เปิดผลงานแปลงใหญ่ใต้คึกคัก ‘ทุเรียน’ปัตตานีผลิตไม่พอขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342011

x

เปิดผลงานแปลงใหญ่ใต้คึกคัก ‘ทุเรียน’ปัตตานีผลิตไม่พอขาย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันมีจำนวน 247 แปลง อยู่ในพื้นที่ จ.ตรัง 30 แปลง พัทลุง 32 แปลง สงขลา 30 แปลง สตูล 27 แปลง ปัตตานี 51 แปลง ยะลา 32 แปลง และนราธิวาส 45 แปลง แบ่งตามกลุ่มสินค้า อาทิ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง แพะ โคเนื้อ โคนม และกุ้งขาว เป็นต้น มีเกษตรกรสมาชิก 16,076 คน รวมพื้นที่ 133,107 ไร่

ที่ผ่านมามีการพัฒนาเป็นกลุ่มเกษตรกรนิติบุคคล 19 กลุ่ม สหกรณ์ 17 แห่ง วิสาหกิจชุมชน 62 แห่ง รวมทั้งเกษตรกรยังผ่านมาตรฐานสินค้าเกษตร 4,340 แปลง โดยเป็นแปลง GAP 2,884 แปลง เกษตรอินทรีย์ 273 แปลง RSPO 299 แปลง และมาตรฐานอื่นๆ 884 แปลง โดยผลการจัดชั้นจากการประเมินแปลงใหญ่ปี 2559 อยู่ในเกรดเอ 13 แปลง เกรดบี 8 แปลง และเกรดซี 11 แปลง ส่วนแปลงปี 2560 อยู่ระหว่างการประเมินให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม จำนวน 96 แปลง

โดยผลการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ในการขับเคลื่อนเกษตรแบบแปลงใหญ่ อาทิ เร่งรัดประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรวมกลุ่มเข้าสู่แปลงใหญ่เพิ่มขึ้น จัดทำแผนการผลิตรายสินค้าระดับจังหวัด จัดทำฐานข้อมูลแปลง เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหา อุปสรรคในระดับเขตผ่านช่องทางต่างๆ เชื่อมโยงสินค้าแปลงใหญ่ เช่น เชื่อมโยงสินค้าข้าวกับโรงพยาบาลใน จ.สงขลา และเชื่อมโยงสินค้าทุเรียนจังหวัดปัตตานี มีการสั่งซื้อและมีคู่ค้าแน่นอน ราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป กก.ละ 50 บาท จนปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อการสั่งซื้อ

‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานพัฒนาครูบัญชีในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342083

'กรมตรวจบัญชีสหกรณ์' เดินหน้าขับเคลื่อนงานพัฒนาครูบัญชีในอนาคต

‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานพัฒนาครูบัญชีในอนาคต

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 19.05 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินงานส่งเสริมการทำบัญชีรายบุคคลให้กับเกษตรกรและสมาชิกสถาบันเกษตรกร โดยจัดอบรมสอนแนะการจัดทำบัญชีรายบุคคล พร้อมทั้งกำกับแนะนำกระตุ้น และติดตามการจัดทำบัญชีของเกษตรกร ให้สามารถจัดทำบัญชีได้ และใช้ข้อมูลทางบัญชีให้เกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า “ทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็น” มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการประกอบอาชีพ รู้จักใช้ข้อมูลจากการบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์วางแผนการประกอบอาชีพ ซึ่งข้อมูลบัญชีรายบุคคลของเกษตรกรจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สามารถใช้บ่งชี้วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องการลดต้นทุนผลิตทางการเกษตร การเพิ่มรายได้การปรับเปลี่ยนอาชีพ และการวางแผนทางการตลาด โดยที่เกษตรกรใช้การตลาดนำการผลิต รวมทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเกษตรกร สอดคล้องกับพันธกิจการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืนในทุกๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง และบูรณาการ การสอนบัญชีในโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างชุมชนอยู่ดีมีสุข ด้วยการพัฒนาความเป็นอยู่ อาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชน ตลอดจนการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร โดยมีอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและ พื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสมสมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ จำนวน 6,838 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรควบคู่กับการนำบัญชีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จนสามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้การวางแผนประกอบอาชีพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่ายในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้ เป็นต้นแบบให้เกษตรกรได้ใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพ ดังนั้น ครูบัญชีจึงเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ขยายผลลงไปสู่พื้นที่ภาคเกษตรรองรับโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยเหลือเกษตรกร และสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืน

“สำหรับแนวทางการพัฒนาครูบัญชีในอนาคต กรมตรวจฯ ได้มุ่งเน้นเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล และแผนงานโครงการสำคัญที่เร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมทางการเกษตร และนวัตกรรมสื่อการสอนทางบัญชี เพื่อให้ครูบัญชีสามารถนำไปถ่ายทอดต่อในระดับพื้นที่ เป็นต้นแบบความสำเร็จให้กับเกษตรกร และคนในชุมชนได้ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายชมรมครูบัญชี ทั้งในระดับภาคและระดับประเทศ ให้มีความเข้มแข็งและกว้างขวางยิ่งขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรต่อไป”นายโอภาส กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯจับมือ11หน่วยงานบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341977

เกษตรฯจับมือ11หน่วยงานบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน

เกษตรฯจับมือ11หน่วยงานบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 14.42 น.

30 พ.ค.61 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่าง 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เกิดจากการที่หน่วยงานร่วมดำเนินการทั้ง 11 หน่วยงาน ตระหนักถึงทรัพยากรเพื่อการผลิตทางการเกษตร ประกอบด้วย น้ำ ดิน อากาศ และป่าไม้ที่เสื่อมโทรมลง อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกระทำของมนุษย์ ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต

นอกจากนี้ ยังเกี่ยวโยงถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาการผลิตจากทรัพยากรดังกล่าวเป็นหลัก การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตรกร และภาคประชาชน ในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตทางการเกษตร โดยคำนึงถึงแนวทางตาม “ศาสตร์แห่งพระราชา” เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตลอดจนเป็นการสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี และเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ

ภายหลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ทั้ง 11 หน่วยงานจะร่วมกันจัดทำ และร่วมดำเนินการโครงการต่าง ๆ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืนตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ นอกจากนี้ หน่วยงานร่วมดำเนินการจะร่วมกันจัดหา พัฒนา และสนับสนุนด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์รวมถึงสิ่งจำเป็นอื่นสำหรับใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุน แลกเปลี่ยนและเสริมสร้างองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลทางวิชาการระหว่างกันเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้จัดเตรียมโครงการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการความร่วมมือ R3+ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากร และการผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน พื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมกับกรมชลประทาน กรมป่าไม้ บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ดำเนินงานในพื้นที่โครงการเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการตั้งแต่พื้นที่ป่าต้นน้ำ การบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ การจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค

รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี ทั้งการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมการดำเนินงาน ประกอบด้วย การอนุรักษ์ดิน น้ำ และป่าไม้ ส่งเสริมการผลิตทางการเกษตร และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน หากดำเนินการแล้วเสร็จสามารถเติมน้ำต้นทุนในลุ่มน้ำเพชรบุรี และเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงการวางแผนอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างบูรณาการ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี ทั้งการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน และเพิ่มความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม

2.โครงการ “ปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง” เพื่อสืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รวมทั้งเพื่อสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากขึ้นในการเพิ่มโอกาสการเกิดฝนและการปฏิบัติการฝนหลวงประสบผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้นโดยการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และสร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำตลอดจนเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน การปลูกป่าไม้ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และไม้ยืนต้นบริเวณหัวไร่ปลายนา อีกทั้งเพื่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าในการดำรงชีวิต และการใช้ประโยชน์สำหรับชุมชน สำหรับการดำเนินการในโครงการแบ่งเป็น 2 กิจกรรม คือกิจกรรมปลูกป่าและไม้ยืนต้น และโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ และ 3. แอปพลิเคชั่น Collector for ArcGIS ระบบติดตามการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ

อย่างไรก็ตามปัญหาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม การชะล้างพังทลายของหน้าดินในประเทศสร้างความสูญเสียมูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านบาท ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการรักษาป่า รักษาหน้าดิน การปลูกต้นไม้ และบ่อน้ำเพื่อเก็บความชื้นเอาไว้ให้มากที่สุด วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทั้ง 11 หน่วยงานได้มาร่วมกันลงนามในข้อตกลงดังกล่าว เพื่อวางแผนในการที่จะทำอย่างไรให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากที่สุด เพื่อให้กรมฝนหลวงฯ สามารถปฏิบัติการได้ทุกช่วงเวลา ทุกพื้นที่ เป็นการลดปัญหาภัยแล้งไม่ให้เกิดขึ้น โดยการทำเมฆให้เกิดเป็นฝนได้นั้นต้องอาศัยความชื้นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 60% จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเพราะฉะนั้นความสมบูรณ์ของดิน น้ำป่า จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

โคราชเมืองหลวง’มันสำปะหลัง’ผลผลิตพุ่งเฉียด10ล้านตัน คาดปีนี้เกษตรกรแห่ปลูกเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341937

โคราชเมืองหลวง'มันสำปะหลัง'ผลผลิตพุ่งเฉียด10ล้านตัน คาดปีนี้เกษตรกรแห่ปลูกเพิ่ม

โคราชเมืองหลวง’มันสำปะหลัง’ผลผลิตพุ่งเฉียด10ล้านตัน คาดปีนี้เกษตรกรแห่ปลูกเพิ่ม

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 13.22 น.

30 พ.ค.61 นายวิบูลย์ ไชยวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 7 เปิดเผยว่า กิจกรรมงาน Field day ถือเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ที่เหมาะสม สำหรับปีการผลิต 2561 มีการจัดงาน Field Day ขึ้นทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 882 ศูนย์ ในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 32 ศูนย์ โดยเน้นหนักสินค้ามันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ และที่สำคัญคือการให้ความรู้ในกิจกรรมต่างๆ ได้แก่  1.สถานีการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเผลิตและการตลาดมันสำปะหลัง เช่น การจัดการดิน และการปรับปรุงโครงสร้างดิน การใช้พันธุ์มันสำปะหลังตามความเหมาะสม กับพื้นที่ และนวัตกรรมการใช้มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ การอารักขาพืช การจัดการน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง การใช้นวัตกรรมเครื่องจักรเพื่อทดแทนรงงาน การแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิต การบริหารจัดการแปลงส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ การเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดแบบบูรณาการ 2.การสาธิตการใช้เครื่องจักรกลเพื่อลดต้นทุนการผลิต 3.นิทรรศการองค์ความรู้มันสำปะหลังและการใช้ปัจจัยในการเพิ่มผลผลิตแลลดต้นทุนการผลิต และ 4. ตลาดสินค้าประชารัฐเกษตรกร

ทั้งนี้จังหวัดนครราชสีมาเป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลังแห่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หรือเป็นนครหลวงแห่งการผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทย มีผลผลิตต่อปีกว่า 7-8 ล้านตัน โดยปีที่ผ่านมาได้มีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร ซึ่งพบว่ามีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ หลายปีทำให้ดินที่ปลูกมีความแน่นเป็นดินดาน จำเป็นต้องระเบิดดินดานเพื่อให้น้ำซึมผ่านลงไปด้านล่างมากขึ้น จะทำให้มันฯ มีความสมบูรณ์มากขึ้นและปัญหาหัวมันเน่าในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังได้ ปัญหารากเน่าหรือโคนเน่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เป็นต้น  สำหรับปีนี้จังหวัดนครราชสีมาตั้งเป้าหมายว่า จะเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้จากเดิม 4 ตัน/ไร่ เป็น 5 ตัน/ไร่ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะถ่ายทอดให้เกษตรกร และจะมีการร่วมมือกับภาคเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา ในการดำเนินการเพิ่มผลผลิตมันฯ ให้ได้สูงถึง 7 ตัน/ไร่ โดยจะมีแปลงสาธิตเกิดขึ้นทุกอำเภอของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแปลงที่จะนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเขต2เปิด‘Field Day’บ้านแพ้ว ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341822

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเขต2เปิด‘Field Day’บ้านแพ้ว  ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเขต2เปิด‘Field Day’บ้านแพ้ว ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ถือเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี โดยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมรวม 18,461 ไร่ คิดเป็น 80% ของพื้นที่ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจำนวน 1,814 ครัวเรือน มะพร้าวน้ำหอมจึงเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอบ้านแพ้ว ที่สร้างมูลค่า 496 ล้านบาทต่อปี แต่ด้วยสภาพการปลูกส่วนใหญ่ปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยว มะพร้าวส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 10 ปี แม้มีบำรุงอย่างต่อเนื่องก็ยังคงมีผลกระทบให้สวนมะพร้าวเสื่อมโทรม ผลผลิตลดลง และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นด้วย

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทางสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่นี้ จึงได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูล การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง

 

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กล่าวว่า การจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ หรือ Field Day ปี 2561 ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดจัดงานในทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 จุด สำหรับจังหวัดสมุทรสาคร ได้เลือกจัดงานขึ้น ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอบ้านแพ้ว มีวัตถุประสงค์หลักคือเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นการผลิตใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ พัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต เชื่อมโยงการตลาด และนวัตกรรมการแปรรูป สร้างคุณภาพสินค้า การใช้เครื่องจักรกลเข้ามาสนับสนุนการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแซมในร่องสวนมะพร้าวเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ผักกูด พลู หรือพืชผัก เป็นต้น

โดยกิจกรรมในงาน Field Day ประกอบด้วย 4 สถานีการเรียนรู้ ได้แก่ การเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพ่นสารเคมี การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวแบบผสมผสาน และนวัตกรรมและการแปรรูปมะพร้าว และยังมีฐานความรู้ 3 องค์ประกอบ คือ การจัดการดินและปุ๋ย การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมงานจำนวน 200 ราย จะได้รับการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการ
จัดงาน ที่ต้องการให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม เกิดการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางการเกษตรของตนเอง จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ด้าน นายบุญลอย ทรัพย์มา ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.อ.บ้านแพ้ว) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรจะได้ตื่นตัว เนื่องจากภายในงานจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวสามารถนำไปใช้พัฒนาสวนของตนเองได้ เนื่องจากปกติตนในฐานะประธาน ศพก. ก็ได้ทำสวนมะพร้าวโดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรรายอื่น อย่างเช่น การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว หรือใช้แตนเบียนควบคุมหนอนหัวดำ หรือใช้เทคโนโลยีเรือพ่นสารชีวภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ โดยตนได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับสมาชิก ศพก. อยู่ตลอด รวมถึงมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดทำให้ไม่ค่อยพบปัญหามากนัก แต่สำหรับเกษตรกรที่อยู่นอกพื้นที่บางทีก็พบปัญหาาศัตรูพืชเข้าทำลายสวนมะพร้าว เขาก็จะเลือกใช้แต่สารเคมีในการกำจัด ทำให้ต้นทุนสูง ผลผลิตตกต่ำ และไม่ปลอดภัยในเรื่องสารพิษตกค้าง

“การจัดงาน Field Day จะช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรในละแวกพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว ได้เข้ามายัง ศพก.บ้านแพ้วมากขึ้น เพื่อมารับองค์ความรู้และเทคโนโลยีกลับไปปรับปรุงพัฒนาเพิ่มศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม เพิ่มพูนรายได้ในครัวเรือน อยากให้เกษตรกรมารวมตัวรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมอำเภอบ้านแพ้ว” ลุงบุญลอย ประธานศพก.บ้านแพ้ว กล่าว

เกษตรกรที่สนใจอยากได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอม สามารถไปศึกษาเรียนรู้ได้ที่ ศพก.บ้านแพ้ว เลขที่ 56/1 ม.5 ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เบอร์ติดต่อ 08-9493-2622 ลุงบุญลอย ประธานศพก. พร้อมให้คำแนะนำ

เกษตรฯตีปี๊บไทยนิยม ทุ่ม2.4หมื่นล.แก้จน เร่งสร้างอาชีพใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341871

เกษตรฯตีปี๊บไทยนิยม  ทุ่ม2.4หมื่นล.แก้จน  เร่งสร้างอาชีพใหม่

เกษตรฯตีปี๊บไทยนิยม ทุ่ม2.4หมื่นล.แก้จน เร่งสร้างอาชีพใหม่

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เกษตรฯตีปี๊บไทยนิยม

ทุ่ม2.4หมื่นล.แก้จน

เร่งสร้างอาชีพใหม่

พุ่งเป้า4.3ล้านคน

“ปลัดกระทรวงเกษตรฯ” ลุยคิกออฟ “ไทยนิยม” อัดฉีดเม็ดเงิน 2.4 หมื่นล้าน แก้จน สร้างอาชีพใหม่ 22 โครงการ พลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์ชาติ20ปี ขับเคลื่อนทั่วประเทศล็อตแรก4.3ล้านคน มั่นใจสร้างรายได้เพิ่ม3.5หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจฐานรากพุ่ง6.3หมื่นล้าน”

เมื่อวันที่ 29พฤษภาคม นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่คิกออฟโครงการไทยนิยม ยั่งยืน และตรวจเยี่ยมโครงการไทยนิยมฯในส่วนงานกรมชลประทาน ที่บริเวณแก้มลิงหนองบ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ว่า จากมติครม.เห็นชอบให้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปี (2560-2579) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกรอบหลักในการดำเนินงาน 10 เรื่อง ภายใต้โครงการไทยนิยมฯ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2561 มี 2 แผนงาน 22โครงการ งบประมาณรวม 24,993ล้านบาท

ปลัดกษ. กล่าวต่อว่า เกษตรกรจะได้รับประโยชน์รวม 4,316,802 ราย โดยดำเนินการดังนี้ 1.จัดทำเมนูพัฒนาอาชีพรายบุคคลและเมนูพัฒนากลุ่ม/ชุมชน ให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ในการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2.จัดทำเอกสารแนวทางการปฏิบัติงานของทุกโครงการ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง ให้สามารถปฏิบัติงานไปในแนวทางเดียวกัน 3.ประสานการดำเนินงานร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ให้ข้อมูลด้านสินเชื่อแก่ประชาชน และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และ 4.จัดส่งเมนูพัฒนาอาชีพแก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบติดตามการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯตามข้อสั่งการของนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้จัดประชุมเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทั่วประเทศ และชี้แจงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโครงการไทยนิยมฯ ด้านปศุสัตว์ 3 โครงการ งบประมาณ 671 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มทักษะและอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.โครงการขยายพันธ์สัตว์และส่งเสริมการผลิตปศุสัตว์ และ 3.โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านเกษตร ประกอบด้วยกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพด้านปศุสัตว์ กิจกรรมศูนย์ขยายพันธุ์ และส่งเสริมอาชีพด้านปศุสัตว์ เพื่อผลิตสัตว์พันธุ์ดี และจำหน่ายในราคาถูก ราคาลดลง 15% แก่เกษตรกรผู้ร่วมโครงการ กิจกรรมอาสาปศุสัตว์เพื่อการพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรรายย่อย คาดว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์ 878 อำเภอ 7,463 ตำบล 81,084 และสามารถนำมาต่อยอดได้ต่อไป โดยการดำเนินการจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน นี้

ขณะที่ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวสรุปว่า ได้ทำแผนติดตามประเมินผลในการลงพื้นที่ปฏิบัติงานโครงการไทยนิยมฯ เร่งแก้ไขปัญหาความยากจน ช่วยเหลือพัฒนาอาชีพ 22 โครงการทั่วประเทศ เพื่อมุ่งเน้นเกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อยกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้น้อย 4.3 ล้านราย สามารถสร้างอาชีพใหม่ เกิดความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจภาพรวม โดยคาดว่าจะกระตุ้นระบบเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 63,599 ล้านบาท และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร มีรายได้เพิ่มขึ้น 35,304 ล้านบาท

สสก.6เดินหน้าปั้นคนรุ่นใหม่ ยกชั้นสู่‘Young Smart Farmer’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341817

x

สสก.6เดินหน้าปั้นคนรุ่นใหม่ ยกชั้นสู่‘Young Smart Farmer’

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดการพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เป็นนโยบายสำคัญ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรทุกคนได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมรับกับสถานการณ์ด้านการเกษตรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรไทยมีความพร้อม มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร

ทั้งนี้ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่มาตั้งแต่ ปี 2551 โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรเป็นรายบุคคลในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการธุรกิจ และการใช้ระบบสารสนเทศ ต่อมาในปี 2557 มีการดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ซึ่งมีการแบ่งช่วงอายุของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ คือ อายุ 17-45 ปี จึงยกระดับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถด้านการเกษตร ทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด จนเป็นเกษตรกรมืออาชีพที่เป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับ ขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานการเกษตรได้ นอกจากนี้ ความสามารถของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” ซึ่งสอดคล้องกับโมเดล “Thailand 4.0”

สสก.1ลุยพัฒนาทักษะเกษตรกร n เดินหน้าหลักสูตรเสริมอาชีพ n สร้างความเข้มแข็งชาวบ้าน9จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341819

x

สสก.1ลุยพัฒนาทักษะเกษตรกร n เดินหน้าหลักสูตรเสริมอาชีพ n สร้างความเข้มแข็งชาวบ้าน9จว.

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้โอนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2561 ให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรทั้ง 9 แห่ง และสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยในพื้นที่ 9 จังหวัด ภายใต้ความรับผิดชอบของ สสก.1 จ.ชัยนาท ประกอบด้วย ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี และกรุงเทพฯ มีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กรมส่งเสริมการเกษตร มากกว่า 260,000 ครัวเรือน และส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาและสนับสนุนในหลายมิติ อาทิ การพัฒนาด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต ด้านการบริหารจัดการผลผลิต และการบริหารจัดการในเชิงธุรกิจ เป็นต้น

ทั้งนี้ “โครงการสร้างทักษะส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร” แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการฝึกอบรม “หลักสูตรการพัฒนาการเกษตร” เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มและเลือกกิจกรรมการเกษตรตามความต้องการของชุมชน โดยพื้นที่ สสก.1 มีเป้าหมายเกษตรกรที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมฯ จำนวน 950 ชุมชน เกษตรกรกว่า 190,000 ราย เฉลี่ย 200 ราย/ชุมชน และอีกกิจกรรม คือ การพัฒนากลุ่มเกษตรกร เป็นการรวมกลุ่มเกษตรกรอย่างน้อย 25 ราย โดยต้องมีสมาชิกที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเกษตร ไม่น้อยกว่า 10 ราย ร่วมเป็นสมาชิก เพื่อจัดทำโครงการของชุมชน เสนอขอรับการสนับสนุนผ่านคณะกรรมการฯ ระดับต่างๆ โดยภาครัฐให้การสนับสนุนงบประมาณตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณไม่เกิน 300,000 บาทต่อชุมชน เป็นเงิน 285,000,000 บาท

“ขณะนี้ สสก.1 จ.ชัยนาท ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส รวดเร็วและคำนึงถึงความต้องการของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ เป็นสำคัญและมอบหมายให้ผู้อำนวยการกลุ่ม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรระดับชำนาญการพิเศษรับผิดชอบในแต่ละจังหวัด คอยเป็นที่ปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของชุมชน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 โครงการที่เป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยฯ และโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โดยเกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่านทุกแห่ง” นายไพศาล กล่าว

เปิดศูนย์ผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์‘ปม.1’ n ‘ประมง’ทุ่มงบไทยนิยม9.8ล. n สกัดโรคกุ้ง-สัตว์น้ำทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341820

x

เปิดศูนย์ผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์‘ปม.1’ n ‘ประมง’ทุ่มงบไทยนิยม9.8ล. n สกัดโรคกุ้ง-สัตว์น้ำทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเลที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและโรคระบาด กรมประมง จึงได้ผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อใช้สำหรับปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้ง โดยหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 จะมีกลไกในการช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำ สามารถลดปริมาณเชื้อก่อโรคในสิ่งแวดล้อมและระบบทางเดินอาหาร รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหารของกุ้ง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคและลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้

สำหรับหัวเชื้อจุลินทรีย์ หรือ “จุลินทรีย์ ปม.1” ถูกค้นคว้าวิจัยขึ้นโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาครร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเมื่อปี 2551 โดยคัดเลือกจุลินทรีย์ในกลุ่ม Bacillus 3 ชนิด ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์ เหมาะสำหรับใช้บำบัดสารอินทรีย์ที่ตกค้างสะสมในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยแจกจ่ายให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งสูตรผงและสูตรน้ำให้แก่เกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี และมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่ากำลังการผลิตของกรมประมง

ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมง จึงจัดทำโครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมขยายฐานการผลิตจุลินทรีย์ ภายใต้โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ของกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้งบประมาณ 9,800,000 บาท จัดตั้งศูนย์ผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 ให้แก่กลุ่มเกษตรกร ชมรม สมาคม สหกรณ์ และสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการดำเนินการ รวม 20 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 19 จังหวัด ได้แก่ ตรัง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี สตูล พัทลุง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ โดยจะเปิดตัวโครงการฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 พฤษภาคม 2561

เปิดงาน Field Day ‘ลำพูน’ ถ่ายทอดความรู้การผลิตลำไยคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341876

เปิดงาน Field Day 'ลำพูน' ถ่ายทอดความรู้การผลิตลำไยคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต

เปิดงาน Field Day ‘ลำพูน’ ถ่ายทอดความรู้การผลิตลำไยคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 21.06 น.

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย  ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการเปิดการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตร เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 (50  ปี กรมส่งเสริมการเกษตร) ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเมืองลำพูน (หมู่ที่ 7  บ้านทุ่งยาว  ตำบลศรีบัวบาน)  จังหวัดลำพูน ว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในฤดูเพาะปลูกใหม่  โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญา    ที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่  ถ่ายทอดความรู้และให้บริการแก่เกษตรกรในชุมชนให้ได้รับความรู้  เข้าถึงปัจจัยการผลิตและลดความเสี่ยงของผลผลิต  การเชื่อมโยงเครือข่ายการบริหารจัดการและเผยแพร่     ให้เกษตรกรรู้จักและใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)    และศูนย์เครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่  ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์ในวาระครบรอบ  50  ปี  ของกรมส่งเสริมการเกษตร

ด้าน นายนเรศ  ฝีปากเพราะ  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6  จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับจังหวัดลำพูนนั้น  พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ทำสวนลำไย  ซึ่งมีถึงสองแสนกว่าไร่  ปัญหาจากการทำสวนลำไยที่ผ่านมา  คือ  ต้นทุนการผลิตสูง  ผลผลิตต่อไร่ต่ำและราคาผลผลิตตกต่ำ  การทำลำไยนอกฤดูเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการผลิตลำไย ซึ่งโดยทั่วไปนั้นการผลิตลำไยนอกฤดูต้นทุนจะสูง การจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นการถ่ายทอดความรู้การผลิตลำไยคุณภาพ  ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มคุณภาพผลผลิต  การลดต้นทุนการผลิต  เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าเรียนรู้ในสถานีเรียนรู้ต่างๆ จำนวน  4  สถานี ได้แก่ สถานีที่ 1  การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไย สถานีที่ 2  การเพิ่มคุณภาพผลผลิตลำไย สถานีที่ 3  การลดต้นทุนการผลิต และสถานีที่ 4  การบริหารจัดการน้ำ ได้เรียนรู้ถึงการทำลำไยคุณภาพแบบไหนที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มคุณภาพผลผลิตและช่วยลดต้นทุนการผลิต

อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมงาน จะได้รับการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการจัดงาน ที่ต้องการให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม เกิดการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางการเกษตรของตนเอง จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป