‘กฤษฎา’สั่งเร่งเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ยกระดับกลุ่มพื้นบ้าน-เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342813

‘กฤษฎา’สั่งเร่งเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ยกระดับกลุ่มพื้นบ้าน-เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนตลาด

‘กฤษฎา’สั่งเร่งเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ยกระดับกลุ่มพื้นบ้าน-เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนตลาด

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมดำเนินการ โดยขับเคลื่อนการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 เพื่อให้มีการบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันส่งเสริมทั้งกระบวนการผลิต รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้ขยายตัวในเชิงพื้นที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ ภายในปี 2564

โดยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ประกอบไปด้วย จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร ซึ่งการดำเนินงานของทางกลุ่มจังหวัดได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ที่ครอบคลุมทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของกลุ่มจังหวัดให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ไม่น้อยกว่า 8.2 แสนไร่ ในปี 2564

นายกฤษฎากล่าวต่อไปว่า ในพื้นที่จังหวัดยโสธรนี้มีการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง และได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดมาโดยตลอด ซึ่งจังหวัดยโสธรมีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 40,000 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 396 กก./ไร่ สร้างรายได้จากการจำหน่าย 276,952,500 บาท และในปี 2559 จ.ยโสธรได้ถูกยกให้เป็นจังหวัดต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งจังหวัดยโสธร มีแผนการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิมและขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์อีก 60,000 ไร่ ให้เป็น 100,000 ไร่ ภายในปี 2561

ปัจจุบัน สินค้าเกษตรอินทรีย์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดผู้ที่สนใจในการดูแลรักษาสุขภาพเป็นจำนวนมาก ในปี 2561
กระทรวงเกษตรฯมีแนวทางการส่งเสริมพัฒนาเกษตรอินทรีย์หลายมิติ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้เกษตรอินทรีย์ในเชิงลึก เพื่อเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องการเข้าสู่ระยะปรับเปลี่ยนและการรับรองตามระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรทั่วประเทศกว่า 5,000 ราย

สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 มีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออก โดยมีสัดส่วนตลาดในประเทศร้อยละ 40 ต่อตลาดส่งออกร้อยละ 60 และยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคือ การเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ พืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ และประมง ด้วยอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมเกษตรแปรรูปและเกษตรอินทรีย์ (Hup of innovation for Specialized and Organic Agriculture : HI-SO
Agriculture)

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าภาครัฐมีความเอาใจใส่และสนใจในการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างมาก เพื่อให้เป็นอาหารทางเลือกของผู้รักสุขภาพและยังเป็นผลดีให้กับเกษตรกรที่อีกทางหนึ่งด้วย ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน การรวมกลุ่มผลิตสินค้า นอกจากนี้ ตลาดรองรับผลผลิตของเกษตรอินทรีย์ยังเปิดกว้างเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงแผงขายตามท้องตลาดทั่วไป แต่ปัจจุบันเป็นสินค้าขึ้นห้างตามโมเดิร์นเทรดต่างๆ ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าซื้อ เข้าถึงได้ง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้รักสุขภาพอีกด้วย

กยท.เดินหน้า‘เกษตรผสมผสาน’ สร้างรายได้ชาวสวนยางตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342809

x

กยท.เดินหน้า‘เกษตรผสมผสาน’ สร้างรายได้ชาวสวนยางตลอดปี

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพนัสพล โกสิยาภรณ์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย (กยท.จ.เชียงราย) กล่าวว่า กยท.จ.เชียงราย ได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในโครงการ 5 ประสาน ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของ เกษตรกร ปราชญ์เกษตร ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ให้หลากหลายในพื้นที่เดียวเพื่อเพิ่มรายได้ในหลายๆ ทาง มีอาชีพเสริมระหว่างรอกรีดยาง ด้วยการสนับสนุนเงินทุน ปัจจัยการผลิตให้กับชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. โดยใน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย มีเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุน 26 ราย

“การเกษตรแบบผสมผสานหรือเกษตรทฤษฎีใหม่มีข้อดีหลายด้าน เนื่องจากความหลากหลายของแหล่งรายได้เป็นสำคัญ ที่เห็นได้ชัดจากเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดเชียงรายคือเมื่อเกิดวิกฤติราคายาง เขาได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เพราะมีรายรับจากการขายผลผลิตชนิดอื่นทั้งแบบรายวัน รายเดือน รายปี ทำให้ไม่อดอยากยากจน อย่างไรก็ดี ได้มีความต้องการซื้อยางก้อนถ้วยจากประเทศจีนในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่กลางปี 2560 ทำให้ราคายางสูงขึ้นและเชียงรายเป็นจังหวัดที่ส่งยางไปประเทศจีนได้ด้วยต้นทุนการขนส่งที่ต่ำ จึงนับเป็นข่าวดีของเกษตรกรชาวสวนยางเชียงราย” นายพนัสพล กล่าว

นายสิงห์คำ วันดี เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย กล่าวว่า ตนยึดอาชีพเกษตรกรมาตลอดชีวิต แต่ก่อนทำนาเป็นอาชีพหลัก มีรายจ่ายมากกว่ารายรับจึงทำให้เป็นหนี้ กระทั่งมาทดลองปลูกยางพาราตอนปี 2547 พร้อมกับลองทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแบบที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนไว้ ปัจจุบันมีสวนยางพาราจำนวน 15 ไร่ พื้นที่เลี้ยงปลาจำนวน 3 ไร่ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้หลัก นอกจากนี้ได้แบ่งพื้นที่ไว้เลี้ยงไก่ไข่ ไก่พื้นเมืองบนบ่อปลา เลี้ยงบัวเก็บฝัก และปลูกพืชหลายชนิด อาทิ ขึ้นช่าย ผักชี บวบ ทุเรียน มะพร้าว ฯลฯ ไว้กินเองและเก็บขาย ปัจจุบันไม่มีหนี้สิน รายได้ทั้งปีประมาณ 2 แสนบาท และมีรายได้รายวันอย่างต่ำวันละ 500 บาท

ช่วย‘เวียดนาม-พม่า’คุมศัตรูพืช l ไทยจับมือFAOเดินสายถ่ายทอดเทคโนโลยี‘ชีววิธี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342810

x

ช่วย‘เวียดนาม-พม่า’คุมศัตรูพืช l ไทยจับมือFAOเดินสายถ่ายทอดเทคโนโลยี‘ชีววิธี’

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมมือกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จัดส่งนักวิชาการเกษตรชำนาญการด้านอารักขาพืช ไปเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ในการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Training on Biological Control หรือการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี ให้กับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรและเกษตรกรของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทั้งนี้ เนื่องจากการใช้สารชีวภัณฑ์ที่สำคัญคือการใช้ศัตรูธรรมชาติในการควบคุมศัตรูพืช เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ จำเป็นที่ต้องใช้สารชีวภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานที่หรือหน่วยงานที่มีเทคนิคการศึกษาทดสอบและการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานยังไม่เพียงพอในการถ่ายทอดความรู้ ดังนั้น ความร่วมมือกันในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว จึงเป็นการช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์ให้สามารถควบคุมศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในภูมิภาคเอเชียได้ด้วย

ด้าน น.ส.อารีวรรณ ใจเพ็ชร ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี กล่าวเสริมว่า สำหรับประเทศเวียดนามนั้นทางกรมวิชาการเกษตรเวียดนาม ได้สนับสนุนให้เกษตรกรในประเทศใช้เชื้อราเมตาไรเซียมเข้าควบคุมแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในหลายพืช เช่น ผัก ข้าว แต่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีในการผลิตหัวเชื้อราเมตาไรเซียม
บริสุทธิ์ (Metarhizium anisopliae) และการผลิตขยายเชื้อราให้มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน วิทยากรที่กรมส่งเสริมการเกษตรส่งไปได้แก่ นางสาวสุณิสา ผิวรำไพ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ได้ดำเนินการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการควบคุมศัตรูพืชโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ในการควบคุมศัตรูพืช เน้นการใช้เชื้อราทำลายแมลงควบคุมศัตรูพืช พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานของตนเองและพัฒนาการผลิตขยายหัวเชื้อราได้ด้วยตนเอง ส่วนที่ประเทศพม่านั้น มีนางสาววรนาฏ โคกเย็น นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ไปเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี โดยเฉพาะหนอนใยผักของพืชตระกูลกะหล่ำและพืชผักชนิดต่างๆ เนื่องจากเกษตรกรในเขต Pindaya มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชจำนวนมากในกะหล่ำปลี กวางตุ้ง มะเขือเทศ หอมแดง กระเทียม จึงต้องมุ่งเน้นถ่ายทอดความรู้การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี เพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงการลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางระบบนิเวศน์ให้เกิดความยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 4 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342811

586851

ชายคาพระพิรุณ : 4 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวนำเรื่องราวใต้ชายคาพระพิรุณมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิมครับ…เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ต่างลุย kick off โครงไทยนิยม ยั่งยืน กันทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้รับงบกลางปีขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน รวม 22 โครงการ จำนวน 24,993 ล้านบาท และตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจความต้องการของเกษตรกร 21 โครงการ วงเงิน 24,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น การพัฒนาอาชีพเกษตรกร 3 อาชีพ ได้แก่ ด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง นอกจากนี้ยังมีโครงการอุดหนุนสหกรณ์การเกษตร 207 แห่ง จากจำนวน 7,000 กว่าแห่ง วงเงิน 1,700 ล้านบาทและการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกการทำอาชีพเกษตร อาทิ แหล่งน้ำ วงเงิน 13,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ภาคการเกษตร จะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์รวม 4,316,802 ราย ซึ่งแต่ละกรมต่างมีโครงการดีๆ ยกตัวอย่างในส่วนของกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ ประกาศเดินหน้าโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ด้านปศุสัตว์ โดยจะจัดฝึกอบรมผสมเทียมโค หลักสูตร “พนักงานผสมเทียม (อาสาปศุสัตว์ผสมเทียม)” ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผสมเทียมโคเนื้อ รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-16 มิถุนายน 2561 มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรทั่วประเทศได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพการเป็นอาสาปศุสัตว์ 4,100 คน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและแพะ ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพจากการให้บริการของอาสาปศุสัตว์ จำนวน 100,000 ราย ซึ่งศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพสระบุรีได้รับมอบหมายให้ฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ผสมเทียมโค 300 คน กำหนดจัดอบรม 6 รุ่น รุ่นละ 16 วัน ผู้เข้าอบรมรุ่นละ 50 ราย… รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกว่า เกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรมคัดเลือกจากผู้มีจิตอาสาและมีคุณสมบัติตามที่สัตวแพทยสภากำหนดและฝึกอบรมผสมเทียมในหลักสูตรที่สัตวแพทยสภาให้การรับรอง เพื่อช่วยงานกรมปศุสัตว์ ในการให้บริการผสมเทียม ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ.2545 และมีความรู้ ความเข้าใจในการผสมเทียมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ มีทักษะผสมเทียมได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ รู้จักวิธีการลงบันทึกข้อมูลพร้อมนำส่งข้อมูลให้ศูนย์วิจัยการผสมเทียมฯ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ทั้งยังรู้จักโรคที่สำคัญของโค ทั้งโรคทางระบบสืบพันธุ์ โรคติดต่อ และโรคระบาดสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบถึงอาการผิดปกติของโคได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว…

ด้านกรมหม่อนไหม นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม ได้มอบหมายให้นายสัตวเเพทย์ไพโรจน์ เฮงเเสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นประธาน kick off โครงการไทยนิยม ยั่งยืน โครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ปี 2561 ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน จังหวัดน่าน สนองนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการสร้างป่าต้นน้ำ ทวงคืนผืนป่า และลดการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือจะดำเนินงานในพื้นที่ 14 จังหวัด เพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการบุกรุกพื้นที่ป่า มาประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างผืนป่าต้นน้ำ สร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจในชุมชน เเละสนับสนุนการผลิตเส้นไหมในประเทศ โดยมีเป้าหมายเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม 800 ราย พื้นที่ปลูกหม่อนไม่น้อยกว่า 2,400 ไร่ ซึ่งกรมหม่อนไหมจะสนับสนุนพันธุ์หม่อนและไข่ไหมแก่เกษตรกรและรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร อาทิ โรงเลี้ยงไหมขนาด 6X8 เมตร และอุปกรณ์เลี้ยงไหม อบรมหลักสูตรการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเน้นหนัก 11 วัน จากนั้นจะจัดหาตลาดให้เกษตรกรโดยการเจรจากับเอกชนในรูปแบบทำข้อตกลงรับซื้อราคาที่เป็นธรรมกับเกษตรกร โดยกรมม่อนไหมได้วางแผนการส่งเสริมการปลูกหมอนเลี้ยงไหม 2 กิจกรรม ได้เเก่ การเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม และการเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเเผ่นใยไหม ซึ่งใช้การตลาดนำการผลิต มุ่งความสมดุลของ Demand และ Supply เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ต่อไป…นี่เป็นเพียงบางกิจกรรมและบางหน่วยงานเท่านั้น ที่ขุนเกษตรา หยิบยกมา ทราบว่าแต่ละกรมยังมีกิจกรรมดีๆ ที่เกิดจากความต้องการของชุมชนอีกเยอะ ส่วนความคืบหน้าและกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจจะมีอะไรบ้าง ขุนเกษตรา จะทยอยนำมาเล่าอีกครั้ง รวมถึงจะติดตามความโปร่งใสของการดำเนินงานด้วย เพราะงบประมาณที่ลงไปมากมายขนาดนี้ เกษตรกรควรจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่…อย่าให้ใครสบประมาทได้ว่าเอางบประมาณมาละลาย

กรมการข้าวจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 4-9 มิถุนายน 2561 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยต่อข้าวไทย และให้เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพและเพิ่มมูลค่าข้าวด้วยนวัตกรรม โดยงานจะจัดขึ้นที่ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ใครสนใจไปเที่ยวชมงานกันได้นะครับ…

ขุนเกษตร

มก.จัด’มหกรรมอิ่มเกษตร’ สร้างอาชีพให้ชุมชนยั่งยืนเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342760

มก.จัด'มหกรรมอิ่มเกษตร' สร้างอาชีพให้ชุมชนยั่งยืนเข้มแข็ง

มก.จัด’มหกรรมอิ่มเกษตร’ สร้างอาชีพให้ชุมชนยั่งยืนเข้มแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 09.58 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า“มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ เครือข่าย OTOP อำเภอเมืองนครปฐม และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เขตภาคตะวันตก จัดงาน “มหกรรมอาชีพอิ่มเกษตร” ขึ้นในระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2561 ณ ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ (สวนแสนปาล์ม) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่งเสริมและจัดฝึกอบรมสาธิตวิชาชีพให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปได้มีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ สร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การแปรรูป และการตลาดสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และมุ่งสู่การเป็นสังคม 4.0 อย่างแท้จริง”

สำหรับกิจกรรมเด่นที่จะเกิดขึ้นในงานนั้น ได้แก่ การฝึกอบรมและสาธิตวิชาชีพ มากกว่า 50 อาชีพ จาก 3 หมวดวิชา คือ หมวดอาหาร หมวดสิ่งประดิษฐ์ และหมวดการเกษตร โดยวิทยากรผู้ประกอบการมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ในบรรยากาศการเรียนการสอนที่เป็นกันเอง โดยเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าวัสดุ เริ่มต้นเพียง 20 บาท เท่านั้น” นางสาวกันยารัตน์ เชี่ยวเวช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม กำแพงแสน ประธานการจัดมหกรรมอาชีพอิ่มเกษตร กล่าวถึงกิจกรรมภายในงาน

“นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาสร้างอาชีพในหัวข้อ “สร้างแบรนด์ดังให้ปังเว่อร์” โดย ทีมวิทยากรจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และการเสวนาโต้วาทีกันระหว่างเกษตรกร 2 รุ่น ในหัวข้อ “เกษตรก่อนเกษียณหรือเกษียณก่อนเกษตร?” สำหรับการส่งเสริมอาชีพสำหรับเยาวชนนั้น เราได้จัดการประกวดการทำอาหาร “อิ่มเกษตร Cooking Contest : เชฟในฝัน ขาสั้นท้าดวล” โดยใช้เห็ดเศรษฐกิจเป็นวัตถุดิบหลัก ชิงเงินรางวัลกว่า 10,000 บาท และยังมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยและอาหารเพื่อสุขภาพ จากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง มากกว่า 100 ร้านค้า”

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานมหกรรมอาชีพอิ่มเกษตร ได้ในระหว่างวันที่ 5 – 7 กรกฎาคม 2561 เวลา 09.00 – 20.00 น.  ณ ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ (สวนแสนปาล์ม) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม กำแพงแสน โทร. 034-355170, 064-1020792 และ Facebook fanpage : ตลาดนัดอาชีพอิ่มเกษตร.

ไทยนิยมยั่งยืน แม่น้ำสาย คลายทุกข์เกษตรกรฝั่งไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342745

ไทยนิยมยั่งยืน แม่น้ำสาย คลายทุกข์เกษตรกรฝั่งไทย

ไทยนิยมยั่งยืน แม่น้ำสาย คลายทุกข์เกษตรกรฝั่งไทย

วันเสาร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 22.16 น.

ใครจะว่าไทยนิยมยั่งยืน เป็นโครงการหาเสียงของรัฐบาลก็ว่ากันไป แต่อีกด้านหนึ่งของโครงการนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะโครงการที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ขาดก็แต่งบประมาณสนับสนุนเท่านั้น

ถ้าเข้าคิวรองบประมาณประจำปี ไม่รู้ว่าปีไหนจะได้ บางโครงการเตรียมความพร้อมมาเนิ่นนาน โดยมีความเดือดร้อนของราษฎรพ่วงอยู่ แต่ไม่อาจขยับขับเคลื่อนได้ เพราะไม่ได้รับงบประมาณตามที่คาดหวังไว้

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำคลอง RMC2 และคลอง RMC3 โครงการพัฒนาการเกษตรแม่น้ำสาย เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำในฤดูแล้งของเกษตรกรแม่สาย 10,000 ไร่เศษ ให้ได้มีน้ำใช้ทำการเกษตร

แม่น้ำสาย ต้นน้ำอยู่ในพม่า แล้วไหลลงมาเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนไทย-พม่า บริเวณ อ.แม่สาย ของไทย กับ อ.ท่าขี้เหล็ก ของพม่า จากนั้นไหลลงแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

การใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสายทำได้ยาก เพราะเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนคล้ายๆ แม่น้ำโขง  ไทยอาศัยทำเป็นโครงการรับน้ำนองในช่วงน้ำหลากสำหรับพื้นที่ชลประทานกว่า 60,000 ไร่ โดยมีคลองส่งน้ำสายหลักฝั่งขวา 3 สาย ได้แก่ คลอง RMC1 RMC2 และRMC3 แต่ฤดูแล้งแม่น้ำสายลดต่ำจึงเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร ต้องใช้วิธีก่อสร้างฝายกั้นแม่น้ำสายเพื่อทดน้ำเข้าที่ทำการเกษตร

เนื่องจากเป็นพรมแดน การทำฝายจะชั่วคราวหรือถาวรหรือกึ่งถาวรจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากทางฝั่งพม่าด้วย เมื่อเกษตรกรก่อสร้างเองก็เป็นเรื่องกระทบกระทั่งกัน ทางการพม่ารื้อฝาย 3 ฝายที่ราษฎรสร้างไว้ คือ ฝายเหมืองแดง ฝายเวียงหอม ฝายเหมืองงาม ไล่จากต้นน้ำไปปลายน้ำตามลำดับ

จนกลายเป็นข้อพิพาทที่ทางการไทยต้องเข้าไปร่วมเจรจากับทางฝ่ายพม่า เพื่อขอให้เกษตรกรไทยสร้างฝายชั่วคราวเป็นฝายไม้ไผ่ แล้วค่อยรื้อในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่วิธีการนี้กลายเป็นภาระหนักตรงที่ต้องสร้างๆ รื้อๆ หมุนเวียนเรื่อยไปไม่รู้จบ

ล่าสุด ฝ่ายไทยเสนอให้สร้างฝายยางพับได้ ซึ่งในฤดูแล้งจะทำหน้าที่เสมือนฝายดีๆ นี่เอง ใช้ประโยชน์ในการทดน้ำให้เกษตรกร พอถึงฤดูน้ำหลากก็พับเก็บไว้ใต้น้ำ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของกระแสน้ำจนทำให้น้ำท่วมสองฝั่งแต่อย่างใด

ตรงนี้ยังต้องรอการเจรจาระหว่างกัน ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ไม่อาจคะเนได้ว่ายาวนานเพียงใด ระหว่างนี้ ฝั่งไทยเองต้องแก้ไขปัญหาน้ำสำหรับเกษตรกรในฤดูแล้งด้วยตนเองไปพลางก่อน

จุดที่มีปัญหาของฝั่งไทยคือบริเวณฝายเหมืองงาม หรือฝายตำแหน่งที่ 3 ผ่านคลอง RMC 3 ตรงนี้พื้นที่สูงกว่า 2 จุด ดังนั้นจึงวางแผนให้น้ำเข้าทางฝายเวียงหอม หรือคลอง RMC2 โดยขุดคลองนี้ให้ลึกลง 1 เมตร เป็นระยะทาง 900 เมตร เพื่อชักน้ำเข้ามา จากนั้นจะแบ่งน้ำ 5 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ผ่านทางคลองขุดระยะทาง 100 เมตร เพื่อเชื่อมเข้าคลอง RMC3

ส่วนน้ำ 4 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ยังคงส่งให้พื้นที่ชลประทานของคลองส่งน้ำ RMC2 ตามปกติ

“การเจรจากับพม่าก็ว่ากันไป ระหว่างนี้กรมชลประทานก็แก้ไขปัญหาให้เกษตรกรไปพลางๆ ก่อน โดยการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำนี้ได้รับงบประมาณ 30 ล้านบาทจากรัฐบาลภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งตอบสนองความต้องการของราษฎรโดยตรงแล้ว ยังมีการจ้างงานด้วยประมาณ 180 คน”

นายเฉลิมเกียรติ กล่าวด้วยว่า  โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำ 2 คลองดังกล่าวยังสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานและสำนักงาน กปร. และหน่วยงานเกี่ยวข้องพิจารณาจัดหาน้ำให้พื้นที่การเกษตรแม่สาย เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ ติดตามผลการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตพันธุ์ข้าวพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย
จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา

เป็นปรากฏการณ์ประจวบเหมาะที่เป็นนิมิตหมายสำคัญต่อเกษตรกรพื้นที่แม่น้ำสาย ที่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการเผชิญหน้ากับปัญหาการขาดแคลนน้ำโดยลำพัง

กนป.มีมติเร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ3แสนตัน รองรับปีนี้ผลผลิตออกมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342738

กนป.มีมติเร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ3แสนตัน รองรับปีนี้ผลผลิตออกมากขึ้น

กนป.มีมติเร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ3แสนตัน รองรับปีนี้ผลผลิตออกมากขึ้น

วันเสาร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 20.08 น.

2 มิ.ย.61 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้สภาวะอากาศเหมาะสม ส่งผลผลิตปาล์มน้ำมันในปี 2560-2561 มีมากขึ้นและออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม) ของปี 2560 ในขณะที่ความต้องการใช้ยังคงทรงตัว ส่งผลให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือสูงกว่าระดับสต็อกที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลให้ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน)

โดยสถานการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) มีมติเห็นชอบมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยเร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 300,000 ตัน ภายในระยะเวลา 5 เดือน (จนถึง 31 ตุลาคม 2561) เพื่อลดสต็อกน้ำมันปาล์มให้เข้าสู่ระดับปกติ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาปาล์ม น้ำมันและน้ำมันปาล์ม ตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาดเสนอ ซึ่งจะได้เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติใช้งบประมาณจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 525 ล้านบาท

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน เร่งรัดดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่เห็นชอบในหลักการแนวทางการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ และมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ หารือร่วมกับกรมศุลกากร พิจารณากำหนดแนวทางการบริหารจัดการค่าผ่านแดนน้ำมันปาล์ม เพื่อสามารถกำกับดูแลความถูกต้องของสินค้าที่ขนถ่าย และผ่านแดน และไม่ให้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยคำนึงถึงกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศและกฎระเบียบของไทย

รวมถึงให้ความเข้มงวด ในเรื่องของมาตรการการป้องกันการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่ง กนป. ได้แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการนำเข้าน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม โดยมีอำนาจหน้าที่กำหนดแผนมาตรการแนวทางในการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาการนำเข้าน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มทั้งระบบ

ทั้งนี้ ยังได้เน้นการดำเนินการเพื่อให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งรัดออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดวัตถุดิบและคุณภาพผลิตภัณฑ์ของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มโดยเร็ว และอาจพิจารณาจัดทำแผนงานในการปรับข้อกำหนดคุณภาพการสกัดน้ำมันปาล์มของโรงงานฯ ให้มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นเป็นลำดับ ตามระยะเวลาที่กำหนด

คิกออฟ ‘Field Day’ ศพก.พังโคน ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนผลิตข้าว ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342663

คิกออฟ 'Field Day' ศพก.พังโคน ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนผลิตข้าว ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

คิกออฟ ‘Field Day’ ศพก.พังโคน ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนผลิตข้าว ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.57 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงการจัดงานรณรงค์เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day)  ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอพังโคน จังหวัดสกลนครว่า ตามที่รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับอาชีพการเกษตรของเกษตรกรเป็นลำดับต้นๆ ที่ผ่านมา ได้มีโครงการ มาตรการในการช่วยเหลือมาแล้วหลายโครงการ ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ถูกต้อง เหมาะสม ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับความรู้ ทักษะและประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบอาชีพการเกษตร การถ่ายทอดความรู้ ช่วงเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ นับเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นโอกาสที่ดี ที่จะช่วยเกษตรกรมีความพร้อมในการผลิตทางการเกษตร การจัดงานรณรงค์เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) จึงเป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เกษตรกรจะสามารถนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ไปประยุกต์ใช้ในไร่นาและสวนของตนเอง และทำให้การผลิตในฤดูกาลใหม่นี้ เป็นการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และสร้างผลตอบแทนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ ขอให้เกษตรกรได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่มายึดถือปฏิบัติในการดำรงชีวิต จะทำให้พี่น้องเกษตรกรมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายโพธิ์ทอง โพธิราช ประธาน ศพก.อำเภอพังโคน กล่าวว่า ศพก. อำเภอพังโคน ตั้งขึ้นปี 2557  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสอนเกษตรด้วยกันเอง โดยการคัดเลือกเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในด้านอาชีพเกษตรเป็นเกษตรกรต้นแบบ และใช้แปลงของเกษตรกรต้นแบบเป็นแปลงเรียนรู้ รวมทั้งรวบรวมองค์กรต่างๆ ของกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ มารวมไว้ในที่เดียวกัน เป็นการบริการเกษตรกรแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service ) อาทิ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลไฮหย่อง ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลไฮหย่อง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลไฮหย่อง ที่ผ่านมา ศพก. อำเภอพังโคน ได้ถ่ายทอดความรู้และให้บริการเกษตรกรในด้านข้าวเป็นหลัก เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 1 ของอำเภอพังโคน โดยมุ่งประเด็นการถ่ายทอดความรู้เรื่องการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น การพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน GAP โดยได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกส่วนราชการเป็นอย่างดียิ่ง

ประธาน ศพก.อำเภอพังโคน กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในอนาคต ศพก. อำเภอพังโคน จะมุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการผลิตพืชปลอดภัย การผลิตพืชมาตรฐานอินทรีย์ และมีการแปรรูปผลผลิตเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ พร้อมทั้งเป็นแหล่งเชื่อมโยงด้านการตลาดให้กับเกษตรกรด้วย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว จะต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากส่วนราชการ สถาบันศึกษา และภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องต่อไป

‘กฤษฎา’รับปากม็อบกองทุนฟื้นฟูฯ เร่งหารือธนาคารปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342587

'กฤษฎา'รับปากม็อบกองทุนฟื้นฟูฯ เร่งหารือธนาคารปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร

‘กฤษฎา’รับปากม็อบกองทุนฟื้นฟูฯ เร่งหารือธนาคารปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.55 น.

“กฤษฎา”รับปากม็อบกองทุนฟื้นฟูฯ เร่งหารือธนาคารปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร ด้านแกนนำสหพันธ์เกษตรกร ขู่หาก18มิ.ย.ครม.ไม่ช่วยแก้หนี้ เกษตรกรทั่วประเทศจ่อชุมนุมหน้าทำเนียบฯ5พันคน

1 มิ.ย.61 นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยแกนนำเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) จำนวน 50 คน ได้เข้าพบ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งรัดแก้ไขหนี้เกษตรกรที่กองทุนฟื้นฟูฯ ยังไม่สามารถดำเนินการได้กว่า 5.6 แสนราย

โดย นายยศวัจน์ กล่าวว่า นายกฤษฎามีความจริงใจรับฟังปัญหาเกษตรกร และรับปากเร่งไปหารือกับสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้สินให้เกษตรกรให้จบภายใน 2 สัปดาห์ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้ ถ้าเจรจากับธนาคารได้ในสัดส่วนที่เหมาะสม สามารถนำเข้า ครม.ภายในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ โดยเสนอเป็นแพ็คใหญ่แก้หนี้ทั้งระบบ 5.6 แสนราย

อย่างไรก็ตาม ได้แยกแนวทางแก้ไขเป็นรายกลุ่ม มีทั้งกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการให้กองทุนฟื้นฟูฯ ซื้อหนี้จากธนาคารเจ้าหนี้มาบริหารทั้งหมด หรือการแฮร์คัตหนี้ และในแนวทางของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ลดต้นร้อยละ 50 หยุดดอกเบี้ยและค่าปรับ ในส่วนทางกลุ่มเกษตรกร ได้ยื่นข้อเสนอกับรมว.เกษตรฯให้ธนาคารเจ้าหนี้ ตัดเงินต้นที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เหลือร้อยละ 30 และไม่มีหลักทรัพย์ เหลือร้อยละ 20 ซึ่งเกษตรกรผ่อนชำระเงินต้นที่เหลือได้ภายใน 6 ปี พร้อมกับหยุดดอกเบี้ยและค่าปรับ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเกษตรกรได้จ่ายดอกเบี้ยและค่าปรับต่างๆ ที่มีการปรับขึ้นทุกปี ได้สร้างกำไรให้กับธนาคารมาเป็นเวลานานจนเกินต้นไปแล้ว เป็นหนี้จากรุ่นพ่อมาถึงรุ่นลูก ส่วนมูลหนี้เพิ่มขึ้น เพราะช่วงระยะ 10 ปีหลัง โดนดอกเบี้ยปรับเพิ่มที่ผิดนัดชำระบางปี ทำให้ดอกเบี้ยจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 18 รวมค่าปรับเกือบร้อยละ 30 ต่อปี ทำให้เงินต้นเพียง 1.5 พันล้านบาท เพิ่มมูลหนี้เป็นหลายพันล้านบาท ซึ่งในการปรับโครงสร้างหนี้รอบแรกของกลุ่มเกษตรกร 1.9 หมื่นราย ในส่วนเป็นหนี้ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์

“รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณสักบาทเดียว เพียงให้รัฐทำหน้าที่รับประกันความเสี่ยงให้กับธนาคารเท่านั้นในช่วงผ่อนชำระเงินต้นที่เหลือ อย่างไรก็ตาม ถ้ากระทรวงเกษตรฯ เจรจากับธนาคารเจ้าหนี้ไม่ได้ตามนี้ เกษตรกรทั่วประเทศเตรียมมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล กว่า 5 พันคน” นายยศวัจน์ กล่าว

เกษตรไร่อ้อย’ลพบุรี’รวมตัวยื่นหนังสือ วอนรัฐบาลช่วยเหลือโรงน้ำตาลไม่รับซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342377

เกษตรไร่อ้อย'ลพบุรี'รวมตัวยื่นหนังสือ วอนรัฐบาลช่วยเหลือโรงน้ำตาลไม่รับซื้อ

เกษตรไร่อ้อย’ลพบุรี’รวมตัวยื่นหนังสือ วอนรัฐบาลช่วยเหลือโรงน้ำตาลไม่รับซื้อ

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 09.37 น.
ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อย ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ประมาณ 200 คนรวมตัว โดยยื่นหนังสือผ่านทางจังหวัดให้กับรัฐบาลขอให้ช่วยเหลือชาวไร่อ้อยกรณีโรงน้ำตาลไม่รับซื้ออ้อย
นายวิชัย เปาวิมาน นายกสมาคมชาวไร่อ้อยลพบุรี ได้นำตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อยอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดลพบุรีกว่า 200 คน มารวมตัวกันที่หน้าศาลากลางจังหวัดลพบุรี เพื่อขอพบและยื่นหนังสือให้กับ นายสุปกิจ โพธิ์ปภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เพื่อที่จะได้ส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีไปราชการให้ นายวรากร บำรุงชีพโชต อุตสาหกรรมจังหวัดลพบุรี มาเป็นผู้รับหนังสือและพบกับนายกสมาคมและตัวแทนของเกษตรกรชาวไร่อ้อย
ทั้งนี้ ได้เชิญตัวแทนของเกษตรกรชาวไร่อ้อยประมาณ 30 คนไปพูดคุยปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องประชุมสำนักงานอาสาสมัครรักษาดินแดน  พร้อมทั้งได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยเกษตรและสหกรณ์จังหวัดลพบุรี เกษตรจังหวัดลพบุรี ร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ด้วย ซึ่งตัวแทนชาวไร่อ้อยได้ยื่นหนังสือกรณีที่ทางโรงงานน้ำตาลปิดรับซื้ออ้อยจากเกษตรกร ขณะที่อ้อยจำนวนมากยังคงอยู่ในไร่และบางส่วนก็ได้ตัดไปแล้ว นอกจากนี้ส่วนที่บรรทุกใส่รถไปส่งหน้าโรงงานต้องนำอ้อยมาเททิ้ง ทางเกษตรกรชาวไร่อ้อยขอให้ทางรัฐบาลได้ให้การช่วยเหลือในเรื่องของการเยี่ยวยาจ่ายค่าทดแทนความเสียหายไร่ละ 3 – 4 พันบาท รวมทั้งขอให้ทาง ธกส. และ ทางโรงน้ำตาลได้หยุดการคิดดอกเบี้ย ซึ่งทางอุตสาหกรรมจังหวัดลพบุรีก็ได้รับข้อร้องเรียนดังกล่าวและจะนำส่งไปยังหน่วยงาน ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบในระดับสูงที่จะได้หาแนวทางช่วยเหลือต่อไป