รายงานพิเศษ : ศพก.แหล่งเรียนรู้สู่ความสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343126

รายงานพิเศษ : ศพก.แหล่งเรียนรู้สู่ความสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรไทย

รายงานพิเศษ : ศพก.แหล่งเรียนรู้สู่ความสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การทำการเกษตรของประเทศไทยล้วนต้องใช้ปัจจัยการผลิตหลายชนิดควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชสวน พืชไร่ เกษตรกรต้องหา เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องจักรการเกษตร และแรงงาน เข้ามาทำงานควบคู่กับการเกษตรเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีออกมาสู่ตลาด ที่ผ่านมา รัฐบาลมีแนวคิดการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง บางทฤษฎีส่งผลสำเร็จให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน บางทฤษฎีเกษตรกรไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในพื้นที่ เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆเพื่อนำมาใช้กับกระบวนการผลิตของตนเอง ซึ่งการที่เกษตรกรจะหาบุคคลตัวอย่างหรือพื้นที่เกษตรกรต้นแบบนั้น เกษตรกรสามารถเข้าไปศึกษาได้ที่ “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร”

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายมุ่งมั่นให้ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดิน” จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ 15 โครงการ อาทิ ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ / ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) / พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer / เกษตรอินทรีย์ / พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) และตลาดสินค้าเกษตร เป็นต้น พร้อมมุ่งเน้นการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ (Area based) เพื่อแก้ปัญหาที่มีความเฉพาะเจาะจง สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการสินค้าเกษตรของตลาด โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ประกอบกับการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรไทยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งต่อยอดการพัฒนาภาคเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตร ด้วยการสร้างความเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการเกษตรให้เกิดความเข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ผลักดันโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย มีประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิก ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยเน้นให้มีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน เพื่อเป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรของชุมชนและเป็นที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตร ประกอบกับในสภาวะปัจจุบันสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกรมีปัญหาในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ปัญหาโรคแมลง พื้นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณน้อย และมีคุณภาพต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงประสบปัญหาการขาดทุนเกิดหนี้สินและไม่สามารถพึ่งตนเองได้

นายกฤษฎา กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ (ศพก.) ขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตรโดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต

สำหรับการเตรียมฤดูกาลผลิตใหม่ กระทรวงเกษตรฯ เน้นนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยการควบคุมคุณภาพ โดยมี ศพก. และระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ มีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวง เช่น ศพก. แปลงใหญ่ เกษตรทฤษฎีใหม่ Zoning by Agri – MAP เป็นต้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะใช้ ศพก. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และ ศพก. จะเป็นสถานที่เรียนรู้ นำไปสู่การผลิตร่วมกันแบบแปลงใหญ่ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย และในส่วนภูมิภาค กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้จังหวัดดำเนินการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี’60/61 โดยให้หน่วยงานในสังกัด บูรณาการการทำงานร่วมกันในการสนับสนุนเกษตรกรให้มีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร

ดังตัวอย่างผลสำเร็จการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งมี ศพก. จำนวน 6 ศูนย์ ในพื้นที่ 6 อำเภอ โดยมีเกษตรกรต้นแบบที่เป็น Smart Farmer มีความรู้ ทักษะและความพร้อมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ จำนวน 6 ศูนย์ ซึ่ง ศพก. มีฐานเรียนรู้ ให้เกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้จากของจริงและสามารถนำไปปฏิบัติในกิจกรรมของตนเองได้ ซึ่งในปี 2561 จังหวัดสิงห์บุรีจะมีการขยายศูนย์เครือข่ายในด้านการเกษตรให้ครอบคลุมทุกตำบล รวม 74 ศูนย์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้ และรับการบริการข้อมูลข่าวสารจากศูนย์ ศพก. หลักได้ โดยที่เกษตรกรต้นแบบของศูนย์เครือข่ายมีความพร้อมในการให้บริการในด้านข้อมูลการเกษตร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร มีการเชื่อมโยงแปลงใหญ่จำนวน 10 แปลง ในพื้นที่ 6 อำเภอ โดยแปลงใหญ่ได้รับความรู้จากหลักสูตรการเรียนรู้ของ ศพก. นำไปส่งเสริมการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่

ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ใน ศพก. คือ เกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ตามหลักสูตรและแผนการเรียนรู้ของศูนย์ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับกลับไปปรับใช้ในกิจกรรมของตนเอง สามารถแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรได้ตรงต่อความต้องการของเกษตรกรในชุมชน ศพก.จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตรของชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจากเกษตรกรสู่เกษตรกร ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จึงก่อให้เกิดการพัฒนาในภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ผลักดันศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน 882แห่งทั่วปท.ให้บริการข้อมูลครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343125

x

ผลักดันศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน 882แห่งทั่วปท.ให้บริการข้อมูลครบวงจร

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางชัญญา ทิพานุกะ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการดินปุ๋ย กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งยกระดับความรู้เรื่องการจัดการดินและปุ๋ยที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกร ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ ณ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ซึ่งกระจายอยู่ทุกอำเภอ อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ มีเกษตรกรสมาชิกอย่างน้อย 17,640 รายทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม สามารถลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ซึ่งนับเป็นปัจจัยการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของเกษตรกรมากที่สุด

ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน หรือ ศดปช. มีบทบาทสำคัญเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดการดินและปุ๋ยที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรในชุมชนผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้และแปลงเรียนรู้ ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน และให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยเบื้องต้น ทำให้เกษตรกรที่มารับบริการทราบว่าปริมาณธาตุอาหารหลักในดินของพื้นที่ตนเองนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ควรจะต้องใส่ปุ๋ยอย่างไรให้เหมาะสมกับความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ยังช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต การใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมทำให้ต้นพืชแข็งแรง ไม่อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง ทำให้ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและตัวของเกษตรกร

การใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ช่วยให้เกษตรกรสมาชิก ศดปช. ลดต้นทุนการผลิตอันเนื่องจากปุ๋ยเคมี คิดเป็นค่าเฉลี่ย 27% มูลค่าถึง 43 ล้านบาท และสามารถเพิ่มผลผลิตได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10% และนอกจากการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพด้วย ซึ่งผลจากการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ ในข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย และมันสำปะหลัง สามารถช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนลงได้อีก คิดเป็นต้นทุนที่ลดลงเฉลี่ย 43% นอกจากนี้ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนจำนวนหนึ่ง ยังสามารถยกระดับพัฒนาต่อยอดเป็นแหล่งรวบรวมและจัดหาปุ๋ยเคมี รวมทั้งแม่ปุ๋ยที่นำมาใช้ผสมให้ได้สูตรปุ๋ยตามคำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินมาบริการให้กับสมาชิก เกิดเป็นธุรกิจชุมชนที่สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน อีกทางหนึ่ง” ผอ.ชัญญา กล่าว

บ่อเก็บน้ำยางพาราไทยไปโลด ‘แอฟริกา’ร้องถ่ายทอดความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343123

x

บ่อเก็บน้ำยางพาราไทยไปโลด ‘แอฟริกา’ร้องถ่ายทอดความรู้

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ได้ให้การสนับสนุนองค์ความรู้และเงินกองทุน แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสยามพาราเซนเตอร์ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำยางพารา ให้เป็นบ่อกักเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพ ราคาถูก ซ่อมแซมได้ จนทำให้ประเทศแอฟริกาซึ่งประสบปัญหาขาดแหล่งเก็บกักน้ำให้ความสนใจ และอยากให้ กยท. ช่วยเผยแพร่เทคโนโลยีดังกล่าว

นางสาวนฤมล ปานะที หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนสยามพาราเซนเตอร์ กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีก่อน ราคายางตกต่ำ เกษตรกรสวนยางใน อ.แม่สรวย จึงรวมกลุ่มกัน และเห็นว่าการแปรรูปยางให้เป็นบ่อเก็บน้ำ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องราคายางตกต่ำแล้ว ยังแก้ปัญหาเรื่องแหล่งเก็บกักน้ำได้ด้วย จึงได้ศึกษาขั้นตอนการแปรรูป จนได้รูปแบบบ่อ ทั้งทำส่งขายและใช้เองในครัวเรือน โดยมี กยท. ให้การสนับสนุนทุนกู้ยืมเพื่อสร้างโรงเรือนและโรงอบ จำนวน 80,000 บาท ตอนแรกมีสมาชิกในกลุ่ม 30 กว่าคน ตอนนี้เพิ่มเป็น 132 คน

บ่อยางพาราช่วยให้กักตุนน้ำไว้ได้หมดตอนช่วงฝนเพราะน้ำไม่ซึมออก หรือหากมีปัญหารั่ว สามารถใช้น้ำยางมาทาปิดบริเวณที่รั่วซึมได้ตลอด ไม่เหมือนพลาสติกที่ต้องทิ้งเลย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากหลายหน่วยงานมาสั่งซื้อ นอกจากนี้กลุ่มยังใช้ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลาให้ชาวไทยภูเขาเลี้ยงปลาเป็นอาชีพเสริมด้วย และที่กำลังจะผลิตเพิ่มคือ บ่อปลูกมะนาว ที่จะเอาบ่อยางตัวนี้ไปแทนบ่อวงซีเมนต์ ข้อได้เปรียบคือ เก็บพับบ่อได้ น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ที่ละหลายบ่อ รวมทั้งซ่อมได้ ยืดหยุ่นกว่า คงทนกว่า เหนียวกว่าพลาสติกทั่วไป ทั้งนี้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานสามารถติดต่อได้ที่ โทร. 0-86732-2678 และ 08-5033-4678

ชูวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองแคน ต้นแบบรวมกลุ่มสู่ความเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343122

x

ชูวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองแคน ต้นแบบรวมกลุ่มสู่ความเข้มแข็ง

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน ต.นาด้วง อ.นาด้วง จ.เลย เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ มีการพัฒนาการผลิต แปรรูป และทำการตลาด โดยปัจจุบันมีสมาชิก 20 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้าประมาณ 300 ไร่ ให้ผลผลิตที่เป็นสารกาแฟ 24,000 กก. แต่จะนำไปจำหน่าย 23,000 กก. ราคา 73 บาท/กก. ส่วนที่เหลืออีก 1,000 กก. นำมาแปรรูปเป็นการแฟคั่วบด กาแฟซองดีฟ สบู่กาแฟสมุนไพร และชาดอกกาแฟ ในชื่อแบรนด์ “ชื่น-เลย คอฟฟี่” ซึ่งมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท/ปี

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน จัดตั้งเมื่อปี 2554 เพื่อขายเมล็ดกาแฟสดที่ทางกลุ่มสมาชิกผลิตได้ และได้พัฒนาเรื่อยมา มีการริเริ่มการคั่วบดเมล็ดกาแฟด้วยมือ เป็นกาแฟสำหรับชง เพื่อจำหน่ายในชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ พัฒนาชุมชนจังหวัด เกษตรจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เล็งเห็นศักยภาพ จึงเข้ามาสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ ซึ่งนับเป็นอีกตัวอย่างของวิสาหกิจชุมชนจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาผลผลิต สร้างรายได้ และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน หากเกษตรกรและผู้สนใจศึกษาดูงานสามารถติดต่อได้ที่ โทร. 09-5541-2945

ม็อบสวนยางระดม500คนบุกทำเนียบต้านสารอันตรายพาราควอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343171

ม็อบสวนยางระดม500คนบุกทำเนียบต้านสารอันตรายพาราควอต

ม็อบสวนยางระดม500คนบุกทำเนียบต้านสารอันตรายพาราควอต

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 21.29 น.

ม็อบสวนยางขนเกษตรกร 500 คน ร่วมต้านพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ยื่น”บิ๊กตู่-กฤษฎา”ทบทวนมติแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ตามข้อเสนอกระทรวงสาธารณสุข

4 มิ.ย.61 นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางพารา 16 จังหวัดภาคใต้ เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 มิ.ย.จะเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วยม็อบเกษตรกรกว่า 500 คน ร่วมกับเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 369 องค์กร กรณีคณะกรรมการวัตถุอันตรายปฏิเสธการแบนพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขและประชาคมวิชาการจากหลายสถาบัน

“มติของบอร์ดคณะกรรมการวัถตุมีพิษอันตราย ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ไม่แบนการใช้สารพาราวควอต และสารคลอร์ไพริฟอส ซี่งสมาคมเกษตรกรสวนยาง สนับสนุนการแบนสารพิษ โดยเวลา 14.00 น.จะไปพบ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ ที่กระทรวงเกษตร เพื่อพูดคุยในเรื่องนี้ด้วย และให้ข้อมูลในส่วนของเกษตรกรสวนยาง ไม่ได้รับผลกระทบจากการเลิกสารเคมีดังกล่าวไม่ได้ทำให้ต้นทุนเพิ่ม 20% แต่อย่างใด เพราะไม่ได้ใช้ในสวนยาง อาจมีใช้กำจัดวัชพืชพืชบ้างในช่วงยางต้นเล็ก แต่ยางต้นโต มีใบคุมดิน ทำให้หญ้าไม่ขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ รมว.เกษตรฯ สั่งให้กรมวิชาการเกษตร ทบทวนเรื่องนี้ด้วย เพราะขนาดประเทศเพื่อบ้านเรา เช่นเวียดนาม ยังเลิกใช้แล้ว” นายสุนทร กล่าว

ด้าน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรุญ แกนนำมูลชีววิถี หรือไบโอไท กล่าวว่า การเข้า รมว.เกษตรฯ เพื่อขอให้สนับสนุนการทบทวนมติหรืออย่างน้อยที่สุด ควรให้สัมภาษณ์ว่าถ้านายกฯ หรือ ครม.เห็นชอบว่าต้องทบทวนกระทรวงเกษตรฯจะร่วมมือเต็มที่ หรือหาวิธีการทดแทน มาตรการสนับสนุนแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เครือข่ายฯ เรียกร้องประชาชนร่วมแสดงออกคัดค้านกิจการที่สนับสนุนสารพิษอันตรายร้ายแรง และร่วมกันชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบรัฐบาล ต่อต้านมติที่ไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้ออำนวยประโยชน์บรรษัท ไม่ปกป้องสุขภาพประชาชน

อุตรดิตถ์เร่งหามาตรการช่วยเกษตรกร ดันสับประรดเข้าสู่มาตรฐานอุสาหกรรมโรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343116

อุตรดิตถ์เร่งหามาตรการช่วยเกษตรกร ดันสับประรดเข้าสู่มาตรฐานอุสาหกรรมโรงงาน

อุตรดิตถ์เร่งหามาตรการช่วยเกษตรกร ดันสับประรดเข้าสู่มาตรฐานอุสาหกรรมโรงงาน

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.13 น.

อุตสาหกรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ เร่งหามาตรการช่วยเกษตรกรชาวสวนสับประรดเข้าสู่มาตรฐานระบบอุสาหกรรมโรงงาน

4 มิ.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ นางสาวนิลเนตร โลหะพจน์พิลาศ อุตสาหกรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ตลอดจนตัวแทนกลุ่มเกษตร ตัวแทนบริษัทแปรรูปสับประรดและผู้แทนจากโรงงานอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์และใกล้เคียงได้ร่วมหารือแนวทาง “ร่วมด้วยช่วยกัน ช่วยเหลือชาวไร่สับปะรดห้วยมุ่น”

ทั้งนี้ เพื่อหาทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดห้วยมุ่น นอกเหนือจากที่เกษตรกรที่จำหน่ายสดเป็นกิโลกรัมแล้ว ส่วนหนึ่งภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการรับชื้อไปเพื่อแปรรูปเป็นสับประรดกระป๋อง โดยการรับซื้อสับปะรดห้วยมุ่น

ล่าสุด ทางโรงงานอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ได้แจ้งความประสงค์ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนสับประรดห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาดทั้งการแปรรูปเองและนำไปจำหน่ายต่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเนื่องจากผลิตผลิตสับประรดที่ออกสู่ตลาดมีปริมาณที่มาก  ส่วนบริษัท ฯที่ช่วยรับซื้อสับประรด  จำนวน 7 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท พิชัยธัญชาติ จำกัด ,  บริษัท บ่อทองศิลา จำกัด , บริษัท ยูดีมาร์เบิ้ล จำกัด , บริษัท หล่อวัฒนา จำกัด ,บริษัท เหมืองธารไศล จำกัด, บริษัท สยามซอยล์ จำกัด , โรงงานเกลียวสัมพันธ์คอนกรีต  รวมทั้งสิ้น 1,780 กิโลกรัม

เกษตรตัวอย่าง..หนุ่มใหญ่ปิ๊งไอเดีย! แม้ไม่มีที่ดินก็ปลูกสับปะรดได้แถมผลผลิตงามสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343047

เกษตรตัวอย่าง..หนุ่มใหญ่ปิ๊งไอเดีย! แม้ไม่มีที่ดินก็ปลูกสับปะรดได้แถมผลผลิตงามสุดๆ

เกษตรตัวอย่าง..หนุ่มใหญ่ปิ๊งไอเดีย! แม้ไม่มีที่ดินก็ปลูกสับปะรดได้แถมผลผลิตงามสุดๆ

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.26 น.

ที่บ้านผัง 8 ม.4 ต.นิคมพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล นายวิโรจน์ หนูคำสวน อายุ 46 ปี เกษตรกรปลูกสับปะรดแซมสวนยางพาราพื้นที่ 10 ไร่ ที่กำลังทยอยให้ผลผลิตออกสู่ตลาด

สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียกว่า 10,000 หน่อ  ที่ลงปลูกแซมบนสวนยางพาราเช่าที่แลกกับการดูแลสวนให้เป็นการทดแทน โดยเลือกสภาพพื้นดินโปร่งแสงเข้าถึง ลงหน่อปลูกภายใน 4-5 เดือนก็ทยอยเก็บผลผลิตได้ เนื้อสัปปะรดมีรสชาติหวานฉ่ำ ลูกโต ตลาดต้องการขนาด 2-3 กิโลกรัม และใหญ่สุด 5-6 กิโลกรัม โดยราคาขายกิโลกรัมละ 10 บาท กรณีสั่งร้อยกิโลกรัมขึ้นไป หากเหมายกแปลงกิโลกรัมละ 7 บาท

 

การดูแลไม่ยุ่งยากอะไร ช่วงใกล้เก็บผลผลิตหากแสงแดดจ้าเกินไปควรหาสแลนหรือฟางมาบังเพื่อลดแสงให้ผลสัปปะรดสวยงาม การเก็บก็ต้องระมัดระวังห้ามโยนลูกสัปปะรดเพราะอาจช้ำทำให้ราคาตกได้

นายวิโรจน์ หนูคำสวน เกษตรปลูกสับปะรด บอกว่า กว่า 10 ปีที่ลองผิดลองถูกกับการปลูกสับปะรด โดยผลผลิตเหลือจากการขายที่เน่าเสียก็จะไปแปรรูปเป็นปุ๋ยชีวภาพ การปลูกจะดูที่ตลาดเพื่อไม่ให้ออกมากเกินจนล้นตลาดและราคาตกได้ โดยจะบังคับการออกของสัปปะรดเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ นอกจากนี้จะหมุนเวียนในกลุ่มเครือข่ายในการทยอยออกมาจำหน่ายตลอดทั้งปีเพื่อให้ได้ราคาดี การลดต้นทุนค่าแรงด้วยการทำเองก็สามารถให้เกษตรกรอยู่ได้และขยายหน่อขายก็ช่วยให้อาชีพปลูกสับปะรดในพื้นที่ จ.สตูล อยู่ได้

 

นายณฤทธิ์ บุญชัย หน.เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสตูล ลงติดตามดูเกษตรกรรายงานนี้พร้อมชื่นชมและอยากให้เกษตรกรชาวสวนยางใช้พื้นที่แปลงสวนยางให้เกิดประโยชน์ด้วยการปลูกผลผลิตการเกษตรอย่างอื่นแซม ไม่ว่าจะเป็นมัน สละ หรือสับปะรด ในช่วงต้นอ่อน 1-3 ปี ของต้นยางพารา หากต้นเริ่มมีใบปกคลุมมากก็หมุนเวียนมาปลูก ผักเหรียง หรือ ถั่วฟักยาว หรือผักที่ตลาดท้องถิ่นต้องการเพื่อเป็นรายได้เสริม และอย่างแปลงสับปะรดในครั้งนี้อยากจะแนะนำให้รวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ หมุนเวียนกันออกผลผลิตขายเป็นกลุ่มผลผลิตเหลือจากตลาดนำมาแปรรูปเป็นไวน์ แยม ท๊อปฟี่ ทำบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามก็สามารถเพิ่มมูลค่าให้สับปะรดได้

วงเสวนาบริหารจัดการน้ำ ย้ำตั้งสทนช.บูรณาการ-กำหนดยุทธศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343027

วงเสวนาบริหารจัดการน้ำ ย้ำตั้งสทนช.บูรณาการ-กำหนดยุทธศาสตร์

วงเสวนาบริหารจัดการน้ำ ย้ำตั้งสทนช.บูรณาการ-กำหนดยุทธศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 15.24 น.

4 มิ.ย. 61 เวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จัดเสวนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีนายสมเกียรติ ประจําวงษ์ เลขาธิการ สทนช. นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา นายทองเปลว ทองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และพล.ท.ณัฏฐพัชร สกุลรังสฤษฏ์  เสนาธิการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย โดยนายสมเกียรติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำกว่า 38 หน่วย แต่มีปัญหาคือบางหน่วยทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และทำงานซ้ำซ้อน  ซึ่งสทนช.ตั้งขึ้นมาเพื่อบูรณาการและกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ให้แต่ละหน่วงงานทำงานได้อย่างเต็มที่ มีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อเกิดพายุ สทนช.จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมาตัดสินใจร่วมกันในการบริหารจัดการ ข่าวสารต่างๆ โดยจะต้องนำมากลั่นกรองก่อน จึงจะเผยแพร่ข่าวสารประชาชน สำหรับแผนงานในปีนี้ 1.คาดการณ์สถานการณ์น้ำ 2.ป้องกันพื้นที่น้ำซ้ำซาก 3.ตรวจสอบอ้างกักเก็บน้ำ 4.กำหนดขั้นตอนการแก้ไขปัญหา และ 5.ประเมินผล

ด้านนายทองเปลว กล่าวว่า ภายหลังการตั้ง สทนช. ได้มีการแบ่งงานอย่างชัดเจนมากขึ้น 1.พื้นที่ความรับผิดชอบ โดยกรมชลประทานรับผิดชอบในพื้นที่เขตชลประทาน 2.ลักษณะงานความรับผิดชอบ 3.ทรัพยากรความรับผิดชอบ เช่น เครื่องมือ และ 4.วิธีจัดการปัญหา เป็นการดำเนินงานคล้ายการแก้ไขวิกฤตน้ำในห้วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันนายวันชัย กล่าวว่า จากนี้เมื่อเราได้ข้อมูลมาว่าจะมีพายุเข้ามา ก็ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวของก่อน เช่น สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จีสด้า) และสทนช. เป็นต้น นำข้อมูลเบื้องต้นมาวิเคราะห์ ก่อนที่จะประกาศว่าเกิดพายุ แต่ยืนยันว่ากรมอุตุฯยังมีหน้าที่เหมือนเดิมในการประกาศหากพายุลูกใหญ่ๆเข้ามา นอกจากนี้ ปัญหาตอนนี้คือสื่อโซเชียลมีเดียปล่อยข้อมูลเรื่องพายุเข้าให้ประชาชนเตรียมเทียน เตรียมมีด และปืน ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด ซึ่งการทำงานร่วมกันจะป้องกันข้อมูลที่สับสนให้น้อยลง ในเรื่องการพยากรณ์อากาศ

ขณะที่พล.ท.ณัฏฐพัชร  กล่าวว่า กองทัพมีศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของกระทรวงกลาโหม มีการแบ่งความรับผิดชอบทุกอำเภอทั่วประเทศ กองทัพเตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อรับมืออุทกภัย เป็นหน่วยเสริม โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน

‘พิษณุโลก’หนุนสมาชิกสหกรณ์ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342807

x

‘พิษณุโลก’หนุนสมาชิกสหกรณ์ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เสริมรายได้

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรในสถาบันเกษตรกร ซึ่งปีนี้ได้คัดเลือกสมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด จำนวน 100 ราย ที่มีความสนใจจะประกอบอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ วิธีการสหกรณ์ เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการทำธุรกิจกับสหกรณ์เพิ่มขึ้น โดยให้คำแนะนำแก่เกษตรกรสมาชิกว่าควรเรียนรู้หลักวิชาการเกษตร เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำการเกษตร เรียนรู้วิธีการลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งการจัดทำบัญชีต้นทุนการผลิต ซึ่งจะทำให้สมาชิกสามารถเปรียบเทียบรายรับ-รายจ่าย การควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนการผลิตและต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีกำไรจากการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้นได้

นอกจากนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ได้เชิญเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก มาเป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรสมาชิก เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การเลือกพันธุ์เพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ได้แนะนำพืชทางเลือกให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 3
ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ มีความทนทานแล้ง ต้านทานโรคและให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 1,106 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งเมื่อถึงช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต สหกรณ์จะทำหน้าที่รวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากเกษตรกรสมาชิกในราคาเป็นธรรม เป็นอีกหนึ่งแนวทางการขับเคลื่อนแผนงานตามนโยบายรัฐบาลที่จะช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้แก่เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

คิกออฟ‘Field Day’พังโคน มุ่งลดต้นทุนผลิตข้าว-ยกระดับชีวิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342808

x

คิกออฟ‘Field Day’พังโคน มุ่งลดต้นทุนผลิตข้าว-ยกระดับชีวิตเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดรณรงค์เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.พังโคน จ.สกลนคร เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้เกษตรกรในช่วงเริ่มต้นปีการเพาะปลูกใหม่ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เกษตรกรจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ไปประยุกต์ใช้ ทำให้การผลิตในฤดูกาลใหม่มีประสิทธิภาพและสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ต่อไป

ด้าน นายโพธิ์ทอง โพธิราช ประธาน ศพก.อำเภอพังโคน กล่าวว่า ศพก. อำเภอพังโคน ตั้งขึ้นปี 2557 เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสอนเกษตรด้วยกันเอง โดยการคัดเลือกเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในด้านอาชีพเกษตรเป็นเกษตรกรต้นแบบ และใช้แปลงของเกษตรกรต้นแบบเป็นแปลงเรียนรู้ รวมทั้งรวบรวมองค์กรต่างๆ ของกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ มารวมไว้ในที่เดียวกัน เป็นการบริการเกษตรกรแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service ) อาทิ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลไฮหย่อง ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลไฮหย่อง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลไฮหย่อง ที่ผ่านมา ศพก. อำเภอพังโคน ได้ถ่ายทอดความรู้และให้บริการเกษตรกรในด้านข้าวเป็นหลัก เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 1
ของอำเภอพังโคน โดยมุ่งประเด็นการถ่ายทอดความรู้ เรื่องการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น การพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน GAP โดยได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกส่วนราชการเป็นอย่างดียิ่ง

ประธาน ศพก.อำเภอพังโคน กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในอนาคต ศพก. อำเภอพังโคน จะมุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการผลิตพืชปลอดภัย การผลิตพืชมาตรฐานอินทรีย์ และมีการแปรรูปผลผลิตเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ พร้อมทั้งเป็นแหล่งเชื่อมโยงด้านการตลาดให้กับเกษตรกรด้วย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว จะต้องอาศัยความร่วมมือ
และการสนับสนุนจากส่วนราชการ สถาบันศึกษา และภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องต่อไป