เปิดผลสำเร็จพัฒนาคุณภาพผลิต พื้นที่โครงการบำรุงรักษาลำปาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339969

x

เปิดผลสำเร็จพัฒนาคุณภาพผลิต พื้นที่โครงการบำรุงรักษาลำปาว

วันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการผลิตพืชในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ สืบเนื่องมาจากปีการเพาะปลูก 2560 พื้นที่รับน้ำโครงการชลประทานลำปาวมีพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 301,578 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตพืชของจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะข้าวซึ่งถือเป็นพืชหลัก แต่เกษตรกรในพื้นที่ไม่สามารถปลูกข้าวให้อยู่ในเกณฑ์ในระดับมาตรฐานการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม (Good Agricultural Practice : GAP) ได้ เนื่องจากปัจจัยด้านแหล่งน้ำที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร ด้วยเหตุนี้กรมฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวของเกษตรกรให้มีคุณภาพดีและได้มาตรฐาน

โดยได้มีการปรังปรุงคันระบายน้ำล้นมีการก่อสร้างฝายยางสูงเพิ่มขึ้น จึงทำให้สามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตรจากเดิมที่มีความจุ 1,430 ล้านลูกบาศก์เมตรภายใต้พื้นที่โครงการ 338,800 ไร่ พื้นที่ชลประทานฤดูฝน 306,963 ไร่ พื้นที่ชลประทานฤดูแล้ง 184,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 233 หมู่บ้าน 33ตำบลในเขต อ.เมือง อ.ยางตลาด อ.กมลาไสยอ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ และ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ทั้งนี้ การพัฒนาการผลิตข้าวให้มีมาตรฐานการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP นั้น นอกจากเป็นการคำนึงถึงคุณภาพผลผลิต ความปลอดภัยของเกษตรกรผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันแล้ว โดยส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังไม่ใช้สารเคมีฆ่าหญ้าบริเวณรอบเขื่อนลำปาว เพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีและลดการใช้สารเคมีฆ่าหญ้าตาม GAP เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในแปลงข้าว

นอกจากนี้ ยังมีองค์ความรู้ “การทำนาแบบเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว” สามารถลดปริมาณการใช้น้ำลงได้ 20-50% ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศ และยังช่วยลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
สูบน้ำได้ 30% ทั้งยังเป็นการเพิ่มรากข้าวให้ดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ใช้ปุ๋ยน้อยลงเป็นการประหยัดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงการส่งเสริมและการผลิตพืชผสมผสานแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวให้กับเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ร่วมด้วย อาทิ การปลูกพืชผัก ปลูกไม้ผล เป็นต้น ก่อให้เกิดรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง มีรายได้เฉลี่ย 3,000-5,000 บาท ต่อเดือน

จากการส่งเสริมและพัฒนาการปลูกพืชของเกษตรกรให้มีความหลากหลาย เน้นการทำเกษตรผสมผสาน พร้อมกับการสนับสนุนแหล่งน้ำให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตร
ได้นั้น ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เขื่อนลำปาวแห่งนี้มีกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ตลอดทั้งปี มีส่วนช่วยลดพื้นที่การทำนาเพียงอย่างเดียวให้ลดน้อยลง ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้นภายใต้การบริหารจัดการน้ำให้มีความเหมาะสม

ชายคาพระพิรุณ : 21 พฤษภาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339968

586851

ชายคาพระพิรุณ : 21 พฤษภาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัว นำเรื่อราวใต้ชายคาพระพิรุณมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิมครับ..ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ เปิดเวทีรับฟังความเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่เพื่อให้ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ มีส่วนร่วมเสนอความคิดร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับยุคสมัยและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสหกรณ์ โดยมี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับใหม่) (ฉบับที่…) พ.ศ… ซึ่งการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการรับฟังและร่วมกันเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสหกรณ์ ก่อนจะรวบรวมความเห็นส่งประกอบกับร่างกฎหมายเสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณา เห็นชอบภายในเดือนมิถุนายนนี้จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามขั้นตอน …สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการยกร่างเพื่อแก้ไขให้การส่งเสริมดำเนินงานของสหกรณ์ต่างๆ มีความสะดวก และคล่องตัว เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารกิจการสหกรณ์ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ในร่างกฎหมายยังมีการแก้ไขเรื่องของอำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์ รวมไปถึงการอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ซึ่งจากเดิมต้องเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ แต่ในกฎหมายฉบับใหม่จะมีการตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์มากขึ้นด้วย…ได้ผลคืบหน้าประการใด ขุนเกษตรา จะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป

ด้าน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บ้านใกล้เรือนเคียง ก็ได้จัดโครงการประชุมสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนครูบัญชีด้วยข้อมูลบัญชีฟาร์ม สู่วิถีไทยนิยม ยั่งยืน” ประจำปี 2561 ซึ่งได้รับเกียรติจาก
นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2561 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2561 งานนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลให้กับเกษตรกรและสมาชิกสถาบันเกษตรกร เพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาสม เรียกว่า“ทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็น” และสร้างแกนนำเกษตรกรเป็น “อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี” หรือ “ครูบัญชี”ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้กับเกษตรกรและสมาชิกสถาบันเกษตรกร ซึ่งกรมได้ส่งเสริมพัฒนาครูบัญชีมาตั้งแต่ปี 2548 ปัจจุบันมีอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี กระจายอยู่ทั่วประเทศตั้งแต่ระดับชุมชน ตำบล อำเภอและจังหวัด ครูบัญชีถือเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป และในปีนี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังได้จัดประชุมสัมมนาเรื่อง “การขับเคลื่อนครูบัญชีด้วยข้อมูลบัญชีฟาร์มสู่วิถีไทยนิยม ยั่งยืน” ประจำปีงบประมาณ 2561 ขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องนโยบายของรัฐบาลและแผนงานโครงการสำคัญที่เร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ได้ร่วมประชุมระดมสมองแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นซึ่งกันและกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ขยายผลลงไปสู่พื้นที่ภาคเกษตรรองรับโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกร…ขุนเกษตรา มองว่า เรื่องของบัญชีครัวเรือน เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของเกษตรกร เพราะจะช่วยวางแผนการใช้จ่ายต่อไปได้อย่างรอบคอบ ทราบถึงรายได้และค่าใช้จ่ายของตัวเองและครอบครัว แล้วนำมาวิเคราะห์รายได้และค่าใช้จ่ายของตนที่ได้บันทึกไว้แล้ว ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ ทำให้เกิดการประหยัดและการออมและหากมีการใช้จ่ายเท่าที่มีก็จะไม่ก่อให้เกิดหนี้สินและสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างยั่งยืนดังสโลแกนที่ท่านอธิบดีมักจะกล่าวให้ได้ยินบ่อยๆ ว่า “ถ้ารู้จักแต่หากิน แต่ไม่รู้จักทำบัญชี ยากที่จะประสบความสำเร็จ” ขุนเกษตราเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน แถลงข่าวจัดงานใหญ่วันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดินในหัวข้อ “55 ปี นวัตกรรมพัฒนาที่ดิน ก้าวไกล ไทยยั่งยืน”เปิดบ้าน โชว์ผลงานวิจัยวิชาการและเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาที่ดินตามแนวพระราชดำริที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยสู่ความยั่งยืน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2561 ณ กรมพัฒนาที่ดิน ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ใครว่างแวะไปเรียนรู้กันนะครับ ดินดีคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการทำเกษตรครับ

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : ศพก.ปัว‘จ.น่าน’ต้นแบบการทำนาโยน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339974

รายงานพิเศษ : ศพก.ปัว‘จ.น่าน’ต้นแบบการทำนาโยน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

รายงานพิเศษ : ศพก.ปัว‘จ.น่าน’ต้นแบบการทำนาโยน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

วันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กระจายอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 882 ศูนย์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชนที่เกิดจากปัญหาของชุมชนและสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตร มุ่งเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนและการพัฒนาคุณภาพตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบ เพื่อให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีการใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสม และนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณ และคุณภาพของผลผลิต รวมทั้งยังเป็นจุดที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตรต่างๆ กับเกษตรกร อีกทั้งยังใช้เป็นจุดนัดพบ พบปะพูดคุยของเจ้าหน้าที่กับเกษตรกร และเกษตรกรกับเกษตรกรด้วยกันเอง

นางสาวดารณี สุวรรณโพธิ์ศรีผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า จากศพก. จำนวน 882 ศูนย์ จะแบ่งเป็น ศพก.ด้านข้าวอยู่450 ศูนย์ โดยกิจกรรมด้านข้าวของแต่ละ ศพก.จะมีความโดดเด่นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสามารถและความถนัดของเจ้าของศูนย์เรียนรู้นั้นๆ เป็นหลัก เช่น บางแห่งเน้นหนักเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีบางแห่งทำนาอินทรีย์ บางแห่งเน้นเรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นต้น ทั้งนี้กรมการข้าวในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแล ศพก.ด้านข้าว ก็จะถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมด้านข้าวที่เหมาะสมกับ ศพก.แต่ละแห่ง

พร้อมกันนี้ กรมการข้าวยังได้จัดทำแปลงเรียนรู้การปลูกข้าวในพื้นที่ของ ศพก.ทั้ง 450 ศูนย์ เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการแปลงนาอย่างเหมาะสม ให้เกษตรกรในชุมชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำกลับไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเองต่อไปที่สำคัญในปีนี้ กรมการข้าวยังได้จัดกิจกรรมให้นำนักเรียน นักศึกษา เข้ามาศึกษาดูงานในแปลงเรียนรู้ของ ศพก.ด้านข้าว เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้รู้จักว่าการทำนามีขั้นตอนหรือกิจกรรมอะไรบ้าง เพื่อให้เขารักและหวงแหนอาชีพการทำนา และสืบทอดอาชีพนี้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.ปัว จ.น่าน เป็นศพก.แห่งหนึ่งที่มีความโดดเด่นด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดย นายจันทร์ พรมรังกา เจ้าของศพก. อ.ปัว เล่าว่า การทำนาของตนจะใช้วิธีโยนกล้า หรือทำนาโยนซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ กรมการข้าวได้เข้ามาแนะนำส่งเสริม ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมที่ทำนาดำต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว15-20 กก.ต่อไร่ พอมาทำนาโยนใช้กล้าพันธุ์ข้าวประมาณ 60 ถาดเท่านั้น หรือประมาณ 4 กก.ต่อไร่

ดารณี สุวรรณโพธิ์ศรี

นอกจากนี้ ทำนาโยนยังลดค่าจ้างแรงงานจากเดิมที่จ้างเหมาดำนาไร่ละ 1,500 บาท ตนมีพื้นที่นา 4 ไร่ ก็จะมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานถึง 6,000 บาท แต่นาโยนใช้แรงงานในครัวเรือนเพียง 2 คน
ก็ทำได้ คิดค่าแรงงานเฉลี่ยคนละ 300 บาท รวมเป็น 600 บาทต่อไร่ก็จะมีต้นทุนค่าแรงอยู่ที่ 2,400 บาททำให้ต้นทุนส่วนนี้ลดลงไปได้มากทีเดียว ขณะที่ผลผลิตข้าวก็เพิ่มขึ้น โดยปลูกข้าวพันธุ์สันป่าตอง 1 กข 6 กข 10 จากปกตินาดำไร่หนึ่งได้ผลผลิตเฉลี่ย700 กก. เป็นนาโยนได้ผลผลิต 968 กก.ต่อไร่ เนื่องจากการทำนาโยนเป็นการทำนาแบบประณีตกอหนึ่งแตกรวงได้ 30-40 รวง เมื่อใช้เมล็ดพันธุ์น้อย ข้าวไม่แออัดก็ควบคุมวัชพืชได้ง่ายขึ้น สามารถควบคุมคุณภาพข้าวได้เป็นอย่างดีอีกทั้งทางสมาชิกได้รวมกลุ่มกันผลิตปุ๋ยหมักไว้ใช้เองก็ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ส่วนหนึ่ง

“จากประสบการณ์ในการทดลองทำนาโยนมา 2-3 ปี โดยเริ่มจากทำนาโยนควบคู่กับทำนาดำ เพื่อเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่ากัน ก็พบว่าทำนาโยนสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง ตนจึงได้หันมาทำนาโยนทั้งหมด และส่งเสริมให้สมาชิก ศพก.ได้ทำตาม ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30 รายได้หันมาทำนาโยนและมีสมาชิกอีกหลายรายที่สนใจแนวทางการทำนาโยน ซึ่งตนอยากให้สมาชิกทำตามวิถีที่เราทำทุกวันนี้ เพื่อประหยัดต้นทุนและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น” นายจันทร์ กล่าวย้ำ

รมช.กษ.เรียกถกคกก.ชุดเฉพาะกิจฯแก้หนี้สินเกษตรกร25พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340039

รมช.กษ.เรียกถกคกก.ชุดเฉพาะกิจฯแก้หนี้สินเกษตรกร25พ.ค.นี้

รมช.กษ.เรียกถกคกก.ชุดเฉพาะกิจฯแก้หนี้สินเกษตรกร25พ.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 20.43 น.

20 พ.ค.นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 25 พ.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกในกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับหนี้สินที่มีอยู่ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา ตีความไม่ให้ กฟก.ซื้อหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยเป็นของเกษตรกร จำนวนกว่า 80,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่เป็นสมาชิกของ ธ.ก.ส.ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา 9,000 ราย เหลือประมาณ 75,000 ราย ที่อยู่นอกเกณฑ์

ทั้งนี้ เบื้องต้นจะต้องมีการหารือกับเกษตรกรเจ้าของหนี้เพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหา ขณะที่กระทรวงเกษตรฯต้องการหารือกับ ธ.ก.ส.เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลืออื่นที่เป็นประโยชน์ใกล้เคียงกับแนวทางการซื้อหนี้คืนของ กฟก.โดยสมาชิกต้องการตัดหนี้สูญเงินต้นบางส่วน หลังจากนั้นจะมีการเจรจากับสถาบันการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม โดยหากได้ข้อสรุปในแนวทางแก้ไขปัญหาจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ

ระดมสมองแก้กฎหมายสหกรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาทั้งขบวนการรับมือสถานการณ์ปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339971

x

ระดมสมองแก้กฎหมายสหกรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาทั้งขบวนการรับมือสถานการณ์ปัจจุบัน

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 15.37 น.

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับใหม่) (ฉบับที่…) พ.ศ… ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ อันจะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสหกรณ์ โดยมีผู้เกี่ยวข้องและมีส่วนได้เสียากทั่วประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยน

ทั้งนี้หลังจากรับฟังความคิดเห็นแล้ว จะรวบรวมความเห็นที่เป็นประโยชน์นำไปประกอบกับร่างกฎหมาย ก่อนจะเสนอไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบภายในเดือนมิถุนายนนี้จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์กับสหกรณ์ 10,000 กว่าแห่งที่มีสมาชิก 12 ล้านกว่าคน รวมมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการจัดประชุมดังกล่าวเป็นการรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ให้มีความทันสมัย และเหมาะสมกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น และเพื่อรับฟังความเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้เสียกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งตัวแทนสหกรณ์และชุมชนสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจัดประชุมรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2561ที่ผ่านมา และได้รวบรวมรายละเอียดก่อนจัดทำเป็นร่างกฎหมายเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในหลักการไปเป็นที่เรียบร้อย โดยที่ประชุมครม.ได้ส่งมอบกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ ซึ่งจาก
การตรวจสอบทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการบางส่วนในข้อกฎหมาย จึงมอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำหนังสือแจ้งมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวอีกครั้ง

สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการยกร่างเพื่อแก้ไข จะส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ต่างๆ ให้มีความสะดวก และคล่องตัว เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารกิจการสหกรณ์ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นขณะเดียวกันในร่างกฎหมายยังมีการแก้ไขเรื่องของอำนาจ ของนายทะเบียนสหกรณ์ รวมไปถึงการอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ซึ่งจากเดิมต้องเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ แต่ในกฎหมายฉบับใหม่จะมีการตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์มากขึ้นด้วย

กรมชลเร่งพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างความมั่นคงลุ่มน้ำเมืองตราด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339765

กรมชลเร่งพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างความมั่นคงลุ่มน้ำเมืองตราด

กรมชลเร่งพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างความมั่นคงลุ่มน้ำเมืองตราด

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 23.04 น.

กรมชลประทานเร่งพัฒนาแหล่งน้ำและความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำเมืองตราด เตรียมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอ-คลองแอ่ง ในพื้นที่ อ.บ่อไร่ ความจุ 57 ล้าน ลบ.ม. และ 38ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บจากที่มีอยู่เดิมเกือบเท่าตัว

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน พร้อมนายชูชาติ รักจิตร ผู้อำนวยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง เดินทางสำรวจพื้นที่ห้วยสะตอ อ.บ่อไร่ จ.ตราด และร่วมหารือกับองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบอนเรื่องการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอ ความจุ 57 ล้านลูกบาศก์เมตร

สมาชิก อบต.หนองบอน และเกษตรกร เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะสภาพปัจจุบันมีทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ต้องดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำคีรีธาร จ.จันทบุรี หรือสูบน้ำย้อนขึ้นจากอ่างเก็บน้ำคลองโสน อ.บ่อไร่ มาช่วยการเพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน กลับกันมักมีเหตุน้ำท่วมในฤดูฝน ทั้งตัว อ.บ่อไร่ อ.เขาสมิง และ อ.เมืองตราด

นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า กรมชลประทานศึกษาและออกแบบโครงการนี้มาร่วม 20 ปี รวมทั้งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) มาแล้ว 2 ครั้ง คาดหมายว่าน่าจะผ่านการพิจารณาจากสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมชลประทานจะเร่งสำรวจและออกแบบเร็วขึ้น คาดว่าน่าจะก่อสร้างได้ในปี 2563 เร็วกว่าแผนเดิม 1 ปี และกักเก็บน้ำได้ในปี 2566 ตามนโยบายของนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ลงพื้นที่พบปะราษฎรในช่วง ครม.สัญจร จ.จันทบุรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังเตรียมการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองแอ่ง ใน อ.บ่อไร่ ความจุ 38 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งผ่านการพิจารณาอีไอแล้ว เหลือแต่การจ่ายชดเชยค่าที่ดินราษฎร

“ความจุ 2 อ่าง รวมแล้วเกือบ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ใกล้เคียงกับแหล่งน้ำขนาดกลางของ จ.ตราด ที่มีอยู่แล้ว 4 แห่ง เท่ากับเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำเมืองตราดเกือบเท่าตัว”

ทั้งนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอจะส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 68,000 ไร่ ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำคลองแอ่งส่งน้ำได้ประมาณ 30,000 ไร่

‘มังคุด’ ราชินีแห่งผลไม้ที่กระบุรีชุดแรกชาวสวนเริ่มเก็บออกขายแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339621

'มังคุด' ราชินีแห่งผลไม้ที่กระบุรีชุดแรกชาวสวนเริ่มเก็บออกขายแล้ว

‘มังคุด’ ราชินีแห่งผลไม้ที่กระบุรีชุดแรกชาวสวนเริ่มเก็บออกขายแล้ว

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 13.12 น.

วันนี้ (18 พ.ค.) นายทนง เพ็ชรแก้ว เจ้าของสวนมังคุดบ้านบางบอน ต.ลำเลียง อ.กระบุรี จ.ระนอง เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวสวนมังคุด ในพื้นที่ ต.ลำเลียง อ.กระบุรี เริ่มเก็บมังคุดออกสู่ตลาดเพื่อวางขายกันแล้ว ซึ่งมังคุดที่เก็บนี้ถือเป็นชุดแรก แต่ปีนี้มังคุดออกน้อยกว่าทุกปี คาดว่าราคาจะดี

นายทนง บอกว่า สำหรับ มังคุด ถือว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้ที่จะเก็บได้มีลักษณะดังนี้ 1.มองด้วยตาเปล่า (สีม่วง) สุกแล้วเก็บได้เลยขั่วจะไม่มียางติดเลย 2.ต้องสังเกตที่ข้างขั่วว่ามีสีม่วงขึ้นรอบๆ แล้ว เก็บได้เลยไม่มียาง และ 3.ข้างขั่วยังไม่มีสีม่วงขึ้นรอบๆ ถ้าเก็บจะมียางไหลออกมาเยอะ แบบนี้เก็บไม่ได้(ดิบ)และถ้าปล่อยไว้สุกจะมีรสเปรี้ยว

เลาะรั้วเกษตร : แรกนาขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339482

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แรกนาขวัญ

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบถึงที่มาที่ไปและเจตนารมณ์ของพระราชพิธีนี้ หรือเข้าใจได้ว่า ทำไมพระราชพิธีนี้จึงยังคงมีอยู่ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่เกษตร 4.0 แล้วก็ตาม

คำว่าพระราชพิธี หมายถึงงานที่พระมหากษัตริย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเป็นประจำตามราชประเพณี โดยจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีนั้นด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้าฯ ให้ผู้อื่นเป็นผู้แทนพระองค์ไปในการนั้นก็ได้

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีที่มี 2 พิธี ต่อเนื่องกัน แต่ผู้คนมักจะเรียกแยกกัน บ้างก็เรียกวันพืชมงคล บ้างก็เรียกวันแรกนาขวัญ แต่ที่คนคุ้นเคยกันมาก และถือเป็นวันหยุดราชการด้วยคือวันที่ประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ ประกอบพิธีที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเกษตรกร และคนทั่วไปมักจะรอคอยคำพยากรณ์จากการหยิบผ้านุ่งของพระยาแรกนา ซึ่งมี 3 ขนาด คือ 4 คืบ 5 คืบ และ 6 คืบ รวมทั้งของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค คือ ถั่วเขียว งา ข้าวโพด ข้าวเปลือก หญ้า น้ำ และ เหล้า

ส่วนพระราชพิธีพืชมงคลนั้น เป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ก่อนหน้าวันแรกนา 1 วัน เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยพระมหากษัตริย์จะทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารในราชอาณาจักร

พันธุ์ข้าวเปลือกที่พระยาแรกนาขวัญใช้หว่านในลานแรกนา และบรรจุเป็นซองเล็กๆ แจกจ่ายให้เกษตรกรทั่วประเทศเพื่อเป็นสิริมงคลก็ต้องผ่านพระราชพิธีนี้มาก่อน ส่วนจะกระจายไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจริงๆ สักเท่าไรไม่กล้ายืนยัน…

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีความมุ่งหมายที่จะบำรุงขวัญของเกษตรกร ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และแสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ของไทยแต่โบราณกาลทรงให้ความสำคัญกับพระราชพิธีนี้อย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ และความเชื่อมั่นให้กับอาณาประชาราษฎร์ รวมทั้งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยของเรานี้มีการเกษตรผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนในแผ่นดิน

พระราชพิธีนี้ เป็นพระราชพิธีเดียวที่ไม่ได้กำหนดวันไว้แน่นอนตายตัว แต่ละปีต้องให้โหรหลวงเป็นผู้หาฤกษ์ยามกำหนดวันที่เหมาะสมในเดือนหก อันเป็นระยะเวลาเริ่มต้นการทำนา ปฏิทินสากลของหลายสำนักจึงมักจะมีปัญหากับวันนี้กันมาก และมักจะเขียนบนปฏิทินเป็นวัน “พืชมงคล” กันเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนจึงมักจะเรียกกันสับสนระหว่างวันพืชมงคล กับวันแรกนาขวัญ จำง่ายๆ ก็แล้วกันว่า วันพืชมงคลไม่ใช่วันหยุด วันหยุดคือวันแรกนาขวัญ

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอันเป็นพิธีพราหมณ์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ส่วนพระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีทางพุทธศาสนานั้น เพิ่งจะเพิ่มขึ้นมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้หยุดไปในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2479 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2503 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟูพระราชพิธีขึ้นมาใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชกระแสให้ปรับกรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัย ทรงเห็นความสำคัญ เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานทุกปี และสืบต่อมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลปัจจุบัน

เป็นพระราชพิธีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยเฉพาะพระยาแรกนาขวัญซึ่งเป็นผู้ที่ในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำหน้าที่นั้น เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดิมทีตั้งแต่ พ.ศ. 2503-2512 โปรดเกล้าฯ ให้อธิบดีกรมการข้าวในสมัยนั้น ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญ

หลังจากที่ยุบกรมการข้าวในสมัยนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โปรดเกล้าฯ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญ เว้นเสียแต่บางปี ปลัดกระทรวง มีสุขภาพไม่เอื้ออำนวย หรือ ปลัดกระทรวงเป็นสุภาพสตรี ปลัดกระทรวง ก็จะขอพระราชทานพระราชานุญาตให้อธิบดีบางกรม หรือรองปลัดกระทรวง ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญแทน…

ไม่ว่าจะเป็น Thailand 4.0 หรือ เกษตร 4.0 ในอนาคต แต่พระราชพิธีอันเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจของเกษตรกรนี้ ยังคงความสำคัญสืบต่อไป…..

แว่นขยาย

3สหกรณ์ผนึกกำลังเชื่อมเครือข่าย พัฒนาโคเนื้อมาตรฐานรุกส่งออกตลาด‘เวียดนาม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339483

3สหกรณ์ผนึกกำลังเชื่อมเครือข่าย  พัฒนาโคเนื้อมาตรฐานรุกส่งออกตลาด‘เวียดนาม’

3สหกรณ์ผนึกกำลังเชื่อมเครือข่าย พัฒนาโคเนื้อมาตรฐานรุกส่งออกตลาด‘เวียดนาม’

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด สหกรณ์การเกษตรคำชะอี จำกัด จ.มุกดาหาร และ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ร่วมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายการตลาดนำการผลิตในเรื่องโคเนื้อ เนื่องจากว่าสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เป็นแหล่งเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของพ่อค้าในประเทศเวียดนาม และมีการติดต่อเพื่อสั่งซื้อเนื้อโคของสหกรณ์ไปจำหน่ายเพิ่มขึ้น แต่สหกรณ์ต้องพัฒนาโรงเชือดให้ได้มาตรฐาน GMP จึงจะสามารถขยายการส่งออกได้ กรมปศุสัตว์ ซึ่งมองเห็นโอกาสดังกล่าว จึงได้สนับสนุนงบประมาณให้ สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด 27 ล้านบาท สร้างโรงเชือดใหม่ที่ได้มาตรฐาน GMP ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐาน คุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการสร้างโรงเชือดจะแล้วเสร็จในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ เมื่อสร้างโรงเชือดใหม่อัตราการเชือดต่อวันจะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจะต้องมีการสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อเพิ่มเพื่อป้อนโรงเชือดของ สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด วันละ 200 ตัว ทำให้มีความต้องการวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่ม

ขณะที่ สหกรณ์การเกษตรวิสัย จำกัดมีโรงสีขนาดใหญ่ 200 ตันต่อวัน มีรำและปลายข้าวที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์จำนวนมาก สามารถขายให้ สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด ได้โดยไม่ต้องไปซื้อจากที่อื่น ส่วน สหกรณ์การเกษตรคำชะอี จำกัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตโคต้นน้ำ ระหว่างการเลี้ยงโคให้มีคุณภาพจำเป็นต้องมีอาหารข้นไปเลี้ยงลูกโค ซึ่ง สหกรณ์การเกษตรหนองสูงจำกัด มีโรงงานผลิตอาหารข้น โดยนำรำและปลายข้าวจาก สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด มาผลิตอาหารข้นเพื่อส่งขายให้ สหกรณ์การเกษตรคำชะอี จำกัด นำไปจำหน่ายแก่สมาชิกเพื่อนำไปเลี้ยงโคต้นน้ำได้ ซึ่งเป็นลักษณะของการเชื่อมโยงเครือข่ายและได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้ง 3 สหกรณ์

โดยความร่วมมือที่เกิดขึ้น นอกจากมีเรื่องโคเนื้อเป็นหลักแล้ว ยังเชื่อมโยงไปยังสินค้าอื่นๆ เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ และข้าวสาร โดย สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จะผลิตลูกโคเพื่อไปขุนต่อขายให้กับสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด และสหกรณ์การเกษตรคำชะอี จำกัด ขณะเดียวกันก็จะเป็นตลาดที่จะซื้อโคจากทั้ง 2 สหกรณ์ ที่เลี้ยงจนได้ขนาดแล้วกลับมาเชือดต่อ เพื่อป้อนให้กับตลาดภายในประเทศและผู้ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเวียดนามต่อไป

เปิดตัววิสาหกิจดีเด่นระดับเขต ผลิตเครื่องแกง‘ตายาย’ได้มาตรฐาน-สร้างรายได้ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339478

x

เปิดตัววิสาหกิจดีเด่นระดับเขต ผลิตเครื่องแกง‘ตายาย’ได้มาตรฐาน-สร้างรายได้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 (สสก.5) จังหวัดสงขลา กล่าวว่า สสก.5 จังหวัดสงขลา ได้ดำเนินการคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขต เพื่อเป็นตัวอย่าง หรือต้นแบบสำหรับวิสาหกิจชุมชนอื่นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นการกระตุ้นและพัฒนาประสิทธิภาพการประกอบการวิสาหกิจชุมชนให้เกิดความมั่นคง ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนเครื่องแกงตายาย จังหวัดสงขลา รางวัลที่ 2 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผสมอาหารสัตว์ (อาหารสุกร) จังหวัดตรัง รางวัลที่ 3 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี จังหวัดพัทลุง และ รางวัลชมเชย ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการเกษตรและร้านค้าลอยฟ้า จังหวัดปัตตานี

สำหรับวิสาหกิจชุมชนเครื่องแกงตายาย ซึ่งได้รับรางวัลที่ 1 เป็นวิสาหกิจชุมชน ที่ผลิตเครื่องแกงที่ใช้ทุนจากชุมชนในการดำเนินกิจการ ได้แก่ แรงงาน ทุน และวัตถุดิบซึ่งรับมาจากสมาชิกและ
เครือข่ายในชุมชนบ้านโคกม่วงและชุมชนใกล้เคียง สมาชิกมีความเข้มแข็ง มีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผลประโยชน์จากกิจการ สุดท้ายได้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องแกงที่มีคุณภาพและปลอดภัยเพราะมีมาตรฐานรองรับได้แก่ อย. ฮาลาล OTOP 5 ดาว และ Best of Songkhla ช่องทางการตลาดมีทั้งขายปลีก ขายส่ง และขายออนไลน์ สามารถทำยอดจำหน่ายได้ปีละ 2-3 ล้านบาท/ปี สมาชิกมีรายได้ 5,000-10,000 บาท/เดือน นอกจากการผลิตเครื่องแกงแล้ววิสาหกิจชุมชนเครื่องแกงตายายยังมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับกลุ่มเกษตรกรในชุมชน ได้แก่กลุ่มปลูกพืชผักสวนครัว กลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตร กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศกลุ่มออมทรัพย์เกษตรพอเพียง เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งด้านวัตถุดิบ การตลาด และเงินทุนในชุมชน ทั้งนี้หากท่านใดสนใจสามารถเยี่ยมชมหรือใช้บริการสินค้าของวิสาหกิจชุมชนได้ที่ วิสาหกิจชุมชนเครื่องแกงตายาย เลขที่ 34/3 หมู่ที่ 6 ตำบล โคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา เบอร์โทร. 08-9876-4303 Page Facebook : เครื่องแกงตายาย