ปศุสัตว์ยังพบพิษสุนัขบ้าต่อเนื่อง เตือนปชช.นำหมา-แมวฉีดวัคซีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340384

x

ปศุสัตว์ยังพบพิษสุนัขบ้าต่อเนื่อง เตือนปชช.นำหมา-แมวฉีดวัคซีน

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 20 พฤษภาคม 2561 พบโรคพิษสุนัขบ้า 967 ตัวอย่าง จาก 5,706 คิดเป็นร้อยละ 16.95 ใน 49 จังหวัด พบสูงสุดใน จ.สุรินทร์ 124 ตัวอย่าง ร้อยเอ็ด 93 สงขลา 64 นครราชสีมา 60 และ ยโสธร 54 ตัวอย่าง ตามลำดับ โดยพบโรคพิษสุนัขบ้า ในสุนัข 853 ตัวอย่าง โค 68 ตัวอย่าง แมว 35 ตัวอย่าง กระบือ 6 ตัวอย่าง และอื่นๆ 5 ตัวอย่าง อัตราการพบโรคพิษสุนัขบ้าเฉลี่ยใน 14 วันที่ผ่านมา พบ 2.6 รายต่อวัน และพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 9 ราย สัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า จะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ระบบประสาท ถ้าเป็นสุนัขจะแสดงอาการ ดุร้าย กัดแทะสิ่งของ โดยไม่เจ็บปวด ตัวแข็ง กระวนกระวาย เมื่อเข้าสู่ระยะอัมพาต สุนัขจะลิ้นห้อย น้ำลายไหล คล้ายกับมีของติดคอ ลุกไม่ได้ และตายในที่สุด

นายสัตวแพทย์สรวิศกล่าวเพิ่มเติมว่า ในจังหวัดที่พบการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าให้ดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าบริเวณจุดเกิดโรคให้ได้ครอบคลุมในสุนัขและแมวทุกตัว และในพื้นที่ห่างจากจุดเกิดโรคให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างน้อย ร้อยละ 80 ของประชากรสุนัขและแมว รวมทั้งให้สำรวจและขึ้นทะเบียนสุนัขและแมวทุกตัวในพื้นที่ นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้มีข้อสั่งการให้สำนักงานปศุสัตว์ทุกพื้นที่ดำเนินการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด

ส่วนจังหวัดยโสธร ที่พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้ารายล่าสุดนั้น ปศุสัตว์จังหวัดได้ดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในรัศมี 5 กิโล (8 หมู่บ้าน) ให้ได้ 100% โดยใช้วัคซีนของกรมปศุสัตว์ และเริ่มฉีดตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2561 นี้ ซึ่งจากการสำรวจ มีสุนัข 861 ตัว และแมว 161 ตัว รวมทั้งหมด 1,022 ตัว ในส่วนของประชนให้ฉีดวัคซีนผู้สัมผัสให้ครบ และให้ฉีดวัคซีนทุกรายที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ที่มาโรงพยาบาล ให้ อสม.เคาะประตูบ้านเพื่อค้นหาผู้ที่ถูกสุนัข กัด ข่วน เลีย ให้ได้รับวัคซีนทุกคน นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ขอเตือนประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวัง หากพบสุนัขตายหรือมีอาการสงสัยป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หรือผู้นำชุมชน เพื่อส่งตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าโดยทันที

ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340382

449007

ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงนี้ราคาข้าวเปลือกสดใสมาก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิซึ่งตลาดรับซื้อราคาสูงขึ้นมากเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 17,000 -18,000 บาท จากปีก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 12,000 บาทเท่านั้น หรือราคาสูงกว่าปีก่อนถึงตันละ 5-6 พันบาท ขณะที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนประเมินแนวโน้มราคาข้าวปีนี้ว่า จะยังคง“ดี”อย่างต่อเนื่อง

การที่ปีนี้ข้าวไทยราคาดี ว่ากันรวมๆตามภาษาเศรษฐศาสตร์ก็เป็นด้วย “อุปสงค์”(Demand) หรือ “ความต้องการซื้อ” ของตลาดมีมาก ขณะที่ปริมาณสินค้าที่จะตอบสนองคือ “อุปทาน(Supply) หรือ“ความต้องการขาย”มีน้อยลง เลยดันราคาให้สูงขึ้น

ที่“ซัพพลาย”น้อยลง มาจากหลายเหตุผล เช่น “ข้าวเก่า”ในสต๊อกรัฐจำนวนมหาศาลสิบกว่าล้านตัน จากโครงการจำนำข้าวผลาญชาติที่สร้างปัญหากดดันราคาข้าวไทยมาหลายปี ถูกระบายขายออกโดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แทบเกลี้ยงแล้ว ขณะที่“ข้าวใหม่”ในฤดูการผลิตที่เพิ่งผ่านมา ก็มีบางส่วนได้รับความเสียหายไปไม่ใช่น้อยจากภาวะน้ำท่วมที่นาในหลายสิบจังหวัด ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่ออกมาตรการช่วยเหลือชาวนาตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในมาตรการก็คือ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2560/2561 หรือที่เรียกกันว่า “การรับจำนำยุ้งฉาง” ช่วยชะลอไม่ให้ปริมาณข้าวออกมาสู่ตลาดมากเกินไป ชาวนาก็ไม่ต้องรีบขายข้าวเปลือกในช่วงที่ราคายังไม่จูงใจพอ

โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2560/2561 ถือว่าประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายดีทีเดียว โดยมีรายงานข่าวว่า จากที่เปิดรับจำนำตั้งแต่ 1 พ.ย.2560 ถึง 28 ก.พ.2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นกว่า 2.2 แสนราย คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกที่รับจำนำไว้ 1.41 ล้านตัน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิมากถึงกว่า 9 แสนตัน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส.ใช้เงินให้สินเชื่อหรือรับจำนำไปทั้งหมด 1.46 หมื่นล้านบาท และจะครบกำหนดการไถ่ถอนในเดือนก.ค.ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี หรือการรับจำนำข้าวยุ้งฉางนี้ เกษตรกรจะได้รับสินเชื่อ 90% ของราคาตลาดในเวลานั้น กำหนดเป็นข้าวความชื้น 15% ซึ่งข้าวเหนียวและหอมมะลิอยู่ที่ราคาเดียวกันตกตันละ 10,800 บาท นอกจากนั้น รัฐบาลยังจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ 1,200 บาทต่อไร่ไม่เกิน 10 ไร่รวม 12,000 บาท รวมทั้งค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉาง 1,500 บาทต่อตัน เมื่อรวมทุกอย่างนี้ ชาวนาจะได้ราคาจำนำยุ้งฉางกรณีข้าวหอมมะลิตกตันละ 15,300 บาท

หลังจากเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว ปรากฏว่า เมื่อราคาข้าวเปลือกในตลาดพุ่งสูงขึ้น ก็มีชาวนามาไถ่ถอนก่อนกำหนดเพื่อนำข้าวไปขายในตลาด ซึ่งจนถึงวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการไถ่ถอนก่อนกำหนดไปแล้ว 7.22 หมื่นราย เป็นปริมาณข้าวเปลือก 4.7 แสนตัน ธ.ก.ส.ได้รับเงินคืนแล้ว 4,753 ล้านบาท ส่วนที่ยังไม่ไถ่ถอนอีก 1.48 แสนราย เป็นปริมาณข้าว 9.48 แสนตัน คิดเป็นเงิน 9,913 ล้านบาท ซึ่งชาวนาสามารถที่จะไถ่ถอนได้จนถึงก.ค.นี้ โดยดูจังหวะที่เหมาะสม เพราะราคาข้าวเปลือกในตลาดยังมีโอกาสขยับสูงขึ้นได้อีก จากปริมาณข้าวในตลาดที่ยังมีน้อยอยู่

แนวทางการรับจำนำยุ้งฉางนี่แหละคือ รูปแบบการรับจำนำข้าวที่แท้จริงตามความหมายและวัตถุประสงค์ที่ควรเป็น โดยการรับจำนำข้าวที่ยุ้งฉางของชาวนาในราคาเหมาะสมที่ไม่สูงเกินราคาตลาด และรับจำนำในปริมาณที่เป็นเป้าหมายเพื่อดึง“ส่วนเกิน”ออกจากตลาดเท่านั้น ครั้นครบกำหนด หรือช่วงเวลาใดก่อนครบกำหนด เกิดราคาข้าวในตลาดดีขึ้นถึงระดับที่น่าพอใจ ชาวนาก็มีสิทธิมาไถ่ถอน เพื่อนำข้าวไปขายได้ ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดอย่างเลวร้ายเหมือนกับโครงการจำนำข้าวผลาญชาติในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ตั้งราคาสูงเว่อร์ ประกาศรับจำนำทุกเมล็ด ซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช่การจำนำ แต่เป็นการรับซื้อข้าวมาเก็บไว้ด้วยระบบที่ก่อให้เกิดการทุจริตโกงกินในทุกขั้นตอนตั้งแต่การการขึ้นทะเบียนชาวนา,การรับจำนำที่เกิดการสวมสิทธิ,การเก็บรักษาข้าวในสต๊อก ที่เกิดปัญหาสต๊อกลมและเวียนเทียนข้าว ไปจนถึงขั้นตอนการระบายขายข้าวออกไป ที่ทำให้เกิดการทุจริตมโหฬารจากการขายข้าวแบบจีทูจีเก๊ ขาดทุนยับเยิน ที่ศาลได้พิพากษาลงโทษหนักจำคุกทั้งอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนถึงอดีตรัฐมนตรีและแก๊งค้าข้าว เป็นที่ประจักษ์แล้ว

ดังนั้น หากพรรคการเมืองใดที่ยังประกาศจะนำประชานิยมผลาญชาติ“โครงการจำนำข้าวฉ้อฉลยุคยิ่งลักษณ์” มาทำอีก ก็หวังว่า ชาวนาอย่ายอมตกเป็นเครื่องมือ เลือกให้มาทำชั่วต่อบ้านเมืองอีก

สาโรช บุญแสง

โชว์ผลงานฟาร์มนกใหญ่เมล่อน ฝีมือเกษตรกรไทยรุ่นใหม่ยุค4.0 เพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340387

x

โชว์ผลงานฟาร์มนกใหญ่เมล่อน ฝีมือเกษตรกรไทยรุ่นใหม่ยุค4.0 เพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยเทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เน้นใช้องค์ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประกอบอาชีพ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยยกระดับพัฒนาการทำเกษตรในยุคปัจจุบันให้ก้าวไปสู่การทำเกษตรยุค 4.0 ได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประกอบอาชีพ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยยกระดับพัฒนาการทำเกษตรในยุคปัจจุบัน ดังฟาร์มนกใหญ่เมล่อน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เน้นการผลิตพืชในโรงเรือน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตได้คุ้มค่ากับการลงทุน

น.ส.ขนิษฐา พัชราภิรักษ์ เจ้าของฟาร์มนกใหญ่เมล่อน ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เล่าว่า หลังจากลาออกจากอาชีพพนักงานประจำ ก็เริ่มมองหาอาชีพในบ้านเกิด และเริ่มปลูกเมล่อนมาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งพบกับปัญหามากมายและต้นทุนการผลิตสูงมาก รวมทั้งไม่มีความรู้ในเรื่องของการตลาด รู้จึงต้องส่งผลผลิตให้กับพ่อค้าคนกลางเพียงอย่างเดียว ต่อมาจึงมีแนวคิดที่จะปลูกเมล่อนในโรงเรือน รวมถึงเน้นการปลูกปลอดสารพิษ จนกระทั่งปี 2555-2556 ฟาร์มได้รับใบรับรองมาตรฐาน GAP จึงได้มีการพัฒนาผลผลิตและขยายการปลูกเมล่อนสายพันธุ์ที่หลากหลายขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด

สำหรับการปลูกเมล่อนปลูกในระบบปลอดภัยในโรงเรือนมาตรฐาน GAP ฟาร์มจะดูแลทุกขั้นตอนการผลิตหยุดสารเคมี เมื่ออยู่ในระยะปลอดภัยมีการวัดความหวานก่อนการเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่ายคัดสรรผลผลิตที่มีคุณภาพ นอกจากเมล่อนแล้วปัจจุบันฟาร์มนกใหญ่ยังมีแคนตาลูป มะเขือเทศเชอรี่เหลือง มะเขือเทศ สตรอเบอร์รี่ เป็นการปลูกมะเขือเทศเพื่อตัดวงจรของโรคในเมล่อนในช่วงที่พักดิน นอกจากนี้ก็จะมีผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ เช่น เมล่อนอบกรอบ เป็นการต่อยอดการผลิตโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการถนอมอาหารขั้นสูง และการทำเมล่อนฟรีซดรายเป็นการอบเมล่อนโดยแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำ แล้วนำสู่กระบวนการ Freeze โดยที่คุณภาพของผลไม้ทั้งรส กลิ่น สี ยังคงเดิมสามารถเก็บรักษาได้นาน 25 ปี โดยไม่ใส่สารกันเสียไม่ใส่น้ำตาลธรรมชาติ 100% เมล่อนผงชงดื่มผงเมล่อนที่ได้ทำมาจากน้ำเมล่อนแท้ 100% ไม่ผสมน้ำตาล เค้กเมล่อน ไอศกรีมเมล่อน แตงโมนกใหญ่ เป็นต้น

“ทั้งนี้จากการเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร และเข้าร่วมเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ทำให้ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ได้มีการตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนฟาร์มนกใหญ่เมล่อน จากการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในปีงบประมาณ’61 ซึ่งก็คาดหวังว่าคนในชุมชนจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากอาชีพการทำการเกษตร โดยในส่วนของตนเองและวิสาหกิจชุมชนก็วางแผนขยายสินค้าแปรรูปจากผลิตที่มีให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมต่อไป โดยผู้ที่สนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ โทร. 08-5158-6142” น.ส.ขนิษฐา กล่าว

กรมส่งเสริมฯรุกตลาด‘E-Commerce’ ปั้นเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340389

กรมส่งเสริมฯรุกตลาด‘E-Commerce’  ปั้นเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตร

กรมส่งเสริมฯรุกตลาด‘E-Commerce’ ปั้นเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตร

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การเติบโตของธุรกิจบน E-Commerce สูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะผลผลิตจากภาคการเกษตร ทำให้หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัว ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการพัฒนาตามความต้องการของเกษตรกร ในการเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการเกษตรด้วยแผนการผลิตรายบุคคล (IFPP) เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจทุกรูปแบบ โดยเน้นการผลิตและการบริหารจัดการ ตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตร

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาเกษตรกร โดยจะต้องสร้างให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตร โดยมุ่งเป้าการพัฒนาไปที่เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งที่ผ่านมา ได้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาเชื่อมโยงเครือข่าย รวมทั้งขยายผลให้เกษตรกรรุ่นใหม่ สามารถบูรณาการโครงการที่สำคัญของรัฐบาล เพื่อให้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่จะพร้อมจะขยายผลการพัฒนาไปสู่เกษตรกรรายอื่นๆ โดยการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และทำการเกษตรในลักษณะผู้ประกอบการ รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูล Smart Farmer ซึ่งได้ปรับปรุงระบบ http://www.thaismartfarmer.net ให้พร้อมใช้งานเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานให้สามารถจำแนกเกษตรกรและสามารถนำผลการวิเคราะห์ไปประกอบการวางแผนการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตั้งแต่ปี 2559 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานในการฝึกอบรมให้ความรู้กับ Young Smart Farmer (YSF) ในการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ E-Commerce โดยเน้นให้ทราบถึงการตลาดในรูปแบบต่างๆ นอกจากให้ความรู้เกษตรกรรุ่นใหม่แล้ว กลุ่มเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเอง ซึ่งปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้ประสานความร่วมมือกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการระบบการขนส่งสินค้า รวมถึงมีการพัฒนาระบบตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น ThailandPostMart.com โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยในการเริ่มต้นนำสินค้าของเกษตรกร Smart Farmer Young Smart Farmer วิสาหกิจชุมชน และสินค้าเกษตรจากแปลงใหญ่เข้าสู่ระบบตลาดออนไลน์ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมด้านการตลาดและเปิดช่องทางการซื้อขายให้กับเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรตัวจริง ซึ่งเป็นการยกระดับความสามารถการแข่งขันให้กับเกษตรกรในยุคของไทยแลนด์ 4.0

นางดาเรศร์ กิตติโยกาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ตั้งเป้าสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สู่สากล หลักสูตรมาตรฐานสินค้าเกษตรและการตลาดสากล ให้แก่ Young Smart Farmer ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนด จำนวน 100 ราย โดยเฉพาะเรื่อง มาตรฐานสินค้าเกษตรสากล การเตรียมความพร้อมการส่งออกในยุคดิจิทัล การค้าออนไลน์สำหรับการส่งออกยุคดิจิทัล และตลาดสินค้า e-commerce เพื่อมุ่งหวังพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ทั่วประเทศ ให้มีความพร้อมที่จะเข้าสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้มีการประชุมหารือการจัดทำระบบ Big Data ด้านการจำหน่ายสินค้าบนตลาดออนไลน์สำหรับเกษตรกร (Farmer e-Marketplace) ร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อกำหนดแนวทางและความร่วมมือของหน่วยงาน ในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าการเกษตรของเกษตรกร ใน 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มเกษตรกร 2. กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และ 3. กลุ่ม Smart Farmer (SF) และ Young Smart Farmer (YSF) โดยบริษัทไปรษณีย์ไทยจะทำหน้าที่ในการโพสต์สินค้าที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศ สำหรับผู้จำหน่ายดังกล่าวจะต้องสมัครเข้าร่วมโครงการกับบริษัทไปรษณีย์ไทย ผ่านทางออนไลน์ หรือที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่ ด้านผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ที่เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น ThailandPostMart.com เมื่อมีคำสั่งซื้อและชำระเงินเรียบร้อยแล้วเกษตรกรเจ้าของสินค้าจะนำส่งสินค้าให้กับไปรษณีย์ในพื้นที่เพื่อจัดส่งไปยังลูกค้าทั่วประเทศ

สำหรับเป้าหมายต่อไปจะต้องเพิ่มองค์ความรู้การประกอบธุรกิจเกษตร ให้กับเกษตรกรในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีใน 18 กลุ่มสินค้า โดยทดลองทำในสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีศักยภาพต่างๆ เช่น ข้าวลืมผัว ข้าวเพื่อสุขภาพพันธุ์ กข 43 ซึ่งเป็นข้าวขาวดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาโรคเบาหวาน หรือ ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้ง เป็นต้น รองอธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

‘ระยอง’ระดมแผนระบายสับปะรด กระจายผลผลิตส่วนเกิน9,000ตันออกนอกพื้นที่สกัดราคาร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340208

x

‘ระยอง’ระดมแผนระบายสับปะรด กระจายผลผลิตส่วนเกิน9,000ตันออกนอกพื้นที่สกัดราคาร่วง

วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าจากการเข้าร่วมประชุมหารือติดตามสถานการณ์และความก้าวหน้าการเตรียมการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดของ จ.ระยอง กับผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนเกษตรกร พบว่าปัจจุบัน จ.ระยอง มีผู้ปลูกสับปะรดประมาณ 2,900 ราย พื้นที่เก็บเกี่ยว37,000 ไร่ โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากประมาณ 87,700 ตัน มีเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมาแจ้งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัดระยองจำนวน 850 ราย โดยผลผลิตของเกษตรกรที่แจ้งขึ้นทะเบียนจะออกสู่ตลาดมากประมาณ 23,000 ตัน และมีผลผลิตสับปะรดส่วนเกินประมาณ 9,200 ตัน

โดยจังหวัดได้เตรียมแผนกระจายผลผลิตส่วนเกิน 9,200 ตัน ออกนอกแหล่งผลิต เน้นดำเนินการแก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน 850 ราย โดยรับซื้อจากเกษตรกรในราคานำตลาด พร้อมมอบให้สำนักงานเกษตรจังหวัดนัดหารือกับเกษตรกร เพื่อวางแผนการผลิตและช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดและพาณิชย์จังหวัด ในการวางแผนหาตลาดปลายทาง โดยต้องคาดการณ์ว่าจะจำหน่ายผลผลิต 9,200 ตัน ไปยังช่องทางต่างๆ ในปริมาณเท่าใด ซึ่งขณะนี้ทางสวนนงนุชได้เสนอรับซื้อผลผลิตแล้วสัปดาห์ละ 1.5 ตัน

นอกจากนี้ ทางพาณิชย์จังหวัด จะพิจารณาขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) และอุตสาหกรรมจังหวัดจะร่วมกับสหกรณ์จังหวัด ประสานโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมต่างๆในพื้นที่ เพื่อเปิดจุดจำหน่ายสับปะรดชั่วคราว และประสานนำสับปะรดไปจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.ortorkor.com ซึ่งมีบริการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ และบริการจัดส่ง อ.ต.ก. เดลิเวอรี่อีกด้วย ขณะที่ปศุสัตว์จังหวัด จะได้พิจารณานำสับปะรดไปผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่มเติม และขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ส่งเสริม สนับสนุน มีการจัดแคมเปญ Smile Pineappleและเชิญชวนประชาชนหันมาร่วมบริโภคสับปะรดซึ่งจังหวัดระยองจะจัดงานเทศกาลรณรงค์การบริโภคสับปะรดในช่วงดังกล่าวต่อไป

เชื่อมเครือข่ายยุวเกษตรนานาชาติ เกษตรฯจัดค่ายเยาวชนเอเชียแปซิฟิกเรียนรู้จากปฏิบัติจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340211

x

เชื่อมเครือข่ายยุวเกษตรนานาชาติ เกษตรฯจัดค่ายเยาวชนเอเชียแปซิฟิกเรียนรู้จากปฏิบัติจริง

วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตร โดยเฉพาะบุตรหลานของเกษตรกร หรือยุวเกษตรกร ให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่ง กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนายุวเกษตรกรมาเป็นเวลากว่า 65 ปี โดยมีการส่งเสริมการรวมตัวกันของเด็กและเยาวชนที่มีอายุ 10 – 25 ปี ที่มีความสนใจด้านการเกษตร จัดตั้งเป็น “กลุ่มยุวเกษตรกร” เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพการเกษตร ทักษะการดำเนินชีวิตในสังคม เน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และการปฏิบัติจริง (Learning by doing)ให้ยุวเกษตรกรมีความสามารถและมีความพร้อมในการสืบทอดอาชีพการเกษตร

โดยที่ผ่านมา กรมได้ขับเคลื่อนการพัฒนางานยุวเกษตรกรในประเทศรวมถึงการแลกเปลี่ยนสังคม วัฒนธรรมและกระบวนการพัฒนางานยุวเกษตรกรกับต่างประเทศมาโดยตลอด ซึ่งแรกเริ่มดำเนินการโครงการแลกเปลี่ยนยุวเกษตรกรกับสาธารณรัฐเกาหลีในปี พ.ศ.2544 และได้พัฒนากิจกรรมต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกตลอดมา ทำให้ยุวเกษตรกรไทยได้เปิดโลกทัศน์ มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยการเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ และการใช้ภาษา ซึ่งผลจากการร่วมโครงการฯ จะทำให้เยาวชนมีความรับผิดชอบมากขึ้น อดทน รู้จักแก้ปัญหา กล้าพูดสนทนาภาษาอังกฤษและมีทักษะความเป็นผู้นำ

ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดี สร้างเครือข่ายระหว่างยุวเกษตรกรของไทยกับต่างประเทศเกิดความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนการพัฒนางานยุวเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อเปิดโลกทัศน์ และสร้างทัศนคติที่ดีต่องานยุวเกษตรกร (4-H) ให้กับยุวเกษตรกรไทยและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของยุวเกษตรกรไทย และประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ยุวเกษตรกรไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรมและวัฒนธรรมของยุวเกษตรกรต่างประเทศ และเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำ มิตรภาพและเชื่อมโยงเครือข่ายยุวเกษตรกรนานาชาติ ปี 2561 กรม เตรียมจัดงานโครงการ 4-H : Summer Camp 2018 ขึ้นในระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน ที่ จ.ระยอง และ จ.จันทบุรี ในหัวข้อ “4-H : Sustainable Future” ซึ่งมีบุคคลเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 120 คน ประกอบด้วย ยุวเกษตรกร เยาวชนเกษตร และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ งานพัฒนาเยาวชนเกษตรประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ไทยไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย เนปาล ปากีสถาน มองโกเลีย และภูฏานรวมทั้งสิ้น 80 คน ภายในงานจะมีกิจกรรมการจัดแสดงนิทรรศการด้านการพัฒนาเยาวชนในภาคการเกษตรของผู้เข้าร่วมค่ายเยาวชน 4-H : Summer Camp การบรรยายวิชาการ กิจกรรมการศึกษาดูงาน/ฝึกปฏิบัติ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์นันทนาการ และแคมป์ไฟ

‘แม็คโคร’ส่งเสริมเกษตรกรไทย สร้างผลผลิตคุณภาพถึงผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340210

x

‘แม็คโคร’ส่งเสริมเกษตรกรไทย สร้างผลผลิตคุณภาพถึงผู้บริโภค

วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 29 ปี ที่ลูกค้าผู้ประกอบการได้ให้ความไว้วางใจในสินค้ากลุ่มอาหารของแม็คโครมาโดยตลอด แม็คโครให้ความสำคัญอย่างสูงสุดในด้านคุณภาพ ความสด สะอาด และความปลอดภัย ตามมาตฐานของกฎหมาย และหลักปฏิบัติสากล ทั้งนี้ เพื่อที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ “มุ่งเป็นที่หนึ่งเรื่องการจัดหาสินค้าเพื่อธุรกิจอาหารแบบครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการมืออาชีพ” โดยแม็คโครได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการ เครือข่ายภาคเอกชน มหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาและให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างบูรณาการ ตั้งแต่แหล่งผลิต จนถึงแหล่งจำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่า สินค้ามีความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับที่ทันสมัย คือ Makro i – Trace เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้อย่างง่ายดายผ่านการสแกน QR Code ให้ผู้ประกอบการมั่นใจในวัตถุดิบสำหรับการปรุงอาหารที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป

“ไม่เพียงแต่การคัดสรรคุณภาพอย่างเข้มข้นเท่านั้น แม็คโครยังเป็นช่องทางในการจำหน่ายและกระจายผลิตผลทางการเกษตรไปสู่ประชาชน และผู้บริโภคผ่านแม็คโคร 123 สาขาทั่วประเทศไทย โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทรับซื้อผักและผลไม้จากเกษตรกรและสหกรณ์ต่างๆทั่วประเทศกว่า 115,000 ตัน”นางศิริพร กล่าวเสริม

ทั้งนี้ การเปิดตัวโครงการ “แม็คโคร คัดสรรคุณภาพ เคียงข้างเกษตรกรไทย” เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือพัฒนาและยกระดับคุณภาพผลิตผลทางการเกษตร อันก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรกว่า 1,400 รายที่แม็คโครทำงานด้วยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พิธีร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับกลุ่มสหกรณ์ 7 กลุ่ม ได้แก่ 1. สหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกร ป่าซาง จำกัด 2. สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรด ลำปาง จำกัด 3. สหกรณ์การเกษตร มะขาม จำกัด4. สหกรณ์การเกษตร นายายอาม จำกัด 5. สหกรณ์การเกษตร เขาคิชฌกูฏ จำกัด 6. สหกรณ์การเกษตร เมืองขลุง จำกัด7. สหกรณ์การเกษตร บ้านนาสาร จำกัด

รายงานพิเศษ : ‘ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ’ชัยนาท ต้นแบบ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’กับการทำเกษตรยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340214

รายงานพิเศษ : ‘ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ’ชัยนาท ต้นแบบ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’กับการทำเกษตรยุค4.0

รายงานพิเศษ : ‘ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ’ชัยนาท ต้นแบบ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’กับการทำเกษตรยุค4.0

วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

‘ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ’ชัยนาท

ต้นแบบ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’กับการทำเกษตรยุค4.0

ใช้ระบบEvapสั่งด้วยสมาร์ทโฟน-ผลิตเห็ดขายตลอดปี

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (สสก.1) โชว์ผลงานเกษตรกรกรุ่นใหม่ ต้นแบบเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรในยุค 4.0 สามารถผลิตเห็ดป้อนตลาดตลอดทั้งปี ด้วยการใช้ระบบ Evap ควบคุมโรงเพาะเห็ดด้วยสมาร์ทโฟน สร้างคุณภาพผลผลิตเห็ดได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตรนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่สสก.1 มีการดำเนินงานมาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องโดยเฉพาะการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เน้นใช้องค์ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประกอบอาชีพ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยยกระดับพัฒนาการทำเกษตรในยุคปัจจุบันให้ก้าวไปสู่การทำเกษตรยุค 4.0 ได้อย่างแท้จริง ประกอบการส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชนโดยคนในชุมชนเองนั้น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเป็นไปตามความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สำหรับฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่มาพัฒนาการทำเกษตรด้วยการเพาะเลี้ยงเห็ดด้วยระบบปิด หรือระบบ Evap พร้อมกับคิดค้นโปรแกรมในการบริหารจัดการฟาร์มเห็ดด้วยสมาร์ทโฟนส่งผลให้ฟาร์มแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตเห็ดที่มีคุณภาพสม่ำเสมอเป็นที่ต้องการของตลาด โดยไม่มีเรื่องโรคและแมลงรบกวน และสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างแท้จริง

นายพัชรพล โพธิ์พันธุ์ เจ้าของจาวาฟาร์ม ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จ.ชัยนาท กล่าวว่า การทำฟาร์มเห็ดเริ่มต้นมาจากตนนั้นมีความสนใจจากนั้นก็เริ่มศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง มีการลองผิดลองถูกบ้าง ทำให้ตนเองเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำการเกษตร เพราะทุกขั้นตอนเน้นทำด้วยตนเองทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบทำก้อนเชื้อเห็ด การดูแลระบบการเพาะเห็ด โดยที่เลือกใช้ระบบ Evap เพราะมองว่าการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และการสเปรย์น้ำให้โรงเพาะเห็ด ถ้าผ่านระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และใช้ระบบอัตโนมัติ โดยติดตั้งระบบการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนไปยังกล่องควบคุมที่ทำหน้าที่ในการสั่งงานตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในโรงเรือนเพื่อปรับความชื้นและอุณหภูมิให้เหมาะสมกับเห็ดอยู่ตลอด เพื่อให้เห็ดมีดอกที่สมบูรณ์ และออกดอกในปริมาณที่มากขึ้น สามารถบริหารจัดการโรงเรือนเพาะเห็ดได้ง่ายและสะดวก

แต่ทั้งนี้การใช้ระบบดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าเปิดตลอดเวลาเลยทำให้เปลืองค่าน้ำค่าไฟ และทำให้เห็ดออกดอกไม่ดี จากการศึกษาพบว่าจะต้องมีช่วงกระตุ้น และช่วงพักบ้าง และคุมปริมาณอากาศให้ได้เพราะมีผลต่อความยาวของก้านดอก และความแก่ของดอก จึงได้มีการพัฒนาระบบให้มีความเหมาะสมกับโรงเพาะเห็ด จนปัจจุบันระบบดังกล่าวมีความเหมาะสมกับการเพาะเห็ด ส่งผลให้เห็ดออกดอกตลอดทั้งปีซึ่งสามารถช่วยเกษตรกรทำฟาร์มเห็ดโดยใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการฟาร์มได้ถึง 90% ส่วนอีก 10% เกษตรกรยังคงต้องใช้แรงงานคนในการเก็บดอกช่วงเช้า และเย็น และแม้ว่าระบบดังกล่าวจะมีต้นทุนการผลิตต่อโรงเรือนที่ค่อนข้างสูง ขนาดของโรงเรือนหน้ากว้าง 6 เมตร ยาว 15 เมตร บรรจุเห็ดได้ 15,000 ก้อน มีต้นทุนประมาณ 2-3 แสนบาท เป็นค่าวัสดุโรงเรือน แต่ก็มีเกษตรกรหลายรายเริ่มสนใจ ขณะนี้มีเครือข่ายที่ทำอยู่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนจำนวน 4 ราย โดยในช่วงที่เห็ดล้นตลาด แต่แม่ค้าก็ยังรับเห็ดของฟาร์มในราคาเดิมและรับทั้งหมด เพราะเรื่องคุณภาพ เนื่องจากสภาวะอากาศในโรงเรือนที่เหมาะสมทำให้ได้ดอกเห็ดสวย สะอาด มีการคัดขนาดดอกบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ให้เห็ดโดนอากาศข้างนอกน้อยที่สุดเพื่อช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเห็ดได้

“ผมเป็นเกษตรกรรายเดี่ยวมาก่อนที่เคยคิดว่าเราอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว แม้ว่าการใช้ระบบดังกล่าวจะมีข้อดี แต่การที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ YSF ทำให้ตนเองเปลี่ยนแนวคิดในการทำการเกษตรที่กว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันและได้นำความรู้มาพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้ว่าการทำธุรกิจเกษตรต้องมีมาตรฐานต่างๆ รองรับ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นประโยชน์” นายพัชรพล กล่าว

รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงวัว ปลูกเองใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340212

x

รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงวัว ปลูกเองใช้เอง

วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมเลี้ยงวัวครับ อยากจะปลูกหญ้าเลี้ยงวัวไว้ใช้เอง จะต้องปลูกอย่างไรครับ

เมธี นาทวีรัตน์

อ.เมือง จ.อุดรธานี

คำตอบ

การทำแปลงหญ้า สามารถกระทำได้ใน 2 ลักษณะคือ 1) ทำเป็นแปลงหญ้าถาวร เป็นพื้นที่ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ต่อเนื่องกันไป ปลูกหญ้าครั้งเดียวดูแลให้ใช้งานไปได้หลายปี เมื่อแปลงหญ้าอายุ 4-5 ปี โดยดูแลพรวนดินให้โปร่งเท่านั้น 2) ทำเป็นแปลงหญ้าหมุนเวียน ถ้าพื้นที่เป็นพื้นที่ดอน ดินเสื่อมคุณภาพแล้ว สามารถปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์สลับไปปลูกพืชไร่ จะได้ผลผลิตพืชไร่สูงขึ้น โดยปลูกพืชไร่ 2 ปี ก็สลับไปปลูกหญ้าหมุนเวียนกันไป

วิธีปลูกหญ้าพันธุ์ดี ให้พิจารณาเลือกวิธีปลูกที่เหมาะสม ดังนี้

1. ปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ เป็นวิธีที่สะดวก และประหยัดที่สุด เกษตรกรนิยมใช้ แต่ใช้ได้กับพืชอาหารสัตว์ที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดพันธุ์เท่านั้น เช่น หญ้ารูซี่ หญ้ากินนีสีม่วง หญ้าอะตราตัม ถั่วฮามาต้า เป็นต้น

2. การเตรียมดิน ต้องไถดะ แล้วเก็บเศษหิน เศษไม้ ออกจากแปลงให้หมดก่อน เสร็จแล้วไถแปร เพื่อปรับพื้นที่ เตรียมดินให้เรียบ พรวนดินให้ละเอียด ผิวดินที่ละเอียดจะเหมาะกับเมล็ดพันธุ์หญ้าที่มีขนาดเล็ก และจะช่วยให้เครื่องจักรที่ลงไปตัดหญ้าทำงานได้สะดวกขึ้น

3. การปลูก มี 3 วิธีคือ

-วิธีโรยเมล็ดเป็นแถว เป็นวิธีที่ดี โดยการวางระยะแถวให้เหมาะกับการใช้เครื่องจักรกลเข้าไปกำจัดวัชพืช โดยเตรียมหาเมล็ดพันธุ์ที่ดีไว้ ใช้ไม้ขีดดินเป็นร่องลึก ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ระยะห่าง 30-50 เซนติเมตร โรยเมล็ดตามร่อง ไม่ต้องกลบเมล็ด

-วิธีหว่านเมล็ด เป็นวิธีที่ง่าย และประหยัดแรงงาน จะต้องไถเตรียมดินเพื่อกำจัดวัชพืชหลายๆ ครั้งก่อนปลูก ทำการหว่านให้เมล็ดกระจายทั่วถึง เมื่อหญ้าขึ้นดีแล้ว ให้ตัดหญ้า
ครั้งแรกทิ้งไปพร้อมกับวัชพืช ต่อมาหญ้าจะโตเร็วกว่า และขึ้นคลุมวัชพืชได้ในภายหลัง จะต้องหว่านเมล็ดพันธุ์หญ้าหลังฝนตก หรือในวันที่ดินมีความชุ่มชื้น จะช่วยให้ต้นหญ้างอกได้เร็วขึ้น

-ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ โดยใช้ท่อนพันธุ์ปลูก ให้เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 2 เดือน เช่น หญ้าแพงโกล่า หญ้าเนเปียร์หญ้าบาน่า เป็นต้น

4.การดูแลรักษา หญ้าเหล่านี้ จะมีความทนทาน และเจริญเติบโตเร็ว การดูแลรักษาต้นหญ้าจะช่วยให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ควรกำจัดวัชพืชหลังปลูก 2 สัปดาห์ จากนั้นต้นหญ้าจะเจริญเติบโตคลุมพื้นที่ได้ ควรกำจัดวัชพืชในขณะที่ดินแห้ง เพื่อความสะดวกในการทำงาน และให้วัชพืชจะได้ตายหมด หลังจากปล่อยวัวลงแทะเล็มแปลงหญ้าแล้ว วัวจะเลือกกินแต่หญ้าทำให้เหลือแต่ต้นวัชพืช
ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแปลงหญ้า

5.การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอก ปีละครั้ง อัตรา 2 ตันต่อไร่ หรืออาจใส่น้ำขี้หมูก็ได้ จะช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุลงไปในดิน และทำให้ดินร่วนซุย หญ้าก็จะเจริญเติบโตได้ดี

หญ้า ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มีน้อย และคุณค่าทางอาหารสัตว์ต่ำ พื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในสาธารณะก็น้อยลง ไม่เพียงพอที่จะปล่อยสัตว์ไปเลี้ยงเหมือนแต่ก่อน สัตว์เลี้ยง วัว ควาย แกะ แพะ จำเป็นต้องกินหญ้าเป็นอาหารหลัก หากลงทุนปลูกหญ้าพันธุ์ดีไว้ในพื้นที่ของตนเอง ในบริเวณพื้นที่ของตน ตามหัวไร่ปลายนา ในพื้นที่ว่างเปล่า ก็จะมีหญ้าใช้สอยตลอดปี เป็นแปลงหญ้าคุณภาพดี ให้ผลผลิตสูงเพียงพอสำหรับเลี้ยงวัว

นาย รัตวิ

แนะเกษตรกรปรับตัวสู่ตลาดดิจิทัล เพิ่มโอกาสแข่งขัน-เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกได้รวดเร็วขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339970

x

แนะเกษตรกรปรับตัวสู่ตลาดดิจิทัล เพิ่มโอกาสแข่งขัน-เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกได้รวดเร็วขึ้น

วันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบจากความร่วมมือระหว่างไทยและกลุ่มอาลีบาบาของจีน ที่อาจมีต่อเศรษฐกิจและเศรษฐกิจการเกษตรภาพรวม พบว่าผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจของไทย ธุรกิจ SMEs โรงงาน ผู้ผลิต สามารถนำเสนอสินค้าแปลกใหม่ โดยการขายผ่านระบบออนไลน์ได้มากขึ้น ผู้บริโภคจากประเทศไทย สามารถซื้อของได้ถูกลง สินค้าราคาถูกจากจีนจะถูกนำเข้ามา สินค้าราคาถูกจากไทยก็ส่งออกไปเกิดการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับ e-commerceเป็นจำนวนมาก และจะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น การขนส่งพัสดุ การสร้างคลังสินค้า และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ การจ้างพนักงานขายหรือพนักงานบริการตามห้างร้านต่างๆ จะลดลง ส่วนผู้ประกอบการ พ่อค้าคนกลาง หรือผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้า ที่ดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม จะถูกทดแทนด้วยธุรกิจออนไลน์ พฤติกรรมการซื้อสินค้าของ
ผู้บริโภคจะมีการเปลี่ยนแปลง

ส่วนผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจการเกษตร ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร ที่มีความสามารถในการปรับตัวด้านเทคโนโลยีดิจิทัล จะมีโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้นสามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศไทย จีนและทั่วโลก กรณีสินค้าทุเรียน มีผู้สั่งซื้อ 80,000 ผล ภายในเวลา 1 นาที จึงส่งผลให้ปริมาณการส่งออกทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้น เกษตรกรสามารถขายทุเรียนได้ในราคาที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการขายภายในประเทศ สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดประกอบกับราคาสินค้าเกษตรจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรรายใหม่ผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ ภาครัฐจะต้องมีมาตรการในการควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องและตรงกับความต้องการของผู้บริโภคหรือผู้ซื้อนั่นเอง นอกจากนี้ ทุเรียนจะถูกผลิตจากประเทศไทยส่งออก และมีการขนส่งโดยจีน ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าตามข้อตกลง FTA ของอาเซียน+1 ดังนั้นสำหรับผลไม้ของไทยจึงเป็นโอกาสทองไทยจะสามารถส่งออกได้อย่างสะดวกและรวดเร็วเพิ่มมากขึ้น