‘สสก.4’แจงแผนที่ แนวทางเพาะปลูก พืชเศรษฐกิจ42ชนิด 11จังหวัดภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339477

x

‘สสก.4’แจงแผนที่ แนวทางเพาะปลูก พืชเศรษฐกิจ42ชนิด 11จังหวัดภาคอีสาน

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 (สสก.4) จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า สสก.4 ขอนแก่น ได้ประสานขอสนับสนุนชั้นข้อมูลระดับความเหมาะสมของชุดดินสำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจเบื้องต้นจาก ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมพัฒนาที่ดิน ในพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี ประกอบด้วย 42 ชนิดพืช อาทิ กระเทียม ถั่วเขียว มะนาว ลิ้นจี่ กล้วย ถั่วลิสง มะพร้าว ส้ม ขนุน และถั่วเหลือง

ทั้งนี้ แผนที่ดังกล่าว จะแสดงให้เห็นถึงระดับความเหมาะสมของชุดดินสำหรับการปลูกพืชแต่ละชนิด ในพื้นที่ 11 จังหวัด เช่น การปลูกกระเทียม มีพื้นที่เหมาะสมมาก 11,780,023 ไร่ เหมาะสม
ปานกลาง 7,943,429 ไร่ เหมาะสมน้อย 24,290,163 ไร่ เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรปลูกพืชตามความเหมาะสมของดิน พร้อมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจให้ตรงตามศักยภาพของพื้นที่ และสามารถวางแผนการปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ ซึ่งหากเกษตรกรสนใจ สามารถติดต่อขอข้อมูลได้ที่ สศก.4 ขอนแก่น โทร. 043-261241

‘กุลกนก เพชรเลิศ’ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขา‘ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม’ เปิดแนวทางการพัฒนาอาชีพ-พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339485

‘กุลกนก เพชรเลิศ’  เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขา‘ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม’  เปิดแนวทางการพัฒนาอาชีพ-พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

‘กุลกนก เพชรเลิศ’ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขา‘ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม’ เปิดแนวทางการพัฒนาอาชีพ-พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นับเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชปณิธานให้มีการสืบสานวัฒนธรรมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าให้คงอยู่คู่กับประชาชนชาวไทยสืบต่อไปให้เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของปวงชนชาวไทย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมให้กับเกษตรกรกลายเป็นอาชีพหลักที่ปัจจุบันสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาชีพได้มีความหลากหลาย รวมถึงสามารถขยายตลาดสินค้าในกลุ่มผ้าทอ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไหมไปยังตลาดต่างประเทศได้

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ภายใต้ภารกิจงานส่งเสริมอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อสืบสานวัฒนธรรมอาชีพดังกล่าวไว้นั้น ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันกรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นว่า อาชีพดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในอาชีพที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของประเทศไทยประกอบกับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชปณิธานให้คนไทยสืบสานวัฒนธรรมอาชีพการทอผ้าให้คงอยู่คู่กับประชาชนชาวไทยสืบต่อไป ซึ่งกรมหม่อนไหมได้บูรณาการทำงานกับหลายภาคส่วน ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพดังกล่าวให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากอาชีพได้เพิ่มมากขึ้น เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในแต่ละปีจะมีการดำเนินงานคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นในแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรที่สามารถเป็นต้นแบบการประกอบอาชีพด้านการเกษตรได้ ซึ่งในส่วนอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นเพื่อเข้ารับโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

โดยเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกจากกรมหม่อนไหมให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดีเด่น ประจำปี 2561 ได้แก่ นางกุลกนก เพชรเลิศ ซึ่งมีผลการดำเนินงานอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีผลผลิตต่อไร่หรือต่อหน่วยพื้นที่เกินค่าเฉลี่ยของประเทศมีการผลิตที่ถูกหลักการวิชาการมีการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดที่ดี มีการใช้เทคโนโลยีในปรับปรุงสภาพการผลิต และสามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่ชุมชน ทำให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของเกษตรกรในยุค 4.0 ที่สามารถประกอบอาชีพโดยเน้นการพึ่งพาตนเองมีการพัฒนาตนเองและอาชีพอย่างต่อเนื่องที่เห็นผลชัดเจน

(จากซ้าย) นางกุลกนก เพชรเลิศ, นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา

นางกุลกนก เพชรเลิศ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2561 กล่าวว่า อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมถือเป็นอาชีพดั่งเดิมของพ่อแม่ที่มีการทำสืบต่อกันมา ในส่วนตนนั้นเริ่มมาทำอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพหลักหลังจากแต่งงานมีครอบครัวตั้งแต่ปี 2535 ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นอาชีพเดิมของพ่อแม่ที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่นจึงอยากจะอนุรักษ์อาชีพดังกล่าวไว้ ด้วยเหตุนี้ตนจึงได้ปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมเพิ่มมากขึ้นเริ่มจากถมที่ขยายพื้นที่แปลงสำหรับการปลูกหม่อนเพื่อให้เลี้ยงไหมได้มากขึ้น จากนั้นก็ได้สมัครเข้าร่วมโครงการอบรมหลักสูตรด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ บุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาความรู้และประสบการณ์ในการประกอบอาชีพและนำความรู้ที่ได้มาปฏิบัติ มีการจัดการแปลงหม่อนโดยวิธีเขตกรรมและการจัดการสวนหม่อนกับการเลี้ยงไหม มีการวางแผนการจัดการแปลงหม่อน โดยการตัดแต่งกิ่งหม่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช และลดการระบาดของแมลงศัตรูพืช

ปัจจุบันปลูกหม่อน 2.5 ไร่ พันธุ์บุรีรัมย์ 60 ประกอบด้วยแปลงย่อย 4 แปลง แปลงสำหรับเลี้ยงไหมวัยอ่อนและไหมวัยแก่ โดยมีการให้น้ำในฤดูแล้ง ปริมาณผลผลิตตลอดทั้งปี 2,900 กิโลกรัม/ไร่ และเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเป็นเส้นไหม 8 รุ่นต่อปี เพื่อนำไปสู่การผลิตผ้าไหมคุณภาพตรานกยูงพระราชทานต่อไป

ทั้งนี้ การพัฒนาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในส่วนของตนเองจะเน้นวิธีการตามหลักวิชาการที่ถูกต้องมีการบริหารจัดการการผลิตที่ลดต้นทุน และการตลาดที่ดี รวมทั้งได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปรับปรุงการผลิตให้ดีขึ้นอีกทั้งยังได้ขยายผลการดำเนินงานไปสู่ชุมชนต่างๆ หรือผู้ที่ต้องการองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า และการแปรรูป จึงทำให้ตนได้รับโอกาสให้เป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านต่างๆ อาทิ การฟอกย้อมสีเส้นไหม การขึ้นหัวม้วน เป็นต้น นอกจากนี้ในด้านของการดูแลสิ่งแวดล้อมตนจะเน้นการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไว้ใช้เอง เลือกใช้ฟางคลุมแปลงหม่อนเพื่อควบคุมและรักษาความชื้นในดินและลดปัญหาวัชพืช และผลิตพืชหลายระดับในพื้นที่เดียวกันเพื่อรักษาทรัพยากรดินใช้วัสดุธรรมชาติในการฟอกย้อมสีเส้นไหมใช้บ่อบำบัดน้ำเสียหลังจาการฟอกย้อมสีเส้นไหม พร้อมกับรณรงค์ไม่เผาขยะ

นางกุลกนกกล่าวอีกว่า นอกจากอาชีพหลักการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อทอผ้าและแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ตนยังรับจ้างและทำการเกษตรอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ รับจ้างขึ้นหัวม้วนกี่กระตุกทั้งเส้นไหมพื้นบ้านและเส้นไหมโรงงาน 20 ม้วน/ปี รับจ้างย้อมสีเส้นไหมด้วยสีเคมีที่ปลอดภัยและสีธรรมชาติ ทอผ้าไหมจากกี่กระตุก 2 ตะกอและผ้ายกดอกแยกเป็นผ้าพื้นเรียบ ผ้าขาวม้า ผ้าหางกระรอก และผ้ามัดหมี่ เลี้ยงหมูหลุม จำนวน 3 รุ่น/ปี รุ่นละ 4 ตัว เลี้ยงโดยใช้ใบหม่อนเป็นอาหารเสริม ทำนากับครอบครัวพื้นที่ 5 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 โดยการหว่านข้าวแห้ง ผลผลิตเฉลี่ยรวม 400 กิโลกรัม/ไร่ ปลูกพืชผักสวนครัวหลังบ้านพื้นที่ 0.5 งานปลูกไม้ผลได้แก่ ต้นขนุน ต้นมะม่วง ต้นกล้วย ต้นมะพร้าว ในพื้นที่จำนวน 1 ไร่ แปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม ได้แก่ สบู่โปรตีนไหม ข้าวเกรียบ ชาใบหม่อน ทองม้วนปรุงจากใบหม่อน มีบริการบ้านพักโฮมสเตย์ เป็นมัคคุเทศก์หมู่บ้านท่องเที่ยวไหมไทย และจำหน่ายผ้าไหมที่ตลาดประชารัฐอีกด้วย

“สำหรับการประกอบอาชีพที่ผ่านมาตนมุ่งหวังแต่เพียงให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ และต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไปโดยไม่ได้คาดหวังในเรื่องของรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ในปีนี้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดีเด่นประจำปี 2561 ตนรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบในอาชีพที่ตนได้สืบสานมาจากบรรพบุรุษ และมีกำลังใจที่พร้อมจะทุ่มเทพัฒนาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่สืบต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลาน” นางกุลกนก กล่าว

‘กฤษฎา’ผุดเมกะโปรเจค ตั้งกองทุนเกษตรกรรมประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339533

'กฤษฎา'ผุดเมกะโปรเจค ตั้งกองทุนเกษตรกรรมประชารัฐ

‘กฤษฎา’ผุดเมกะโปรเจค ตั้งกองทุนเกษตรกรรมประชารัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 19.50 น.

17 พ.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เคลียร์ คัด ชัดเจน” ถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตร เข้าสู่ยุค 4.0 ว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภาคเกษตรต้องปรับตัวไปสู่การทำเกษตรที่ใช้ความแม่นยำสูง โดยรวบรวมข้อมูลการเกษตรไว้ทั้งหมดใน “บิ๊กดาต้า” สามารถเข้าถึงการวิเคราะห์ลักษณะสภาพพื้นที่ สภาพดิน น้ำ เหมาะสำหรับปลูกพืชชนิดไหน หรือเลี้ยงสัตว์ ยังสามารถหาตลาดได้ผ่านเว็บไซต์ตลาดกลางสินค้าเกษตร เพื่อแก้ปัญหาที่ผ่านมาปลูกแล้วมีผลผลิตมากไม่รู้จะขายที่ไหน ก็วนเวียนซ้ำซากล้นตลาดราคาตก พากันมาหารัฐบาล ให้ช่วยรับจำนำ ประกันราคา รวมทั้งตนได้รับโครงสร้างกระทรวงเกษตรฯ 14 กรม ไปสู่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล เพื่อวางแผนเชิงรุกในการผลิต การตลาด ล่วงหน้า ร่วมกับทุกหน่วยงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเอกชน บริษัทประชารัฐในพื้นที่ ซึ่งมีผู้ว่าราชการ นั่งหัวโต๊ะ โดยมีเกษตรกรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฟาร์ม

“สิ่งหนึ่งที่ผมกำลังคิดร่วมกับกองทัพ เมื่อทหารเกณฑ์พ้นจากการฝึกตามกำหนดแล้ว ให้มาประจำศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตการเกษตร (ศพก.) กว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศ ตั้งเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ทดแทนเกษตรกรรุ่นพ่อแม่มีอายุมากขึ้น โดยการเกษตรกรจากนี้ต้องเปลี่ยนไป เพราะเกษตรกรอายุมาก มีที่นาไร่สวนแต่ไม่มีคนทำ ผมมีแนวคิดให้ตัวแทนแต่ละครอบครัวมาร่วมทำเกษตรแปลงใหญ่ ร่วมกันใช้เครื่องจักร ปัจจัยการเกษตร ลดต้นทุนได้มาก และแบ่งส่วนต่างกัน ซึ่งอนาคตอันใกล้นี้ระบบเกษตรเปลี่ยนไปในแนวนี้ สิ่งสำคัญต้องวางแผนการผลิตให้ตรงความต้องการของตลาด แต่ตอนนี้ยอมรับตรงๆ กำลังพยายามทำ แม้แต่ทุเรียน ขณะนี้ราคาดี ส่วนผลผลิตปีนี้ 8 แสนตัน หากต่อไปถามว่าต้องปลูกอีกเท่าไหร่ถึงจะพอดี รวมถึงข้าว ปีไหนราคาดี น้ำดี ก็ปลูกมากอีก” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กำลังคิดระบบให้ปลูกเท่ากับปริมาณความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและตลาดโลก ขณะนี้แผนการผลิตการเกษตรยังไม่ชัดเจน ต้องหาวิธีวางแผนชัดเจน และมีสิ่งประกัน ให้เกษตรกรมั่นใจในราคาด้วย เช่น ประเทศออสเตรเลีย หากเกษตรกรปลูกเกิน มีความผิด โดนตัดสวัสดิการสังคม ถูกเก็บภาษีมากขึ้น และปลูกตามรัฐกำหนดปริมาณผลผลิต จะได้รับการดูแลครบวงจร ถ้าเราสามารถกำหนดวางแผนการผลิตได้ มีคณะกรรมการกำหนดราคาสินค้าเกษตร เช่นเดียวกับสมัย พล.อ.เปรม ติณสูญลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ทำไว้ ออก พ.ร.บ.กองทุนอ้อยและน้ำตาล แม้ว่าจะมีปัญหาด้านราคาบ้าง แต่เกษตรกรออกมาเรียกร้องน้อยกว่าเกษตรกรอาชีพอื่น เพราะมีกลไกดูแลราคา ซึ่งเราพยายามจำลอง มาปรับจุดอ่อนจุดแข็งใหม่ เพื่อใช้กับสินค้าเกษตรหลักๆ ซึ่งตนมีแนวคิดการปฏิรูประบบบริหารจัดการภาคเกษตรของประเทศไทย ใช้ระบบบริหารจัดการรูปแบบกองทุนเกษตรกรรมประชารัฐ โดยจะทำรายละเอียดที่มาของเงินกองทุนให้เสร็จภายในเดือนนี้

ลุยหนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ สสก.1โชว์ผลสำเร็จส่งสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่โรงพยาบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339266

x

ลุยหนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ สสก.1โชว์ผลสำเร็จส่งสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่โรงพยาบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า จากการที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท ดำเนินการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถดำเนินการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเกษตรกรของประเทศไทย ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการการตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ หน่วยงานภาคีเครือข่าย ในทุกระดับสนับสนุนการพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ โดยเน้นการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยได้มาตรฐาน

โดยการทำงานดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการทำงานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เกิดการจากทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน อาทิ การดำเนินงานร่วมกันกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีนโยบายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย เป็นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุข ด้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยของเกษตรกรมีพื้นที่การจัดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่าง นายราชันย์ จันทร Young Smart Farmer จ.ชัยนาท และประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์มโนรมย์ กับโรงพยาบาลชัยนาท
นเรนทร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งพืชผัก และผลไม้ ปลอดภัยให้กับโรงพยาบาล จำนวน 51 ชนิด ให้กับโรงพยาบาลทุกวัน เป็นการส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยที่ต้องการวัตถุดิบที่ปลอดภัยสำหรับไว้ปรุงอาหารให้กับผู้ป่วยที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้มีความเหมาะสมกับโรค และผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วร่างกายแข็งแรงและหายจากโรคได้เร็วยิ่งขึ้น

“ทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรขยายช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้นแล้ว ตัวเกษตรกรเองก็ตระหนักถึงการผลิตพืชผลทางการเกษตรให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อการทำตลาดที่ยั่งยืนและแน่นอนทำให้เกิดการพัฒนาภาคการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นอย่างแท้จริง” นายไพศาล กล่าว

จ่อเปิดนิติบุคคลบริษัทร่วมค้ายาง กยท.จับมือสถาบันเกษตรกรเดินหน้ากลยุทธ์ตลาดนำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339270

x

จ่อเปิดนิติบุคคลบริษัทร่วมค้ายาง กยท.จับมือสถาบันเกษตรกรเดินหน้ากลยุทธ์ตลาดนำการผลิต

จ่อเปิดนิติบุคคลบริษัทร่วมค้ายาง กยท.จับมือสถาบันเกษตรกรเดินหน้ากลยุทธ์ตลาดนำการผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยท. ได้วางแนวทางดำเนินการร่วมกับสถานบันเกษตรกรชาวสวนยาง จัดตั้งนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทร่วมค้า (Joint Trading Company) ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร เพื่อทำหน้าที่ในการรวบรวมยางพารา ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางคอมปาวด์ และน้ำยางข้น เป็นต้น จากสถาบันเกษตรกรสวนยาง นำไปจำหน่ายให้กับผู้ค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะนำยางขายคือ บริษัทผู้ผลิตยางล้อ โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ จะไม่ได้มองแค่ตลาดประเทศจีนเท่านั้น แต่จะเปิดตลาดในประเทศอื่นๆ ด้วย แม้ในปัจจุบันจีนจะเป็นตลาดใหญ่ มีความต้องการใช้ยางถึง 35% ของความต้องการใช้ยางทั่วโลกก็ตาม แต่ที่เหลืออีก 65% ซึ่งกระจายอยู่ทั้งในตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กยท.ก็จะให้ความสำคัญเร่งขยายตลาดเช่นกัน โดยจะประสานขอความร่วมมือจากทูตพาณิชย์ ที่อยู่ในประเทศต่างๆในการขยายตลาดยาง พร้อมนำกลยุทธ์ทางการตลาดในรูปแบบต่างๆมาใช้ ไม่ว่าจะการทำ Marketing Promotion การทำ Road-Show หรือ Business Matching

นอกจากนี้อาจจะต้องเจรจาในการแลกเปลี่ยนยางพารากับสินค้าอื่นๆ เช่น ปุ๋ย เครื่องจักรที่จะใช้ในการแปรรูปยาง เป็นต้น ในรูปแบบ จีทูจี ซึ่งจะต้องเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐบาล รวมทั้งถ้าเป็นไปได้จะจัดตั้งสำนักงานขายยางในต่างประเทศ โดยเฉพาะในโซนยุโรป โซนอเมริกา รวมทั้งในประเทศจีนด้วย เพื่อเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายและเจรจาทำสัญญาในการซื้อขาย เพื่อให้ได้ยอดสั่งซื้อก่อนที่จะมารับซื้อยางจากเกษตรกร

“จะต้องทำการตลาดก่อน จะใช้การตลาดนำการผลิตตามนโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราต้องหาลูกค้าให้ได้ก่อน และจะต้องทำสัญญาให้ชัดเจน ว่า ต้องการจำนวนเท่าไร ส่งมอบเมื่อไหร่ ในราคาเท่าไหร่ โดยเราจะเป็นผู้กำหนดราคา ภายใต้บนพื้นฐานของต้นทุนการผลิตที่ชาวสวนยางอยู่ได้บวกกำไรที่ควรจะได้รับ ซึ่งจะทำให้ชาวสวนยางไม่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญก็คือ สถาบันชาวสวนยางจะต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อตกลง ถ้าผิดสัญญาจะต้องมีมาตรการลงโทษ” นายเยี่ยมกล่าว

รักษาการผู้ว่าการ กยท.กล่าวด้วยว่า สำหรับการขยายตลาดยางของไทยนั้น จะใช้จุดแข็งที่ได้เปรียบประเทศคู่แข่งในการขยายตลาด คือ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่สามารถผลิตน้ำยางข้นเกรดพรีเมียม ผ่านมาตรฐานGMP และยังเป็นประเทศเดียวที่ผลิตยางแผ่นรมควันส่งออกอีกด้วย ส่วนประเทศอื่นๆจะผลิตยางแท่งซึ่งจะมีปัญหาในเรื่องของมลพิษ ดังนั้น กยท.เร่งส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรให้แปรรูปส่งออกในรูปแบบน้ำยางข้น และยางแผนรมควัน ซึ่งสินค้ากึ่งวัตถุดิบที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆได้มากมายกว่ายางประเภทอื่นๆ โดยน้ำยางข้น สามารถนำไปเป็นวัตถุถิบในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถุงมือแพทย์ ถุงมือทั่วไป ยางยืด ถุงยางอนามัย เสื้อผ้า สายรัด ฟูกที่นอน ของเล่น เกรียวยาง แผ่นอัดข้อตก ผลิตภัณฑ์สำหรับรถยนต์ เบ้าพิมพ์ บอลลูน พื้นรองเท้า เป็นต้น ส่วนยางแผนรมควันก็เช่นกัน สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์ สายพานลำเลียง ท่อยาง รองเท้า ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น

ทั้งนี้หากสถาบันเกษตรกร สามารถแปรรูปเป็นสินค้ากึ่งวัตถุดิบดังกล่าวได้ จะสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องราคาได้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน และในอนาคตจะทำให้มีเงินสำรองมากพอที่จะตั้งเป็นเหมือนกองทุนหมุนเวียนหรือกองทุนสำหรับให้ชาวสวนยางกู้ไปลงทุนในเรื่องของอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น การผลิตฟูกที่นอน ผลิตหมอนยางพารา ถุงมือ เป็นต้น และในอนาคตประเทศไทยไม่จำเป็นต้องส่งออกวัตถุดิบเลย เมื่อถึงจุดนั้น เกษตรกรชาวสวนยางก็จะมีรายได้และมีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนแน่นอน

ประมงเตือนอากาศแปรปรวน ระวังโรคระบาดปลาในกระชัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339265

x

ประมงเตือนอากาศแปรปรวน ระวังโรคระบาดปลาในกระชัง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้อากาศแปรปรวนมีแดดร้อนจัดสลับกับมีฝนตกหนัก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพปลาที่เลี้ยงเกิดความเครียด อ่อนแอ และติดเชื้อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะปลาที่เลี้ยงในกระชังแม่น้ำ ลำน้ำ อ่างเก็บน้ำและคลองส่งน้ำต่างๆ

โดยโรคปลาที่ควรเฝ้าระวังในช่วงนี้ อาทิ โรคที่เกิดจากปรสิต เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส เห็บปลา เหาปลา และหมัดปลา โดยปลาที่มีปรสิตจะมีลักษณะอาการ เช่น ว่ายน้ำผิดปกติ หายใจถี่ มีจุดแดงตามผิวลำตัว เพื่อเป็นการป้องกันโรคและกระตุ้นให้ปลาแข็งแรง คือ เสริมอาหารประเภทสารผสมล่วงหน้า เช่น วิตามินซี โปรไบโอติก เป็นต้น นอกจากนี้ควรทำความสะอาดกระชังเพื่อกำจัดตะกอนและเศษอาหารออกให้หมด เป็นการตัดวงจรชีวิตปรสิต การกำจัดปรสิตในปลาที่เลี้ยงในบ่อ ทำได้โดยการใช้ด่างทับทิม 1-2 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน หรือไตรคลอร์ฟอน 0.25 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน แต่หากเป็นปลาที่เลี้ยงไว้ในกระชัง ให้ใช้ผ้าใบหุ้มกระชังก่อนสาดสารเคมี นอกจากนี้ ยังสามารถแช่ขวดหรือถุงด่างทับทิม หรือถุงเกลือ ไว้ในกระชังเป็นจุดๆ เพื่อช่วยลดปริมาณปรสิตที่อยู่ในกระชังและลดความเครียดให้ปลา โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตคอสคัส แอโรโมแนส ฟลาโวแบคทีเรียม ซึ่งแบคทีเรียดังกล่าวนี้ เป็นแบคทีเรียนักฉวยโอกาสที่สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำทั่วไป กล่าวคือ มันจะเข้าไปทำอันตรายปลาเมื่อปลาอ่อนแอและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านทางกระแสเลือด โดยปลาจะมีอาการ ซึม ไม่กินอาหาร มีแผลเลือดออกตามลำตัวและอวัยวะต่างๆ มีตุ่มฝีที่บริเวณใต้คางและผิวลำตัว ตาขุ่น ฉะนั้น ควรรีบนำปลามาตรวจวินิจฉัยโรค เพื่อตรวจสอบชนิดแบคทีเรียและประสิทธิภาพของยาต้านจุลชีพที่จะใช้ให้เหมาะกับชนิดของแบคทีเรีย ก่อนนำยาดังกล่าวผสมอาหารให้กินตามคำแนะนำในฉลาก

เปิดฟังความเห็นพรบ.สหกรณ์ 17พค.จัด‘คอนเฟอร์เรนซ์’ทั่วปท.มุ่งยกเครื่องพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339268

x

เปิดฟังความเห็นพรบ.สหกรณ์ 17พค.จัด‘คอนเฟอร์เรนซ์’ทั่วปท.มุ่งยกเครื่องพัฒนา

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 พฤษภาคม กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะจัดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สหกรณ์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ให้มีความทันสมัย และเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะเดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุม เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้เสีย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ตัวแทนสหกรณ์และชุมชุมสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ

นายวิศิษฐ์กล่าวต่อว่า ในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประชุมรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2561 ก่อนจัดทำเป็นร่างกฎหมายเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยครม.ได้ส่งมอบกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ และกฤษฎีกาได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการบางส่วนในข้อกฎหมาย จึงมอบให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง

โดยการประชุมจะมีขึ้นระหว่างเวลา 09.30-16.30 น. ที่สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถนนพิชัย เขตดุสิต ขณะที่การรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ต่างจังหวัด กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการถ่ายทอดสดการประชุมแบบ Video Conference ไปยังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกจังหวัด เชิญผู้บริหารสหกรณ์และตัวแทนสมาชิกสหกรณ์ในแต่ละพื้นที่มาร่วมรับฟัง เพื่อจะได้รับทราบรายละเอียดของร่างกฎหมาย และเปิดโอกาสให้ตัวแทนสหกรณ์ หรือสมาชิกสหกรณ์ ได้แสดงความคิดเห็น รวมถึงข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงกฎหมายสหกรณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการพัฒนาสหกรณ์ในยุคปัจจุบันด้วย

“หลังจากกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นในครั้งนี้แล้ว จะรวบรวมความเห็นที่เป็นประโยชน์นำไปประกอบกับร่างกฎหมาย ก่อนจะเสนอไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบ จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามขั้นตอนต่อไป จึงขอเชิญชวนตัวแทนสหกรณ์และผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังและเสนอความเห็นต่อร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ได้ในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

แตกใบอ่อน : ชี้ขาดสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339269

807934531

แตกใบอ่อน : ชี้ขาดสารพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในที่สุดก็น่าจะมีความชัดเจนเสียทีสำหรับอนาคตของ “วัตถุอันตราย” 3 ชนิด ประกอบด้วย พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และ ไกลโฟเซต จะลงเอยแบบไหนในประเทศไทย โดยในวันที่ 23 พฤษภาคม หรือวันพุธของสัปดาห์หน้า จะมีการประชุมกันของ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” เพื่อชี้ขาดว่าจะประกาศแบน “พาราควอต” และ “คลอร์ไพริฟอส” รวมทั้งให้มีการจำกัดการใช้สาร “ไกลโฟเซต” หรือไม่

สำหรับท่านผู้อ่านที่ติดตามสถานการณ์เรื่องการใช้สารเคมีทางการเกษตร คงทราบดีว่า กรณีสารเคมีเจ้าปัญหาทั้ง 3 ตัว เป็นกรณีที่กลุ่มผู้สนับสนุนและคัดค้านต่อสู้กันมานานหลายปี

หรือหากจะนับเอาเฉพาะตั้งแต่ “คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” ที่มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน มีมติขอให้ “กรมวิชาการเกษตร” ไปพิจารณาออกประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด ได้แก่ พาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 และภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ต้องยุติการนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ตัว รวมทั้งขอให้กำหนดโซนการใช้ “ไกลโฟเซต” ซึ่งเป็นยาฆ่าหญ้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก พื้นที่ต้นน้ำ แม่น้ำ และลำคลอง เพราะถูก “องค์การอนามัยโลก” (WHO) กำหนดให้เป็นสารที่อาจก่อมะเร็ง และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลายโรค เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

ถ้าตั้งต้นจากตรงนี้ ก็ไม่มากไม่มาย ยื้อกันไป ยื้อกันมา แค่ปีกว่าๆ เท่านั้น

ไล่มาตั้งแต่เหตุการณ์ที่ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ “กำกับดูแล” สารเคมีทางการเกษตร ตัดสินใจ “เตะออก” ด้วยการโยนข้อมูลไปให้ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” เป็นผู้ชี้ขาดการแบน “พาราควอต”และ “ควอร์ไพริฟอส” แทน โดยอ้างว่าตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะนำข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่า สารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่

ส่วนเจ้าสาร “ไกลโฟเซต” นั้น ก็ไม่มีแนวทางอะไรที่เป็นรูปธรรมตามข้อเสนอ โดยลงมือทำเพียงแค่ให้ผู้ประกอบการรายงานการนำเข้า การผลิต การส่งออก การจำหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ และต้องระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตรายควบคุมการโฆษณาเท่านั้น

ขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทสารเคมีและฝ่ายคัดค้านการยกเลิกการใช้สารเคมี ก็พยายามเคลื่อนไหวและงัดข้อมูลขึ้นมาต่อสู้ กระทั่งท้ายสุดก็ต้องให้นายกฯตู่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ออกโรงสั่งให้ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยตัวแทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกลับไปคุยกันใหม่เพื่อหาข้อสรุปให้ชัดเจน

โดยผลที่ออกมาก็อย่างที่ทราบกันดี คือ ที่ประชุมมีมติให้ยืนยันตามความเห็น “คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” หรือง่ายๆ คือให้แบนสาร “พาราควอต” กับ “ควอร์ไพริฟอส” และจำกัดการใช้ “ไกลโฟเซต” นั่นเอง

ขณะที่ “หมอสกล” รมว.สาธารณสุข ยังให้ข้อมูลพกท้ายมาด้วยว่า กรณีกลุ่มบริษัทสารเคมีและผู้คัดค้านการทำหมันสารอันตราย โดยเฉพาะ “พาราควอต” อ้างผลงานวิจัยว่าสารดังกล่าวไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบ หากมีการใช้ตามข้อกำหนดนั้น แท้จริงเป็นงานวิจัยเก่าตั้งแต่ปี 2540 หรือ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งแย้งกับงานวิจัยปัจจุบันที่ชี้ชัดถึงผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเมื่อมีมติระงับก็ต้องดำเนินการ

ที่สำคัญหากจะมาบอกว่า การใช้สารทดแทนแพงกว่า ก็ต้องเลือกเอาว่า ระหว่างราคาที่แพงกว่าเดิม กับสุขภาพประชาชนจะเลือกแบบใด

อย่างไรก็ดี การที่ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” นัดประชุมวันพุธหน้า ก็ยังต้องจับตากันต่อว่า ผลที่ออกมาจะเป็นไปตามมติของ 3 กระทรวงหรือไม่ เพราะในกรรมการวัตถุอันตายทั้ง 29 คนนั้น ก็ใช่ว่าจะมีแต่ผู้สนับสนุนให้ยกเลิก ตรงกันข้ามน่าจะมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่มีความโน้มเอียงอยากให้ใช้ต่อไป

ดังนั้นจึงต้องจับตากันให้ดีครับ เกมนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่คิดกันไว้แน่

มะลิลา

ยกย่องเกษตรกรส้มโอ-สวนอินทรีย์ รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339036

ยกย่องเกษตรกรส้มโอ-สวนอินทรีย์ รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี2561

ยกย่องเกษตรกรส้มโอ-สวนอินทรีย์ รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี2561

วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่นตามสาขาอาชีพที่กำหนด เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ และเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก ยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตร ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาเกษตรกรที่ผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อเข้ารับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำ ปี 2561 จำนวน 2 สาขา คือ เกษตรกรดีเด่นสาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช ได้แก่ นายบุญมี นามวงศ์ จังหวัดชัยภูมิ เกษตรกรชาวสวนส้มโอในระบบการจัดการคุณภาพ GAP พืช ที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตามหลักวิชาการและข้อกำหนดของระบบ โดยมีการจัดการคุณลักษณะของสวนส้มโอ มีการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม มีการจัดหาและจัดระบบปัจจัยการผลิตจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการปฏิบัติตามและควบคุมระบบการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตส้มโอที่มีขนาดตรงตามมาตรฐาน และมีคุณภาพที่ปลอดภัยจากสารพิษและปลอดศัตรูพืช ซึ่งมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานของกระบวนการผลิตและแหล่งที่มาของปัจจัยการผลิตอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอน โดยมีพื้นที่สวนส้มโออยู่ในอำเภอบ้านแท่นประมาณ 15 ไร่ และปลูกส้มโอพันธุ์ทองดีที่มีคุณลักษณะเด่นแตกต่างจากที่อื่น คือ เนื้อส้มโอจะแห้งไม่แฉะ รสชาติหวานอมเปรี้ยวกลมกล่อมกว่าที่อื่น ทำให้ส้มโอในพื้นที่อำเภอบ้านแท่นเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันยังคงรักษามาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรดีเด่นสาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นายสฤษดิ์ โชติช่วง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกษตรกรเจ้าของสวนมะพร้าวอินทรีย์บนเกาะพะงัน ที่ยึดหลักการผลิตพืชอินทรีย์ โดยการอาศัยระบบธรรมชาติและเทคโนโลยีการผลิตพืชตามหลักวิชาการที่ถูกต้องและเหมาะสม มีการวางแผนการจัดการตามมาตรการปฏิบัติป้องกันการปนเปื้อนที่ชัดเจน มีการจัดการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ มีการจัดการศัตรูพืชด้วยเทคโนโลยีการนำศัตรูธรรมชาติมาใช้ในการกำจัดศัตรูพืชภายในสวน เรียนรู้กระบวนการทำเกษตรอินทรีย์ จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงัน ต่อยอดผลิตภัณฑ์มะพร้าวอินทรีย์แปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้า อาทิ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงันอย่างยั่งยืน พร้อมขยายผลสร้างความยั่งยืนในอาชีพการผลิตมะพร้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานพืชอินทรีย์ ด้วยการคัดเลือกสายพันธุ์มะพร้าวใหญ่เกาะพะงันจากระบบการผลิตพืชอินทรีย์ที่ให้ผลผลิตคุณภาพดีมาทำการขยายพันธุ์ คุณลักษณะเด่นของพันธุ์มะพร้าวใหญ่ คือ สะโพกโต เนื้อหนา กะลาแข็ง ก้านใหญ่ ทางใบยาว เนื้อมะพร้าวสองชั้น น้ำมันใส ใยเปลือกเหนียว และเนื้อหวานมัน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดในระดับสากลต่อไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรดีเด่นทั้ง 2 สาขานี้ นับเป็นเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาอาชีพเกษตรกร โดยใช้ความรู้ทางด้านการเกษตร ความคิดริเริ่ม มีความอุตสาหะ มีความขยันหมั่นเพียร รวมถึงเป็นผู้นำที่เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และที่สำคัญยิ่งคือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกษตรกรในชุมชน และเกษตรกรทั่วไปได้นำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตรได้อย่างดียิ่ง จึงสมควรได้รับรางวัลดังกล่าว

 

จัดงาน‘Field Day’สตูล ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปาล์มน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339034

x

จัดงาน‘Field Day’สตูล ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปาล์มน้ำมัน

วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 (สสก.5) จังหวัดสงขลา กล่าวว่า สสก.5 ได้จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตร เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอมะนัง จ.สตูล เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่

โดยการจัดงานครั้งนี้ มีพืชหลักคือ ปาล์มน้ำมัน เทคโนโลยีเด่นในการจัดงาน ได้แก่ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและใบปาล์มน้ำมัน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การเลือกใช้พันธุ์ดี การผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดศัตรูปาล์มน้ำมัน การจัดการสวนปาล์มน้ำมันและระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน การเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันและมาตรฐานทะลายปาล์มน้ำมัน การตลาดและการรวมกลุ่ม กิจกรรมในการจัด Field Day ประกอบด้วย กิจกรรมหลัก : สถานีเรียนรู้เพื่อการถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร จำนวน 5 สถานี ได้แก่ สถานีที่ 1 การลดต้นทุนการผลิต สถานีที่ 2 การเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมัน สถานีที่ 3 การพัฒนาคุณภาพผลผลิตปาล์มน้ำมัน สถานีที่ 4 การเพิ่มรายได้ในสวนปาล์มน้ำมัน สถานีที่ 5 การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

นายสุพิทกล่าวอีกว่า ภายในงานนอกจากจะมีกิจกรรมหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีกิจกรรมรอง ได้แก่ 1.นิทรรศการ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร 2.นิทรรศการและให้บริการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์/สนง.พลังงาน/สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์/ภาคเอกชน 3.งานสนับสนุนการให้บริการวิชาการและการตรวจวิเคราะห์ดิน 4.นิทรรศการสินค้าและผลิตภัณฑ์เครือข่าย Young Smart Farmer จังหวัดสตูล เป็นต้น และกิจกรรมเสริมได้แก่ 1.การประกวดผลผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ 2.การแสดงและจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของสถาบันเกษตรกร/เกษตรกร/ศพก. 3.ตอบคำถามชิงรางวัล เป็นต้น เกษตรกร หรือประชาชนที่สนใจสามารถไปร่วมงานตามวันและสถานที่ดังกล่าวข้างต้น