สหกรณ์ลุยสางปัญหาราคา‘สับปะรด’ เดินหน้าเชื่อมโยงกลุ่มโคนม ดันรับซื้อไปผลิตอาหารสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340857

x

สหกรณ์ลุยสางปัญหาราคา‘สับปะรด’ เดินหน้าเชื่อมโยงกลุ่มโคนม ดันรับซื้อไปผลิตอาหารสัตว์

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ มีมติเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการสับปะรดที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน โดยเร่งระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตไปยังผู้บริโภคโดยใช้กลไกของสหกรณ์ และเชื่อมโยงกับสหกรณ์โคนมและโคเนื้อให้รับซื้อสับปะรดจากสหกรณ์ที่อยู่ในแหล่งผลิต เพื่อนำไปทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม โดย นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินมาตรการหลัก 3 มาตรการ คือ

1.ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานงานกับสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้กรมปศุสัตว์เข้าไปแนะนำแนวทางใช้สับปะรดผลอ่อนมาผลิตเป็นอาหารโคนม

2.ให้กำหนดจุดรวบรวมผลผลิตสับปะรด เพื่อกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง แต่ขณะสถานการณ์ผลผลิตใน จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ คลี่คลายแล้ว จึงเหลือจุดรวบรวมสับปะรดของสหกรณ์ที่ จ.ระยอง โดยจะมีทั้งหมด 5 แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรเขาชะเมา จำกัด สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด สหกรณ์นิคมฯ ระยอง จำกัด กลุ่มเกษตรกรทำไร่สับปะรดมะขามคู่ และกลุ่มเกษตรกรทำไร่สับปะรดตำบลซำฆ้อ เบื้องต้นคาดว่าจะรวบรวม 1,000 ตัน

3.การจัดงานประชาสัมพันธ์การบริโภคสับปะรด จะจัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด กับ สหกรณ์โคนมนครลำปาง จำกัด และบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พร้อมปล่อยขบวนสินค้าจากสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง ไปยังศูนย์กระจายสินค้าแม็คโครและสหกรณ์โคนมนครลำปาง จำกัด วันที่ 24 พฤษภาคม นี้

จัดประชุมวิชาการ‘ประมง’ปี’61 โชว์83งานวิจัย9สาขาพัฒนายั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340856

x

จัดประชุมวิชาการ‘ประมง’ปี’61 โชว์83งานวิจัย9สาขาพัฒนายั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้มีนโยบายให้ความสำคัญในการพัฒนาผลงานวิจัยของนักวิชาการกรมประมง โดยกำหนดจัดการประชุมวิชาการประมงเป็นประจำทุกปีเพื่อพัฒนาคุณภาพงานวิจัยด้านประมงในสาขาต่างๆ ของนักวิชาการให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาภาคการประมงของประเทศให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยในปี 2561 กรมประมงได้กำหนดจัดประชุมวิชาการขึ้นภายใต้หัวข้อ “การบริหารจัดการทรัพยากรประมง เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ขึ้น ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิชาการประกอบด้วย 9 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สาขาการประมงทะเล สาขาโรคสัตว์น้ำสาขาอาหารสัตว์น้ำ สาขาพันธุกรรมสัตว์น้ำ สาขาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประมง และสาขาเศรษฐกิจ สังคม และต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทางออกการจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน” และ การอภิปรายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรประมงเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” รวมทั้งการนำเสนอผลงานวิจัยที่น่าสนใจจำนวน 83 เรื่อง โดยเป็นการนำเสนอผลงาน 45 เรื่อง และเป็นโปสเตอร์ อีก 38 เรื่อง โดยมีหัวข้องานวิจัยที่น่าสนใจมากมาย อาทิ เรื่อง การวิเคราะห์โครงข่ายอาหารและผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของการปล่อยกุ้งก้ามกราม Macrobrachium rosenbergill (de Man, 1879) ในบ่อประมงหมู่บ้าน , การสำรวจเครื่องหมายไมโครแซทเทลไลท์ในปลาตระกูลตะเพียน โดยวิธีการทดสอบพีซีอาร์ ข้ามชนิด, การประมงอวนล้อมซั้งและความสูญเสียทางเศรษฐกิจของสัตว์น้ำทางฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย เป็นต้น

สำหรับการจัดประชุมวิชาการประจำปี 2561 ของกรมประมง ได้เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปที่สนใจสามารถเข้าร่วมรับฟังการประชุมได้ ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองแผนงาน กรมประมง โทรศัพท์ 0-2561-0834

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เชียงใหม่รณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ เน้นตลาดบริโภคสด-ยกระดับรายได้เกษตรกรภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340861

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เชียงใหม่รณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ  เน้นตลาดบริโภคสด-ยกระดับรายได้เกษตรกรภาคเหนือ

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เชียงใหม่รณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ เน้นตลาดบริโภคสด-ยกระดับรายได้เกษตรกรภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสถานการณ์การส่งออกลำไยไปยังประเทศอินโดนีเซียในปีนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาไม่น้อย เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียได้สั่งงดการนำเข้าลำไยจากประเทศไทย จำนวน 28,000 ตัน ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ลำไยออกสู่ตลาดมากที่สุด ทำให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตลำไยที่กำลังจะออกในปีนี้ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และทดแทนตลาดอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ ปี 2556 – 2560 ประเทศไทยส่งออกลำไยสดไปยังอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นจาก 59,869.60 ตัน ในปี 2556 เป็น 97,180.86 ตัน ในปี 2560 โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยมีปริมาณผลผลิตออกมาก (ช่วงพีค) คือ เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม มีการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 15,546.21 ตัน ในปี 2556 เป็น 28,387.96 ตัน ในปี 2560 ซึ่งกรณีอินโดนีเซียงดการนำเข้าในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม คาดว่าจะกระทบต่อปริมาณผลผลิตลำไยสดที่ไม่สามารถนำเข้าได้ สอดคล้องกับปริมาณการส่งออกที่มากที่สุดในปี 2560 ประมาณ 28,387.96 ตัน หรือคิดประมาณร้อยละ 30 ของลำไยในช่วงพีคทั้งหมด

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 เป็น 1 ในนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล ตามมติคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือ Fruit Board ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) เป็นประธาน โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตลำไยคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพยกเกรด จากเกรด A เป็น AA ซึ่งจากการงดการนำเข้าลำไยของอินโดนีเซียในปีนี้ จำนวน 28,000 ตัน ทำให้ต้องเปลี่ยนเป้าหมายโดยได้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการพัฒนาคุณภาพลำไย โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมต้นจนถึงการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งจะเน้นการตัดแต่งช่อผล เพื่อให้มีปริมาณจำนวนผลในช่อให้เหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพลำไยจากเกรด A เป็น AA ให้ได้

โดยในปี 2561 คาดการณ์ว่าจะมีเนื้อที่ให้ผล จำนวน 837,721 ไร่ ผลผลิตรวม ประมาณ 659,134 ตัน จำแนกเป็นลำไยในฤดู จำนวน 639,413 ไร่ ผลผลิตจำนวน 386,303 ตัน และลำไยนอกฤดู จำนวน 198,308 ไร่ ผลผลิต จำนวน 272,831 ตัน โดยผลผลิตในฤดูมีปริมาณมากกว่า ปี 2560 ร้อยละ 2.28

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ 6,543 ราย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มศพก.กับแปลงใหญ่ลำไย และกลุ่มเกษตรกรรายใหม่ โดยสามารถผลิตลำไยคุณภาพได้มากกว่า 20,000 ตัน ซึ่งจะเน้นพัฒนาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ

“ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 ตลาดหลักจะอยู่ที่ตลาดลำไยอบแห้งทั้งเปลือกหรือตลาดลูกร่วง แต่หลังจากได้เข้าร่วมโครงการ ได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำเป็นลำไยสดช่อ มีการพัฒนาคุณภาพการตัดแต่งช่อผล มีการดูแลรักษาตามกระบวนการจัดการคุณภาพที่ดีและเหมาะสม จนสามารถยกระดับผลผลิตและเปลี่ยนตลาดเป้าหมายจากตลาดลูกร่วงมาเป็นตลาดบริโภคสดได้ โดยในปีนี้มีเป้าหมายผลิตลำไยเกรด AA ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เป็นการยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้เพิ่มขึ้น มั่นคง และยั่งยืนกว่าเดิม” นายนเรศ กล่าวทิ้งท้าย

แตกใบอ่อน : ทิศทางเกษตรไทย ‘ยุคแจ๊คหม่า อาลีบาบา มาเยือน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340676

807934531

แตกใบอ่อน : ทิศทางเกษตรไทย ‘ยุคแจ๊คหม่า อาลีบาบา มาเยือน’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“หนึ่งนาที แจ๊ค หม่า….สามารถขายทุเรียนได้ 80,000 ลูก” ก่อเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาทั้งแง่บวกและลบ
แนวโน้มส่วนใหญ่เป็นไปในทางที่กลัวว่า “แจ๊ค หม่า….จะเข้ามายึดประเทศไทย” เหมือนกับหลายประเทศที่คนจีนเข้าไปลงทุนธุรกิจการค้าด้วย แต่คนในประเทศนั้นกลับไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร

ล่าสุดที่ได้มีโอกาสไปดูงานจังหวัดเชียงราย เนื่องด้วยนโยบายจากระดับบนเพื่อส่งเสริมและผลักดันเรื่องเกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อขยายการรับรู้เรื่องการเกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษให้แก่หน่วยงาน สหกรณ์ และ ธ.ก.ส. จึงได้มีโอกาสข้ามโขงไปชมฝั่งประเทศลาว ซึ่งมีเศรษฐีจีนเข้ามาลงทุนเปิดเอ็นเตอร์เทนเมนท์
คอมเพล็กซ์ และได้มีโอกาสสัมผัสและรับรู้ข้อมูลจากการบอกเล่าจากคณะที่พาไปถึงเรื่องการจ้างงาน และผลประโยชน์ที่เห็นแก่ได้ของจีนพอสมควร

รูปแบบการเข้ามาทำมาหากินของคนจีนนั้นค่อนข้างผูกขาด คนท้องถิ่นแทบไม่ได้ประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะแม้แต่คนขับเรือข้ามฟากก็ยังเป็นคนจีน พอขึ้นฝั่งผ่านระบบตรวจสอบพาสปอร์ตเรียบร้อย ก็ยังมีพนักงานที่เป็นคนจีนอีกเช่นกันขับรถหรูมารับ โดยสถานที่นี้ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องการพนันอย่างเดียว ยังมีสถานที่ออกกำลังกาย ร้านอาหารแบบสิบสองปันนาและอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นคอมมูนิตี้ดึงดูดผู้คนให้ไปเที่ยวจับจ่ายใช้สอย โดยบุคลากรทั้งหมดส่วนใหญ่เป็น “คนจีน” ส่วนหน้าที่ในระดับล่างๆ จึงพอเห็นคนท้องถิ่นที่เป็นคนลาว สิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นจึงสะท้อนความคิดบางอย่างให้ต้องตระหนัก คือการคบกับ “คนจีน” นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะในระดับประเทศ ระดับนโยบาย การจะตัดสินใจอะไรลงไปโดยไม่สอบถามความเห็นของคนในชาติให้ดีเสียก่อน บางทีอาจจะทำให้ประเทศของเราสูญเสียโอกาสหลายๆอย่างไปโดยไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้ โดยที่เจ้าของประเทศได้เพียงเศษเงินเพียงเล็กน้อย

ย้อนกลับมาดูประเทศไทยในกรณีของ “แจ๊ค หม่า รีเทิร์น” เพราะก่อนหน้านี้เคยเบี้ยวรัฐบาลไทยไปคบหามาเลเซียแล้วครั้งหนึ่ง!!! หวังว่าคงยังไม่ลืมกัน แต่การมาครั้งนี้รัฐบาลของเราก็ต้อนรับขับสู้น่าดู ให้สิทธิพิเศษมากมายหลายอย่าง จนส่งผลกระทบให้ธุรกิจการค้าขายออนไลน์ของคนไทยล้มหายตายจากไปหลายราย ล่าสุดอย่างตลาดดอทคอมยังต้องจับมือเบียร์ช้างอย่างไทยเบฟฯ เพื่อช่วยและลุยไปด้วยกัน ก็คิดดูล่ะกัน…ว่าความเปลี่ยนแปลงระลอกแรกยังสั่นสะเทือนได้ขนาดนี้ ระลอกที่ตามมาหลังๆ จากนี้จะเป็นอย่างไร

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงเกษตร ก็ขออนุญาตเขียนในมุมมองภาคการเกษตรของประเทศไทยเราสักนิดนะครับ ส่วนตัวนั้นคิดว่าบ้านเรามีความหลากหลายในกลุ่มของพืชผักผลไม้ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดี และสินค้าเกษตรหลายอย่างยังคงไปต่อได้ โดยเฉพาะเรื่องราคาน่าจะดีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผลิตภัณฑ์ที่คนจีนให้ความสนใจ ในการอุปโภคบริโภค เช่น ทุเรียน และข้าวหอมมะลิ แต่ถ้ามีพืชชนิดหนึ่งชนิดใดที่ประเทศจีนผลิตได้เอง…..พืชชนิดนั้นเกษตรกรไทยเราควร “เลิก” ปลูกครับ “อย่าฝืน” เพราะต้องยอมรับความจริงว่า “เราไม่สามารถสู้เรื่องต้นทุนกับจีน” ได้ อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกทั้งยุโรปและอเมริกาก็ยังไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับประเทศจีนได้ ถ้านึกภาพไม่ออกให้ย้อนกลับไปดูอดีตที่ไทยเราทำ FTA กับจีน ก็ทำให้ หอม กระเทียม และลิ้นจี่ของไทยสูญพันธุ์ไปโดยปริยาย

แต่ที่สำคัญมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะรัฐบาลยิ่งต้องช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมนั่นก็คือ การทำให้ผักผลไม้
ของไทยมีคุณภาพได้มาตรฐาน และปลอดภัยไร้สารพิษ หรือจะให้โดดเด่นก็คือการพัฒนาทำให้เป็นสินค้า “ออร์แกนิค” ทำให้เป็นจุดแข็งที่ชัดเจนไปเลย เพื่อใช้ในการต่อรองแข่งขันกับสินค้าจากจีนที่จะทะลักหลั่งไหลเข้ามา เพราะผู้คนทั่วโลกยังมองเรื่องสินค้าจีนในแง่ที่ว่า ด้อยคุณภาพ ไม่ปลอดภัย เพราะยังมีข้าวสารปลอม ไข่ปลอม และแม้แต่ผักก็ยังปลอม เป็นต้น เราจึงควรเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า จึงจะมีโอกาสแข่งขันกับประเทศจีนหรือนักลงทุนจีนได้ในอนาคต

มนตรี บุญจรัส

ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

กลุ่มผู้เลี้ยง‘กุ้งขาวแวนนาไม’เฮ l ‘ประมง’จับมือเอกชนเปิดรับซื้อหมื่นตันสกัดราคาร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340670

x

กลุ่มผู้เลี้ยง‘กุ้งขาวแวนนาไม’เฮ l ‘ประมง’จับมือเอกชนเปิดรับซื้อหมื่นตันสกัดราคาร่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคากุ้งขาวแวนนาไมในตลาดโลกและประเทศไทยตกต่ำ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของไทยได้รับความ เดือดร้อนอย่างหนัก และขอให้ภาครัฐตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ กรมประมงได้ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหา ความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นอย่างมาก จึงได้ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตดำเนินการแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในระยะเร่งด่วนไปแล้วหลายด้าน และหนึ่งในนั้นกรมประมงได้ร่วมกับสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยดำเนินการ โครงการประชารัฐรักษาเสถียรภาพ กุ้งขาวแวนนาไม ปี 2561 เพื่อช่วยพยุงราคากุ้งไม่ให้ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินโครงการ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นมา ซึ่งห้องเย็นจะรับซื้อกุ้งขาวแวนนาไมจากเกษตรกรในราคานำตลาดเป็นเวลา 60 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 23 กรกฎาคม 2561 ตั้งเป้าการรับซื้อปริมาณรวม 10,000 ตัน และกำหนดให้เกษตรกรขายกุ้งได้รายละไม่เกิน 6 ตัน ตามราคาขนาดของกุ้ง

อธิบดีกรมประมงกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทราบแล้ว โดยเกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ จะต้องทำการสมัครผ่านองค์กร เกษตรกรในพื้นที่ ได้แก่ สมาคม สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ชมรม และกลุ่มเกษตรกร หรือสำนักงานประมงจังหวัด จากนั้น ผู้แทนองค์กรเกษตรกรในนามเกษตรกรและห้องเย็นจะจับคู่การซื้อขายโดยทำหนังสือข้อตกลงร่วมกัน และนัดหมายวันซื้อขายต่อไป โดยกุ้งที่ขายภายใต้โครงการ จะต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพตามที่โครงการ กำหนด

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (กุ้งทะเล) กับกรมประมง และเป็นเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (BAP/GAP มกษ./CoC/GAP กรมประมง) ที่ยังคงมีอายุการรับรอง หรืออยู่ระหว่างดำเนินการต่ออายุใบรับรอง หรืออยู่ในระหว่างการรับรองมาตรฐานฟาร์ม BAP ส่วนคุณสมบัติของผู้ประกอบการห้องเย็นนั้น จะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานสุขลักษณะโรงงาน (GMP) และมาตรฐาน HACCP และเป็นสมาชิกของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย

ทั้งนี้ กรมประมงขอเน้นย้ำว่า โครงการนี้ เป็นการดำเนินงานในรูปแบบประชารัฐ ที่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกรให้มีการรวมกลุ่มในการซื้อขาย และสามารถแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำต่อไปได้ กรมประมง ในฐานะหน่วยงานภาครัฐจะเดินหน้าแก้ไขความเดือดร้อน ของเกษตรกรตามแนวทางของโครงการ และราคาที่ได้กำหนดไว้เพื่อให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นวิกฤติสถานการณ์ราคากุ้งตกต่ำได้โดยเร็ว

สหกรณ์รถไฟฯโล่งเคลียร์เจ้าหนี้ฉลุย เดินหน้าเสริมสภาพคล่อง-ฟ้องทวงเงินกู้2.2พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340671

x

สหกรณ์รถไฟฯโล่งเคลียร์เจ้าหนี้ฉลุย เดินหน้าเสริมสภาพคล่อง-ฟ้องทวงเงินกู้2.2พันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการชั่วคราวสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ได้ผลสรุปร่วมกันกับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 แห่ง ถึงแผนการชำระหนี้เงินกู้และจ่ายคืนเงินฝาก ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟจะได้นำไปปฏิบัติ โดยในแผนดังกล่าว สหกรณ์เจ้าหนี้ได้ตกลงลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกสัญญาลง 1% พร้อมทั้งยินยอมให้กำหนดดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ทุกบัญชีในอัตรา 4% และผ่อนปรนการชำระหนี้เงินกู้ในห้วง 2-3 เดือนแรก เพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ นำเงินส่วนนี้ไปเสริมสภาพคล่องที่จะสามารถจ่ายเงินกู้ให้กับสมาชิกของตนเองที่เดือดร้อนและยื่นคำขอกู้เงินรออยู่แล้วได้

“การหารือร่วมกันเป็นไปด้วยดีมีบรรยากาศที่เป็นมิตร มีไมตรีเห็นอกเห็นใจ และพร้อมใจกันที่จะร่วมกัน ช่วยกันแก้ไขปัญหาเพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯ สามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ จึงถือเป็นการช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามวิถีสหกรณ์อย่างแท้จริง ซึ่งต่อจากนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯ จะได้ส่งแผนดังกล่าวให้สหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 แห่ง เพื่อให้คณะกรรมการของแต่ละสหกรณ์พิจารณาอย่างเป็นทางการ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจะได้จัดทำเป็นข้อตกลงระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯ กับสหกรณ์เจ้าหนี้แต่ละรายต่อไป ซึ่งกำหนดจะเริ่มดำเนินการตามแผนให้ทันในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 นี้และทุกฝ่ายได้ตกลงที่จะให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อติดตามประเมินผลทุก 3 เดือน รวมทั้งเมื่อแผนดำเนินไปครบ 1 ปี ให้มีการพิจารณาทบทวนแผนร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง”

นายณรงค์พลกล่าวต่อว่า ในส่วนเจ้าหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟอีก 2 แห่ง ที่เป็นสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด และธนาคารกรุงเทพ จำกัด นั้น คณะกรรมการชั่วคราวของสหกรณ์ฯ ได้เข้าพบเจรจาเพื่อขอผ่อนปรนการชำระหนี้แล้ว ในเบื้องต้นมีแนวโน้มที่เป็นไปด้วยดี ซึ่งผลการพิจารณาของธนาคารน่าได้ข้อสรุปในไม่ช้านี้ สำหรับการดำเนินคดีกับผู้ที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ

ในส่วนคดีอาญา รองนายทะเบียนสหกรณ์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อคณะกรรมการฯ ชุดที่ 7-11 แทนสหกรณ์ไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อตั้งข้อหาของพนักงานสอบสวนของ สน.บางรัก และ สน.ปทุมวัน โดยคณะกรรมการชั่วคราวได้แต่งตั้งผู้แทนสหกรณ์ตามข้อบังคับ เพื่อไปดำเนินการทางคดีนี้ต่อไปแล้ว ในส่วนคดีแพ่งที่ต้องรับผิดทางละเมิด รองนายทะเบียนสหกรณ์ได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 7-11 เช่นเดียวกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการของสำนักงานอัยการสูงสุด และในส่วนของการเรียกเงินกู้คืนจากสมาชิกผู้กู้ 6 ราย ที่ผิดสัญญาชำระหนี้แล้วทั้ง 199 สัญญา วงเงินกว่า 2,200 ล้านบาท ขณะนี้คณะกรรมการชั่วคราวกำลังดำเนินการจัดจ้างทนายความเพื่อฟ้องร้องคดีเรียกหนี้คืนแล้ว นอกจากนั้นทางสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ยังได้รับการประสานงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงพร้อมทั้งเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว

ขอฝากให้สมาชิกทั้งฝ่ายสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟฯ และฝ่ายสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 สหกรณ์ เชื่อมั่นและมั่นใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกันของสหกรณ์ของท่านในครั้งนี้ ซึ่งทางฝ่ายราชการในทุกระดับชั้นตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำชับ และสั่งการให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างเต็มที่ เพื่อระงับความเสียหายและความเดือดร้อนของสมาชิกให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยได้ติดตามให้รายงานผลการปฏิบัติทุกระยะด้วยแล้ว

อตก.ปูพรมออกร้านลิ้นจี่แม่ใจ ส่งเสริมตลาด-พัฒนาคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340668

x

อตก.ปูพรมออกร้านลิ้นจี่แม่ใจ ส่งเสริมตลาด-พัฒนาคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคและจำหน่ายลิ้นจี่คุณภาพดีจาก อ.แม่ใจ จ.พะเยา ที่ตลาด อ.ต.ก. ถ.พหลโยธิน กรุงเทพฯ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพลิ้นจี่เกรดพรีเมียมและลิ้นจี่ห่อของเกษตรกร อ.แม่ใจ เป็นแหล่งผลิตลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวยที่มีคุณภาพดี โดยเกษตรกรได้ผลิตลิ้นจี่ตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP ด้วยการจัดการคุณภาพด้านการผลิต โดยใช้วิธีการห่อผล ทำให้ลิ้นจี่มีผิวสดแดง อมชมพู ลดการเข้าทำลายของหนอนเจาะขั้ว มีรสหวาน หอม เนื้อแห้ง และอร่อย และได้รับการรับรองระบบการผลิตตามมาตรฐาน Q จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตลิ้นจี่ได้ในราคาที่สูงกว่าราคาจำหน่ายหน้าสวน ทั้งนี้ อ.ต.ก.ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา ในการคัดเลือกเกษตรกรและลิ้นจี่จากสวนที่ได้ผลิตตามขั้นตอนบำรุงรักษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตั้งแต่เริ่มผลิดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตลิ้นจี่

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ และกระจายผลผลิตคุณภาพดีของเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ในช่วงที่ผลผลิตสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก อ.ต.ก.จึงได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ จัดหาพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตไปนำจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ และกรมศุลกากร

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เลือกซื้อและลิ้มลองรสชาติลิ้นจี่คุณภาพดีจากเกษตรกร อ.แม่ใจ จ.พะเยา ได้ที่ ตลาด อ.ต.ก. ตั้งแต่วันที่ 15-31 พฤษภาคม, สำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่วันที่ 15-18, 21-25 พฤษภาคม, สำนักงานใหญ่ ธ.ก.ส.
วันที่ 15-18, 21-25 พฤษภาคม และกรมศุลกากร วันที่ 22-25 พฤษภาคม

เสริมแกร่งวิจัยเมล็ดพันธุ์ กรมวิชาการฯผนึกกำลัง‘APSA’พัฒนาขีดความสามารถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340669

x

เสริมแกร่งวิจัยเมล็ดพันธุ์ กรมวิชาการฯผนึกกำลัง‘APSA’พัฒนาขีดความสามารถ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรจะจัดให้มีพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมวิชาการเกษตรกับสมาคมเมล็ดพันธุ์พืชแห่งภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก หรือ Asia Pacific Seed Association (APSA) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่โครงการความร่วมมือในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืชในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา การลงนามความเข้าใจในครั้งนี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการของแต่ละหน่วยงานภายใต้ขอบเขตของกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ความร่วมมือนี้ทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาว่า เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของความร่วมมือนี้ โดยร่วมกันขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดตามความตกลง ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรจะพิจารณาโอกาสต่าง ๆ ในการให้ความร่วมมือสำหรับโครงการพิเศษ ตามข้อเสนอของ APSA ภายใต้ความร่วมมือนี้ โดยให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศไทย โดยที่ไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายของไทย สำหรับ APSA นั้น จะสนับสนุนการสร้างเสริมโครงการวิจัยที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถและอำนวยความสะดวกให้กรมวิชาการเกษตรในการเข้าถึงข้อมูลทางวิชาการและทางกฎหมายจากผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์ รวมทั้ง ของสมาคมเมล็ดพันธุ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์พืชที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของเมล็ดพันธุ์ในประเทศใดประเทศหนึ่ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อไปว่า ผลจากความร่วมมือในครั้งนี้ทั้ง 2 หน่วยงานจะได้ร่วมกันสร้างความร่วมมือและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านเมล็ดพันธุ์พืชในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและแลกเปลี่ยน
ผู้เชี่ยวชาญระหว่างกัน ส่งผลให้ประเทศไทยมีนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านเมล็ดพันธุ์ที่ทันสมัย สิ่งที่สำคัญที่สุด เกษตรกรไทยจะได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีด้านเมล็ดพันธุ์ซึ่งถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่จะส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ส่งผลให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพเกษตร โดยความร่วมมือนี้จะมีผลบังคับใช้ 3 ปี นับจากวันที่ผู้มีอำนาจลงนาม

‘กฤษฏา’เตือนอย่าทุจริตโครงการไทยนิยม ชี้’เกษตรฯ’ใช้โอกาสนี้พิสูจน์ตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340666

'กฤษฏา'เตือนอย่าทุจริตโครงการไทยนิยม ชี้'เกษตรฯ'ใช้โอกาสนี้พิสูจน์ตัวเอง

‘กฤษฏา’เตือนอย่าทุจริตโครงการไทยนิยม ชี้’เกษตรฯ’ใช้โอกาสนี้พิสูจน์ตัวเอง

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 19.13 น.

กฤษฏา เตือนอย่าทุจริตโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ชี้ ขรก.กระทรวงเกษตรฯ ใช้โอกาสนี้พิสูจน์ตัวเองว่าทำเพื่อเกษตรกรแท้จริง นำบทเรียนความผิดพลาดในอดีตมาแก้ไข

23 พ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน 55 ปี นวัตกรรมพัฒนาที่ดินก้าวไกล ไทยยั่งยืน ว่าขณะนี้การพิสูจน์คุณภาพดินก้าวหน้าไปมากโดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้วางระบบเข้าสู่ไปในเวบไซต์ เพื่อให้เกษตรกรที่กระจายอยู่ 76 จังหวัด ได้รู้สภาพดินตนเองมีลักษณะเช่นไร ขาดธาตุอาหารอะไรบ้าง หรือ สภาพดินเหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดไหน เพื่อให้พืชเติบโตดีและลดการใช้ปุ๋ย จะลดต้นทุนการผลิตได้ทันที
หากไม่ทราบชนิดของดินพึ่งแต่การใช้ปุ๋ยปริมาณมากขึ้น ทำให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์

สำหรับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้รับงบ 150 ล้านบาท ขอให้ช่วยกันดูแลเกิดประโยชน์กับชาวบ้านมากที่สุด งบนี้นำไปสร้างฝายชะลอน้ำทั่วประเทศ จำนวน 1,097 จุด จุดละ 100,000 บาท โดยราชการจะลงทุนเรื่อง ถุงบรรจุ ทราย และปูนซีเมนต์ เพื่อนำมาผสมกัน และค่าจ้างแรงงานในพื้นที่วันละ 300 บาท เพื่อสร้างฝาย

“ต้องระมัดระวังเรื่องการทุจริตอาจเกิดขึ้นในโครงการ อย่างเช่น ให้งบประมาณไปซื้อทรายแต่กลับไม่ซื้อทราย แต่ใช้วัสดุอื่นใส่ถุงนำไปเรียง แล้วนำเงินไปใช้ส่วนตัวหรือซื้อของมาไม่ครบ พร้อมฝากข้อคิดเตือนใจถึงข้อผิดพลาดในอดีต และให้นำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียนอย่าให้เกิดขึ้นอีก เช่น ความไม่โปร่งใสในการซื้อปัจจัยการผลิต พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การแจกนมโรงเรียน วัคซีนพิษสุนัขบ้า

ดังนั้นจึงเป็นโอกาสให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริงว่าทำเพื่อเกษตรกร เพราะแผ่นดินไม่ได้ขยายเพิ่มขึ้น มีพื้นที่ทำเกษตร 150 ล้านไร่ และมีแนวโน้มลดลง จึงต้องให้ใช้ดินอย่างมีประโยชย์ ซี่งการทำเกษตรไม่ต้องใช้พื้นที่มาก ควรใช้ความรู้เลือกปลูกพืชที่เหมาะสมกับดิน ทำให้มีผลผลิตดี จะขายได้ราคา จึงขอฝากว่าที่ดินไม่มีเพิ่มมากขึ้น คนเพิ่มมากขึ้นดังนั้น จงรู้ใช้ รู้ทำประโยชน์ จะได้ประโยชน์มาก” นายกฤษฏา กล่าว

เปิดตัวเว็บไซต์‘COOP SHOPTH’ สหกรณ์รุกหนักระบบออนไลน์ มุ่งสร้าง-ขยายตลาด‘เทรนด์ใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340388

x

เปิดตัวเว็บไซต์‘COOP SHOPTH’ สหกรณ์รุกหนักระบบออนไลน์ มุ่งสร้าง-ขยายตลาด‘เทรนด์ใหม่’

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดทำเว็บไซต์ COOP SHOPTH.com เพื่อให้บริการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสการขายสินค้าออนไลน์ค่อนข้างได้รับความนิยมและเป็นที่สนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดทำเว็บไซต์ http://www.coopshopth.com ขึ้น ทำหน้าที่คัดสรรสินค้าเด่นและมีคุณภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงสมาชิกสหกรณ์จากจังหวัดต่างๆ มารวมไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาเลือกซื้อได้

“เว็บ http://www.coopshopth.com ได้เริ่มทดลองขายมาแล้ว 6 เดือน โดยจ้างบริษัทเอกชนมาเป็นแอดมิน บริหารเว็บ ขณะนี้เหลือ 4 เดือน จะหมดสัญญาจ้าง และหลังจากนี้กรมจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพเข้ามาบริหารเว็บเอง ซึ่งที่ผ่านมายอดขายสินค้าผ่านเว็บ http://www.coopshopth.com ยังมีไม่มากนัก เนื่องจากสินค้าที่นำมาเสนอขายลงบนเว็บยังไม่หลากหลาย จึงต้องพัฒนาและคัดสรรสินค้าของสหกรณ์นำมาโปรโมทให้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้จะต้องดูด้วยว่าสินค้าแต่ละประเภทที่นำมาขึ้นเว็บมีมาตรฐานหรือไม่ เจ้าของสินค้าจะต้องรับผิดชอบอย่างไร หากลูกค้าไม่พอใจที่ได้รับสินค้าที่ไม่ดีไม่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และต้องปรับปรุงระบบการชำระเงินให้สามารถชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิตได้ทันที ซึ่งระหว่างนี้กำลังคุยกับสหกรณ์ที่เป็นเจ้าของสินค้าสหกรณ์ว่ามีสหกรณ์ใดบ้างที่จะสามารถเข้ามาบริหารเว็บได้ ก็จะได้มอบหมายให้ดูแลเว็บต่อไป”

นายเชิดชัยกล่าวต่อว่า สำหรับจุดเด่นของเว็บ http://www.coopshopth.com ลูกค้าจะได้ความรู้สึกว่าได้ซื้อสินค้าจากตัวเกษตรกรจริงๆ และสินค้าที่นำมาขายผ่านเว็บนี้มีหน่วยงานคอยดูแลเรื่องคุณภาพและการบริการ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจว่าได้ของดีมีคุณภาพแน่นอน ส่วนสินค้าที่เป็นผลผลิตการเกษตร ก็พยายามพัฒนาให้เป็นสินค้าออร์แกนิค ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เนื่องจากขณะนี้สหกรณ์ส่วนใหญ่อยู่ระยะเริ่มต้นในการผลิตสินค้าปลอดภัย