จับตา’กฤษฎา’ จ่อเปลี่ยนตัวมิลค์บอร์ด หลังปปช.ท้วงติงโครงการนมโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341679

จับตา'กฤษฎา' จ่อเปลี่ยนตัวมิลค์บอร์ด หลังปปช.ท้วงติงโครงการนมโรงเรียน

จับตา’กฤษฎา’ จ่อเปลี่ยนตัวมิลค์บอร์ด หลังปปช.ท้วงติงโครงการนมโรงเรียน

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 18.57 น.

28 พ.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงข่าวจัดงาน “วันดื่มนมโลก” ประจำปี 2561 ว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ กำหนดให้วันที่ 1 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันดื่มนมโลก โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับทุกภาคส่วนจะรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมเพิ่มขึ้นจาก 18 ลิตรต่อคนต่อปี เป็น 25 ลิตร มั่นใจภายใน 5 ปีนี้ จะผลักดันได้สำเร็จเพราะคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพเน้นการบริโภคที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมขยายผลอาชีพเลี้ยงโคนม ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานให้เกษตรกร สามารถอยู่ในอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ ภายในปี 2566 จะเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ระหว่างไทยกับประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โดยกรมปศุสัตว์ กับกระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกันส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันด้านราคาได้ พร้อมกับหาตลาดส่งออกใหม่ๆนอกทวีปเอเซียแปซิฟิก

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวยืนยันว่า นมโรงเรียนผสมฟูลออไรด์ สามารถแจกเด็กนักเรียนในภาคเรียนนี้ได้ โดยกำหนดให้แจกเด็กไม่ต่ำกว่า 4 ขวบ ในพื้นที่ 12 จังหวัด จากที่กรมอนามัย เข้าเก็บสุ่มตัวอย่างน้ำดื่มและน้ำในธรรมชาติ พบว่ามีปริมาณฟูลออไรด์ต่ำ จึงมีการเสริมฟูลออไรด์ในนมโรงเรียนมากว่า 10ปี  ซึ่งขณะนี้นมผสมฟูลออไรด์มีปริมาณเหลือเพียง 1.3 ล้านกล่อง ไม่ใช่ 20 ล้านกล่อง ที่เป็นกระแสข่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้สำนักงานอาหารและยา (อย.) เป็นผู้พิจารณาออกใบอนุญาตการผลิตให้กับผู้ประกอบการผลิตนมฟูลออไรด์เป็นรายภาคเรียน โดยระหว่างนี้ยังไม่ต่อใบอนุญาตให้ผลิตตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ประกอบการได้โควตานมโรงเรียนภาคเรียนนี้มี 62 ราย ผลิตนมให้เด็กนักเรียนที่ดื่มนมโรงเรียน 7.45 ล้านคน ใช้ปริมาณน้ำนมดิบ 1,170 ตันต่อวัน ในงบประมาณปีละ 1.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำข้อเสนอท้วงติงต่อ ครม.โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งแก้ไขข้อสังเกตุในโครงการนมโรงเรียน โดยเฉพาะไม่ให้ผู้มีส่วนได้เสีย หรือมีผลประโยชน์ในโครงการ เข้ามาร่วมเป็นกรรมการ หรือเป็นคณะกรรมการนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) และอนุกรรมการนมโรงเรียน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรม ในการกำหนดโควตา และพื้นที่ส่งนมโรงเรียน โดยอำนาจการปรับเปลี่ยนมิลค์บอร์ดอยู่ที่ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงฯ ในฐานะประธานมิลค์บอร์ด ซึ่งได้รับข้อเสนอจาก ป.ป.ช.มาแก้ไขจะมีการหารือในมิลค์บอร์ดเร็วๆ นี้

เกษตรฯจัดงาน ‘Field day’ ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตให้เกษตรกร ‘ลำพูน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341667

เกษตรฯจัดงาน 'Field day' ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตให้เกษตรกร 'ลำพูน'

เกษตรฯจัดงาน ‘Field day’ ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตให้เกษตรกร ‘ลำพูน’

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 18.39 น.
ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย  ปัญญาสิทธิ์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และบริการการเกษตร เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 (50  ปี กรมส่งเสริมการเกษตร) โดยมี นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6  จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวรายงาน ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเมืองลำพูน (หมู่ที่ 7  บ้านทุ่งยาว  ตำบลศรีบัวบาน)  จังหวัดลำพูน

จัด‘Field Day’กล้วยไม้ ส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์-การผลิตฤดูใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341584

จัด‘Field Day’กล้วยไม้  ส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์-การผลิตฤดูใหม่

จัด‘Field Day’กล้วยไม้ ส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์-การผลิตฤดูใหม่

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 18.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จ.ชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่ถูกต้องเหมาะสม นับเป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับความรู้ ทักษะและประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบอาชีพการเกษตร เช่น การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตรฯ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้ช่วงเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่แก่เกษตรกร ให้มีความพร้อมในการผลิตทางการเกษตร

โดยในปีนี้ได้คัดเลือกสถานที่จัดงาน ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยมีกล้วยไม้ เป็นพืชหลักเนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของ ศพก.เขตตลิ่งชัน สืบเนื่องมาจากปัจจุบันการปลูกกล้วยไม้ในเขตตลิ่งชันมีสภาพปัญหา คือ พื้นที่ปลูกกล้วยไม้ลดลง เนื่องจากชุมชนเมืองรุกพื้นที่ ต้นทุนการผลิตกล้วยไม้สูง ทั้งปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช มีการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช รวมทั้งน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและคุณภาพกล้วยไม้ การจัดงานField Day ในพื้นที่นี้เพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้ให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และตรงตามความต้องการของตลาด ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยใช้วิธีผสมผสานอื่นๆ เข้ามาช่วย อาทิ การป้องกันกำจัดศัตรูกล้วยไม้โดยวิธีผสมผสาน การปลูกพืชหลากหลายเพื่อเพิ่มรายได้ การผสมปุ๋ยเคมีและฮอร์โมนส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชใช้เอง การรวมกลุ่มเพื่อขยายผลสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

“การจัดงาน Field Day ครั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร หวังว่าเกษตรกรจะสามารถนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้ในไร่นาและสวนของตนเอง ทำให้การผลิตในฤดูกาลใหม่เป็นการผลิตที่มีประสิทธิภาพและสร้างผลตอบแทนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี” นายไพศาล กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 28 พฤษภาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341349

586851

ชายคาพระพิรุณ : 28 พฤษภาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัว นำเรื่องราวใต้ชายคาพระพิรุณมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิม…ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน ต่อเนื่องมาต้นสัปดาห์นี้ ชายคาพระพิรุณ ระส่ำระสายจากข่าวลือ กระแสโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงเกษตรฯ หลายตำแหน่ง สลับกรม สลับตำแหน่งกันแบบงงๆ ยันตำแหน่งปลัดกระทรวงที่มีการอ้างว่า นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ จะลาออกจากราชการเข้าสู่ถนนการเมือง ทั้งที่เหลืออายุราชการแค่ 4 เดือน แล้วจะโยก นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย มาเสียบแทน ซึ่งขุนเกษตราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า โผนี้มาจากไหน ใครแต่งตั้ง แต่ทำให้ลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯเสียขวัญกันไม่น้อย เช็คข่าวกันวุ่นวาย…ขุนเกษตรา มองว่า ผลของการแต่งตั้งโยกย้ายข้ามห้วยข้ามหนอง จากอดีตที่ผ่านมา ล้วนทำให้ประเทศและเกษตรกรเสียโอกาส เพราะใช้คนไม่ถูกกับงาน ทำให้ถอยหลังหรือย่ำอยู่กับที่ ข้าราชการหมดกำลังใจ ทำอย่างไรก็ไม่เติบโตในหน้าที่การงาน เพราะมีการข้ามหัว ข้ามห้วยกันไปมา…กระทรวงเกษตรฯ ยังมีคนที่มีความรู้ความสามารถอีกเยอะ เพียงแต่ใช้คนให้ถูกกับงานหรือยัง หรือที่ผ่านมาเลือกใช้เพราะใครเป็นเด็กใคร ไม่ใช่เพราะความรู้ ความสามารถ…ส่วนกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้น แม้แต่ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ ยังต้องออกมายืนยันหมื่นเปอร์เซ็นต์ว่า ไม่มีแน่นอน และยังแสดงท่าทีแปลกใจว่า ทำไมช่วงนี้มีการเสนอข่าวโยกย้ายกันบ่อย ทั้งที่ตัวเองเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย โดยจะรอให้ถึงช่วงโยกย้ายประจำปี จึงค่อยไปพิจารณา….นั่นนะสิ ขนาดรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงยังไม่รู้เลย น่าแปลกใจแท้ว่ามีข่าวลือแบบนี้มาได้อย่างไร ใครปล่อยข่าวโยนหินถามทางอะไรหรือเปล่า รอดูกันต่อไป…

มาคุยกันเรื่องของการทำงานเพื่อเกษตรกรกันบ้างดีกว่า…ตามนโยบายของรัฐบาลที่มีจุดมุ่งหมายขจัดความยากจนและพัฒนาชนบท ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี และความพอประมาณอย่างมีเหตุผลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้กำหนดนโยบายโครงการส่งเสริมการจัดทำบัญชีต้นทุนอาชีพแก่เกษตรกร เพื่อส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคล มุ่งเน้นเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร ให้เห็นถึงประโยชน์ของการจดบัญชีทั้งบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และต่อยอดไปจนถึงบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ซึ่ง นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่าได้สร้างแกนนำเกษตรกรให้เป็นครูบัญชีอาสาในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ช่วยในการขับเคลื่อนการทำงานตามโครงการ
ดังกล่าว โดยทำหน้าที่เป็นวิทยากร และวิทยากรผู้ช่วย ในการอบรมสอนแนะให้กับเกษตรกรได้และเข้าใจการจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ รวมทั้งการนำข้อมูลจากบัญชีมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนทำหน้าที่กำกับแนะนำกระตุ้นให้เกษตรกรทำบัญชี และติดตามผลการจัดเก็บข้อมูลการทำบัญชีของเกษตรกรเป้าหมายเพื่อประเมินผล ดังนั้น เพื่อให้การส่งเสริมการจัดทำบัญชีสู่เกษตรกรและเป้าหมายอื่นๆ บังเกิดผลสัมฤทธิ์ โดยการสร้างและพัฒนาครูบัญชีให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงาน และสร้างเครือข่ายครูบัญชีทั้งระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ ให้การปฏิบัติงานของครูบัญชีมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรพัฒนาอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (โครงการไทยนิยม ยั่งยืน) ปี 2561 ขึ้น รองรับในโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (ไทยนิยม ยั่งยืน) ปี 2561 ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อถ่ายทอดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (ไทยนิยม ยั่งยืน) ให้อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีได้รับทราบ ทบทวนความรู้ ความเข้าใจให้กับอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ในประเด็นสำคัญของหลักการจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน, บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการใช้จ่ายในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ…นับว่าเป็นเรื่องดีครับ ถ้าเกษตรกรรู้จักทำบัญชี บันทึกกิจกรรมต่างๆ ที่ทำ จะช่วยวางแผนการทำเกษตรหรือแผนการใช้จ่ายได้ดังสโลแกน “จดแล้วไม่จน”

ขุนเกษตรา

พิษณุโลกจัดวันสหกรณ์นักเรียน นำศาสตร์พระราชาพัฒนารร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341350

x

พิษณุโลกจัดวันสหกรณ์นักเรียน นำศาสตร์พระราชาพัฒนารร.

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตามรอยพระยุคลบาท โดยทรงรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (นายเสงี่ยม มาหมื่นไวย) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ให้มีการจัดการเรียนรู้วิชาสหกรณ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้งานสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนองแนวพระราชดำริ กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงริเริ่มให้มีการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียน เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาทักษะด้านการสหกรณ์ในระบบการศึกษาให้นักเรียนสามารถนำวิธีการสหกรณ์ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านเศรษฐกิจและสังคม สร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นายสมศักดิ์ แสนศิริ กล่าวอีกว่า การจัดงาน “7 มิถุนายน วันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ประจำปี 2561” สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ได้จัดประชุมคณะทำงานฯ เพื่อหารือแนวทางการจัดงาน โดยได้คัดเลือกโรงเรียนวัดย่านยาวประชานุกูล ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 เป็นสถานที่จัดงาน เพื่อให้สอดรับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบและฐานการเรียนรู้ด้านเกษตร โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาสหกรณ์ในโรงเรียน เพื่อขยายผลสู่โรงเรียนขนาดเล็กในเครือข่าย 16 โรงเรียน ต่อไป

“สำหรับรูปแบบการจัดงาน ในปีนี้ จะมุ่งเน้นกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการสหกรณ์ การจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมฐานเรียนรู้ด้านการสหกรณ์ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์สหกรณ์นักเรียน การจัดประกวดผลงานต่างๆ ของนักเรียน ซึ่งจะดำเนินการจัดงานร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2561 ที่ โรงเรียนวัดย่านยาวประชานุกูล ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก” นายสมศักดิ์ กล่าว

เตรียมความพร้อม8จว.ตะวันตก n เกษตรเขต2เสริมแกร่งเจ้าหน้าที่ n เร่งเคลื่อนนโยบายสำคัญรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341351

x

เตรียมความพร้อม8จว.ตะวันตก n เกษตรเขต2เสริมแกร่งเจ้าหน้าที่ n เร่งเคลื่อนนโยบายสำคัญรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร ปี 2561 โดยมีเกษตรจังหวัด หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ ทั้ง 8 จังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ 5 ศูนย์ และผู้อำนวยการกลุ่ม เข้าร่วมประชุม เพื่อให้ผู้บริหารระดับเขต จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของเขต 2 ร่วมเสนอแนวทางการขับเคลื่อนงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร รวมทั้งติดตามการบริหารโครงการตามนโยบายสำคัญ และร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติงานด้านต่างๆ

ทั้งนี้ เนื่องจากการดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร ที่เรียกว่า T&V System (Training and Visit System : ระบบการอบรมและเยี่ยมเยียน) ในปีที่ผ่านมาพบปัญหาหรืออุปสรรคบางประเด็น ทางสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จึงได้เรียกประชุมผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไข และนำกลับไปปรับปรุง เพื่อเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องดูแลรับผิดชอบโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาล และเป็นผลงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก รวม 62 อำเภอ

“การเตรียมความพร้อมให้กับผู้ปฏิบัติงานด้วยการปิดจุดบอดต่างๆ ที่ผ่านมา สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ก็จะทำให้การปฏิบัติงานมีความชัดเจนและสะดวกขึ้น อีกทั้งยังสามารถบริหารความเสี่ยงให้ลดน้อยลงด้วย นอกจากการเตรียมพร้อมก่อนเริ่มปฏิบัติงานขับเคลื่อน หลังจากงบประมาณแต่ละโครงการเข้ามาและดำเนินการขับเคลื่อนไปตามขั้นตอนแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องมีการติดตามว่าทำให้เกิดการสร้างอาชีพได้จริงหรือไม่ เพราะทุกโครงการต้องเอาไปเป็นอาชีพได้จริง สามารถเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้” นางอ้อมทิพย์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5’ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ สร้างงานสร้างรายได้ปาล์มน้ำมัน‘สตูล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341354

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5’ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่  สร้างงานสร้างรายได้ปาล์มน้ำมัน‘สตูล’

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5’ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ สร้างงานสร้างรายได้ปาล์มน้ำมัน‘สตูล’

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสตูล เป็นลำดับที่ 2 รองจากยางพารา ที่ผ่านมาเกษตรกรทำสวนปาล์มน้ำมันในลักษณะต่างคนต่างทำ พึ่งพาปัจจัยการผลิตและแรงงานจากภายนอก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตและคุณภาพผลผลิตต่ำ ส่งผลต่อกำไรและรายได้ต่ำตามไปด้วย จึงเกิดการรวมตัวเป็นแปลงใหญ่ เพื่อร่วมบริหารจัดการ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับมาตรฐานผลผลิตตามความต้องการของตลาด และเชื่อมโยงตลาดในลักษณะประชารัฐ

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดเผยว่า จ.สตูล มีการรวมกลุ่มเกษตรกรดำเนินงานโครงการส่งเสริมการเกษตรระบบแปลงใหญ่สินค้าปาล์มน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน 12 แปลง รวม 8,660.50 ไร่ หรือร้อยละ 7.92 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งจังหวัด เกษตรกร 907 ครอบครัว สำหรับตำบลนิคมพัฒนา อำเภอมะนัง ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ สินค้าปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูก 2,125 ไร่ เกษตรกร 183 ราย ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยพื้นที่ปลูกไม่เกินรายละ 15 ไร่ การจำหน่ายผลผลิตแบบต่างคนต่างขายให้กับลานเทในพื้นที่และโรงงานอุตสาหกรรม ขาดการรวมกลุ่ม เกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนผลิตสูง ผลผลิตต่ำเฉลี่ย 2,419 กก./ไร่/ปี

ปลายปี 2557 อ.มะนัง ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันที่ ต.นิคมพัฒนา ในแปลงของเกษตรกรต้นแบบ นายหวาหาบ ยาบา หมู่ที่ 5 ต.นิคมพัฒนา ซึ่งใช้ภูมิปัญญาและวิชาการดูแลรักษาปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงไม่น้อยกว่า 5 ตัน/ไร่/ปี ต้นทุนการผลิตต่ำเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อขยายผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิต และขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงได้รวบรวมสมาชิกเกษตรกรผู้ผ่านการเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้ฯ และเกษตรกรข้างเคียง และใช้ข้อมูล Zoning by Agri-map รวมกลุ่มส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ในหมู่ที่ 1 3 5 6 และ 9 จำนวน 132 แปลง พื้นที่ 1,606 ไร่ เกษตรกร 124 ราย โดยมีทีมผู้จัดการแปลงที่มีเกษตรอำเภอเป็นหัวหน้าทีมดำเนินการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บได้มาวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต การตลาด เทคโนโลยีและการปฏิบัติของเกษตรกร และนำข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวบันทึกเข้าระบบ bigfarm.doae.go.th แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการจัดเก็บและวิเคราะห์ให้ที่ประชุมร่วมพิจารณาในการกำหนดเป้าหมายการพัฒนา มีมติกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานภายในระยะเวลา 3 ปี คือ ลดต้นทุนการผลิตร้อยละ 20 จากไร่ละ 5,618 บาท/ปี เหลือ 4,494 บาท/ปี เพิ่มผลผลิตร้อยละ 20 คือ จากไร่ละ 2,419 กิโลกรัม/ปี เป็น 2,903 กิโลกรัม/ปี

ในการดำเนินการ สมาชิกทุกคนจะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย โดยใช้แม่ปุ๋ยหรือผสมปุ๋ยใช้เอง แทนการซื้อปุ๋ยสำเร็จ โดยรวมกันซื้อครั้งละมากๆ เพื่อให้ได้ราคาถูกลง ใช้องค์กรด้านทุนในพื้นที่ เช่น สหกรณ์กองทุนสงเคราะห์สวนยางพาราประจำตำบล เป็นหน่วยจัดหาปัจจัยการผลิตราคาถูกและสินเชื่อช่วยสมาชิกที่ขาดเงินทุน ตลอดจนด้านการตลาด ส่วนการเพิ่มผลผลิต สมาชิกทุกคนปฏิบัติดูแลรักษาสวนปาล์มน้ำมันตามหลักวิชาการและแผนการผลิต รวมทั้งเคร่งครัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่สุกตามมาตรฐานทะลายปาล์มน้ำมันที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการ

การดำเนินงานกลุ่มมีความเข้มแข็ง โดยคณะกรรมการกลุ่มทำหน้าที่ประสานและบูรณาการกับทีมผู้จัดการแปลง ภาคีเครือข่าย และสมาชิก ได้รับทุนสนับสนุน จากงบพัฒนาจังหวัดสตูล ปี 2559 ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยสมาชิกแปลงใหญ่รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต กิจกรรมการผสมปุ๋ยใช้เองในสวนปาล์มน้ำมัน จำนวน 50 ราย โรงงานอุตสาหกรรมบริษัทปาล์มไทยพัฒนา ให้การสนับสนุนการติดตั้งระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน สมาชิกแปลงใหญ่ พื้นที่ 300 ไร่ 2,000,000 บาท เป็นแปลงสาธิตการเพิ่มผลผลิต และงบพัฒนาจังหวัด ปี 2560 ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม กิจกรรมการจัดระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน พื้นที่ 40 ไร่ งบประมาณ 800,000 บาท

นายสุพิทกล่าวอีกว่า ผลจากการดำเนินงาน ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้จากไร่ละ 5,618 บาท เหลือ 4,547 บาท ลดลงไร่ละ 1,071 บาท ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มจากเดิมไร่ละ 2,419 กก./ปี เป็น 2,957 กก./ปี เพิ่มขึ้นไร่ละ 538 กก. ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไร่ละ 2,738 บาท ผลผลิตปาล์มน้ำมันมีคุณภาพได้มาตรฐาน เกษตรกรมีความรู้การปฏิบัติดูแลรักษาสวนปาล์มน้ำมันอย่างถูกต้อง มีการวางแผนการผลิตร่วมกัน มีการใช้ปุ๋ยที่ถูกช่วงเวลา (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ในต้นฤดูฝนที่พร้อมกัน มีการปฏิบัติดูแลรักษาสวนปาล์มน้ำมันตามหลักวิชาการที่เหมือนกัน มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน ทำให้บริหารผลผลิตได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระหว่างแปลงใหญ่กับหน่วยงานด้านการตลาด เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ลานเทรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสมาชิกขายผลผลิตให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ได้ราคาที่สูงกว่าราคาหน้าโรงงานอีกด้วย

ประเดิมเคลื่อน‘สถาบันชาวนาไทย’ n เดินหน้าปฏิรูปภาคการเกษตร n หนุนพึ่งตนเองอย่างครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341353

x

ประเดิมเคลื่อน‘สถาบันชาวนาไทย’ n เดินหน้าปฏิรูปภาคการเกษตร n หนุนพึ่งตนเองอย่างครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในฐานะนายกสมาคมสถาบันชาวนาไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 หลังทำการจดทะเบียนจัดตั้ง“สมาคมสถาบันชาวนาไทย” เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 ว่า ในอดีตที่ผ่านมาทุกคนทราบดีว่าองค์กรชาวนาเป็นองค์กรที่ขาดเอกภาพที่สุด นายกรัฐมนตรีได้เอ่ยปากเรื่องชาวนาควรรวมตัวกันให้เป็นเอกภาพ เพื่อการทำข้อเสนอถึงรัฐบาลจะได้มีน้ำหนักและมีพลัง สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นองค์กรหลักของเกษตรกรจึงทำหน้าที่รวมพลังชาวนา จนปัจจุบันได้มีการรวมตัวกันของชาวนาจดทะเบียนจัดตั้ง“สมาคมสถาบันชาวนาไทย” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสมาคมจะทำหน้าที่เป็นข้อต่อเชื่อมกับส่วนงานต่างๆ รวบรวมความคิดของชาวนาในทุกภูมิภาค เพื่อนำเสนอในเชิงนโยบายถึงรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาชาวนาให้เบ็ดเสร็จและยั่งยืน รวมทั้งการพัฒนาอาชีพทั้งในด้านการเพิ่มคุณภาพผลผลิต การลดต้นทุนด้วยวิธีผสมผสาน พัฒนาเป็นผู้ประกอบการ จัดช่องทางจำหน่าย ซึ่งมณฑลซานตง ประเทศจีนได้สั่งออเดอร์แรกเป็นข้าวหอมมะลิเกรด A 100 ตัน โดยได้รวบรวมจากชาวนาที่พร้อม เป็นข้าวคุณภาพดีได้ GAP เป็นการนำร่องก่อน หลังจากนี้สมาคมจะผลักดันจัดส่งข้าวของชาวนาไปถึงมือผู้บริโภคที่ประเทศจีนด้วยจำนวนให้มากขึ้น ทั้งนี้ สมาคมสถาบันชาวนาไทย ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภทคือ 1. สมาชิกประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ 2. สมาชิกประเภทเป็นองค์กร และ 3. สมาชิกประเภทชาวนาทั่วไป

“อยากเห็นชาวนาไทยลุกขึ้นมาปฏิรูปตัวเอง ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง เพื่อที่จะวางแนวทางการผลิตใหม่ ให้เป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง ให้เป็นข้าวที่ปลอดภัย ให้เป็นข้าวที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำลง เช่น การจัดทำศูนย์เครื่องจักรกลเกษตรในชุมชนตัวเอง โดยรัฐอุดหนุนให้กู้เงินดอกเบี้ยต่ำด้วยเราไม่ต้องการเงินฟรี หากชาวนารวมตัวกันเป็นวิสาหกิจแปรรูปเอง ทำแพ็กเกจจิ้งเอง ส่งออกเอง ชาวนาก็จะมีรายได้ที่สูงมากขึ้น คนกลางก็ลดน้อยลง ชาวนาแต่ละจังหวัดแต่ละภาคควรจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาและวางยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน ไม่ควรเป็นยุทธศาสตร์แท่งเดียวอย่างปัจจุบัน ชาวนาทุกคนจะต้องมีข้าวของตัวเอง มีแนวทางในการปลูกและการทำตลาดของตัวเอง หากแยกยุทธศาสตร์ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ข้าวที่หลากหลาย ตลาดก็มีความหลากหลายมากขึ้นจะไม่เสี่ยงเหมือนปัจจุบันที่มีตลาดแคบ มีข้าวอยู่ 2-3 สายพันธุ์เท่านั้น การผลิตควรมีการปรับตัว หาความรู้เพิ่มเติม ชาวนาที่จะเอาตัวรอดได้ส่วนใหญ่ก็จากการทำเกษตรผสมผสาน ไม่ทำนาอย่างเดียว ไม่ปลูกพืชไร่อย่างเดียวเพราะไม่พอกินและเก็บ ปรับปรุงพื้นที่ของท่านการมีกิจกรรมที่หลากหลายจะมีรายได้เข้ามาทุกเดือนท่านก็สามารถแบ่งเบาภาระและสามารถที่จะยังชีพได้อย่างมีความสุข” นายประพัฒน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม สมาคมสถาบันชาวนาไทย ได้ทำหนังสือแจ้งถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และขอพาคณะกรรมการฯเข้าพบเพื่อแนะนำตัวและชี้แจงถึงแนวทางในการทำงานร่วมกับภาคราชการต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของข่าวลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340855

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของข่าวลือ

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อสักเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา มีข่าวลือว่า จะมีการโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งระหว่าง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ กับผู้ตรวจราชการฯ และโฆษกกระทรวงเกษตรฯ สรวิศ ธานีโต ผู้ใหญ่ในกระทรวง รวมทั้งตัวอธิบดีเองก็ออกมาปฏิเสธพัลวันว่า ไม่จริ๊งไม่จริง…แต่พอเรื่องเงียบ ข่าวลือจางหาย จดหมายลับก็ส่งเรื่องถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขอย้ายสับเปลี่ยนอธิบดีกรมปศุสัตว์กับผู้ตรวจราชการกระทรวงตามรายนามดังกล่าว และนายกรัฐมนตรีก็ลงนามอนุมัติ และเสนอ ครม.ทราบภายในวันเดียว…..นี่คือเรื่องของข่าวลือ….นี่คือเรื่องของวัคซีนพิษสุนัขบ้าทำพิษ….

จะว่าไป อดีตอธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ ก็เป็นคนหนุ่ม ยังมีอายุราชการเหลืออีกหลายปี ประสบการณ์ก็ไม่รองใคร จากรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงฯ แล้วมานั่งอธิบดีกรมหม่อนไหม ซึ่งภารกิจของกรมหม่อนไหมกับความรู้ของนายสัตวแพทย์ต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่อธิบดีอภัยก็บริหารกรมหม่อนไหมได้ไม่น้อยหน้าอธิบดีท่านก่อนๆ

เมื่อกลับถิ่นเดิมกรมปศุสัตว์ ก็ชง“โครงการโคบาลบูรพา” ที่จังหวัดสระแก้ว ใช้งบเป็นพันล้านบาท ถูกใจอดีต รมว.เกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ขยายโครงการเป็นหมื่นล้าน ระยะเวลาดำเนินโครงการ 7 ปี แต่เจอพิษวัคซินพิษสุนัขบ้า ประกอบกับ บิ๊กฉัตร พ้นเก้าอี้ เรื่องราวของ โคบาลบูรพา เลยเงียบๆ ไป

เหลือเวลาอีกตั้ง 4 เดือนกว่าจะสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งจะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ เกษียณอายุหลายท่าน แน่ๆ คือ ปลัดฯ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ, รองปลัดฯ 2 ท่าน คือ สุรพงษ์ เจียสกุล และ นายสัตวแพทย์ ธนิตย์ เอนกวิทย์, อธิบดี 3 กรม ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ, อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร สมชาย ชาญณรงค์กุล และ อธิบดีกรมหม่อนไหม สุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา และยังมีผู้ตรวจราชการกระทรวงอีก 4 ท่าน คือ คณิต ลิขิตวิทยาวุฒิ ดิเรก ตนพยอม จันทร์ธิดา มีเดช และ จิรทรัพย์ ปลอดกระโทก

จะว่าไปเวลา 4 เดือนก็คงไม่นานนัก แต่ก็มีข่าวลือมาอีกแล้ว โดยเฉพาะที่ทำให้ใครต่อใครเสียวหลังวาบ คือ ข่าวจะเอารองปลัดกระทรวงมหาดไทย บุญธรรม เลิศสุขีเกษม มานั่งตำแหน่งปลัดเกษตรฯ….ไม่ใช่ข้ามห้วยอย่างเดียว ยังขยับขึ้นสูงอีกต่างหาก แต่ข่าวอีกกระแสก็บอกว่า รมว. กฤษฎา บุญราช ประกาศว่าปลัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็นคนใน…..นี่ไงข่าวลือ แต่ไม่ทราบว่าข่าวไหนลือจริง ข่าวไหนลือเล่นๆ….

ข่าวลือต่อไปอีกว่า…..อธิบดีกรมการข้าว อนันต์ สุวรรณรัตน์ จะขึ้นมานั่งในตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ ถ้าอยากแก้ปัญหาเรื่องยาง คนคนนี้ก็พอจะช่วยได้ แต่ท่านห่างหายจากยางไปทำเรื่องข้าวเสียหลายปีจะลืมเรื่องยางหรือยังก็ไม่ทราบ….แต่ถ้ารื้อฟื้นความทรงจำและผนึกกำลังกับรักษาการผู้ว่าการ กยท. เยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ก็คงจะมองอะไรได้รอบด้านขึ้น….

ลืออีกว่า ถ้าพลาดตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ อาจไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร….ก็คงได้อีก…เพราะอธิบดี อนันต์ สุวรรณรัตน์ ผ่านมาหลายกรมแล้ว ทั้งกรมหม่อนไหม กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว อยู่กรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกษียณอีกสักกรมจะเป็นไร …แต่สงสารลูกหม้อกรมส่งเสริมการเกษตรที่ต้องผิดหวัง เพราะมักจะได้อธิบดีที่ export มาจากกรมอื่นอยู่เสมอ

ตำแหน่งที่น่าสนใจอีกตำแหน่ง คือ ตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่ลือว่าจะส่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ วราภรณ์ พรหมพจน์ มานั่งแทน อธิบดี สุรสีห์ กิตติมณฑลซึ่งอาจจะถูกโยกไปเป็นอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน.. จะเอา ดอกเตอร์ทางประมง มาดูฝนฟ้า เอาคนที่เคยทำงานกับน้ำไปทำงานกับดิน ก็คงงงกันไปพักใหญ่กว่าจะเข้าที่ พอดีเกษียณ…

ก็แค่ข่าวลืออ่ะนะ…..แต่ลือทีไรจบลงจริงทุกที……ก็ไม่รู้สินะ…คอยดูกันเอาเอง…

แว่นขยาย

เกษตรฯเตรียมพร้อมกระบวนการ พัฒนาเกษตรกรตามพื้นฐานชุมชน เคลื่อนระบบสร้างงาน-สร้างอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340859

x

เกษตรฯเตรียมพร้อมกระบวนการ พัฒนาเกษตรกรตามพื้นฐานชุมชน เคลื่อนระบบสร้างงาน-สร้างอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่ครม.อนุมัติงบประมาณ 2 แผนงาน คือ 1.แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต 31,104,000 บาท 2.แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร 5,659,575,200 บาท ซึ่งในส่วนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ในโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ได้แบ่งเป็น 2 กิจกรรม คือ 1. กิจกรรมฝึกอบรมเกษตรกร และ 2.กิจกรรมการพัฒนากลุ่มเกษตรกร

โดยรายละเอียดของกิจกรรมฝึกอบรมเกษตรกร จะดำเนินการอบรมเกษตรกร 200 ราย จาก 9,101 ชุมชน เริ่มจากจัดเวทีชุมชนชี้แจงทำความเข้าใจในการดำเนินงานให้โครงการให้เกษตรกรรับทราบ พร้อมกับคัดเลือกคณะกรรมการพัฒนาด้านการเกษตรระดับชุมชน และจัดทำแผนการฝึกอบรมระดับชุมชน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ จากนั้นจะดำเนินงานประชาสัมพันธ์และประกาศรับสมัครเกษตรกร ที่จะเข้ารับการฝึกอบรมไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นก็จะตรวจสอบคุณสมบัติและคัดเลือกเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้ารับการฝึกอบรมภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2561

หลังจากเสร็จสิ้นการดำเนินงานในข้างต้น สำนักงานเกษตรอำเภอและคณะกรรมการ ศพก.ระดับอำเภอ จะมีการขออนุมัติโครงการและงบประมาณในการจัดฝึกอบรมแต่ละเรื่อง พร้อมกับติดต่อประสานวิทยากร เตรียมวัสดุการฝึกอบรม จัดเตรียมเอกสาร และจัดฝึกอบรมเป็นลำดับต่อไป ซึ่งการดำเนินงานจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนและโอนงบประมาณให้ชุมชนดำเนินโครงการภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2561 โดยสนับสนุนงบประมาณให้ชุมชนละ 300,000 บาท

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรที่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวนี้ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร รวมทั้งต้องไม่สมัครเข้าร่วมการอบรมในกิจกรรมอื่นๆ ของโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยมีหลักสูตรฝึกอบรมจำนวน 1 หลักสูตร ประกอบด้วย 3 กลุ่มวิชา 1) กลุ่มวิชาสร้างการรับรู้ ความเข้าใจร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ 2) กลุ่มวิชาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร และ 3) กลุ่มวิชาการบริหารจัดการองค์กรเกษตรกร รวมจำนวน 18 ชั่วโมง โดยสามารถเข้าไปพิจารณาทางเลือกได้ http://k-room.doae.go.th

“ทั้งนี้ได้มอบหมายรองอธิบดีและเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ติดตามการดำเนินงานโครงการดังกล่าวทุกขั้นตอนให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส หากพบปัญหาก็จะระดมทีมเข้าไปช่วยเหลือและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ พร้อมเปิด Warroom เพื่ออำนวยการบริหารจัดการ โดยขอย้ำว่าการเบิกจ่ายเงินในการดำเนินงานทั้งหมดจะผ่านบัญชีของเกษตรกร และลงสู่ชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่ของภาครัฐทำหน้าที่ในการตรวจสอบเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตรที่เข้าถึงชุมชนอย่างแท้จริง” นายสมชาย กล่าว