สหกรณ์พัฒนาพื้นที่ลำปาว l หนุนเพิ่มระดับกักเก็บน้ำรองรับปลูกข้าวระบบGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339035

x

สหกรณ์พัฒนาพื้นที่ลำปาว l หนุนเพิ่มระดับกักเก็บน้ำรองรับปลูกข้าวระบบGAP

วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากปีการเพาะปลูก 2560 พื้นที่รับน้ำโครงการชลประทานลำปาว ซึ่งมีพื้นที่ 301,578 ไร่ และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตพืชของ จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะข้าวซึ่งถือเป็นพืชหลัก แต่เกษตรกรในพื้นที่ไม่สามารถปลูกข้าวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP ได้ เนื่องจากปัจจัยด้านแหล่งน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

ด้วยเหตุนี้ กรมจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพการผลิตพืชในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ โดยปรับปรุงคันระบายน้ำล้นทำให้สามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเดิมที่มีความจุ 1,430 ล้าน ลบ.ม. ภายใต้พื้นที่โครงการ 338,800 ไร่ พื้นที่ชลประทานฤดูฝน 306,963 ไร่ พื้นที่ชลประทานฤดูแล้ง 184,000 ไร่ ครอบคลุม 233 หมู่บ้าน 33 ตำบล ในเขต อ.เมือง อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ และ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม

ขณะเดียวกัน ยังได้ดำเนินการพัฒนาการผลิตข้าวให้มีมาตรฐานการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP พร้อมกับส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังไม่ใช้สารเคมีฆ่าหญ้าบริเวณรอบเขื่อนลำปาว เพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีและลดการใช้สารเคมีฆ่าหญ้าตาม GAP เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในแปลงข้าว รวมทั้งได้ส่งเสริมองค์ความรู้ “การทำนาแบบเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว” สามารถลดปริมาณการใช้น้ำลงได้ 20 – 50% ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศ และยังช่วยลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำได้ 30% ทั้งยังเป็นการเพิ่มรากข้าวให้ดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ใช้ปุ๋ยน้อยลง เป็นการประหยัดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงการส่งเสริมและการผลิตพืชผสมผสาน แทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวให้กับเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ร่วมด้วย อาทิ การปลูกพืชผัก ปลูกไม้ผล เป็นต้น ก่อให้เกิดรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง มีรายได้เฉลี่ย 3,000 – 5,000 บาท ต่อเดือน

จากการส่งเสริมและพัฒนาการปลูกพืชของเกษตรกรให้มีความหลากหลาย เน้นการทำเกษตรผสมผสาน พร้อมกับการสนับสนุนแหล่งน้ำให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้นั้น ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เขื่อนลำปาวแห่งนี้มีกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ตลอดทั้งปี มีส่วนช่วยลดพื้นที่การทำนาเพียงอย่างเดียวให้ลดน้อยลง ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ภายใต้การบริหารจัดการน้ำให้มีความเหมาะสมในการผลิตพืชแต่ละชนิด ทั้งนี้ผลสำเร็จของโครงการดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จในการดำเนินงานส่งเสริมการทำเกษตรในพื้นที่เขตชลประทานลำปาวที่มีความชัดเจนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ส่องเกษตร : ‘ข้าว’สดใส…แต่ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339031

449007

ส่องเกษตร : ‘ข้าว’สดใส…แต่ต้องระวัง

วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันพืชมงคล พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ผ่านพ้นเรียบร้อยด้วยดีแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นสัญญาณเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกทำนาปี 2561 อย่างเป็นทางการ ด้วยความเป็นสิริมงคลยิ่ง

สำหรับการเสี่ยงทายพยากรณ์ในปีนี้ “พระโค”เสี่ยงทายแรกนาขวัญ กินน้ำ หญ้า เหล้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

ผลเสี่ยงทายของพระโคที่ว่า “การเกษตรจะอุดมสมบูรณ์ เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง” ทำให้ท่านนายกฯบิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่ร่วมอยู่ในพระราชพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงยิ้มให้สัมภาษณ์ว่า“สบายใจขึ้น” แต่ก็เตือนให้เกษตรกรอย่าประมาทในการผลิตต้องเตรียมความพร้อมไว้ด้วย เพราะการพยากรณ์มีโอกาสคลาดเคลื่อน เนื่องจากสภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ขอให้ระมัดระวัง เตรียมการรองรับความเสี่ยงทั้งเรื่องน้ำท่วม ฝนแล้ง ตามที่รัฐบาลได้แนะนำไป

ท่านนายกฯบิ๊กตู่ยังกล่าวให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรทุกคนและขอให้เรียนรู้ รับฟังสิ่งที่รัฐบาลทำไว้ให้ มันอาจจะไม่รวดเร็วอย่างที่หลายคนต้องการ แต่จะเกิดความยั่งยืนในภายหลัง ก็ย่อมดีกว่าการที่ทำให้รวดเร็วขึ้น แล้วล้มพังลงมาเหมือนเดิม ทั้งยังย้ำแนวทาง”การตลาดนำการเกษตร”เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่การเกษตรต้องคำนึงถึงผู้บริโภค คำนึงถึงการตลาดก่อนเสมอ ใช้การตลาดเป็นตัวนำ ทุกอย่างก็จะสำเร็จ ไม่ใช่เพาะปลูกมากจนเกินความต้องการของตลาด

คำเตือนนายกฯบิ๊กตู่ในเรื่องนี้ นับว่าสมควรที่เกษตรกรต้องรับฟังและดำเนินการเพาะปลูกด้วยความระมัดระวัง รอบคอบอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะกับสถานการณ์การทำนาในปีนี้

ทั้งนี้เพราะปัจจัยต่างๆในปีนี้ เอื้ออำนวยยิ่งที่จะทำให้มีการแห่ทำนา ทำการเกษตรเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตต่างๆ โดยเฉพาะ“ข้าว”มีแนวโน้มที่ปริมาณจะกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการผลิตคือ “น้ำ” ทั้งปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากเป็นพิเศษตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าฤดูฝนเต็มตัว จนปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆทั่วประเทศอยู่ในระดับสูง ทำให้กรมชลประทานกล้าการันตีว่า ปีนี้จะมีน้ำสำหรับการเพาะปลูกทำการเกษตรได้อย่างเพียงพอแน่

ขณะที่ราคา“ข้าว”ก็ยืนอยู่ในระดับที่“ดี” ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)-วิณะโรจน์ทรัพย์ส่งสุข ระบุว่า ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ช่วงมกราคม-พฤษภาคม 2561 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยข้าวเปลือกหอมมะลิราคาเฉลี่ยตันละ 13,529 บาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่มีราคาเฉลี่ยตันละ 9,207 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,785 บาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 7,514 บาท

ทำให้รายได้ชาวนามีแนวโน้มดีขึ้นกว่าสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก 4 เดือนแรกปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 50.44% เป็นผลจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น 30.61% และดัชนีราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น 15.18% โดยรายได้ชาวนาผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิเพิ่มขึ้น 61.55% ส่วนผู้ปลูกข้าวเจ้า เพิ่มขึ้น 35.35%

“ที่รายได้ชาวนาดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการที่ภาครัฐออกมาเป็นระยะๆ และพยายามบริหารจัดการสินค้าเกษตรทั้งระบบ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านราคาในอนาคต โดยเฉพาะข้าว ที่ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือชาวนาตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ขยายการทำนาแบบแปลงใหญ่ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวอินทรีย์ให้มากขึ้น เชื่อมโยงตลาดกับการผลิตล่วงหน้า ยกระดับมาตรฐานคุณภาพข้าว ลดการปลูกข้าวรอบ 2 ดึง Supply ส่วนเกินออกในช่วงผลผลิตมาก ผลักดันการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแปรรูปข้าว และพัฒนาระบบ E-Agriculture เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว”

ถ้าว่าตามเลขาฯ สศก.ก็ต้องถือว่า นโยบายรัฐเรื่อง“ข้าว” เริ่มเห็นผลดีบ้างแล้ว แต่ถ้าชาวนาที่อัดอั้นกันมาหลายปี เห็นปีนี้“ข้าว”ราคาดี แล้วกลับมาแห่ปลูกจนผลผลิตมากเกินไป ราคาข้าวก็จะมีความเสี่ยงขึ้นมาได้อีก

ยิ่งโดยเฉพาะปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง และนักการเมืองพรรคที่เคยใช้นโยบายประชานิยมผลาญชาติจนล่มจมมาแล้ว เริ่มออกมาแบะท่าว่า จะผลักดันโครงการจำนำข้าวอีกครั้งด้วย มันก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงที่ชาวนาควรพิจารณากันให้รอบคอบยิ่งขึ้น!

สาโรช บุญแสง

สรรพากรบอกปัดเพิ่มเพดาน เหมาจ่ายหักภาษี‘เกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339032

x

สรรพากรบอกปัดเพิ่มเพดาน เหมาจ่ายหักภาษี‘เกษตรกร’

วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอขอให้พิจารณาปรับปรุงการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินของภาคเกษตรกรรม ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน(ฉบับที่ 629) พ.ศ.2560 จากกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายโดยเหมาร้อยละ 60 เป็นกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายโดยเหมาร้อยละ 85 เว้นแต่ผู้มีเงินได้จะแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร โดยขอให้การพิจารณาปรับปรุงมีผลบังคับใช้ในการยื่นแบบภาษีเงินได้ปีปัจจุบัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องนี้นั้น

ปรากฏว่ากระทรวงการคลังโดย กรมสรรพากร ได้แจ้งเป็นหนังสือถึงสภาเกษตรกรแห่งชาติว่า การกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินแบบเหมาจ่าย ไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่สูงของเกษตรกรได้ การที่เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพสูงนั้น การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรจะสามารถสะท้อนต้นทุนได้ดีกว่า กรมสรรพากร จึงได้ดำเนินการให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร และการจัดทำเอกสารหลักฐานที่สามารถหักเป็นรายจ่ายทางภาษี

นอกจากนี้ ได้ทำคู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ซึ่งเรื่องนี้ที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2561 ได้แสดงความกังวลต่อการจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบการหักรายจ่ายทางภาษีของเกษตรกร จึงให้แจ้งผลการพิจารณาข้อเสนอนี้ต่อสภาเกษตรกรจังหวัดทราบ และขอรับฟังความคิดเห็นต่อผลกระทบกับเกษตรกรต่อไป

เร่งเครื่องประกาศจัดตั้งอุทยานฯ เพิ่มเนื้อที่‘ป่าไม้’ให้ประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339033

x

เร่งเครื่องประกาศจัดตั้งอุทยานฯ เพิ่มเนื้อที่‘ป่าไม้’ให้ประเทศไทย

วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานฯ มีภารกิจหลักที่จะต้องดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ประมาณ 73 ล้านไร่ มีอุทยานแห่งชาติ 154 แห่ง เนื้อที่ประมาณ 44.5 ล้านไร่ และมีการดำเนินงานตามนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ โดยกำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 25 และประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ให้เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ

โดยอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในการดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ซึ่งนับเป็นอุทยานแห่งชาติล่าสุดลำดับที่ 131 มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า รวมถึงทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น น้ำตกแม่ตะไคร้ ดอยลังกาหลวง และผาน้ำลอด ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์

ดังนั้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์และดูแลพื้นที่ รวมถึงเดินหน้านโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงได้เดินทางลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ จ.เชียงใหม่ เพื่อประชุมติดตามเร่งรัดผลการดำเนินการต่างๆในพื้นที่ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมในการประกาศพื้นที่ให้เป็นอุทยานแห่งชาติเพิ่มเติม โดยในการลงพื้นที่ดังกล่าว นอกจากจะมีการบรรยายสรุปถึงที่มาและการดำเนินการของอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้แล้ว ยังได้มีการนำเสนอผลการดำเนินงานอุทยานแห่งชาติเตรียมการ เช่น อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก จ.เชียงราย อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย อุทยานแห่งชาติภูผายา จ.เลย อุทยานแห่งชาติแม่ยวมฝั่งซ้าย (แม่สะเรียง) พร้อมทั้งการรายงานผลการดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติเตรียมการ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ พร้อมทั้งมีกาวางแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายเพิ่มเติมพื้นที่ป่า สามารถเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ฝนหลวงจับมือกรมประชาฯ เผยแพร่ภารกิจดับ‘ภัยพิบัติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338768

x

ฝนหลวงจับมือกรมประชาฯ เผยแพร่ภารกิจดับ‘ภัยพิบัติ’

วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี นำโดย พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์การปฏิบัติการฝนหลวง ณ ห้องประชุมชั้น 2 หอบังคับการบิน สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ สร้างการรับรู้ด้านการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติอื่นๆ ตลอดจนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ

สำหรับขอบเขตความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมมือด้านสารสนเทศ โดยการจัดหาข่าวสาร ข้อมูลสารคดีที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างยั่งยืน นำเสนอผ่านเครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ ความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร โดยการสนับสนุน แลกเปลี่ยน และเสริมสร้าง องค์ความรู้ ประสบการณ์ด้านการประชาสัมพันธ์ของทั้ง 2 หน่วยงาน รวมถึงสนับสนุนทรัพยากร เช่น วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ สำหรับใช้ในการประชาสัมพันธ์ ในระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2564

เปิดตัวศูนย์บ่มเพาะเกษตรกร 9แห่งทั่วภาคเหนือตอนล่างสร้าง‘คนรุ่นใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338771

x

เปิดตัวศูนย์บ่มเพาะเกษตรกร 9แห่งทั่วภาคเหนือตอนล่างสร้าง‘คนรุ่นใหม่’

วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้เกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่ได้มาศึกษาหาความรู้ ฝึกปฏิบัติ เป็นแหล่งเชื่อมโยงเครือข่ายภาคการเกษตร ศูนย์กลางเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม เป็นแหล่งธุรกิจ รวบรวมสินค้าและเพิ่มช่องทางการตลาดให้เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่

ทั้งนี้ศูนย์บ่มเพาะแต่ละแห่ง จะมีเกษตรกรรุ่นใหม่ต้นแบบเป็นเจ้าของศูนย์ มีกิจกรรมการเกษตรสมัยใหม่ เน้นการปลูกพืชที่หลากหลาย คำนึงถึงความเหมาะสมของดินแล้วจึงวางแผนการผลิต การออกแบบฟาร์ม และการวางระบบน้ำ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลผลิตโดยผ่านการรับรอง GAP เพื่อให้สามารถจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าได้ ใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารและทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งทั้ง 9 แห่งประกอบด้วย

1.ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.เมืองพิจิตร จ.พิจิตร กิจกรรมหลัก “การผลิตส้มโอมาตรฐานส่งออก” มี น.ส.สุวิชา ชื่นอมรกุลชัย เป็นเจ้าของศูนย์ฯ 2.ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร กิจกรรมหลัก “ต้นพันธุ์พริกไทย พืชผักปลอดภัยและกล้วยไข่” มี นายชุติมันต์ จันฝาย เป็นเจ้าของศูนย์ฯ 3. ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.วังเจ้า จ.ตาก กิจกรรมหลัก “เกษตรผสมผสาน” มี นางศุภิสรา มาเติม เป็นเจ้าของศูนย์ฯ 4.ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ กิจกรรมหลัก “เกษตรผสมผสาน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตามวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น” มี นายสถาปนิตย์ แตงอ่อน เป็นเจ้าของศูนย์ฯ 5.ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กิจกรรมหลัก “เกษตรผสมผสาน เน้นการพื้นที่น้อย ใช้ประโยชน์สูงสุด” มีนายวิรัช ทองดอนยอด เป็นเจ้าของศูนย์ฯ

6.ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย กิจกรรมหลัก “ไร่นาสวนผสม คำนึงถึงความเหมาะสมของดินแล้วจึงวางแผนการผลิต และออกแบบฟาร์ม” มี นายอนุสรณ์ มีบุญ เป็นเจ้าของศูนย์ฯ 7.ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ กิจกรรมหลัก ศูนย์รวมพันธุ์ไม้และแหล่งจำหน่ายกิ่งพันธุ์ไม้ผลคุณภาพ สร้างรายได้ให้กับชุมชน มี นายชัยวัฒน์ ปิ่นนาค เป็นเจ้าของศูนย์ฯ 8.ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี กิจกรรมหลัก ผลิตข้าวปลอดภัย แปรรูปผลผลิตเกษตร อนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์กระบือไทย มี นายศศเศรษฐโชค ตามพระหัตถ์ เป็นเจ้าของศูนย์ฯ และ 9.ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ กิจกรรมหลัก ผลิตไม้ผลคุณภาพส่งออก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มี น.ส.เนตรชนก ศรีศิลป์ เป็นเจ้าของศูนย์ฯ

กรมวิชาการฯเตือนชาวไร่องุ่น เฝ้าระวังการระบาด‘เพลี้ยไฟ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338774

กรมวิชาการฯเตือนชาวไร่องุ่น  เฝ้าระวังการระบาด‘เพลี้ยไฟ’

กรมวิชาการฯเตือนชาวไร่องุ่น เฝ้าระวังการระบาด‘เพลี้ยไฟ’

วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่น ในระยะนี้ขอให้เฝ้าระวังและสังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ มักพบในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชที่ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และช่อผล ทำให้เกิดแผลสีน้ำตาล บริเวณใกล้ขั้วช่อองุ่น ดอก ใบ และผล บ้างเกิดสะเก็ดแผลตามช่อผลองุ่น เมื่อผลองุ่นขยายผลโตขึ้นบริเวณที่ถูกทำลายจะแตก และเป็นช่องทางให้โรคองุ่นเข้าทำลายได้ ส่วนช่อหรือยอดอ่อนที่ถูกทำลายตั้งแต่เล็กจะชะงักการเจริญเติบโต ทำให้ช่อดอก ใบ หรือผลแคระแกร็น

สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่ง ยอดอ่อน ตายอด และตาข้างอย่างสม่ำเสมอ เพราะเพลี้ยไฟมักทำลายยอดองุ่นที่แตกใหม่ หลีกเลี่ยงการปลูกองุ่นในพื้นที่ใกล้เคียงพืชอาศัย อาทิ มะม่วง ด้วยเพลี้ยไฟเป็นแมลงศัตรูพืชที่มีขนาดเล็ก สามารถปลิวตามลมระบาดจากสวนมะม่วงไปยังสวนองุ่นได้ง่าย ส่วนในช่วงฤดูที่ต้นองุ่นออกดอก เกษตรกรควรหมั่นตรวจดูเพลี้ยไฟในแหล่งที่มีพืชอาศัยอื่นๆ เช่น มะม่วง โดยเฉพาะให้ตรวจดูบริเวณด้านที่อยู่ใต้ลมและบริเวณขอบแปลง หากพบให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สามารถควบคุมเพลี้ยไฟได้นาน 5 วัน

เมื่อพบการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เกษตรกรควรดำเนินการป้องกันกำจัดด้วยการพ่นสารฆ่าแมลงชนิดที่ไม่มีผลกระทบต่อองุ่น อาทิ สารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร จะสามารถลดปริมาณและป้องกันกำจัดควบคุมเพลี้ยไฟได้นาน 5 วัน

3ประสานพัฒนาปาล์มน้ำมันทั้งระบบ ‘เกษตร’จับมืออุตฯ-พณ.เดินหน้ายุทธศาสตร์สร้างเสถียรภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338772

x

3ประสานพัฒนาปาล์มน้ำมันทั้งระบบ ‘เกษตร’จับมืออุตฯ-พณ.เดินหน้ายุทธศาสตร์สร้างเสถียรภาพ

วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมาย กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมบูรณาการกับ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ พัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั้งระบบให้มีเสถียรภาพ โดย กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ข้อมูลสถานการณ์ปาล์มน้ำมันขณะนี้ว่า ยังมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบอยู่ในโรงงานเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาผลผลิตปาล์มดิบของเกษตรกรลดลง ประกอบกับเกษตรกรตัดทะลายปาล์มที่ยังไม่สุกไปจำหน่าย ทำให้อัตราการสกัดปาล์มน้ำมันดิบต่ำ จึงได้เร่งหาแนวทางการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันทั้งระบบ

โดย กระทรวงอุตสาหกรรม เน้นเรื่องการกำหนดอัตราการสกัดขั้นต่ำของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มให้อยู่ที่ 18% และราคาที่โรงงานรับซื้อ เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าภายใน ได้พิจารณาแนวทางการกำหนดราคาวัตถุดิบ การกำกับควบคุมลานเท และการบริหารสต๊อกน้ำมันปาล์ม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและให้ราคาเป็นไปตามกลไกของตลาด

ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดมาตรการให้ชาวสวนตัดทะลายปาล์มคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตรทะลายปาล์มน้ำมัน (มกษ. 5702-2552) ซึ่งกำหนดคุณภาพทั่วไปของทะลายปาล์มตามที่เก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่าย ดังนี้ 1.ทะลายปาล์มต้องมีลักษณะตรงตามพันธุ์ 2.เป็นทะลายปาล์มสุก ซึ่งผลปาล์มน้ำมันที่ส่วนใหญ่ผิวเปลือกสีส้มหรือสีแดง และเนื้อปาล์มมีสีส้ม มีจำนวนผลร่วงอย่างน้อย 10 ผลต่อทะลายหรือทะลายปาล์มกึ่งสุก เป็นผลปาล์มน้ำมันที่ส่วนใหญ่ผิวเปลือกสีส้มแดงหรือสีแดงม่วง มีผลร่วงน้อยกว่า 10 ผลต่อทะลาย 3.มีความสด โดยไม่ผ่านการรดน้ำหรือมีการกระทำใดๆ ที่เป็นการเร่งให้ดูเหมือนผลสุกหรือผลร่วง เช่น บ่มแก๊ส (ทะลายปาล์มน้ำมันจะคงความสดเมื่อขนส่งถึงโรงงานภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากเก็บเกี่ยว) 4.สะอาดและปราศจากสิ่งแปลกปลอมที่มองเห็นได้ 5.ไม่มีความเสียหายอันเนื่องมาจากศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อคุณภาพผลิตผลและ 6.ความยาวของก้านทะลายไม่เกิน 5 เซนติเมตร รวมทั้งการแบ่งชั้นคุณภาพทะลายปาล์มสุกออกเป็น ชั้นพิเศษ ชั้นหนึ่ง และชั้นสอง

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ชาวสวนไม่เก็บเกี่ยวปาล์มสุก ทำให้ปาล์มไม่ได้คุณภาพ เป็นเพราะเกษตรกรเจ้าของสวนไม่ได้ตัดปาล์มน้ำมันเอง หรือไม่ได้ควบคุมคุณภาพในการตัดของผู้รับเหมา รวมทั้งความเข้าใจในการเก็บเกี่ยวปาล์มสุกของแต่ละคนไม่ตรงกัน แนวทางแก้ไข คือ การส่งเสริมให้ชาวสวนปาล์มน้ำมันรวมกลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับคุณภาพผลผลิตสู่มาตรฐาน สอดคล้องความต้องการของตลาด และเพิ่มศักยภาพการบริหารการจัดการ

โดยในกลุ่มสินค้าปาล์มน้ำมัน ได้นำระบบควบคุมภายใน (Internal Control System : ICS) มาปรับใช้ในการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน และให้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันเลือกใช้ทีมตัดปาล์มน้ำมันของสมาชิกที่มีการดำเนินการอยู่แล้ว โดยจัดทีมตัดและให้จัดคิวให้กับสมาชิกในกลุ่มก่อน รวมทั้งจัดอบรมให้ความรู้กับเกษตรกร ทีมตัดปาล์มน้ำมันของบริษัท ลานเท และทีมตัดปาล์มน้ำมันอิสระ พร้อมทั้งแจ้งให้เกษตรกรชาวสวนขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อจะได้ทราบข้อมูลจำนวนพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิต รวมถึงให้การส่งเสริมในด้านต่างๆ สำหรับวิธีจัดการปาล์มทะลายที่ไม่ได้คุณภาพ ให้จัดทำข้อตกลงภายในกลุ่ม หากเกษตรกรรายใดไม่ปฏิบัติตาม ก็จะมีบทลงโทษตามข้อตกลงของแต่ละกลุ่ม การดำเนินการดังกล่าวจะได้รับความร่วมมือจากการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่มเกษตรกร ลานเท โรงงานสกัด ในการคัดผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพส่งคืนเกษตรกร

เดินหน้าเกษตรอินทรีย์ 4จังหวัดภาคอีสานจัดงานใหญ่ตอบโจทย์สุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338769

x

เดินหน้าเกษตรอินทรีย์ 4จังหวัดภาคอีสานจัดงานใหญ่ตอบโจทย์สุขภาพ

วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 มีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออก โดยมีสัดส่วนตลาดในประเทศร้อยละ 40 ต่อตลาดส่งออกร้อยละ 60 และยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ให้ได้ 5,000,000 ไร่ ภายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และเกษตรอินทรีย์ก็เป็นกิจกรรมในการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

โดย กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา โดยเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ พืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ และประมง ด้วยอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนพื้นที่ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์และสินค้าเกษตรอินทรีย์อื่นๆ ที่ได้มาตรฐานเป้าหมายรวม 4 ปี ตั้งแต่ปี 2561 – 2564 จำนวน 1,000,000 ไร่ โดยได้กำหนดจุดยืนการพัฒนา คือ ศูนย์กลางของนวัตกรรมเกษตรแปรรูปและเกษตรอินทรีย์

ดังนั้นเพื่อเป็นสนับสนุนยุทธศาสตร์ดังกล่าว จึงได้มีการจัดงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์และของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 ในระหว่างวันที่ 10 – 16 พฤษภาคม ที่บริเวณลานอุบลสแควร์ จ.อุบลราชธานี เพื่อส่งเสริมให้การปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์สำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ข้อมูลสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์สถาบันเกษตรกร สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ และเป็นการสร้างกระบวนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในลักษณะประชารัฐ ซึ่งหากเกษตรกรสามารถทำเกษตรอินทรีย์ได้ จะช่วยให้สินค้าเกษตรที่ปลูก ขายได้ราคาดีขึ้นจากเดิม 2-3 เท่า และตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้รักสุขภาพอีกด้วย

รักษ์เกษตร : อัลฟาฟ่า ผักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338773

รักษ์เกษตร : อัลฟาฟ่า ผักสุขภาพ

รักษ์เกษตร : อัลฟาฟ่า ผักสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมทราบว่าอัลฟาฟ่ามีประโยชน์มากมาย ผมอยากจะเพาะปลูกต้นอ่อนไว้ทานเอง ขอทราบวิธีการเพาะต้นอ่อนด้วยครับ

อุทัย สมุสิงห์วงษ์ อ.จ.

คำตอบ

อัลฟาฟ่า จัดเป็นพืชตระกูลถั่ว ใบเลี้ยงคู่ มีฝัก สามารถเจริญเติบโตได้ในแถบทุกอากาศทั่วโลก มีระบบรากที่สามารถชอนไชลงไปได้ลึกกว่า
130 ฟุต จึงมีประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุอาหารได้มากกว่า และบริสุทธิ์กว่า ไม่สะสมสารพิษ มีคุณค่าทางอาหารที่มากมาย เรียกกันว่าเป็น “ราชาแห่งอาหารทั้งมวล” อัลฟาฟ่า เป็นพืชที่ให้กรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้ ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างเองได้ แต่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ นอกจากนี้ ในอัลฟาฟ่ายังอุดมไปด้วยวิตามินมากมาย เกลือแร่ ฟอสฟอรัส โปแทสเซียม และแคลเซียม อีกด้วย

วิธีเพาะต้นอ่อนอัลฟาฟ่า

1. เตรียมอุปกรณ์ 1) ขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกใส 2) ผ้าขาวบาง หรือผ้าตาข่ายถี่ๆ 3) เมล็ดพันธุ์ 4) น้ำสะอาด

2. วิธีเพาะ

-ตวงเมล็ดอัลฟาฟ่าเพียง 1 ช้อนโต๊ะ ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป ใส่เมล็ดอัลฟาฟ่าลงในขวด ปิดด้วยผ้าขาวบางคลุมที่ฝาด้านบน แล้วหาหนังยางมัดเอาไว้ ล้างให้สะอาด 3-4 รอบ

-นำเมล็ดอัลฟาฟ่าแช่น้ำเย็นทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง เทน้ำที่แช่ทิ้ง แล้วล้างออกประมาณ 2 ครั้ง เขย่าเบาๆ ให้เมล็ดกระจายไม่ทับกัน

-วางขวดด้านข้างในที่มืด เช่น ในตู้กับข้าว กล่อง หรือในลังที่มืดๆ ตรวจสอบให้แน่ใจเมล็ด จะกระจายไปทั่วขวด

-วันรุ่งขึ้น นำเมล็ดอัลฟาฟ่าล้างน้ำอีก 2 ครั้ง แช่น้ำแล้วเก็บต่อ ห้ามไม่ให้มีน้ำขังอยู่ในขวดเลย ก่อนเก็บต้องคว่ำขวดน้ำ ให้น้ำออกจากขวดให้หมด ทำเช่นนี้ 3-4 วัน หรือจนกว่าเมล็ดงอกความยาวประมาณ 1.5-2 นิ้ว

-ก่อนนำไปรับประทาน นำขวดออกไปให้โดนแสงแดด 15 นาที เพื่อให้ต้นอ่อนอัลฟาฟ่าสังเคราะห์แสง และให้เอนไซม์ที่สำคัญทำงานอย่างเต็มที่ รอให้ต้นอ่อนอัลฟาฟ่าเปลี่ยนเป็นสีเขียว และเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น พร้อมที่จะรับประทาน

อัลฟาฟ่า เป็นอาหารเพื่อสุขภาพโดยแท้จริง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยขจัดของเสียสารพิษออกจากเลือด และอวัยวะภายในร่างกาย ลดการตกค้างของเสียตามผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส และช่วยการทำของระบบภูมิต้านทาน ทำให้สุขภาพแข็งแรง การรับประทานอัลฟัลฟ่า จึงทำให้ได้รับสารต้นตอที่เป็นประโยชน์ในการสร้าง และชดเชยฮอร์โมนเอสโตรเจนจากพืชธรรมชาติได้ง่ายและปลอดภัย ช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น ปรับสมดุลในร่างกาย แก้ปัญหาภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนในสตรีวัยทองลดลง และยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกเสื่อมอีกด้วย

นาย รัตวิ