ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341875

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341875

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341814

29 พ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ไขหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ว่า ได้รับมาดำเนินการแก้ไขในมูลหนี้ที่เกิดก่อนถึงวันที่ 30 ธ.ค.60 พร้อมกับตั้งคณะทำงานรวบรวมรายละเอียดอย่างรอบด้าน และดูข้อกฎหมายในการจัดการหนี้ให้กับเกษตรกรให้มีความชัดเจน
“อีก30 วัน จะเสนอแนวทางแก้ไขหนี้เกษตรกรเข้า ครม.ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี มีความตั้งใจช่วยเหลือแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกร และทำให้จบในรัฐบาลนี้ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย จะสามารถรักษาที่ดินทำกินของตนเองไว้ให้ได้ถึงรุ่นลูกหลาน” นายกฤษฎา กล่าว
ด้าน นายครรชิต สุขเสถียร ผอ.สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รมว.เกษตรฯ มีเจตนารมย์แก้หนี้ให้สำเร็จ ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแก้ไขหนี้เกษตรกรกองทุนทั้งระบบ โดยไม่เป็นภาระด้านงบประมาณและไม่กระทบวินัยการเงินการคลังของประเทศ ภายใน 30 วัน ต้องสรุปแนวทางแก้ไขเป็นเพ็คใหญ่เข้า ครม.
สำหรับมูลหนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน เป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน กับหนี้นอกเกณฑ์คือใช้บุคคลค้ำซึ่งเกษตรกรมีการกู้หนี้ไปใช้นอกภาคเกษตร และกลุ่มเกษตรกรที่ต้องช่วยเร่งด่วนกว่า 7 – 8 พันคน ที่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมาย โดย รมว.เกษตรฯ สั่งให้ทำหนังสือไปถึงสถาบันการเงินเจ้าหนี้ให้ชะลอการบังคับคดี หรือยึดทรัพย์ออกไปอีก 1 เดือน
“เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯขึ้นทะเบียนจนถึงปี 2560 จำนวนกว่า 4.6 แสนคน ขณะนี้มาแสดงตน 2.9 แสนคน อีก 2.3 แสนคน กำลังเปิดให้แสดงตนรอบสอง ในเบื้องต้นให้รัฐช่วยเหลือหนี้ชำระหนี้ 1.6 แสนคน โดยแยกออกมาเป็นหนี้เพื่อไปทำเกษตรกรรม 8.5 หมื่นคน อีกกว่า 7 หมื่นราย ไม่เข้าหลักเกณฑ์มีหนี้พ่วงนอกภาคเกษตร โดยบุคคลค้ำประกัน และมีการค้ำประกันต่อ ทั้งนี้ ในส่วนเกษตรเป็นหนี้เสีย หนี้ด้อยค่า ที่เป็นลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) 3.6 หมื่นราย หากปรับโครงสร้างหนี้ ลดต้น 50% และหยุดดอกเบี้ยไว้ เรียกว่าแฮร์คัต ตามสูตรเดิมของ ธ.ก.ส.อาจต้องใช้วงเงินมากถึง 7 – 8 พันล้านบาท รมว.เกษตรฯ ห่วงกระทบวินัยการเงินของประเทศ จึงให้กรอบ 30 วัน มาดูเรื่องคุณสมบัติเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไข รวมทั้งหารือกับสถาบันการเงิน ในเรื่องการตั้งสำรองหนี้สูญไว้ด้วย เพื่อวางกรอบแนวทางช่วยหนี้เอ็นพีแอลที่จะเข้าสู่ปรับโครงสร้างหนี้กลุ่มแรก” นายครรชิต กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341586

สถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม โดยพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบัน ให้ทันเทคโนโลยีและการสื่อสารที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนภารกิจการทำงานที่หลากหลายมิติในการนำระบบบัญชี เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ ตามภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการวางระบบบัญชีสหกรณ์ ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบัญชีสู่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยกรม ได้ดำเนินการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงโปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และทำให้สหกรณ์มีระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน และมีระบบการควบคุมภายในด้านสารสนเทศที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว จึงนับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชี และสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ ซึ่งกรม ได้สนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ ได้นำโปรแกรมฯ ไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ในแต่ละจังหวัด คอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

โอภาส ทองยงค์
นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่าง Smart4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วยสำหรับ Smart4M ประกอบไปด้วย Smart Me เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปในการใช้บันทึกข้อมูลบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ที่ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชั่นสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ นับเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงได้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้มากที่สุดอีกด้วย
“สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสามารถนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปใช้ในการบริหารองค์กรและใช้ในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่การขับเคลื่อนและพัฒนาองค์กรให้เจริญเติบโต จนสามารถสนองประโยชน์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ได้ ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ไปใช้ในการทำงบการเงินและการบริหารจัดการข้อมูลทางการเงินการบัญชีแบบครบวงจร จำนวน 2,563 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ 2,543 สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 20 กลุ่ม” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ดาริน ปราบไพริน
สหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) จนได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่น ประจำปี 2560 ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดย น.ส.ดาริน ปราบไพริน ผู้จัดการสหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด กล่าวว่า โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) เป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาขึ้น ช่วยให้การจัดการบัญชีในสหกรณ์เขาสอยดาว จำกัด มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าวพัฒนารูปแบบการใช้งานได้ตรงตามระบบบัญชีที่เคยทำกันมา แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ยังใช้ระบบบัญชีแบบเดิมควบคู่กันไปด้วย ทำให้ได้ข้อมูลมีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐาน สามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชีได้เป็นอย่างดี และยังสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว โดยได้นำเทคโนโลยี FAS เชื่อมโยงผ่านมือถือของสมาชิกที่สามารถใช้ดูข้อมูลได้โดยไม่ต้องเดินทางมาถึงสำนักงาน หากสมาชิกท่านใดที่ไม่ได้ใช้มือถือก็มีคอมพิวเตอร์เพื่อให้สมาชิกได้มาตรวจสอบข้อมูล รายละเอียดบัญชีของตัวเองได้ที่สำนักงานสหกรณ์กันตลอดทั้งวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทำให้สมาชิกสหกรณ์สอยดาวมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ๆสำหรับโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรทั้งหมด มีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสหกรณ์ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป เกษตรกรหรือผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัด หรือกลุ่มพัฒนาระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2016-8888 ต่อ 4311,4313,4317
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341587

คำถาม ผมซื้อต้นไม้ประเภทไม้ดอกไม้ประดับมาปลูกที่ไร ก็จะเฉาตายทุกครั้ง ผมขอทราบวิธีการดูแลรักษาไม้ดอกไม้ประดับให้สวยคงทนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
นิติ นาวากาล
อ.เมือง จ.เชียงใหม่
คำตอบ..
การดูแลรักษาไม้ดอกไม้ประดับนั้น มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก ไม้ดอกไม้ประดับแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ในการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ จะต้องรู้คุณลักษณะ และจุดอ่อนจุดเด่นของต้นไม้แต่ละชนิดด้วย และต้องรู้เสมอว่า หลังจากทำการปลูกไม้ดอกไม้ประดับลงในแปลงใหม่ๆ แล้ว ควรทำร่มบังแดดให้กับต้นกล้าที่ปลูกประมาณ 7-10 วัน เพื่อช่วยให้ต้นกล้านั้น ตั้งตัวได้ก่อนด้วย ต้นไม้จึงจะรอดนะครับ
การดูแลรักษาไม้ดอกไม้ประดับ แนวทางปฏิบัติมีดังนี้
1.พื้นที่ที่เหมาะสม การเตรียมพื้นที่ก่อนเลือกชนิดต้นไม้เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเกี่ยวเนื่องกับการเลือกชนิดของไม้ที่จะปลูก เช่น ไม้เลื้อยใช้พื้นที่น้อย ไม้ยืนต้นใช้พื้นที่มาก และควรคำนึงถึงเฉดสีของดอกไม้ด้วย ต้องมีการวางแผนและกำหนดพื้นที่ปลูก เพราะหากนำดอกไม้ที่มีสีเข้ากันมาวางเคียงกัน ก็จะทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น
2.ทิศทางแดดและร่มเงา ไม้ดอกไม้ประดับส่วนใหญ่ชอบแดด บางชนิดหากขาดแดดไปจะทำให้สีของดอกซีดลง ในขณะที่บางชนิด ถ้าโดนแดดมากก็อาจตายได้ ผู้ที่ปลูกดอกไม้จึงจำเป็นต้องรู้ว่าในบ้านของตัวเองนั้น พื้นที่ตรงไหนมีร่มเงา มีแดดรำไร หรือมีแดดจัด แต่โดยสรุปแล้ว ไม้ดอกจะต้องได้รับแดดอย่างน้อยครึ่งวันตอนเช้า จึงจะออกดอกได้ ส่วนไม้ประดับ ควรจะปลูกในที่ร่มรำไรหรือในอาคาร เมื่อต้นไม้มีอาการทรุดโทรม ควรย้ายออกนอกอาคาร เพื่อฟื้นฟูสภาพต้นให้กลับมาสวยงามตามสภาพของไม้ประดับต่อไป

3.ลักษณะสภาพอากาศ สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย เช่น แดดดี ไม่ร้อนจัด และความชื้นพอเหมาะ ย่อมทำให้ดอกไม้ขึ้นงาม แต่ถ้าอากาศร้อนและแห้งมาก จะต้องหาต้นไม้ใหญ่มาปลูกในบริเวณสวน เพื่อให้ร่มเงา และเป็นการกักเก็บความชุ่มชื้นในอากาศได้ดี
4.การให้น้ำ เมื่อทำการปลูกไม้ดอกไม้ประดับใหม่ๆ ควรรดน้ำให้วันละ 2 ครั้ง คือในตอนเช้าและตอนเย็น หรือตามความต้องการของพันธุ์ไม้ที่ปลูก เช่น บางวันลมแรง แดดจัด อากาศร้อน การคายน้ำย่อมมีมาก อาจต้องมีการให้น้ำเพิ่มขึ้น สภาพของดิน ก็มีส่วนสำคัญต่อการให้น้ำ ดินบางชนิดอาจต้องรดน้ำบ่อยๆ เนื่องจากดินไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ ผู้ปลูกจึงต้องเรียนรู้ถึงความต้องการน้ำของพืชที่ปลูกด้วย
5.การพรวนดินและตัดหญ้า เพื่อกำจัดวัชพืช ควรทำทุก 10 วัน ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก อาจใช้เสียมมือ หรือส้อมพรวน พรวนดินระหว่างแถวที่ปลูกพืช แต่ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ควรใช้จอบพรวน แต่ต้องระวังอย่าไปตัดรากพืชโดยเฉพาะรากแก้ว เพราะจะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตได้
6. การตัดหญ้า ควรตัดตามความเหมาะสม ให้สังเกตว่า หากมีหญ้าวัชพืชมาก ก็ควรตัดออกทิ้งไป
7. การให้ปุ๋ย ถึงแม้ว่าเวลาเตรียมดิน จะมีการใส่ปุ๋ยลงในแปลงแล้วก็ตาม แต่ก็ควรให้ปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารแก่พืช เพื่อเร่งในส่วนที่ต้องการ เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นและใบ
การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ผู้ปลูกควรจะมีเวลาที่จะดูแลรักษาด้วยตนเอง พร้อมมั่นสังเกตสิ่งแปลกปลอมที่เป็นศัตรูของต้นไม้ จะมาทำความเสียหายต่อสภาพต้นไม้ จะได้จัดการตั้งแต่ระยะแรก เพื่อต้นไม้ของท่านจะได้ไม่สูญเสียไป
นาย รัตวิ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341585
x
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรให้มีความเข้มแข็ง เพื่อทำหน้าที่ดูแลส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์คาดหวังว่าในอนาคต สหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและทำหน้าที่แทนภาครัฐในการเสริมสร้างเศรษฐกิจระดับชุมชน โดยใช้สหกรณ์เป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่ต้องการจะช่วยส่งเสริมหรือให้การช่วยเหลือแก่ชาวบ้านได้
“สิ่งที่น่ากังวลขณะนี้คือ เกษตรกรส่วนใหญ่รวมถึงสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรยังมีหนี้สินอยู่จำนวนมาก ขณะเดียวกันสหกรณ์เองก็ปรับโครงสร้างหนี้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายหนี้สินก็พอกพูน จึงอยากขอให้สหกรณ์หันกลับมาดูความเป็นอยู่ของสมาชิกด้วยว่ามีอาชีพมีรายได้ที่มั่นคงหรือไม่ การดำเนินงานของสหกรณ์ควรมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการและคำนึงถึงประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก เพราะสมาชิกคือหัวใจสำคัญต่อความเจริญก้าวหน้าของสหกรณ์ อยากเห็นสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการดูแลสมาชิก เพื่อให้สมาชิกอยู่ดีกินดี”
นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 1 ให้สหกรณ์เสนอโครงการพิเศษขอกู้สำหรับพัฒนาอาชีพสมาชิก โดยสหกรณ์สามารถนำเงินกู้จาก กพส. ไปให้สมาชิกกู้ยืมต่อสำหรับลงทุนประกอบอาชีพเสริม ที่จะช่วยสร้างรายได้ในระยะเวลาอันสั้น และอยากให้สหกรณ์จัดสรรเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและจัดหาตลาดมารองรับด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความต้องการของสหกรณ์แต่ละจังหวัด เพื่อพิจารณาจัดสรรให้ตามความต้องการ และคาดหวังว่าการดำเนินโครงการนี้จะเกิดประโยชน์สมาชิกไม่น้อยกว่า 30,000 ราย
นอกจากนี้ กรมยังได้รับงบประมาณกลางปี 1,768.339 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์นำไปสร้างอุปกรณ์การตลาด เช่น ฉาง ลานตาก โกดัง สำหรับรวบรวมและชะลอผลผลิตการเกษตร รวมถึงจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อการแปรรูปสินค้า 4 ชนิด คือ ยางพารา ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อให้นำอุปกรณ์การตลาดเหล่านี้มาใช้ในการรองรับผลผลิตให้กับสมาชิก
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341583
x
กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงให้เฝ้าระวังโรคแอนแทรคโนส ที่สามารถพบได้ในระยะที่เริ่มปลูกหอมแดง ทำให้ต้นหอมแดงหักพับ แห้งตาย หรือเน่าตายทั้งต้น ทำให้ผลผลิตลดลง โดยขอให้เกษตรกรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมเชื้อสาเหตุโรค ถ้าพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนต้นที่พบเชื้อรานำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที จากนั้นให้พ่นด้วยสารโพรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งสลับกับสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค กรณีโรคยังคงระบาด ให้พ่นซ้ำทุก 5 วัน
ขณะที่ ก่อนการปลูกหอมแดง เกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด 2-3 แดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจตกค้างในดิน และช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก จากนั้นให้ใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341705

สสก.6 เชียงใหม่ สนองนโยบายรัฐ เดินหน้าพัฒนา Smart Farmer พร้อมยกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer
นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ในด้านการพัฒนา เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านการเกษตรและประโยชน์ของเกษตรกรที่จะได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดย ปี 2555 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดการพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เป็นนโยบายที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องดำเนินการ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการตามนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรทุกคนได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมรับกับสถานการณ์ด้านการเกษตรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรไทยมีความพร้อม มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร จึงได้กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) หมายถึง บุคคลที่มีความภาคภูมิใจในความเป็นเกษตรกร มีความรอบรู้ในระบบการผลิตด้านการเกษตรแต่ละสาขา มีความสามารถในการวิเคราะห์เชื่อมโยงและการบริหารจัดการการผลิตและการตลาด โดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค สังคมและสิ่งแวดล้อม และถือเป็นเป้าหมายในการพัฒนาเกษตรกร
นายนเรศ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่มาตั้งแต่ ปี 2551 โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรเป็นรายบุคคลในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการธุรกิจ และการใช้ระบบสารสนเทศ ต่อมาในปี 2557 มีการดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ซึ่งมีการแบ่งช่วงอายุของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ คือ อายุ 17 – 45 ปี จึงยกระดับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถด้านการเกษตร ทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด จนเป็นเกษตรกรมืออาชีพที่เป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับ ขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานการเกษตรได้ นอกจากนี้ ความสามารถของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” ซึ่งสอดคล้องกับโมเดล “Thailand 4.0”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341704

อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ถือเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี โดยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมรวม 18,461 ไร่ คิดเป็น 80% ของพื้นที่ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจำนวน 1,814 ครัวเรือน มะพร้าวน้ำหอมจึงเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอบ้านแพ้ว ที่สร้างมูลค่า 496 ล้านบาทต่อปี แต่ด้วยสภาพการปลูกส่วนใหญ่ปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยว มะพร้าวส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 10 ปี แม้มีบำรุงอย่างต่อเนื่องก็ยังคงมีผลกระทบให้สวนมะพร้าวเสื่อมโทรม ผลผลิตลดลง และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นด้วย
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทางสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่นี้ จึงได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูล การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง
นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กล่าวว่า การจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ หรือ Field Day ปี 2561 ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดจัดงานในทุกจังหวัดๆ ละ 1 จุด สำหรับจังหวัดสมุทรสาคร ได้เลือกจัดงานขึ้น ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอบ้านแพ้ว มีวัตถุประสงค์หลักคือเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นการผลิตใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ พัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต เชื่อมโยงการตลาด และนวัตกรรมการแปรรูป สร้างคุณภาพสินค้า การใช้เครื่องจักรกลเข้ามาสนับสนุนการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแซมในร่องสวนมะพร้าวเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ผักกูด พลู หรือพืชผัก เป็นต้น
โดยกิจกรรมในงาน Field Day ประกอบด้วย 4 สถานีการเรียนรู้ ได้แก่ การเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพ่นสารเคมี การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวแบบผสมผสาน และนวัตกรรมและการแปรรูปมะพร้าว และยังมีฐานความรู้ 3 องค์ประกอบ คือ การจัดการดินและปุ๋ย การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมงานจำนวน 200 ราย จะได้รับการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการจัดงาน ที่ต้องการให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม เกิดการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางการเกษตรของตนเอง จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ด้านนายบุญลอย ทรัพย์มา ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.อ.บ้านแพ้ว) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ที่มีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรจะได้ตื่นตัว เนื่องจากภายในงานจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวสามารถนำไปใช้พัฒนาสวนของตนเองได้ เนื่องจากปกติตนในฐานะประธาน ศพก. ก็ได้ทำสวนมะพร้าวโดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรรายอื่น อย่างเช่น การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว หรือใช้แตนเบียนควบคุมหนอนหัวดำ หรือใช้เทคโนโลยีเรือพ่นสารชีวภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ โดยตนได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับสมาชิก ศพก. อยู่ตลอด รวมถึงมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดทำให้ไม่ค่อยพบปัญหามากนัก แต่สำหรับเกษตรกรที่อยู่นอกพื้นที่บางทีก็พบปัญหาาศัตรูพืชเข้าทำลายสวนมะพร้าว เขาก็จะเลือกใช้แต่สารเคมีในการกำจัด ทำให้ต้นทุนสูง ผลผลิตตกต่ำ และไม่ปลอดภัยในเรื่องสารพิษตกค้าง
“การจัดงาน Field Day จะช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรในละแวกพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว ได้เข้ามายัง ศพก.บ้านแพ้วมากขึ้น เพื่อมารับองค์ความรู้และเทคโนโลยีกลับไปปรับปรุงพัฒนาเพิ่มศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม เพิ่มพูนรายได้ในครัวเรือน อยากให้เกษตรกรมารวมตัวรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมอำเภอบ้านแพ้ว” ลุงบุญลอย ประธานศพก.บ้านแพ้ว กล่าว
เกษตรกรที่สนใจอยากได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอม สามารถไปศึกษาเรียนรู้ได้ที่ ศพก.บ้านแพ้ว เลขที่ 56/1 ม.5 ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เบอร์ติดต่อ 089-4932622 ลุงบุญลอย ประธานศพก. พร้อมให้คำแนะนำ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341703

สสก.1 จ.ชัยนาท ประกาศความพร้อม ‘โครงการสร้างทักษะส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร‘ เดินหน้าพัฒนาภาคการเกษตร สู่ความเข้มแข็งและมั่นคงในอาชีพ
ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสร้างทักษะส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรกิจกรรมสร้างรายได้แก่เกษตรกรรายย่อย ใต้ร่มโครงการไทยนิยมยั่งยืน ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง “ย้ำ….ทุกขั้นตอนต้องรวดเร็ว โปร่งใส และคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตรอย่างแท้จริง”
นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้โอนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561ให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรทั้ง 9 แห่ง และสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้แก่เกษตรกรรายย่อย
โดยโครงการสร้างทักษะส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เพื่อให้สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับบริบทสังคม เศรษฐกิจ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรในระยะยาวรวมถึงสร้างแนวทางการพัฒนาในรูปแบบของโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของชุมชนอย่างแท้จริง และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ในพื้นที่ 9 จังหวัด ภายใต้ความรับผิดชอบของ สสก.1 จ.ชัยนาท ซึ่งประกอบด้วย ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี และกรุงเทพฯ มีเกษตรกรเฉพาะที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร มากกว่า 260,000 ครัวเรือน และส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อระบบการผลิตที่มีการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน รวมทั้งขาดแคลนทุนตั้งต้นสำหรับใช้ในการประกอบกิจการเพื่อให้เกิดรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาและสนับสนุนในหลายมิติ อาทิ การพัฒนาด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต ด้านการบริหารจัดการผลผลิต และการบริหารจัดการในเชิงธุรกิจ เป็นต้น
ทั้งนี้ “โครงการสร้างทักษะส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร” แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม ได้แก่กิจกรรมการฝึกอบรม “หลักสูตรการพัฒนาการเกษตร” เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มและเลือกกิจกรรมการเกษตรตามความต้องการของชุมชน เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนากลุ่มเกษตรกร โดยการเรียนรู้ฐานวิธีคิด หลักการสำคัญของการรวมกลุ่ม การสร้างความเข้มแข็ง การจัดทำแผนธุรกิจการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ในการขับเคลื่อนประเทศ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร โดยการเพิ่มผลิตภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยพื้นที่ สสก.1 มีเป้าหมายเกษตรกรที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมฯ จำนวน 950 ชุมชน เกษตรกรกว่า 190,000 ราย(เฉลี่ย 200 ราย/ชุมชน) ซึ่งเป็นเกษตรกรหรือสมาชิกในครัวเรือนเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ต่อเนื่องคือ กิจกรรมการพัฒนากลุ่มเกษตรกรเป็นการรวมกลุ่มเกษตรกรอย่างน้อย 25 ราย โดยจะต้องมีสมาชิกที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเกษตร ไม่น้อยกว่า 10 ราย ร่วมเป็นสมาชิกภายในกลุ่มด้วย ร่วมกันจัดทำโครงการของชุมชน เสนอขอรับการสนับสนุนผ่านคณะกรรมการฯ ระดับต่างๆ โดยภาครัฐให้การสนับสนุนงบประมาณให้กลุ่มเกษตรกร ตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณไม่เกิน 300,000 บาทต่อชุมชน เป็นเงิน 285,000,000 บาท เพื่อใช้สำหรับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินโครงการตามความต้องการของชุมชนที่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้สมาชิกของชุมชนหรือกลุ่มเกษตรกรต่อไปได้อย่างยั่งยืน
“ขณะนี้สสก.1 จ.ชัยนาท ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส รวดเร็วและคำนึงถึงความต้องการของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่เป็นสำคัญและมอบหมายให้ผู้อำนวยการกลุ่ม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรระดับชำนาญการพิเศษรับผิดชอบในแต่ละจังหวัด คอยเป็นที่ปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของชุมชน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 โครงการที่เป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยฯ และโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โดยเกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่านทุกแห่ง” นายไพศาล กล่าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/341685

28 พ.ค.61 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการติดตามประเมินผลโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ประกอบด้วย โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างราย ได้แก่ เกษตรกร โครงการศูนย์ขยายพันธุ์และส่งเสริมการผลิตปศุสัตว์ โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการยกระดับโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอย่างครบวงจร โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจ SMEs ในอุตสาหกรรม เกษตรแปรรูป
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้รับงบกลางปีขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน รวม 22 โครงการ จำนวน 24,993 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 แผนงาน คือ 1.แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพ วงเงิน 24,300 ล้านบาท แบ่งเป็น การดำเนินงานโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 23,796 ล้านบาท (17 โครงการ) กระทรวงอุตสาหกรรม วงเงิน 498 ล้านบาท (2 โครงการ) และดำเนินการโดยกระทรวงพาณิชย์ วงเงิน 6 ล้านบาท (1 โครงการ) และ 2.แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต มีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ โดยเป็นงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 693 ล้านบาท (2 โครงการ)
“เชื่อมั่นว่า ผลการดำเนินงานดังกล่าวทั้ง 22 โครงการทั่วประเทศ จะเกิดประโยชน์กับเกษตรกรทั่วประเทศ จำนวน 4.3 ล้านราย สามารถสร้างอาชีพใหม่ เกิดความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจภาพรวม โดยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 63,599 ล้านบาท และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร มีรายได้เพิ่มขึ้น 35,304 ล้านบาท/ปี” นายวิณะโรจน์ กล่าว