เลาะรั้วเกษตร : จัดงานเกษตรเพื่อคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342274

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จัดงานเกษตรเพื่อคนกรุง

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มีโอกาสไปเยี่ยมๆ มองๆ งาน “เปิดบ้านงานวิจัย” ของกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ซึ่งพิธีเปิดงาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช เป็นประธาน ตอนหนึ่งที่ท่านกล่าวเปิดงาน ท่านบอกว่าให้ไปจัดงานแบบนี้ในต่างจังหวัดให้เกษตรกรได้ชมบ้าง ต่างจังหวัดเกษตรกรไม่ค่อยรู้จักหน่วยงานของกรม แม้ชาวบ้านที่อยู่ติดรั้วหน่วยงานยังไม่รู้จักเลย….จริงเท็จอย่างไรไม่ยืนยัน และท่านไปถามชาวบ้านแถวไหนก็ไม่ยืนยันอีกเหมือนกัน…งานนี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ฟังแล้วคงสะดุ้งไปหลายตลบ

อันที่จริงเท่าที่ทราบ และเคยไปร่วมงานเป็นครั้งคราว หน่วยงานในต่างจังหวัดของกรมวิชาการเกษตรก็จัดงานแสดงผลงานการวิจัย และเทคโนโลยีต่างๆ อยู่บ่อยๆ แต่อาจจะไม่ได้จัดในจังหวัดที่ท่าน รมว. เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด แต่งานเปิดบ้าน หรือ Open House ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ นี้เพราะต้องการจัดแสดงผลงานความก้าวหน้าทางการเกษตรให้คนกรุงได้ดู

งานเปิดบ้านงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไรไม่ทราบ เพราะไม่ได้จัดเป็นประจำทุกปี ทราบแต่ว่ามีมาหลายปีแล้ว เปิดบ้านครั้งแรกเมื่อปี 2552 ปีแรกที่อธิบดี สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน มาเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตรรอบแรก

ยุคนั้นองค์กรต่างๆ เขานิยมจัดงาน Open House กัน กรมวิชาการเกษตรเลยจัดงาน “เปิดบ้านงานวิจัย” เนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมวิชาการเกษตร จัดระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 2 ตุลาคม 2552 สถานที่จัดงานก็ใช้บริเวณถนนรอบๆ อาคารที่ทำการของกรม เพราะชื่องานว่าเปิดบ้าน ก็ต้องจัดที่บ้าน ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปมากพอสมควรจนต้องเพิ่มเวลาจัดงานต่ออีก 2 วัน

จำได้ว่าก่อนงานเปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ได้จัดงานใหญ่ แถวศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าแถวนนทบุรี ชื่องานว่า “มหัศจรรย์เทคโนโลยี 36 ปี กรมวิชาการเกษตร” ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2552 จัดขึ้นในวาระกรมวิชาการเกษตรครบรอบ 36 ปี จะว่าไปงานนี้น่าจะเป็นงานเปิดบ้านงานวิจัย ครั้งแรกของกรมวิชาการเกษตร เพราะเป็นงานที่เหมือนแนะนำกรมวิชาการเกษตรให้ชาวบ้านได้รู้ถึงความเป็นมาและภารกิจ หน้าที่ของกรมจริง ๆ เพียงแต่ไม่ได้จัดที่บ้านเท่านั้น

งานเปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร จัดต่อมาอีกหลายครั้ง แต่เท่าที่ทราบคงไม่ได้จัดต่อเนื่องทุกปี ครั้งสุดท้ายก่อนหน้านี้
น่าจะเป็นปี 2558 เท่ากับว่างเว้นมา 3 ปี จนมาถึงปีนี้ 2561 เท่าที่เดินดูงานครั้งนี้ เห็นว่างานวิจัยไม่ได้มีอะไรก้าวหน้าสักเท่าไร ยังได้เห็นพิพิธภัณฑ์แมลง ได้เห็นวัชพืชที่มีประโยชน์อย่างใบต่างเหรียญ และพรมมิ ที่เคยนำเสนอมาหลายปีแล้ว ได้เห็นร้าน Q Shop ได้เห็นปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์ชนิดต่างๆ ได้เห็นเครื่องจักรกลเกษตรที่ไม่ได้หวือหวาไปจากเดิม มีเมล็ดพันธุ์พืชและต้นไม้แจก มีสาธิตการแปรรูปผลผลิตต่างๆ ยังเหมือนเดิม ที่ดูทันสมัยขึ้นมาหน่อยคือ การใช้โซเชียลเนตเวิร์ก พวกแอพพลิเคชั่นต่างๆ และ สมาร์ท บ็อกซ์ ซึ่งประชาชนทั่วไปคงไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไร

การจัดงานแสดงผลงานและเทคโนโลยีทางการเกษตร ไม่ได้มีกรมวิชาการเกษตรกรมเดียว ที่จัดงานในลักษณะนี้ และจัดในบริเวณหน่วยงานของตนเอง ยังมีกรมการข้าว กรมหม่อนไหม กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แม้กระทั่งกระทรวงเกษตรฯ เอง ก็เคยจัดงานในลักษณะนี้ในบริเวณหน่วยงานของตนเอง ซึ่งจุดอ่อนของการจัดงานในพื้นที่ตั้งของหน่วยงานคือ คนเข้าร่วมงานน้อย โดยเฉพาะหน่วยงานย่านเกษตรกลาง บางเขน ซึ่งไม่ได้อยู่ในจุดที่ไป-มาสะดวก

งานแสดงทางการเกษตรที่ประสบความสำเร็จในกรุงเทพฯ เห็นจะมีแต่งาน “เกษตรแฟร์” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เท่านั้น ที่แต่ละปีมีคนรอคอยว่าเมื่อไรจะถึงงานเสียที เพราะเป็นงานที่จัดขึ้นทุกปี และจัดติดต่อมายาวนานหลายสิบปี แต่น่าเสียดายที่งานเกษตรแฟร์ เน้นการขายสินค้ามากกว่าวิชาการ คนกรุงเลยรู้จักแต่ มะขามหวาน หอม กระเทียม และต้นไม้ชื่อแปลกๆ ที่อาจจะถูกหลอกขายบ้าง แต่หลายคนก็ชอบเดินงาน “เกษตรแฟร์” มากกว่างานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่หน่วยงานต่างๆ จัดตามที่กล่าวมา

ที่ว่ามาทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เพียงแต่จะบอกว่าการจัดงานแต่ละครั้งใช้งบประมาณ และบุคลากรจำนวนไม่น้อย ในเมื่อลงทุนจัดเพื่อให้คนมาดู ก็น่าจะลงทุนอำนวยความสะดวกให้คนมาดูได้จำนวนมากๆ การอำนวยความสะดวกที่ง่ายที่สุด คือจัดในสถานที่ที่คนไป-มาสะดวก และคุ้นเคย เป็นสถานที่ที่เขาจัดงานกันบ่อยๆ ไม่ได้เชียร์ให้อุดหนุนกิจการสถานที่เหล่านั้น เพียงแต่ไม่อยากให้การจัดงานแต่ละครั้งสูญเปล่าเท่านั้นเอง…..

แว่นขยาย

ดัชนีรายได้เกษตรกรปรับตัวเพิ่ม สศก.คาดแนวโน้มเดือนมิ.ย.อยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342278

x

ดัชนีรายได้เกษตรกรปรับตัวเพิ่ม สศก.คาดแนวโน้มเดือนมิ.ย.อยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมรายได้ของเกษตรกรซึ่งวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนเมษายน 2561 ลดลงจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 0.67 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 4.22 ของเดือนมีนาคม 2561 สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา เมษายน 2561 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี’60 ร้อยละ 9.33 โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน เนื่องจากปริมาณสต็อกน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง ยางพาราลดลงจากความต้องการซื้อในประเทศลด ประกอบกับจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อหลักมีสต็อกยางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สับปะรด ลดลงจากปริมาณผลผลิตส่วนเกินจากแหล่งผลิต และสุกรลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตมากกว่าความต้องการ

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ตลาดมีความต้องการข้าวในทิศทางที่เพิ่มขึ้น มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้นจากโรงงานอาหารสัตว์มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง และไข่ไก่เพิ่มขึ้นจากการปลดแม่ไก่ยืนกรงออกจากระบบ ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เดือนเมษายน 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 9.55 สินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา สับปะรด สุกร และไก่เนื้อ

สำหรับดัชนีรายได้ของเกษตรกรเดือนพฤษภาคม 2561 คาดว่าเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2560 ร้อยละ 7.94 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.82 ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 4.32 สำหรับสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนพ.ค. ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ส่งผลให้ดัชนีราคาเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยางพารา ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากเกษตรกรเริ่มเปิดกรีดยาง ขณะที่ผู้ซื้อต้องการยางเพื่อส่งมอบ ส่งผลให้ดัชนีราคาปรับตัวสูงขึ้นแต่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และสับปะรด คาดว่า ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน ดัชนีราคาจึงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทั้งนี้ เดือนมิถุนายน 2561 คาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกรอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดัชนีราคา คาดว่าจะทรงตัว ขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ เงาะ และสับปะรด เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี’60

สสก.8จัด‘Field Day’ชุมพร ส่งเสริมผลิตทุเรียนคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342276

x

สสก.8จัด‘Field Day’ชุมพร ส่งเสริมผลิตทุเรียนคุณภาพ

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 (สสก.8) จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จ.ชุมพร ได้จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี Field Day เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.ปะทิว โดยมีเกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียงมาร่วมงานประมาณ 500 คน และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกิจกรรมหลัก เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ ด้วยการให้ความรู้ พร้อมกับคำแนะนำแก่เกษตรกร ในการผลิตสินค้าเกษตรเชิงคุณภาพ พร้อมกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยแบ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรเป็นสถานีเรียนรู้ อาทิ การเพิ่มศักยภาพแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อน การผลิตทุเรียนคุณภาพ การให้น้ำในสวนทุเรียน

“กิจกรรมดังกล่าวเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดำเนินการผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นศูนย์ที่มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสินค้าหลักในพื้นที่ และเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ (Zoning) เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่หน่วยงานราชการส่งเสริมกับภูมิปัญญาของเกษตรกร และได้มีการประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสมอย่างเฉพาะเจาะจงกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมของเกษตรกร ก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่”นายธาร กล่าว

กรมตรวจฯเดินหน้าขับเคลื่อน ส่งเสริมนวัตกรรม-ปั้นครูบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342277

x

กรมตรวจฯเดินหน้าขับเคลื่อน ส่งเสริมนวัตกรรม-ปั้นครูบัญชี

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ 6,838 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรควบคู่กับการนำบัญชีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จนสามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้การวางแผนประกอบอาชีพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่ายในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้ เป็นต้นแบบให้เกษตรกรได้ใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพ ดังนั้น ครูบัญชีจึงเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ขยายผลลงไปสู่พื้นที่ภาคเกษตรรองรับโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยเหลือเกษตรกร และสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืน

“สำหรับแนวทางการพัฒนาครูบัญชีในอนาคต กรมตรวจฯ ได้มุ่งเน้นเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล และแผนงานโครงการสำคัญที่เร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมทางการเกษตร และนวัตกรรมสื่อการสอนทางบัญชี เพื่อให้ครูบัญชีสามารถนำไปถ่ายทอดต่อในระดับพื้นที่ เป็นต้นแบบความสำเร็จให้กับเกษตรกร และคนในชุมชนได้ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายชมรมครูบัญชี ทั้งในระดับภาคและระดับประเทศ ให้มีความเข้มแข็งและกว้างขวางยิ่งขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรต่อไป”นายโอภาส กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘การตลาดนำการผลิต’ พลิกแนวคิดการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342281

รายงานพิเศษ : ‘การตลาดนำการผลิต’  พลิกแนวคิดการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระยะยาว

รายงานพิเศษ : ‘การตลาดนำการผลิต’ พลิกแนวคิดการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระยะยาว

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“การตลาดนำการผลิต” ในภาคการเกษตร เป็นแนวคิดด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการสินค้าเกษตรเกิดความสมดุลกัน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สหกรณ์การเกษตร และผู้ค้า ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินงานคืบหน้าแล้วหลายโครงการ เช่น การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่ 3.72 ล้านไร่ การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวอินทรีย์ 120,000 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 36,000 ราย ช่วยให้ต้นทุนลดลงและขายข้าวได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป ตันละ 2,000-8,000 บาท รวมทั้งยังเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรใน 38 จังหวัด สร้างมูลค่ารวมกว่า 400 ล้านบาท

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นโยบายการพัฒนาการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า โดยขับเคลื่อนผ่านนโยบายสำคัญ 15 เรื่อง ประกอบกับในปัจจุบันภาคการเกษตรยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง ประสบภัยแล้งหรือน้ำท่วม เป็นต้น อีกทั้งยังมีสาเหตุมาจากเกษตรกรไทยยังขาดปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.ขาดความรู้ / 2.ขาดเงินทุน / และ 3.ไม่มีตลาดรองรับ ด้วยเหตุนี้กระทรวงเกษตรฯ จึงกำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ซึ่งจะเป็นแนวทางให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร วางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาด โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตัวอย่างเช่น จังหวัดที่นำนโยบายนี้ไปปฏิบัติและสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานี ได้จัดพิธีลงนาม MOU ตามพันธสัญญานำร่อง “การตลาดนำการผลิต” ระหว่างโรงพยาบาลกับวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ ในการจัดซื้อรายการอาหาร ประเภท ข้าวสาร พืชผัก และผลไม้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร หรือการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (SMEs) เพื่อหาตลาดและสร้างอำนาจการต่อรองด้านราคาให้กับเกษตรกร ขณะนี้เชื่อมโยงสหกรณ์ 518 แห่ง กับภาคเอกชน 109 แห่ง และมีสหกรณ์ 55 แห่ง ส่งออกผลผลิตไปต่างประเทศ รวม 28 ประเทศ ทำให้เกิดการซื้อขายผลผลิตเกษตร รวม 818,873 ตัน มูลค่า 17,009 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในด้านสินค้าประมง กรมประมง ได้ใช้นโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อสร้างสมดุลทางการตลาด ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตและการบริหารจัดการร่วมกัน โดยกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมงระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้ 300 แปลง โดยผลักดันให้เกษตรกรในแปลงใหญ่มีการรวมกลุ่ม จำนวน 30 คน พื้นที่ไม่ต่ำกว่า 300 ไร่ เพื่อร่วมกันวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่

ปัจจุบัน มีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง จำนวน 77 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 4,667 ราย พื้นที่ประมาณ 48,000 ไร่ มีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร โดยการดำเนินภายในปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งมีแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตสินค้าประมง พร้อมยกระดับฟาร์มสู่มาตรฐาน GAP ของกรมประมง และอยู่ระหว่างการดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP มกษ.7401-2557 รวมทั้งสร้างตลาดสินค้าประมงที่แน่นอน โดยมีการเจรจาธุรกิจระหว่างห้างสรรพสินค้า และบริษัทเอกชน ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จที่สุด โดยได้รับรางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 ในการประกวดแปลงใหญ่สินค้าประมง ประจำปี 2560 ของกรมประมง สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด จังหวัดพะเยา และสหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชลบุรี จำกัด จังหวัดชลบุรี

เช่นเดียวกับการวางแผนการผลิตข้าวโดยใช้ “การตลาดนำการผลิต” ได้วางกรอบเป้าหมายความต้องการใช้ข้าวสำหรับการผลิต ปี 2561/62 ภายใต้ตลาดนำการผลิต (Demand Driven) จำนวน 30.42 ล้านตันข้าวเปลือก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงได้กำหนดแผนการผลิตข้าว ปี 2561/62 ตามความต้องการใช้ข้าวดังกล่าว จำนวน 70.42 ล้านไร่ ผลผลิต 33.422 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น รอบที่ 1 จำนวน 58.21 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ 23.27 ล้านไร่ ข้าวหอมจังหวัด 2.82 ล้านไร่ ข้าวหอมไทย (ข้าวหอมปทุม) 1.03 ล้านไร่ ข้าวเจ้า 14.84 ล้านไร่ (ข้าวเจ้าพื้นนิ่ม 0.74 ล้านไร่ ข้าวเจ้าพื้นแข็ง 14.10 ล้านไร่) ข้าวเหนียว 15.78 ล้านไร่ ข้าว กข43 0.12 ล้านไร่ ข้าวอินทรีย์ 0.28 ล้านไร่ และข้าวสี 0.07 ล้านไร่ และ รอบที่ 2 มีพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 12.61 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 7.86 ล้านตันข้าวเปลือก

จะเห็นได้ว่านโยบาย “การตลาดนำการผลิต” สามารถช่วยวางแผนการผลิตให้กับเกษตรกร สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งเกษตรกรจะมีตลาดรองรับสินค้าที่แน่นอน ผลผลิตไม่ล้นตลาด เกษตรกรมีรายได้และมีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรมมากยิ่งขึ้น

สหกรณ์ร่วมไปรษณีย์ไทยเอาใจผู้บริโภค เน้นส่งสินค้าเกษตรใหม่สด-ราคายุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342282

สหกรณ์ร่วมไปรษณีย์ไทยเอาใจผู้บริโภค เน้นส่งสินค้าเกษตรใหม่สด-ราคายุติธรรม

สหกรณ์ร่วมไปรษณีย์ไทยเอาใจผู้บริโภค เน้นส่งสินค้าเกษตรใหม่สด-ราคายุติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 17.20 น.
31 พ.ค. 61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีความสนใจที่จะช่วยวางระบบการขนส่งและกระจายสินค้าของสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ซึ่งในปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรหลายแห่งทำหน้าที่ในการผลิตสินค้าที่สำคัญและมีคุณภาพ เช่น ข้าวสาร ผัก ผลไม้ เนื้อโคขุน  และสินค้าประมงแปรรูป ซึ่งจะทำให้สหกรณ์กระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงในราคายุติธรรม

“เกิดระบบเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศจากแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้  ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารทะเลแปรรูป  ซึ่งจะเรียกประชุมสหกรณ์วางแผนกระจายสินค้าร่วมกันกับบ.ไปรษณีย์ไทย โดยสหกรณ์หลายแห่งขนส่งสินค้ามาขายในกรุงเทพ แต่ต้องตีรถเปล่ากลับไป ทำให้มีต้นทุนที่แพง แต่ถ้ามีระบบการขนส่งที่ดี ก็จะทำให้สหกรณ์มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต”นายพิเชษฐ์ กล่าว

ด้านนายวีรภัทร พ่วงญาติ ผู้จัดการฝ่ายจัดระบบบริการและบริหารคุณภาพ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น จำกัด  กล่าวว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีความพร้อมในการขนส่งสินค้าของสหกรณ์ เนื่องจากมีรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ขนาด 6 ล้อและ 10 ล้อ มีทั้งรถห้องเย็น ที่สามารถควบคุมอุณภูมิได้ตั้งแต่ 0-25 องศา และรถปกติ ที่ใช้ขนส่งสินค้าทั่วไป รวมถึงยังมีบริการขนส่งทางเครื่องบินด้วย ขึ้นอยู่กับลักษณะสินค้าแต่ละประเภท แต่เน้นให้เป็นสินค้าที่มีการบรรจุในถุงหรือกล่องที่เรียบร้อย พร้อมสำหรับการจัดส่งให้ถึงมือผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าที่สดใหม่

ส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าว‘กข 43’ พร้อมขยายตลาดรองรับผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342013

ส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าว‘กข 43’  พร้อมขยายตลาดรองรับผลิต

ส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าว‘กข 43’ พร้อมขยายตลาดรองรับผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากที่ผ่านพ้นงานพระราชพิธีวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก็นับเป็นสัญญาณเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลุกของประเทศไทยอย่างเต็มตัว โดยกรอบการเพาะปลูกในปีนี้ รัฐบาลได้วางนโยบายนำร่องการเพาะปลูกคือ “การตลาดนำการผลิต” เพื่อบริหารผลผลิตสินค้าเกษตรที่จะออกสู่ตลาดให้เหมาะสมตามความต้องการ อีกทั้งยังเป็นหลักประกันได้ว่า เมื่อเกษตรกรเพาะปลูกแล้ว จะมีตลาดรองรับและมีรายได้ที่มั่นคง และนอกจากนี้ พืชที่ภาครัฐกำลังให้ความสนใจและสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูก คือ ข้าว กข 43 ที่ภาครัฐชูคุณประโยชน์ว่ามีดัชนีน้ำตาลต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนัก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ด้านการผลิต) ได้มีการเห็นชอบกรอบเป้าหมายความต้องการใช้ข้าว สำหรับการผลิต ปี 2561/62 ภายใต้ตลาดนำการผลิต (Demand Driven) จำนวน 30.42 ล้านตันข้าวเปลือก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงได้กำหนดแผนการผลิตข้าว ปี 2561/62 ตามความต้องการใช้ข้าวดังกล่าว จำนวน 70.42 ล้านไร่ ผลผลิต 33.422 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น รอบที่ 1 จำนวน 58.21 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ 23.27 ล้านไร่ / ข้าวหอมจังหวัด 2.82 ล้านไร่ / ข้าวหอมไทย (ข้าวหอมปทุม) 1.03 ล้านไร่ / ข้าวเจ้า 14.84 ล้านไร่ / ข้าวเหนียว 15.78 ล้านไร่ / ข้าว กข43 จำนวน 0.12 ล้านไร่ / ข้าวอินทรีย์ 0.28 ล้านไร่ และข้าวสี 0.07 ล้านไร่ สำหรับรอบที่ 2 มีพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 12.61 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 7.86 ล้านตันข้าวเปลือก

สำหรับโครงการส่งเสริมสหกรณ์ขยายพื้นที่ปลูกข้าว กข 43 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการผลิตข้าว กข 43 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานสนับสนุนเรื่องพื้นที่ปลูกข้าว กข 43 คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าว และสนใจเข้าร่วมโครงการ ทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกข้าว กข 43 ตามข้อกำหนด เริ่มตั้งแต่ การขึ้นทะเบียนสมาชิกผู้ปลูกข้าว กข 43 การดูแลแปลงปลูกและควบคุมคุณภาพแปลงตามมาตรฐาน GAP จนถึงขั้นตอนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรและหากสหกรณ์ใดมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐาน GMP แล้ว ก็สามารถแปรรูปเป็นข้าวสาร เพื่อจำหน่ายสู่ตลาดได้ทันที แต่ถ้าสหกรณ์ยังไม่มีโรงสีก็สามารถที่จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับโรงสีเอกชน

ในส่วนของกรมการข้าว จะเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนคัดเมล็ดพันธุ์ดูแลแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และ แปลงผลิตข้าวของสมาชิกสหกรณ์การตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GAP และรับรอง GMP โรงสีข้าวของสหกรณ์ สำหรับการสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ หากเป็นสหกรณ์ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน 30% จากกรมการข้าว ส่วนที่เหลือเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผ่านสหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 43 และผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวแล้ว ในราคากิโลกรัมละ 19 บาท ซึ่งคาดว่าการปลูกข้าว กข 43 จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ทำนาปีและนาปรังประมาณ 19,000 บาทต่อฤดูกาลผลิต

นายกฤษฎากล่าวอีกว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ได้วางแผนการผลิตข้าว กข 43 นาปี พื้นที่เพาะปลูกรวม 15,016 ไร่ จำนวน 12 สหกรณ์ และยังมีสหกรณ์ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง อีกทั้งในอนาคตกระทรวงเกษตรฯ มีแผนที่จะสนับสนุนสหกรณ์ต่าง ๆ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าว กข 43 ให้ครบ 1 แสนไร่ และขณะนี้มีหลายสหกรณ์ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์ กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เฉพาะในเขตภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่างที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นข้าวไม่ไวแสง อายุเก็บเกี่ยวเพียง 95 วัน ดังนั้นลักษณะพื้นที่ปลูกจะมุ่งไปที่สหกรณ์ที่ผลิตข้าวในระบบแปลงใหญ่หากสหกรณ์ใดยังไม่ได้เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ และสำหรับการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าว กข 43 ภายในประเทศ กระทรวงเกษตรฯได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการวางแผนการตลาด ในเบื้องต้นจะมีสหกรณ์ 9 แห่ง จะรวบรวมผลผลิตข้าว กข 43 ในฤดูนาปรังที่ผ่านมาจำนวน 941 ตัน เพื่อเตรียมส่งมอบตามข้อตกลงซื้อขายในล็อตแรก มูลค่า 11.763 ล้านบาท

ความคืบหน้าล่าสุดสำหรับการเชื่อมโยงข้าว กข 43 และผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าว ระหว่างผู้ประกอบการแปรรูปข้าว 7 ราย ปริมาณผลผลิต 1,121 ตันข้าวเปลือก เพื่อนำออกขายผ่านโมเดิร์นเทรด 4 ราย ได้แก่ เทสโก้โลตัส / บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ / เดอะมอลล์ กรุ๊ป / และเซ็นทรัลฟูดส์ เพื่อวางจำหน่ายข้าว กข 43 โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 60 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภคในประเทศทุกช่องทาง เพื่อให้บริโภคข้าว กข 43 มากขึ้น ผ่านนโยบายการตลาดนำการผลิต เมื่อมีผู้รับซื้อชาวนาจะได้หันมาปลูกมากขึ้น

สำหรับข้าว กข 43 ได้มีการรับรองงานวิจัยจากกรมการข้าวร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาวิจัย พบว่ามีค่าการแตกตัวเป็นน้ำตาลน้อย และมีค่าดัชนีน้ำตาลระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ คาร์โบไฮเดรตของข้าวมีลักษณะทนต่อการย่อยดีกว่าข้าว
อมิโลสต่ำพันธุ์อื่น จึงถือเป็นข้าวทางเลือกของผู้ใส่ใจสุขภาพกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต จึงเหมาะกับผู้รักษ์สุขภาพ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าข้าว กข 43 ที่เลือกซื้อไปนั้นเป็นสินค้าที่ได้การรับรองบนบรรจุภัณฑ์ ข้าว กข 43 โดยจะใช้เครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์และหลักประกันแก่ผู้บริโภค ว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพได้การรับรองจากกรมการข้าว โดยให้เมล็ดพันธุ์ไปปลูกโดยกลุ่มชาวนาที่ขึ้นทะเบียนนาแปลงใหญ่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การดูแลของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิก สีแปรโดยสหกรณ์หรือโรงสีข้าวที่ได้รับมาตรฐาน GMP และข้าวสารได้รับการรับรองมาตรฐาน Q สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยระบบ QR Trace เมื่อผู้บริโภคสแกน QR Code จะทราบถึงข้อมูลแหล่งที่มาของข้าวได้ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าวที่เป็นเครื่องดื่มสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่แพ้นมวัวและนมจากพืชตระกูลถั่ว ผ่านกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาแปลงใหญ่ นาอินทรีย์ ผู้ผลิตแปรรูป ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ และผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าวให้เป็นเครื่องดื่มสุขภาพ

ทั้งนี้ เมื่อส่งเสริมการบริโภคข้าว กข 43 ในประเทศจนได้รับความนิยมและพัฒนาพันธุ์ข้าวเพียงพอต่อการขยายการเพาะปลูก ภาครัฐพร้อมที่จะส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศตามกระแสการรักสุขภาพ ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะมีการทำงานอย่างบูรณาการ
ร่วมกันของทั้งหลายฝ่าย เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรมีรายได้และมีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรอย่างยั่งยืน

แตกใบอ่อน : วัดใจรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342008

807934531

แตกใบอ่อน : วัดใจรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในที่สุดผลการประชุม “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่มี นายสมบูรณ์ ยินดียั่งยืน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ซึ่งมีวาระสำคัญ คือ พิจารณายกเลิกและจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ก็ออกมาในรูปแบบที่หลายฝ่ายกังวล

นั่นคือ ไม่ยกเลิกการหรือแบนการใช้ “พาราควอต” กับ “คลอร์ไฟริฟอส” และไม่จำกัดการใช้ “ไกลโฟเซต” ในประเทศไทย

โดยสารเคมี 2 ตัวแรกจะให้มีการ “จำกัดการใช้” แทน โดยให้ “กรมวิชาการเกษตร” ไปออกมาตรการควบคุมภายใน 2 เดือน ทั้งการนำเข้า การซื้อ และการใช้ของเกษตรกร รวมถึงต้องอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

ขณะที่เหตุผลที่คณะกรราการชุดนี้ยกขึ้นมาอ้าง สรุปสั้นๆ ตามถ้อยแถลงของรองปลัดฯอุตสาหกรรม ก็คือ เพราะข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เพียงพอ

ผมเองแม้จะไม่หาญกล้าไปก่นด่าหรือประณามการลงมติครั้งนี้ว่าเป็น “มติอัปยศ” เหมือนอย่างที่เครือข่ายแบนสารพิษเขานินทากัน เพราะเชื่อใน “เกียรติ” ของกรรมการทุกคน แต่โดยส่วนตัวก็อดสงสัยไม่ได้ว่า สรุปแล้วเหตุผลที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกมาอ้างตามที่รองปลัดฯสมบูรณ์พูดมานั้น มันเป็นเหตุผลที่เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่

เพราะถ้าจำไม่ผิด เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน และคณะทำงาน 4 กระทรวงหลัก ก็มีมติชัดเจนเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด คือ ขอให้แบนพาราควอตและคลอร์ไฟริฟอส รวมทั้งจำกัดการใช้ไกลโฟเซต เนื่องจากมีงานวิจัยยืนยันอย่างชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

ขณะที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะทำงานร่วม 3 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้ตั้งขึ้น ก็มีข้อสรุปยืนยันเรื่องการแบน “พาราควอต” ภายใน 2 ปี ขณะที่ นพ.ปิยะสกล ก็ได้ออกมาพูดชัดถึงงานวิจัยที่กลุ่มคัดค้านการแบนยกขึ้นมาอ้างว่าหากใช้สารพาราควอตตามข้อกำหนด จะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นงานวิจัยเก่าตั้งแต่ปี 2540 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีงานวิจัยที่ยืนยันว่าต่อให้มีการใช้ตามข้อกำหนดก็ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเมื่อมีมติให้ระงับก็ต้องดำเนินการตามนั้น

นี่จึงทำให้ใครต่อใครพากันรู้สึกสงสัยว่า เบื้องหลังการลงมติดังกล่าวจะมีกลิ่นอะไรแปลกๆ อยู่หรือไม่

ขณะที่ เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรง 369 องค์กร ยังตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับการลงมติครั้งนี้ใน 3 ประเด็นหลัก นั่นคือ 1.ความชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีผู้มีส่วนได้เสียซึ่งอยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายร่วมลงมติด้วย 2.ผลประโยชน์ทับซ้อน โดยมีผู้เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทค้าสารเคมีและวัตถุอันตรายนั่งอยู่ในกรรมการชุดนี้อย่งน้อย 3 คน และ 3.ความโปร่งใสในการพิจารณา เนื่องจากยังคงมีการใช้ข้อมูลงานวิจัยเก่า ปฏิเสธการใช้ผลการศึกษาล่าสุดจากหลายสถาบัน ที่มีหลักฐานชี้ชัดเกี่ยวกับผลกระทบกับการใช้สารเคมีดังกล่าว

นี่จึงนำมาซึ่งการนัดรวมพลของเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรงทั้ง 369 องค์กร ที่จะบุกไปทำเนียบรัฐบาล วันที่ 1 มิถุนายนนี้ เพื่อเรียกร้องให้นายกฯและรัฐบาลใช้อำนาจทบทวนมติดังกล่าว ซึ่งดูจากทรงแล้ว แม้จะเชื่อได้ว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่น่าจะมีเหตุวุ่นวายร้ายแรง เพราะไม่ได้เป็นการชุมนุมที่มีจุดประสงค์สร้างสถานการณ์ปั่นป่วน หรือความวุ่นวายใดๆ

แต่หากคำตอบที่ออกมาไม่เข้าท่า เรื่องนี้ก็อาจจะบานปลายได้

ที่สำคัญ รัฐบาลชุดนี้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่สนับสนุนให้แผ่นดินไทยยังคงอาบไปด้วยสารพิษ

เพราะที่ผ่านมามีโอกาสที่จะแก้ไขมัน แต่กลับไม่ยอมลงมือทำ

มะลิลา

เกษตรฯเปิด‘Field Day’ลำพูน ถ่ายทอดความรู้การผลิตลำไยคุณภาพ-ลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342012

x

เกษตรฯเปิด‘Field Day’ลำพูน ถ่ายทอดความรู้การผลิตลำไยคุณภาพ-ลดต้นทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตร เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 (50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร) ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในฤดูเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ถ่ายทอดความรู้และให้บริการแก่เกษตรกรในชุมชนให้ได้รับความรู้ เข้าถึงปัจจัยการผลิตและลดความเสี่ยงของผลผลิต การเชื่อมโยงเครือข่ายการบริหารจัดการและเผยแพร่ให้เกษตรกรรู้จักและใช้ประโยชน์จาก ศพก. และศูนย์เครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์ในวาระครบรอบ 50 ปี ของกรมส่งเสริมการเกษตร

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ใน จ.ลำพูน เป็นสวนลำไยรวมกว่า 2 แสนไร่ ที่ผ่านมามีปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และราคาผลผลิตตกต่ำ การทำลำไยนอกฤดูเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการผลิตลำไย ซึ่งโดยทั่วไปนั้นการผลิตลำไยนอกฤดูต้นทุนจะสูง การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นการถ่ายทอดความรู้การผลิตลำไยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มคุณภาพผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าเรียนรู้ในสถานีเรียนรู้ต่างๆ จำนวน 4 สถานี ได้แก่ สถานีที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไย สถานีที่ 2 การเพิ่มคุณภาพผลผลิตลำไย สถานีที่ 3 การลดต้นทุนการผลิต และสถานีที่ 4 การบริหารจัดการน้ำ ได้เรียนรู้ถึงการทำลำไยคุณภาพแบบไหนที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มคุณภาพผลผลิตและช่วยลดต้นทุนการผลิต

อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมงาน จะได้รับการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการจัดงาน ที่ต้องการให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม เกิดการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางการเกษตรของตนเอง จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

เปิดเวทีพบปะ‘สหกรณ์’ทั่วปท. ระดมความเห็นพัฒนาเครือข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342010

x

เปิดเวทีพบปะ‘สหกรณ์’ทั่วปท. ระดมความเห็นพัฒนาเครือข่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของ กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งกรมมีแนวทางที่จะจัดทำแผนพัฒนากลุ่มเกษตรกรในภาพรวมทั้งประเทศ โดยในเดือนมิถุนายนจะเชิญผู้นำกลุ่มเกษตรกรระดับอำเภอและจังหวัดมาร่วมหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและระดมสมองในการจัดทำแผนพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้มีความชัดเจน ส่งเสริมการ
ร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง

เบื้องต้น จะเชิญตัวแทนกลุ่มเกษตรกรในแต่ละภาค ประชุมร่วมกันเพื่อพูดคุย นำเสนอความคิดเห็น และรับฟังนโยบายจากกรมให้ทั่วถึงและเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งอยากรับฟังแนวคิดการพัฒนากลุ่มเกษตรกรจากประธานกลุ่มแต่ละจังหวัด เพื่อนำมาปรับวิธีการทำงานใหม่ และจัดทำแผนพัฒนากลุ่มเกษตรกรและกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ เข้าไปพัฒนากลุ่มเกษตรกรอย่างจริงจัง

“ยืนยันว่ากรมไม่ได้ทอดทิ้งหรือปล่อยปละละเลยกลุ่มเกษตรกร แต่เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องปรับวิธีการทำงานใหม่ ซึ่งจะต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายช่วยกันจัดทำแผนและขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมและมีกระบวนการที่ชัดเจน ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ไปพบปะกับตัวแทนกลุ่มเกษตรกรหลายแห่ง และเห็นว่ายังมีกลุ่มเกษตรกรที่ช่วยชาวบ้านได้จริงๆ และมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งอีกจำนวนมาก จึงอยากจะจำลองการทำงานของกลุ่มเกษตรกรเหล่านี้มาขับเคลื่อนและขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆต่อไป หลายกลุ่มที่ตั้งใจทำงานกรมจะพยายามหาทางสนับสนุนและหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาให้” นายพิเชษฐ์ กล่าว