลดมลภาวะและสร้างสภาพแวดล้อมภายในเมืองให้ดีขึ้น

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีการเปิดโครงการไปแล้ว 17 แห่ง โดยสถานที่ล่าสุด คือ สวนพฤกษศาสตร์พุแค ตั้งอยู่เลขที่ 123 หมู่ 1 ต.พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2484 เป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทยมีเนื้อที่ 5,321 ไร่ อยู่ห่างจากตัว จ.สระบุรี 18 กิโลเมตร และห่างจาก อ.เฉลิมพระเกียรติ 10 กิโลเมตร มีจุดเด่นที่สำคัญคือ มีต้นรัง ซึ่งเป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรทรงปลูก และต้นทองกวาว ซึ่งเป็นต้นไม้ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรทรงปลูก ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ที่เสด็จฯมายังสวนพฤกษศาสตร์พุแคและทรงปลูกต้นไม้ นอกจากนี้ สวนพฤกษศาสตร์พุแคได้ปลูกต้นไม้เป็นหมวดหมู่ มีสภาพร่มรื่น มีต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และมีเส้นทางจักรยาน ในแต่ละปีมีนักเรียน นักศึกษา และประชาชนมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก โดยในปี พ.ศ.2559 มีผู้มาใช้ประโยชน์จำนวน 99,760 คน แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวปีละหลายหมื่นคน ซึ่งการเปิดพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นป่าในเมือง จะทำให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสมและเกิดความร่วมมือตามรูปแบบประชารัฐที่ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยกันดูแล พัฒนา ไม่ให้มีการบุกรุกและร่วมอนุรักษ์พื้นที่ป่า ระบบนิเวศเพื่อให้กับประชาชนรุ่นต่อๆไปอีกด้วย

สสก.9เฟ้นวิสาหกิจชุมชน ผลงานดีเด่นระดับเขตปี’61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338054

x

สสก.9เฟ้นวิสาหกิจชุมชน ผลงานดีเด่นระดับเขตปี’61

วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลกทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 (สสก.9) จ.พิษณุโลก กล่าวว่า สสก.9 ได้ดำเนินการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2561 ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง คือ กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี ซึ่งคณะกรรมการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2561 ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ผู้แทนกรมการพัฒนาชุมชน ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ผู้แทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผู้แทนกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก และนักวิชาการผู้รับผิดชอบงานวิสาหกิจชุมชนระดับเขต

การประกวดดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อค้นหาวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการที่ดี มีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ และพัฒนาเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนให้วิสาหกิจชุมชนอื่นๆ หรือผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ ทำให้วิสาหกิจชุมชนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีการเรียนรู้ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนางานต่อไป ซึ่งวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขต จะได้รับคัดเลือกในระดับประเทศต่อไป โดยวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ จะได้รับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ ท้องสนามหลวง ในปีถัดไป

เฝ้าระวัง‘หนอนห่อใบข้าว’ระบาด สสก.2เตือน8จังหวัดตะวันตกจับตา-ชี้ช่องสกัดทำลายผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338056

x

เฝ้าระวัง‘หนอนห่อใบข้าว’ระบาด สสก.2เตือน8จังหวัดตะวันตกจับตา-ชี้ช่องสกัดทำลายผลผลิต

วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี (ศทอ.สุพรรณบุรี) เปิดเผยว่า ศทอ.สุพรรณบุรี ได้ติดตามสถานการณ์การปลูกข้าวในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก พบว่า บางพื้นที่เกษตรกรปลูกข้าวไปแล้วประมาณ 40-60 วัน และบางพื้นที่กำลังเริ่มต้นที่จะปลูกข้าว ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่มีฝนตกชุก จึงอยากเตือนให้เฝ้าระวังการระบาดของหนอนห่อใบข้าว โดยหนอนจะแทะผิวใบส่วนที่เป็นสีเขียว บริเวณใบที่ถูกทำลายจะเป็นทางขาวขนานกับเส้นกลางใบ ทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง ถ้าระยะข้าวออกรวงหนอนจะทำลายใบธง ทำให้เมล็ดข้าวลีบ ผลผลิตลดลง

หนอนห่อใบข้าวตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนปีกสีน้ำตาลเหลือง ตรงกลางปีกมีสีน้ำตาลพาดขวาง 2-3 แถบ เพศเมียวางไข่เวลากลางคืน ประมาณ 300 ฟอง บนใบข้าวขนานกับเส้นกลางใบ เป็นกลุ่มๆ ละ 10-12 ฟอง มองเห็นด้วยตาเปล่า ระยะไข่ 4-6 วัน ระยะตัวหนอน 5-6 ระยะ หนอนระยะที่ 5 เป็นวัยที่กินใบข้าวได้มากที่สุด เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบการระบาดให้รีบดำเนินการป้องกันกำจัดโดยด่วน อย่างไรก็ตาม หนอนห่อใบข้าวจะระบาดรุนแรงในแปลงที่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงๆ ดังนั้น แนวทางป้องกันที่ดีที่สุดคือการใส่ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสมหรือควรงดการใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง ควรมีการกำจัดวัชพืชรอบแปลงนา เพื่อป้องกันการขยายพันธุ์ของหนอนห่อใบข้าวในพืชอาศัย

ที่สำคัญหนอนห่อใบข้าวมีศัตรูธรรมชาติ จำพวกตัวห้ำตัวเบียน ที่คอยควบคุมอยู่หลายชนิด หากพบหนอนห่อใบข้าวเพียงเล็กน้อย จึงไม่ควรใช้สารเคมีฉีดพ่น เพราะจะทำให้ศัตรูธรรมชาติตาย ทำให้หนอนระบาดรุนแรงมากขึ้น เกษตรกรสามารถใช้วิธีกล โดยใช้กับดักแสงไฟล่อตัวเต็มวัยของผีเสื้อหนอนห่อใบข้าวหรือตัดใบข้าวที่งามแล้วเฝือใบทิ้งเพื่อลดการระบาด หากพบการทำลายของหนอนห่อใบข้าวระยะแรกๆ ให้ใช้สารสกัดสะเดาฉีดพ่น เฉพาะบริเวณที่พบการทำลายเท่านั้นอย่างต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ทุก 5 วันในช่วงเย็น แต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี ไม่ควรใช้สารเคมีฆ่าแมลงชนิดเม็ดและสารกลุ่มไพรีทอยด์สังเคราะห์ หรือสารผสมกลุ่มไพรีทอยด์สังเคราะห์ ในนาข้าวระยะหลังหว่าน 40 วัน เพราะศัตรูธรรมชาติจะถูกทำลาย แนะนำให้ใช้สารแมลงประเภทดูดซึม เช่น เบนซัลแทป (แบนคอล 50% ดับบิวพี) อัตรา10-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร, พีโปรนิล (แอสเซนต์ 5% เอสซี) อัตรา 30-50ซีซี/น้ำ 20 ลิตร, คาร์โบซัลแฟน (พอสซ์ 20% อีซี) อัตรา 80-110 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นเฉพาะบริเวณที่มีใบถูกทำลายจนเห็นเป็นรอยขาว