กฤษฎารับหน้า ม็อบแบนพาราควอตจี้เลิกใช้ สั่งตั้งกก.ร่วมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343446

กฤษฎารับหน้า  ม็อบแบนพาราควอตจี้เลิกใช้  สั่งตั้งกก.ร่วมศึกษา

กฤษฎารับหน้า ม็อบแบนพาราควอตจี้เลิกใช้ สั่งตั้งกก.ร่วมศึกษา

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กฤษฎารับหน้า

ม็อบแบนพาราควอตจี้เลิกใช้

สั่งตั้งกก.ร่วมศึกษา

ก่อนชงทบทวนมติ

เครือข่ายแบน “พาราควอต” บุกทำเนียบฯร้องนายกฯทบทวนมติไม่ยกเลิกใช้สารอันตราย 3 ชนิดในการเกษตร ย้ำกระทบเกษตรกร ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ด้านรมว.เกษตรฯรับเรื่อง พร้อมตั้งกรรมการร่วมศึกษาข้อมูลใหม่ เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายทบทวนมติ โดยไม่ให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าพิจารณาด้วย

เมื่อวันที่ 5มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่ง ก.พ.) เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กรจำนวน 150 คน นำโดย นายสุนทร รักษ์รงค์ แกนนำเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดและเครือข่ายคนกรีดยางแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกร้อยให้ทบทวนมติและกระบวนการพิจารณาเพื่อยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายประชุมพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีมติไม่ห้ามการใช้สารพาราวควอต และสารคลอร์ไพริฟอส ซึ่งทางเครือข่ายมองว่าการไม่แบนสารวัตถุอันตรายดังกล่าว ทำให้เกิดอันตราย และกระทบสุขภาพเกษตรกร ผู้บริโภค รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

นายสุนทร แกนนำเครือข่ายฯกล่าวว่า เครือข่ายฯยื่นหนังสือเรียกร้องถึงนายกฯ 3 ข้อคือ 1.ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายทบทวนมติและพิจารณายกเลิกพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ภายในเดือนธันวาคม 2562 ตามกรอบเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอไว้ โดยกระบวนการพิจารณาข้อมูลและลงมติต้องไม่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วม

2.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รศึกษาวิธีการทดแทน ตามมติการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค และ3.ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านก่อนจะยกเลิกใช้พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสช่วงปี 2562 ถ้าพบว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนของการเกษตร ต้องเสนอกระทรวงการคลัง ศึกษาและจัดเก็บภาษีจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรงมาเยียวยาผลกระทบให้เกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนวิธีจัดการวัชพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ทั้งนี้ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีมารับหนังสือเรียกร้องดังกล่าว โดยกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯกำลังจัดทำแผนจำกัดการนำเข้าวัตถุอันตรายมาใช้ในการเกษตร ใช้ระยะเวลา 60 วัน และจะรับเอาข้อเสนอของทางเครือข่ายฯไปพิจารณา โดยตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างข้าราชการ นักวิชาการและตัวแทนภาคประชาชน มาศึกษาข้อเท็จจริงใหม่ เพื่อยื่นไปที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายให้ทบทวนมติอีกครั้ง ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพประชาชน ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการวัตถุอันตราย และข้าราชการกรมวิชาการเกษตรนั้น เป็นเรื่องกฎหมาย ซึ่งเครือข่ายฯสามารถส่งหลักฐานมาให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรง นัดรวมตัวที่ข้างวัดเบญจมบพิตรก่อนตั้งขบวนเดินเท้ามายังสำนักงานสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีการชูป้ายคัดค้าน รวมถึงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการต่อต้านสารอันตราย พร้อมทั้งแสดงละครสะท้อนอันตราของสารพิษดังกล่าว โดยหลังยื่นหนังสือเรียบร้อยแล้ว เครือข่ายฯได้ทยอยเดินทางกลับ ไม่มีความวุ่นวายแต่อย่างใด

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอให้ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ว่า ขอบคุณคณะที่มา ซึ่งคงเดินทางกลับแล้ว ตนให้ความสำคัญและได้ส่งตัวแทนจากสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณะสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปรับเรื่อง ชี้แจง และทำความเข้าใจ รับข้อเสนอมาทั้งหมด ตนให้เกียรติทุกคน แต่หากจะให้ตนลงไปพบเองคงลำบาก เพราะจะเยอะ หลายเรื่อง และวันนี้ข้อสรุปออกมาว่า จะให้เวลาในการเปลี่ยนแปลงภายในปี62 ว่าจะต้องมีแผนการลดพื้นที่ มีการลดใช้ปริมาณสารเคมี ลดการนำเข้า หรืออาจจะทำได้เร็วกว่านี้ รัฐบาลกำลังดำเนินการต่อไป มีการประชุมร่วมกันตลอดเวลา เพื่อติดตามความก้าวหน้า ก็อย่าไปปลุกกันขึ้นมาอีกเลย

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตรงนี้รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องของผู้บริโภคอยู่แล้ว ต้องกลับไปดูตรงต้นทางว่าเกษตรกรว่าอย่างไร ต้องการอะไร มันอยู่ที่ทุกคนเคารพกติกา ควบคุมได้ ป้องกันตนเองได้ ไม่ใช้มากเกินไป มันก็มีตัวอย่างหลายประเทศ แต่บ้านเราก็ไม่ได้แล้วล่ะตอนนี้ ซึ่งภายในปี 62 ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ ขณะเดียวกันขอฝากไปถึงเกษตรกรที่ใช้สารเคมีบ้างในจำนวนที่จำกัด และไม่ใช้สารเคมีเลย ซึ่งกฎหมายมีทุกตัว ต้องไปดูพื้นที่ใดบ้างที่ใช้สารเคมีต้องลดลงเพื่อให้ไปขึ้นมาตรฐานจีเอ็มพีได้ ตนเห็นใจเกษตรกร แต่เราให้ความสำคัญกับผู้บริโภคเป็นหลัก รวมถึงในตลาดโลกด้วย เรื่องผัก ผลไม้ เหล่านี้ต้องระมัดระวัง เกษตรกรต้องปรับตัว อย่างไรก็ตาม การประชุมร่วมกันก็ขอให้เอาภาคผู้ใช้ ภาคเกษตรกรมาหาทางออกด้วย

คิกออฟไทยนิยมยั่งยืน ส่งเสริมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม-คืนป่าต้นน้ำภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343409

x

คิกออฟไทยนิยมยั่งยืน ส่งเสริมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม-คืนป่าต้นน้ำภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม มอบหมายให้นายสัตวเเพทย์ไพโรจน์ เฮงเเสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นประธาน kick off โครงการไทยนิยม ยั่งยืน โครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ปี 2561 ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน จังหวัดน่าน สนองนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการสร้างป่าต้นน้ำ ทวงคืนผืนป่า และลดการบุกรุกพื้นที่ป่า

โดยภายในงานดังกล่าว มีกิจกรรมแบ่งกลุ่มเกษตรกรเพื่อศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติในฐานเรียนรู้ด้านหม่อนไหม อาทิ ฐานการดูแลแปลง ฐานการตัดแต่งกิ่งหม่อน ฐานการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม ฐานการคัดเลือกรังไหมก่อนจำหน่าย เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมฝึกอบรมเกษตรกรรุ่นแรกที่เข้าร่วมโครงการจากจังหวัดน่าน จำนวนกว่า 100 ราย

นายสัตวเเพทย์ไพโรจน์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือจะดำเนินงานในพื้นที่ 14 จังหวัดในพื้นที่เขตภาคเหนือ ได้เเก่ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ตาก น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย และอุตรดิตถ์ เพื่อส่งเสริมเกษตรกรในเขตภาคเหนือหันมาปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการบุกรุกพื้นที่ป่า มาประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างผืนป่าต้นน้ำ สร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจในชุมชน เเละสนับสนุนการผลิตเส้นไหมในประเทศ โดยมีเป้าหมายเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม 800 ราย พื้นที่ปลูกหม่อนไม่น้อยกว่า 2,400 ไร่ โดยกรมหม่อนไหมจะสนับสนุนพันธุ์หม่อนและไข่ไหมแก่เกษตรกรและรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร อาทิ โรงเลี้ยงไหมขนาด 6X8 เมตร และอุปกรณ์เลี้ยงไหม อบรม หลักสูตร การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเน้นหนัก 11 วัน จากนั้นจะจัดหาตลาดให้เกษตรกรโดยการเจรจากับเอกชนในรูปแบบทำข้อตกลงรับซื้อราคาที่เป็นธรรมกับเกษตรกร ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้วางแผนการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม 2 กิจกรรม ได้เเก่ การเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม และการเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเเผ่นใยไหม ซึ่งใช้การตลาดนำการผลิต มุ่งความสมดุลของ Demand และ Supply เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ต่อไป

ยกระดับมาตรฐานชีวภัณฑ์ ใช้ควบคุมศัตรูพืช-ลดสารเคมี-สร้างประโยชน์ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343408

x

ยกระดับมาตรฐานชีวภัณฑ์ ใช้ควบคุมศัตรูพืช-ลดสารเคมี-สร้างประโยชน์ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา การใช้ชีวภัณฑ์โดยเฉพาะที่เป็นเชื้อจุลินทรีย์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชและโรคพืชได้รับความนิยมจากเกษตรกรอย่างมาก ทำให้มีการผลิตและใช้จุลินทรีย์อย่างกว้างขวาง แต่ถ้ามีการผลิตและใช้โดยขาดความรู้ความเข้าใจมักทำให้เกิดการปนเปื้อน และเมื่อใช้จุลินทรีย์ไม่บริสุทธิ์นอกจากทำให้ใช้ควบคุมศัตรูพืชไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้เกิดความเสียหายและอาจเป็นอันตรายได้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดมาตรฐานชีวภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างยั่งยืน

นางสาวอารีวรรณ ใจเพ็ชร ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี กล่าวว่า มาตรฐานชีวภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืชของ กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตเชื้อจุลินทรีย์ให้มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน และสามารถใช้ควบคุมศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจุลินทรีย์ที่นิยมใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ เชื้อราไตรโคเดอร์มา เชื้อราบิวเวอเรีย และเชื้อราเมตาไรเซียม ดังนั้น มาตรฐานชีวภัณฑ์จะมีข้อกำหนด ดังนี้ ถ้ามองด้วยตาเปล่าลักษณะของเชื้อจุลินทรีย์จะมีสีตรงตามลักษณะของเชื้อต้องไม่มีการปนเปื้อนจากเชื้ออื่น ถ้ามองภายใต้กล้องจุลทรรศน์จะพบลักษณะสปอร์ตรงตามชนิดของเชื้อ และรายละเอียดของภาชนะบรรจุ ต้องระบุชื่อเชื้อ วัน เดือน ปีที่ผลิต ปริมาณ และวิธีการเก็บรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างชัดเจน ลักษณะถุงบรรจุต้องปิดมิดชิด ไม่ฉีกขาด ไม่รั่ว ไม่มีหยดน้ำหรือไอน้ำเกาะ สำหรับการนำชีวภัณฑ์ไปใช้ ก่อนอื่นต้องสำรวจสถานการณ์ศัตรูพืชสัปดาห์ละครั้ง ใช้ชีวภัณฑ์เมื่อพบศัตรูพืช ใช้เชื้อในสภาพที่เหมาะสมและถูกต้อง ถูกเป้าหมาย ถูกเวลา ถูกวิธี ปริมาณเชื้อที่เหมาะสมคือ 1 กิโลกรัม/น้ำ 20 ลิตร หลังการใช้ปริมาณศัตรูพืชต้องลดลงไม่น้อยกว่า 50%

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานเท่านั้น และหากมีการผลิตใช้เองต้องผลิตในสภาพที่สะอาด ปลอดเชื้อ พร้อมทั้งบ่มและเก็บเชื้อในสถานที่ที่เหมาะสม ถ้ามีการซื้อชีวภัณฑ์มาใช้ควรซื้อชีวภัณฑ์ที่มีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืช เกษตรกรที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) ใกล้บ้าน หรือกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย โทร. 0-2579-3664

ปศุสัตว์สั่งทั่วประเทศปูพรม เฝ้าระวังโรค-สุขภาพสัตว์ปีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343407

x

ปศุสัตว์สั่งทั่วประเทศปูพรม เฝ้าระวังโรค-สุขภาพสัตว์ปีก

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน โดยสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรเพื่อให้คำแนะนำและความรู้ด้านการป้องกันโรค การดูแลสุขภาพ การฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนค้นหาสัตว์ป่วย หรือตายที่มีอาการคล้ายโรคระบาดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ทั้งนี้จากรายงานขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ในปี 2561 ยังคงพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศแถบอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ กัมพูชาและเวียดนาม โดยพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 28 มีนาคม 2561) ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเข้มงวดกับการป้องกันโรคดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง ประกอบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงที่ส่งผลให้สัตว์ปีกปรับสภาพไม่ทันทำให้ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งอาจสร้างความสูญเสียให้กับเกษตรกรได้ กรมปศุสัตว์จึงขอความร่วมมือเกษตรกรเตรียมความพร้อมและหาทางป้องกันดังกล่าวข้างต้น หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ ห้ามทิ้งซากสัตว์ปีกลงแหล่งน้ำหรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด และให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ให้เข้าควบคุมป้องกันโรคได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ

ส่องเกษตร : ‘ข้าว’…กับการตายของวาฬ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343412

449007

ส่องเกษตร : ‘ข้าว’…กับการตายของวาฬ!

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผมนั่งเขียนต้นฉบับนี้ในเช้าวันอังคาร 5 มิ.ย. 2561 ซึ่งเป็นทั้ง“วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”ของไทยเราและ“วันสิ่งแวดล้อมโลก”(World Environment Day)ของสากลโลก จึงขอรายงานเรื่องที่น่าสนใจทั้งสองวันสำคัญนี้

วันข้าวฯปีนี้ นับเป็นปีที่มีความหวังเรืองรอง เพราะอยู่ในช่วงที่ราคาข้าวสดใสยิ่ง ท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชายังพูดในรายการ“ศาสตร์พระราชาฯ”ศุกร์ที่ผ่านมาว่า วันข้าวฯปีนี้มีเรื่องน่ายินดีสำหรับ“กระดูกสันหลังของชาติ”คือ ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 17,800 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเจ้านาปรังตันละ 8,200 บาท นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

เพราะ“ข้าว”พืชหลักของไทยกำลังราคาดี จึงเป็นส่วนสำคัญหนึ่งทำให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่า จะดันดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนพ.ค.2561 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งทำให้ปลัดกระทรวงการคลัง-ประสงค์ พูนธเนศมั่นใจว่า เศรษฐกิจระดับฐานรากเริ่มฟื้นขึ้นแล้ว…ถือเป็นข่าวดีของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดงานวันข้าวปีนี้ยิ่งใหญ่ ตามเป้าหมายรัฐบาลที่มุ่งยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตชาวนาไทย เพื่อก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ และแนวทางประชารัฐเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารและมีศักยภาพเป็นผู้นำข้าวในตลาดโลก งานที่จัดขึ้นใช้ชื่อ“วันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ปี 2561” ด้วยแนวคิด “มหัศจรรย์ข้าวพื้นเมือง คุณค่าจากทุ่งนา เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม” จัดยาว 6 วัน จันทร์ที่ 4 ถึงเสาร์ที่ 9 มิ.ย.ที่กรมการข้าว มากกว่าทุกปีที่จัด 3-4 วันเท่านั้น

ฉะนั้นยังมีเวลาไปงานได้ถึงวันเสาร์นี้ มีไฮไลท์ให้ชมมากมาย อาทิ การจัดแสดงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองต่างๆและใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมข้าวแต่ละภาค,การผลิตข้าวที่ทันสมัยโดยใช้นวัตกรรมต่างๆ,การแปรรูปเพิ่มมูลค่าข้าว,การตลาดและสร้างแบรนด์ มีเวทีเสวนาวิชาการ,แสดงผลงานชาวนา,ผลงานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ฯลฯ ทั้งมีการออกร้านกว่า 100 บูธขายสินค้าดีมีคุณภาพ,ผลิตภัณฑ์จากข้าว,อาหารหลากเมนูข้าว พร้อมทั้งชม“ปราสาทข้าวจำลอง”ประดับตกแต่งด้วยรวงข้าวอย่างสวยงาม…

หวังว่า “ปราสาทข้าว”จะเป็นนิมิตหมายอันดี ก็ขอร่วมฝันหวานกับชาวนาไทยในวันข้าวฯปีนี้ว่า ทุกอย่างน่าจะกำลังไปได้ด้วยดี เพื่อนำไปสู่การลืมตาอ้าปากกันได้เต็มที่เสียที

ที่นี่มาว่าถึงวันสิ่งแวดล้อมโลกบ้าง ปีนี้ทั่วโลกใช้แนวคิดรณรงค์ปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า “Beat Plastic Pollution”หรือการเอาชนะมลพิษจากพลาสติก เพราะนับวันขยะพลาสติกยิ่งเป็นสาเหตุสำคัญเลวร้ายที่ทำลายสิ่งแวดล้อม,ทำร้ายชีวิตสัตว์ป่าและสัตว์ในทะเล มีผลเสียต่อพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งทำลายแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ที่เป็นพาหะเชื้อโรคร้ายทำร้ายสุขภาพคน ฯลฯ

ประเมินกันว่า แต่ละปีมีขยะพลาสติกกว่า 8 ล้านตันไหลลงทะเล จนสหประชาชาติคาดว่า หากยังคงทิ้งขยะกันต่อเนื่องระดับนี้ ภายในปี 2050 ในทะเลจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อการประมงทางทะเล สัตว์น้ำ และการท่องเที่ยว

ทั่วโลกต่างห่วงกันมาก จนหลายๆประเทศออกมาตรการแก้ปัญหาที่เข้มข้นมากๆถึงกับห้ามใช้ถุงพลาสติก หรือบางประเทศก็ขึ้นภาษีถุงพลาสติก หรือห้ามห้างใช้ถุงพลาสติกใส่สินค้าให้ลูกค้า ฯลฯ ส่วนไทยเราดูเหมือนภาครัฐไม่ค่อยมีมาตรการจริงจังเรื่องนี้นัก นอกจากการรณรงค์ ยึดความสมัครใจในการช่วยกันลดการใช้ถุงพลาสติกอยู่บ้างเท่านั้น

พิษภัยร้ายถุงขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยากและถูกทิ้งเกลื่อนกลาดทำลายชีวิตสัตว์ เพิ่งเป็นข่าวสุดสะเทือนใจคนไทยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบ“วาฬนำร่องครีบสั้น”เพศผู้ มาเกยตื้นตายที่ปากคลองนาทับ ติดทะเลอ่าวไทย ในอ.จะนะ สงขลา ก่อนสิ้นใจก็สำรอกถุงพลาสติกออกมาหลายถุง เป็นที่น่าสังเวช เมื่อนำไปผ่าพิสูจน์ยิ่งน่าตกใจ เพราะในกระเพาะเต็มไปด้วยถุงพลาสติกอัดแน่นถึง 80 ใบ!น้ำหนักรวม 8 กก.!…สรุปขยะพลาสติกคือ“ฆาตกร”ฆ่าวาฬนำร่องไทย

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักอนุรักษ์ธรรมชาติด้านทะเลจึงโพสต์เฟซบุ๊คเรียกร้องให้สังคมไทย ทั้งประชาชน ภาคเอกชน และทุกฝ่าย “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกล้าเลิกใช้ถุงพลาสติก” ให้วาฬตัวนี้ เป็นตัวสุดท้ายที่ถูกขยะพลาสติก“ฆ่า”

ผมร่วมขอแรงทุกท่านที่อ่านคอลัมน์นี้ ช่วยกันด้วยครับ เพื่อสิ่งแวดล้อมและเพื่ออนาคตไทยทั้งปวงด้วย

สาโรช บุญแสง

กย.ลุยส่งเสริมใช้ยางในประเทศ หนุน‘อบจ.เชียงราย’ผสมทำถนน-สร้างฝายชะลอน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343410

x

กย.ลุยส่งเสริมใช้ยางในประเทศ หนุน‘อบจ.เชียงราย’ผสมทำถนน-สร้างฝายชะลอน้ำ

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเสนีย์ จิตตเกษม กรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กยท.เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ใช้ยางพาราในประเทศ รวมไปถึงงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยล่าสุด กยท.ได้สนับสนุนให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) นำยางพารามาทดลองใช้เป็นส่วนผสมในการทำถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์ หรือ ถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศไทย ผลปรากฏว่า ถนนมีความยืดหยุ่นและราคาถูกกว่าถนนยางมะตอย ซึ่งการสร้างถนน 1 ตารางเมตร หากทำเป็นถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์ จะมีต้นทุนประมาณ 200-300 บาท แต่ถ้าเป็นถนนยางแอสฟัลต์ติกส์ (ยางมะตอย) จะมีต้นทุนประมาณ 350-400 บาท และถ้าเป็นถนนคอนกรีต จะมีต้นทุนสูงถึงประมาณ 750-800 บาท

“หากจังหวัดเชียงรายได้รับอนุมัติงบประมาณเพื่อสร้างถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์นี้ นอกจากจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้ยางพาราแล้ว ยังได้ถนนที่มีคุณภาพสูงอีกด้วย ซึ่งอบจ.เชียงราย สามารถสั่งซื้อน้ำยางจากสถาบันเกษตรกรได้โดยตรง โดย กยท. จะเป็นผู้การันตีคุณภาพน้ำยางให้ผู้ซื้อ” นายเสนีย์กล่าว

นายเทิดเกียรติ สุกใส ปลัด อบจ.เชียงราย กล่าวว่า ได้ทดลองทำถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์ที่ตำบลบ้านดู่ หมู่ 14 ในลักษณะ local road หรือถนนสำหรับภาคการเกษตร ระยะทางทดลอง 500 เมตร พบว่าช่วยลดปัญหาฝุ่นจากรถบรรทุกที่วิ่งเป็นประจำได้ และช่วงหน้าฝนถนนไม่โดนกัดเซาะ หากถนนต้นแบบมีอายุครบกำหนดทดลอง 1 ปีในปี 2563 และจังหวัดได้รับงบประมาณ ก็จะดำเนินการทยอยสร้างถนน local road แบบถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์จำนวน 94 เส้นทาง ระยะทางรวมประมาณ 500 กิโลเมตร ใช้น้ำยางสด 11,000 ตัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยรัฐบาลระบายยางได้ และยังเป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชนในพื้นที่ด้วย

นอกจากนี้ถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์ ยังมีข้อดีในเรื่องทำให้ผิวถนนรับน้ำหนักได้มากขึ้นกว่าเดิม 2 เท่าตัว ทนแรงกระแทกรองรับการเกิดแผ่นดินไหวได้มากขึ้น ใช้ระยะเวลาก่อสร้างสั้น ที่สำคัญคือไม่ต้องบำรุงรักษาทุกปีเหมือนถนนยางมะตอย ช่วยประหยัดงบประมาณได้ปีละไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ต่อถนนหนึ่งเส้นอีกด้วย และที่สำคัญหากถนนดังกล่าวได้รับความนิยมมีการนำไปก่อสร้างมากขึ้น จะทำให้ความต้องการใช้น้ำยางพารามากขึ้นแน่นอน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกตามนโยบายรัฐบาล

นายเสนีย์ กล่าวด้วยว่า นอกจาก กยท.จะสนับสนุนการใช้ยางทำถนนแล้ว กยท.ยังได้นำล้อยางรถยนต์ไปสร้างฝายชะลอน้ำ ให้กับชุมชนชาวเขาเผ่าลาหู่ ณ บ้านห้วยหก ต.ศรีถ้อย อ.แม่สรวย เพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ ควบคู่ไปกับส่งเสริมให้มีการใช้ยางพาราในประเทศอีกด้วย

“ฝายชะลอน้ำจากล้อยางเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย มีข้อได้เปรียบกว่าฝายที่สร้างจากวัสดุอื่นอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความคงทนไม่ต้องเปลี่ยนทุกปีเหมือนไม้ไผ่ เคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่าซีเมนต์หรือถุงทราย ราคาก่อสร้างไม่เกิน 1,000 บาท ปรับใช้ได้ตามฤดูกาล ช่วงน้ำหลากฝายล้อยางจะหมุนตามแรงน้ำ ช่วยลดความแรงของกระแสน้ำได้ ช่วงน้ำแล้งแผ่นยางที่ปิดทับด้านหน้าจะช่วยกักน้ำไม่ให้ไหลผ่านไป และสามารถยกฝายล้อยางขึ้นเพื่อกำจัดตะกอนหน้าฝายได้ด้วย ซึ่งกยท.ภาคเหนือขอรับบริจาคยางรถยนต์ไม่ใช้แล้ว เพื่อนำไปติดตั้งให้ประชาชนที่อยู่บนภูเขาต่อไปประชาชนสามารถนำยางรถยนต์ไปบริจาคได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยใกล้บ้านท่าน จึงขอประชาสัมพันธ์มา ณ ที่นี้” นายเสนีย์ กล่าว

ม็อบต้านพาราควอตขีดเส้น3สัปดาห์ จี้รมว.กษ.ทบทวนมติคกก.วัตถุอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343419

ม็อบต้านพาราควอตขีดเส้น3สัปดาห์ จี้รมว.กษ.ทบทวนมติคกก.วัตถุอันตราย

ม็อบต้านพาราควอตขีดเส้น3สัปดาห์ จี้รมว.กษ.ทบทวนมติคกก.วัตถุอันตราย

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.37 น.

5 มิ.ย.61 นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางพารา 16 จังหวัดภาคใต้ กล่าวว่า ภายใน 3 สัปดาห์หลังจากนี้ จะมีการจัดประชุมใหญ่ของเครือข่ายต้านสารพิษวัตถุอันตราย พาราควอตคลอร์ไพริฟอส โดยมีตัวแทนจากสมาชิกเครือข่ายทั้ง 700 องค์กร เข้าร่วม เพื่อประกาศปฏิบัติการและท่าทีของเครือข่าย หาก นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ ไม่ดำเนินการตามข้อเสนอที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ให้แต่งตั้งกรรมการอิสระเพื่อให้มีการทบทวนมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยมีกรอบการทำงานภายใน 60 วัน แต่ยืนยันให้มีการแต่งตั้งตัวแทนกรรมการโดยรัฐบาล และให้เป็นกรรมการที่ปลอดจากผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างแท้จริง อีกทั้งต้องยึดหลักการเอาเรื่องสุขภาพเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจแบนหรือไม่แบนสารพิษร้ายแรง ซึ่งเป็นคำกล่าวของ รมว.เกษตรฯ ต่อหน้าผู้ชุมนุมเอง

นายสุนทร กล่าวว่า เครือข่ายไม่อาจยอมรับข้อเสนอที่จะให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการเรื่องนี้ เพราะไม่ได้เป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพ อีกทั้งมีบทบาททับซ้อนในฐานะที่มีหน้าที่ส่งเสริมและดูแลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นหลัก มองมิติเพียงประสิทธิภาพของการใช้สารเคมีเป็นหลัก

“จะติดตามความชัดเจนของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ จะแถลงและดำเนินการในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยต้องเป็นข้อเสนอของเครือข่ายฯ 3 ข้อ ที่ต้องยกเลิกการใช้สารดังกล่าวในเดือน ธ.ค.62 โดยกระทรวงเกษตรฯ เร่งหาวิธีการทดแทนการใช้สารเคมีวัตถุอันตราย ทั้งนี้ จากการสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และมันสำปะหลัง ร้อยละ 63 ไม่ได้ใช้พาราควอตในการกำจัดวัชพืช นั่นหมายถึงมีสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่นและวิธีการในการจัดการวัชพืชที่มีประสิทธิภาพมากกว่าพาราควอตอยู่แล้ว หากแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รวบรวมองค์ความรู้เหล่านี้มาเผยแพร่ในวงกว้าง รวมทั้งช่วงนี้หากเกษตรกรและผู้บริโภคได้รับผลกระทบ ต้องมีมาตรการเยียวยาและส่งเสริมการทำเกษตรไม่สารตกค้าง จะลดผลกระทบจากการถูกกีดกันทางการค้าจากความไม่ปลอดภัยของสารพิษตกค้าง ซึ่งทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกในระยะยาว” นายสุนทร กล่าว

กฤษฏาประสานสิบทิศแก้สับปะรดล้นตลาด รมว.อุตฯรับปากรง.ซื้อเพิ่มอีกวันละ20ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343393

กฤษฏาประสานสิบทิศแก้สับปะรดล้นตลาด รมว.อุตฯรับปากรง.ซื้อเพิ่มอีกวันละ20ตัน

กฤษฏาประสานสิบทิศแก้สับปะรดล้นตลาด รมว.อุตฯรับปากรง.ซื้อเพิ่มอีกวันละ20ตัน

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.21 น.

5 มิ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับเกษตรกรและสมาคมผู้ปลูกสับปะรดภาคตะวันออก จ.ชลบุรีและระยอง กว่า 50 คน ที่เข้าร้องเรียนให้เร่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำ และเสียหายกว่า 1 หมื่นตัน ที่ไม่ได้ตัดออกจากสวน เพราะระบายผลผลิตออกนอกพื้นที่ไม่ได้ตั้งแต่เดือน พ.ค. จนถึงปัจจุบัน ทำให้ล้นตลาดกว่า 2 หมื่นตัน ซึ่งในช่วง 15 วันนี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด หากไม่ช่วยระบายจะเสียหายทั้งหมด

ทั้งนี้ นายกฤษฏา ได้โทรศัพท์ทันทีถึง รมว.คลัง และพาณิชย์ พร้อมเปิดไมโครโฟนจากโทรศัพท์ให้เกษตรกรได้ฟังด้วย โดยให้ช่วยอนุมัติงบเร่งด่วนเฉพาะหน้าจากคณะกรรมการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร(คชก.) เบื้องต้น 9 ล้านบาทในการประชุม คชก.วันจันทร์ที่ 11 มิ.ย.นี้ พร้อมกับได้โทรศัพท์ถึงกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้พิจารณาเงินสะสมจ่ายขาดมาช่วยเหลือเกษตรกร โดยไม่ให้ขัดต่อระเบียบของ สตง.

นอกจากนี้ ยังได้โทรศัพท์ถึง รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งรับปากที่จะประสานโรงงานรับซื้อสับปะรด 4 โรงในพื้นที่ภาคตะวันออก รับซื้อเพิ่มอีกวันละ 20 ตัน ในช่วงสินค้าออกกระจุกตัว มั่นใจว่าทุกมาตรการเร่งระดมกันเต็มที่จะสามารถช่วยดูดซับออกจากตลาดได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

“เรื่องความเดือดร้อนของเกษตรกรจริงๆ ตั้งใจช่วยอะไรช่วยได้จะทำให้ ไม่อยากให้เจ๊ง แต่ต่อไปเกษตรกรทุกกลุ่มจะต้องมาเข้าระบบปรับใหม่ทั้งหมด ลงทะเบียนปรับเปลี่ยนปลูกพืชในปริมาณที่สมดุลกับตลาด จ่ายให้ไร่ละ 4 พันบาท อย่างนี้ไม่ไหวเดี๋ยวกุ้ง สับปะรด ลำไย มาอีก สัปดาห์หน้าจะเชิญประชุมกลุ่มเกษตรกร ดังนั้นแผนการเกษตร ต่อไปนี้ปลูกอะไรต้องรู้ตลาดก่อน มาปรับระบบใหม่ทั้งระบบ ข้าว มัน ข้าวโพด” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้านนายวิมล สิทธิเวช นายกสมาคมพัฒนาสับปะรดไทยภาคตะวันออก กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านเกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากตลาดสับปะรดตายสนิท ไม่มีคนซื้อเลย แม้มีราคาถูก โรงงานรับซื้อเพียงกิโลกรัมละ 2 บาทต้องเร่งแก้ภายใน15วันนี้จะเน่าเสียทั้งหมด

ส่วนนายเสนาะ รอดระหงษ์ อุปนายกสมาคมฯ กล่าวว่า ตนได้เสนอให้ รมว.เกษตรฯย้าย ถ้าข้าราชการในพื้นที่ ทั้งพาณิชย์ และสหกรณ์ ไม่อยากทำงานไปอยู่เมืองเงียบ เพราะภาคตะวันออก มีปัญหามากๆ จะเป็นเขตเออีซี ยิ่งมีงานมากหากหน่วยงานไหนไม่ขยับตัวต้องย้ายให้คนขยันทำงานมา ถ้าแก้ปัญหาสับปะรดล่วงหน้าจะไม่เกิดวิกฤติอย่างนี้

ด้านนายไพศาล อู่เจริญ นายกองค์กรส่วนตำบลพนานิคม จ.ระยอง มาพบนายกฤษฎา เพราะเคยเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยพิจาณาข้อกฎหมายนำเงิน อบต. ออกมาช่วยรับซื้อสับปะรด ซึ่ง สตง.เคยทักท้วงว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นเก็บภาษีจากเกษตรกร เมื่อเขาเดือดร้อนพืชเกษตรจะเสียหาย ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องเปิดช่องให้ อบต.ช่วยชาวบ้านได้

“รมว.เกษตรฯสั่งงานชัดเจนมากวันนี้ เพราะข้าราชการในพื้นที่ไม่ขยับทำอะไรเลย ก่อนหน้านี้เสียหายไปแล้วเป็นหมื่นตัน” นายไพศาล กล่าว

‘กรมปศุสัตว์’จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจระบบการควบคุมโรคสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343298

'กรมปศุสัตว์'จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจระบบการควบคุมโรคสัตว์

‘กรมปศุสัตว์’จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจระบบการควบคุมโรคสัตว์

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 15.17 น.

5 มิ.ย.61 ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานร่วมและกล่าวต้อนรับ (Welcoming remark) ร่วมกับ Mr. Pirkka H.E. TAPIOLA (Ambassador and Head of the EU Delegation to Thailand) ในการร่วมจัดงานสัมมนาเกี่ยวกับการควบคุมโรค “High-level Seminar on control of animal diseases in Bangkok” โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 50 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ การจัดงานสัมมนาดังกล่าวเป็นการร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์ และ DG TRADE และ DG SANTE ของสหภาพยุโรป ครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Regionalization และระบบการควบคุมโรคสัตว์ของสหภาพยุโรป รวมทั้งสร้างความเข้าใจระหว่างระบบการควบคุมโรคระหว่างกรมปศุสัตว์และสหภาพยุโรป

โดยกรมปศุสัตว์ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมบรรยายในหัวข้อ “The veterinary control system in Thailand” ซึ่งเกี่ยวกับการควบคุมโรค Regionalization ของประเทศไทย และร่วมอภิปราย (Panel discuss) ในหัวข้อ “Building confidence to implement regionalization measures in bilateral trade” เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรปด้านระบบการควบคุมโรคสัตว์ และการค้าระหว่างประเทศต่อไป

รักษ์เกษตร : เห็ดโคนน้อย มากด้วยคุณค่าทางอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343124

x

รักษ์เกษตร : เห็ดโคนน้อย มากด้วยคุณค่าทางอาหาร

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม เห็ดโคนน้อย มีวิธีเพาะเลี้ยงอย่างไรบ้างครับ ขอทราบวิธีง่ายๆ ที่ไม่ยุ่งยากนะครับ

แสงจันทร์ ส่วนสาคร

อ.แสวงหา จ.อ่างทอง

คำตอบ

เห็ดโคนน้อย หรือ “เห็ดถั่ว” ลักษณะรูปร่างคล้ายเห็ดโคน ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์ให้มีดอกใหญ่ขึ้น มีความแตกต่างกันก็ตรงที่หมวกของเห็ดโคนน้อยมีเกล็ดสีเทา เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ยาวไม่เกิน 3 นิ้ว ใช้เวลาเจริญนับจากดอกตูมจนถึงบานเต็มที่เพียง 1 วันเท่านั้น เห็ดโคนน้อยที่พบตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะมีดอกเล็ก คุณประโยชน์ของเห็ดโคนน้อยมีมากมาย อีกทั้งมีรสชาติดี มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าเห็ดฟาง ลักษณะพิเศษสุดก็คือ เห็ดโคนน้อยมีสารยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย

การเพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อย เห็ดโคนน้อยให้ผลผลิตเร็ว หลังจากเพาะเลี้ยงไม่เกิน 7 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ที่สำคัญ มีต้นทุนในการผลิตต่ำมาก ผู้ที่มีเงินทุนน้อยก็สามารถเพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อยได้ไม่ยากเลย มีวิธีการเพาะเลี้ยงอยู่หลายวิธี เช่น เพาะเลี้ยงในกองฟาง เพาะเลี้ยงในตะกร้า และเพาะเลี้ยงในถุงพลาสติก

วัสดุที่ใช้เพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อย ได้แก่ 1.วัสดุเพาะ เช่น ขี้เลื่อย ฟางข้าว เปลือกถั่ว ต้นข้าวโพด ทะลายปาล์ม หญ้าขจรจบ ฯลฯ สามารถเลือกใช้วัสดุเพาะชนิดใดก็ได้ตามสะดวก 2.ปุ๋ย เห็ดโคนน้อยจะใช้ปุ๋ยน้ำใช้ต้มวัสดุเพาะเห็ด 3.พลาสติกสีดำ ใช้คลุมกองฟางเวลาบ่มเชื้อ 4.กระสอบป่าน ใช้คลุมฟ่อนฟาง เมื่อเห็ดให้ดอก 5.เชื้อเห็ดโคนน้อย ที่มีขายทั่วไปจะใช้เชื้อเห็ดโคนน้อยที่เพาะในเมล็ดข้าวฟ่าง 6.เชือก มัดฟาง หรือลวด 8.หม้อต้มฟาง โดยอาจใช้ถัง 200 ลิตร ตัดผ่าครึ่ง

ขั้นตอนการเพาะเห็ด มี 6 ขั้นตอน ดังนี้่

1.การเตรียมฟาง หรือวัสดุเพาะประเภทอื่นๆ ที่ใช้แทนฟาง เลือกวัสดุตามความสะดวกของสภาพท้องถิ่น ถ้าใช้ฟางข้าว ควรมัดเป็นฟ่อน ฟ่อนละ 20 กิโลกรัม เวลาจะนำฟ่อนฟางไปต้มต้องแบ่งออกเป็นฟ่อนเล็กๆ ฟ่อนละ 4 กิโลกรัม ใช้เชือกมัดให้แน่น ก่อนนำไปต้ม หรืออาจจะต้มฟางก่อนแล้วค่อยมัดก็ได้

2.ขั้นตอนในการต้มฟางหรือวัสดุเพาะ อัตราส่วนปุ๋ยน้ำครึ่งขวดต่อน้ำ 100 ลิตร ต้มที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที จากนั้นยกมาวางให้เย็นเพื่อเตรียมหยอดเชื้อ หรือให้ใช้น้ำปุ๋ยที่ต้มเดือด แล้วราดลงบนฟ่อนฟางโดยตรงก็ได้ แต่ควรมีพลาสติกกรองน้ำปุ๋ย เพื่อนำไปราดฟ่อนฟางต่อไปได้อีก เป็นการประหยัดต้นทุน

3.ขั้นตอนการหยอดเชื้อ นำเชื้อเห็ดมาขยี้เบาๆให้ร่วน นำมาคลุกกับแป้งข้าวเหนียวผสมรำละเอียด อัตราส่วน 1:1 แล้วทำการหยอดเชื้อ จะใช้ไม้แหลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว แทงเข้าไปในฟ่อนฟาง ลึกประมาณ 2 นิ้ว การหยอดเชื้อต้องไม่ถี่หรือห่างเกินไป ถ้าถี่มากจะสิ้นเปลือง ห่างมากเกินไปผลผลิตก็จะน้อยลง

4.ขั้นตอนการนำฟ่อนฟางเข้าโรงเรือนเพื่อให้ออกดอก นักวิชาการได้ให้แนวปฏิบัติไว้ดังนี้ ทำโรงเรือนมุงด้วยหญ้าแฝก ประมาณ 3 x 6 เมตร ภายในทำชั้นไม้สำหรับวางฟ่อนฟาง 2 เมตร ทำเป็น 3 ชั้น ให้ชั้นล่างสุดสูงจากพื้นดิน 10 เซนติเมตร หรืออาจจะใช้ชายคาบ้าน เล้าหมู เล้าไก่ ที่เลิกใช้แล้ว พื้นของโรงเรือนจะต้องชุ่มชื้นอยู่เสมอ เห็ดโคนน้อยจะเริ่มออกดอกภายในวันที่ 5 จากนั้น อีกประมาณ 2 วัน ก็สามารถเก็บดอกเห็ดได้

5.ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เนื่องจากเห็ดโคนน้อยเจริญเติบโตเร็วมาก ดอกของเห็ดโคนน้อยจะบานและโรยภายในวันเดียว การเก็บจึงควรเก็บเห็ดดอกตูมในตอนสาย และตอนบ่าย อย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง การเก็บเกี่ยวต้องระมัดระวังไม่ให้เห็ดรุ่นเล็กกระทบกระเทือน เพราะอาจทำให้เห็ดช้ำไม่โต หรือเน่าเสียได้ง่าย ฟาง 1 ฟ่อน จะให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้นาน 20-30 วัน แต่จะให้ผลผลิตสม่ำเสมอไม่เกิน 20 วัน หลังจากนั้น ผลผลิตจะลดลง ฟาง 1 ก้อนเก็บเห็ดได้ประมาณ 4 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยวันละ 200 กรัม

6.ขั้นตอนการดูแลรักษา การเพาะเห็ดทุกชนิด จะมีปัญหาเรื่องตัวไร ควรใช้สารไล่แมลงที่สกัดจากพืช เช่น สารสกัดจากสะเดา ตะไคร้หอม หรือใช้ต้นสาบแร้งสาบกา แขวนไว้ในโรงเรือน ไม่ควรใช้สารเคมีฉีดพ่น เพราะทำให้เห็ดฝ่อ ไม่ออกดอก และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค หลังเพาะเห็ดหมด 1 รุ่น ควรทำความสะอาดโรงเรือน โดยการโรยปูนขาวที่พื้น และรมควันเพื่อไล่แมลงศัตรูเห็ด

การเพาะเห็ดโคนน้อย เป็นอีกทางเลือก หรืออาชีพเสริมอีกประเภทหนึ่ง ที่เกษตรกรสามารถผลิตสำหรับบริโภคเอง หรือออกจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวได้เป็นอย่างดี เพราะเห็ดโคนน้อยมีคุณค่าทางโภชนาการสูง นำไปปรุงอาหารได้หลายประเภท และที่สำคัญยังช่วยบำรุงร่างกายรักษาสุขภาพได้ด้วย