เร่งส่งออก‘ปาล์ม’3แสนตัน สกัดลอบนำเข้า-รักษาราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343853

x

เร่งส่งออก‘ปาล์ม’3แสนตัน สกัดลอบนำเข้า-รักษาราคา

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสภาวะอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ปีนี้มีผลผลิตปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้ยังคงทรงตัว ส่งผลให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือสูงกว่าระดับสต็อกที่เหมาะสม ส่งผลให้ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลง

ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) มีมติเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เห็นชอบมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยเร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 300,000 ตัน ภายในระยะเวลา 5 เดือน เพื่อลดสต็อกน้ำมันปาล์มให้เข้าสู่ระดับปกติ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาดเสนอ ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติใช้งบประมาณจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเผื่อกรณีฉุกเฉินวงเงิน 525 ล้านบาทต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ กระทรวงพลังงาน เร่งดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่เห็นชอบในหลักการแนวทางการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่และมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ หารือร่วมกับกรมศุลกากร พิจารณากำหนดแนวทางการบริหารจัดการการถ่ายลำผ่านแดนน้ำมันปาล์มเพื่อสามารถกำกับดูแลความถูกต้องของสินค้าที่ถ่ายลำและผ่านแดน และไม่ให้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงให้ความเข้มงวดในเรื่องของมาตรการการป้องกันการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ

อสป.ชงของบ650ล้าน! ยกระดับ’สะพานปลากรุงเทพ’ เทียบเท่าตลาดปลาญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343869

อสป.ชงของบ650ล้าน! ยกระดับ'สะพานปลากรุงเทพ' เทียบเท่าตลาดปลาญี่ปุ่น

อสป.ชงของบ650ล้าน! ยกระดับ’สะพานปลากรุงเทพ’ เทียบเท่าตลาดปลาญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.23 น.

7 มิ.ย.61 นายชวลิต ชูขจร อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่ปรึกษาบอร์ดองค์การสะพานปลา (อสป.) กระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยถึงการนำแผนปรับปรุงศักยภาพพื้นที่สะพานปลากรุงเทพ บนเนื้อที่ 8 ไร่ ย่านยานนาวา ให้ทันสมัยเทียบเท่ากับตลาดกลางประมูลปลาของประเทศญี่ปุ่น วงเงินค่าก่อสร้าง 650 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 2 ปี เนื่องจากสภาพเก่าทรุดโทรม ไม่ได้ปรับปรุงมากว่า 60 ปี มาเสนอต่อ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

โดย รมว.เกษตรฯ ได้ให้แนวทางว่า ควรไปหารือกับกระทรวงคลัง เพื่อเกิดความชัดเจนในการต่อสัญญาเช่าที่ต่อไปอีก 30 ปี ก่อน จึงมาวางแนวทางพัฒนาต่อไป ทั้งนี้ ให้ทำรายละเอียดในการใช้เงินกู้ลงทุนของ อสป.เอง โดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคาร เพื่อจะได้เดินหน้าโครงการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะกรมธนารักษ์จะเรียกที่คืน และที่ผ่านมาได้หารือกันมาเป็นระยะ โดยให้ย้ายสะพานปลา มาฝั่งตรงข้าม แนวเดียวกับคลังสินค้าของ อคส.หรือย้ายไปปากน้ำ ดังนั้น ต้องเร่งหาแนวทางพัฒนาให้ได้

“แนวทางปรับปรุงดูความคุ้มค่า ซึ่งชาวประมงไม่เห็นด้วยที่จะย้าย เพราะสะพานปลากรุงเทพ เป็นแหล่งอ้างอิงราคากลางสินค้าสัตว์น้ำ ดังนั้น เป้าหมายการพัฒนาเชิงโครงสร้างให้เป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าสัตว์น้ำ แหล่งยกระดับมาตรฐานสินค้าประมง จากเดิมมีพื้นที่ 16 ไร่ ได้คืนสำนักงานทรัพย์สินไป 8 ไร่” นายชวลิต กล่าว

นายชวลิต กล่าวผังปรับปรุงมีโซนร้านค้าสินค้าสัตว์นำ โชนประมูลสัตว์น้ำ ตลาดกลางซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง โซนภัตตาคารอาหารทะเล โซนบริการนักท่องเที่ยว และส่วนตลาดเปิดให้ชาวประมงรายย่อยมาจำหน่ายโดยตรง มีพื้นที่ติดแนวริมน้ำเจ้าพระยา เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ จุดไฮไลท์สำคัญคือสะพานปลา ตลาดกลางสัตว์น้ำของประเทศ จะเป็นแหล่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากอีกแห่งของเมืองหลวง ทั้งนี้ กฎหมายสะพานปลา มีความพิเศษที่หารายได้เท่าไหร่ ตัด 25% ส่งเสริมธุรกิจชาวประมง เหมือนกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรรม (อตก.) และองค์การส่งเสริมกิจการโคนม (อสค.)

“อาจใช้ทรัพย์สินค้ำประกันเงินกู้มาก่อสร้างต้องทำให้ได้ ไม่อย่างนั้นกรมธนารักษ์จะเอาคืนไปพัฒนา ซึ่งโดยรอบมีคอนโดผุดขึ้นมากมาย หลังจากปรับปรุงแล้ว มั่นใจคุ้มทุนภายใน 5 ปี ยังได้ส่งเสริมภาคประมงให้เกิดความเข้มแข็งในเรื่องการตลาด พร้อมกับมีแผนพัฒนาสะพานปลาทั้งหมด 18 แห่ง รวมงบ 2 พันล้านบาท โดยพัฒนาเชิงโครงสร้าง จัดเกรดสะพานปลา มี 4 – 5 แห่ง ที่มีอนาคต ให้บริการประชาชนได้ประโยชน์เต็มที่ เช่น ภูเก็ต สงขลา ปัตตานี ระนอง สมุทรสาคร ชุมพร ถือว่าทุกวันนี้เรือประมงมาขึ้นใช้บริการมาก ทั้งๆ อยู่ในสภาวะควบคุมของไอยูยู และมีแนวโน้มมาใช้บริการมากขึ้น เพราะมีกฎหมายควบคุมสุขอนามัยต้องได้มาตรฐาน ทำให้สะพานปลาเอกชนหลายแห่งไม่ได้มาตรฐาน ปิดตัวไป เพราะเรือประมงมาขึ้นของรัฐมากขึ้น ซึ่งธุรกิจภาคประมงสร้างรายได้ให้ประเทศ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี ในทางตรงจากปริมาณสัตว์น้ำผ่านท่า 3 แสนตันต่อปี” นายชวลิต กล่าว

กรมปศุสัตว์จัดใหญ่! งาน’SIMA ASEAN Thailand 2018′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343854

กรมปศุสัตว์จัดใหญ่! งาน'SIMA ASEAN Thailand 2018'

กรมปศุสัตว์จัดใหญ่! งาน’SIMA ASEAN Thailand 2018′

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.36 น.

7 มิ.ย.61 วานนี้ (6 มิ.ย.) กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2018 งานแสดงสินค้าเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตรระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร” พร้อมร่วมจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้า ทางการปศุสัตว์ รวมถึงสัมมนาวิชาการ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทั้งนี้ ในปีนี้กรมปศุสัตว์จัดใหญ่ทุ่มงบประมาณกว่า 4 แสนบาท ในงานมีนิทรรศการ หมูดำเชียงใหม่ เครื่องกกลูกไก่ เป็ด อินฟราเรด อัจฉริยะ โรงเรือนแบบน็อคดาวน์เลี้ยงไก่หลังบ้าน อาหาร TMR คุณภาพดี เป็นต้น จึงขอเชิญชวนประชาชน เกษตรกร นักวิชาการ เข้าชมงานโดยงาน SIMA ASEAN Thailand 2018 จะเปิดให้เข้าชมในวันที่ 6 – 8 มิ.ย.นี้ ณ อาคาร 3 – 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สกัดแก๊งลอบส่งออกพันธุ์‘ทุเรียน’ แฉขนมารอผ่านด่าน‘สิงขร’ เกษตรฯสั่งเจ้าหน้าที่ระวังเข้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343617

x

สกัดแก๊งลอบส่งออกพันธุ์‘ทุเรียน’ แฉขนมารอผ่านด่าน‘สิงขร’ เกษตรฯสั่งเจ้าหน้าที่ระวังเข้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับรายงานจากสภาเกษตรกร จ.ประจวบคิรีขีนธ์ ว่า มีการลักลอบเตรียมขนถ่ายพันธุ์ทุเรียนซึ่งเป็นพืชสงวนตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช ณ ด่านสิงขร จ.ประจวบคิรีขันธ์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ออกไปตรวจสอบ พบบริเวณบ้านพักตามที่ได้รับแจ้ง มีการกักเก็บต้นพันธุ์ทุเรียนจำนวนมาก รวมถึงต้นพันธุ์มะขาม ลำไย มะนาว ชมพู่ และไม้ผลอื่นๆ แต่ยังไม่พบเห็นการเคลื่อนย้ายต้นไม้ดังกล่าว เบื้องต้น ได้ข้อมูลว่าผู้ส่งออกเป็นคนพม่าแต่ถือสัญชาติไทย โดยนำต้นพันธุ์ทุเรียนมาจากแหล่งอื่น

ทั้งนี้ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีการลักลอบส่งออกต้นพันธุ์ทุเรียนตามที่ได้รับรายงาน เนื่องจากพบเห็นต้นพันธุ์ทุเรียนในเขตด่านสิงขร ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เขตปลูกทุเรียน และหากมีการลักลอบส่งออกไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้านแสดงว่าจะต้องมีพื้นที่ปลูกจำนวนมากและมีที่พักสินค้าเพื่อรอการขนย้าย รวมทั้งยังพบว่ามีการใช้รถยนต์ที่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนรอการขนส่ง นอกจากนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่ขนส่งทางช่องทางอื่นโดยไม่ผ่านเจ้าหน้าที่

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า หลังได้รับรายงานถึงข้อสังเกตุดังกล่าว จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ซุ่มดูพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่มาเข้าเวรประจำทุกวันที่ด่านสิงขร เพื่อเฝ้าระวังและปรามการกระทำผิด และจัดทำป้ายเตือนเรื่องการลักลอบส่งออก โดยผู้ฝ่าผืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งจุดมุ่งหมายที่มีการกำหนดพืชสงวนขึ้นในพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 เนื่องจากเกรงว่าหากพันธุ์พืชที่ดีเหล่านี้ถูกนำไปปลูกในต่างประเทศแล้วจะกลับมาเป็นคู่แข่งทางการค้าได้จึงห้ามส่งออก พืชสงวนมีทั้งสิ้น 11 ชนิด คือ ทุเรียน ส้มโอ องุ่น ลำไย ลิ้นจี่ มะขาม มะพร้าว กวาวเครือ ทองเครือ สละ และสับปะรด

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมพอดี หนทางลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343623

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมพอดี หนทางลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมพอดี หนทางลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช เป็นการลดต้นทุนการผลิตอย่างถูกวิธีมากที่สุด เนื่องจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าปุ๋ยเคมีเป็นอันดับต้นๆ เพราะปุ๋ยเคมีกว่า 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีราคาค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน เกษตรกรมักใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ของตนเอง ทำให้บางครั้งใส่ปุ๋ยเกินความต้องการของพืช เป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์

นางชัญญา ทิพานุกะ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการดินปุ๋ย กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดการดินและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิตนั้น เกษตรกรสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เริ่มต้นด้วยการนำตัวอย่างดินมาตรวจวิเคราะห์ก่อนการปลูกพืชหรือก่อนการใส่ปุ๋ย เพื่อทราบความอุดมสมบูรณ์ของดิน ณ ขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ แต่เกษตรกรอาจไม่สะดวกหรือส่งแล้วบางครั้งอาจได้รับผลการวิเคราะห์ดินล่าช้า กรมส่งเสริมการเกษตรจึงสนับสนุนให้ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนที่กระจายอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศมีชุดตรวจสอบ N (เอ็น) P (พี) K (เค) และ pH (พีเอช : ความเป็นกรดเป็นด่าง) ในดินแบบรวดเร็ว เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์และให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเบื้องต้นให้กับสมาชิกและรวมถึงเกษตรกรในชุมชน โดยใช้เวลาในการวิเคราะห์ตัวอย่างละประมาณ 30 นาที เกษตรกรจะทราบได้ทันทีว่าพื้นที่ดินของตนเองมีธาตุอาหารหลัก (N, P, K) อยู่มากน้อยเพียงใด จะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น เรียกว่า พอดีกับความต้องการของพืช ถูกชนิด และถูกอัตราลดผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยไม่ถูกต้อง และช่วยให้ต้นพืชแข็งแรงต้านทางโรคและแมลง

เมื่อเกษตรกรรู้จักดินของตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถจัดการเรื่องปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในเรื่องการใช้ปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตรไม่ได้มุ่งเน้นเจาะจงส่งเสริมเฉพาะปุ๋ยเคมีเป็นหลัก แต่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยด้วยวิธีผสมผสานร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากปุ๋ยแต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกัน

กรณี ปุ๋ยเคมี วัตถุประสงค์หลักที่ใช้เพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืชอย่างรวดเร็วตรงกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ และหากใช้ได้ถูกสูตร ถูกอัตราตามค่าวิเคราะห์ดินและที่สำคัญคือถูกเวลา คือใส่ปุ๋ยตรงกับช่วงเวลาที่พืชมีความต้องการธาตุอาหารนั้นๆ ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด แต่ปุ๋ยเคมีไม่ช่วยเรื่องการปรับโครงสร้างของดิน จึงจำเป็นต้องเสริมด้วย ปุ๋ยอินทรีย์ ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ทำให้รากพืชชอนไชไปหาธาตุอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน แต่ปุ๋ยอินทรีย์ก็มีข้อจำกัด คือ มีปริมาณธาตุอาหารอยู่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี และธาตุอาหารพืชส่วนใหญ่อยู่ในรูปของสารประกอบอินทรีย์ พืชไม่สามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดินก่อนจึงค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชนำไปใช้ได้ แต่อาจไม่ตรงกับช่วงเวลาและปริมาณที่พืชต้องการ

ส่วนปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีคุณสมบัติพิเศษสามารถสังเคราะห์สารประกอบธาตุอาหารพืชได้เอง หรือสามารถสกัดธาตุอาหารที่อยู่ในดินให้ละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้ หรือจากการตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้แก่พืช ช่วยเสริมประสิทธิภาพปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ปัจจุบันปุ๋ยชีวภาพยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับพืชทุกชนิด ส่วนใหญ่จะผลิตมาเฉพาะเจาะจงกับพืชแต่ละชนิดเท่านั้น

“ดินแต่ละชนิดมีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกันและขึ้นกับการบำรุงรักษาของเกษตรกรแต่ละราย ปุ๋ยแต่ละประเภทก็มีบทบาทหน้าที่แตกต่าง ฉะนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องมีการจัดการดินและปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งจะเป็นแนวทางในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างยั่งยืน และทำให้เกษตรกรสามารถแข่งขันได้ ในสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน” นางชัญญา กล่าวย้ำ


ชัญญา ทิพานุกะ

ชัญญา ทิพานุกะ

นำร่องส่ง5เกษตรกรรุ่นใหม่ เข้าคอร์สพัฒนาไผ่ศก.จากจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343619

x

นำร่องส่ง5เกษตรกรรุ่นใหม่ เข้าคอร์สพัฒนาไผ่ศก.จากจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรฯได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนให้ไปศึกษาดูงานด้านไผ่เป็นเวลา 10 วัน ระหว่างวันที่ 16-26 มีนาคม ซึ่งได้เห็นนวัตกรรม การแปรรูปหลากหลายรูปแบบมากจากเศรษฐกิจชุมชนจนถึงเศรษฐกิจระดับโลก นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเสนอให้สภาเกษตรกรฯจัดส่งเกษตรกรหรือทายาทที่สนใจเรื่องไผ่ ให้ไปเข้ารับอบรมจากสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติของจีน โดยเบื้องต้นสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ดำเนินการคัดเลือกแล้ว 5 คน จาก จ.เชียงใหม่ ลำปาง และบุรีรัมย์ ซึ่งจะใช้เวลาในการอบรม 2 เดือน เพื่อศึกษาตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ การปลูก การบำรุงรักษา การเก็บเกี่ยว การแปรรูปเบื้องต้นจนกระทั่งการแปรรูประดับสูง โดยเมื่อยุวเกษตรกรทั้ง 5 คนกลับมาต้องสรุปเป็นเอกสาร รูปเล่ม จัดทำโครงการที่จะลงไปพัฒนานำร่องในเชิงพื้นที่ของตัวเอง และสามารถพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้หรือว่าเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกร ให้รู้จักการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยไผ่ให้หลากหลายมากขึ้น และหากมีเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นสภาเกษตรกรฯจะประสานสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติของจีน เพื่อนำส่งเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรเพิ่มเติมเป็นรุ่นต่อๆ ไป

นายประพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ส่งเสริมการปลูกและแปรรูปไผ่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.ลำปาง เตรียมปลูกไผ่เพิ่มอีกอย่างน้อย 20,000 ต้น และได้ขึ้นเตาเผาถ่านขนาดเล็ก 1 เตา ขนาด 8 คิว ที่ อ.แจ้ห่ม และภายในเดือนมิถุนายนจะขึ้นเตาอีกเป็นขนาด 18 คิว เพื่อนำร่องเรื่องพลังงานทดแทนจากไผ่ ด้วยการนำไผ่ เศษไผ่ ที่เหลือจากการขาย รวมทั้งข้อ ตา ราก หรือกิ่งก้าน มาเผาทำเป็นถ่านอัดแท่งซึ่งให้ความร้อนสูงรองจากกะลามะพร้าว ถ้าเผาด้วยวิธีที่ถูกต้องจะไม่มีควันและไม่แตก สามารถส่งขายเป็นพลังงานทั่วไปได้ และจะพยายามพัฒนาให้เป็นถ่านขาวหรือถ่านไวท์ชาโคล ซึ่งเป็นถ่านเพื่ออุตสาหกรรมด้วยต่อไป

‘ไปรษณีย์’ช่วยส่งสินค้าสหกรณ์ เตรียมจับมือเกษตรฯวางระบบ กระจายผลิตภัณฑ์ถึงลูกค้าทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343620

x

‘ไปรษณีย์’ช่วยส่งสินค้าสหกรณ์ เตรียมจับมือเกษตรฯวางระบบ กระจายผลิตภัณฑ์ถึงลูกค้าทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งมีความสนใจที่จะช่วยวางระบบขนส่งและกระจายสินค้าของสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรหลายแห่งทำหน้าที่ในการผลิตสินค้าที่สำคัญและมีคุณภาพ เช่น ข้าวสาร ผัก ผลไม้ เนื้อโคขุน และสินค้าประมงแปรรูป ซึ่งหาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย เข้ามาช่วยบริการขนส่งสินค้าของสหกรณ์ จะทำให้สหกรณ์กระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงในราคายุติธรรม

นายพิเชษฐ์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสหกรณ์ทั่วประเทศมีศักยภาพในการผลิตสินค้าระดับพรีเมียมได้มาตรฐาน เช่น สหกรณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิจากพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ สหกรณ์ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ แหล่งผลิตและรวบรวมผลไม้ตามฤดูกาล สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพดี ดังนั้น หากมีการขนส่งสินค้าของสหกรณ์แต่ละภาคส่งจำหน่ายเชื่อมโยงกัน หรือส่งสินค้าถึงผู้บริโภคถึงบ้านได้ ก็จะทำให้สินค้าของสหกรณ์สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในจังหวัดต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

เบื้องต้น กรมจะสำรวจสินค้าของสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ จากนั้นจะเชิญสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้น มาพูดคุยเพื่อเจรจาและวางระบบการขนส่งสินค้ากับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ขณะเดียวกัน ทาง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จะทำรายละเอียดวิธีการขนส่งสินค้าแต่ละรูปแบบมานำเสนอ เพื่อให้เหมาะสมกับการขนส่งสินค้าการเกษตรแต่ละชนิด เช่น รถห้องเย็นใช้สำหรับส่งผักผลไม้ที่ต้องใช้อุณหภูมิควบคุมความสดใหม่ หรือรถบรรทุกทั่วไปจะสามารถขนข้าวสารแต่ละเที่ยวได้ปริมาณเท่าไหร่ต่อวัน เพื่อจะได้มีการวางแผนในการกระจายสินค้าร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมา สหกรณ์หลายแห่งขนส่งสินค้ามาขายในกรุงเทพฯ แต่ต้องตีรถเปล่ากลับไป ทำให้มีต้นทุนที่แพง แต่ถ้ามีระบบการขนส่งที่ดี ก็จะช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรลงและกระจายสินค้าได้เร็วขึ้น

นายวีรภัทร พ่วงญาติ ผู้จัดการฝ่ายจัดระบบบริการและบริหารคุณภาพ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย มีความพร้อมในการขนส่งสินค้าของสหกรณ์ เนื่องจากมีรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ขนาด 6 ล้อและ 10 ล้อ มีทั้งรถห้องเย็น ที่สามารถควบคุมอุณภูมิได้ตั้งแต่ 0-25 องศา และรถปกติ ที่ใช้ขนส่งสินค้าทั่วไป รวมถึงยังมีบริการขนส่งทางเครื่องบินด้วย ซึ่งตลอดระยะเวลาของการขนส่งสินค้า บริษัทจะควบคุมเรื่องความสะอาด และเข้มงวดไม่ให้สินค้ามีการปนเปื้อนใดๆ นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดให้ขนส่งสินค้าในตอนเช้า ถึงมือผู้บริโภคตอนเย็นได้ เพื่อให้ได้บริโภคสินค้าที่สดใหม่ และมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าขนส่งทั่วไป

แตกใบอ่อน : เก็บเงินถุงพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343616

807934531

แตกใบอ่อน : เก็บเงินถุงพลาสติก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“วันสิ่งแวดล้อมโลก” 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ทุกประเทศทั่วโลกร่วมถึงประเทศไทย ได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมภายใต้ประเด็น “Beat Plastic Pollution: It you can’t reuse it, refuse it” หรือที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เอามาแปลเป็นไทยว่า “รักษ์โลก เลิกพลาสติก” ซึ่งสาเหตุก็ดังที่เราทราบกันดีว่าเป็นเพราะปัญหาขยะพลาสติกทุกวันนี้มันหนักหนาสาหัสมาก

ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ เท่านั้น แม้แต่ประเทศไทยก็อ่วม

ไม่ต้องย้อนไปดูที่ไหนไกล เอาแค่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ที่มี “วาฬนำร่องครีบสั้น” ตายที่สงขลา ซึ่งพอผ่าท้องออกมาปรากฏว่าเจอขยะพลาสติกอยู่เต็มกระเพาะอาหาร นับรวมได้ถึง 85 ชิ้น 8 กก.

ขณะที่ข้อมูลการสำรวจขยะมูลฝอยเมื่อปี 2558 ของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ก็พบว่า ในพื้นที่ 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล มีปริมาณขยะมากถึง 10 ล้านตันต่อปี โดยในจำนวนนี้เป็นขยะตกค้างถูกนำไปจัดการอย่างไม่ถูกวิธีถึง 5 แสนตัน โดยในจำนวนนี้กลายเป็นขยะที่ไหลออกไปสู่ทะเลประมาณปีละ 50,000-60,000 ตัน หรือประมาณ 750 ล้านชิ้นต่อปี

นอกจากนี้เมื่อวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าวเอเอฟพี ยังได้เปิดเผยรายงานที่น่าตกใจเกี่ยวกับสถานการณ์ขยะว่า จากการสำรวจเมื่อปี 2558 พบว่า มีขยะพลาสติกถูกทิ้งลงในมหาสมุทรทั่วโลกมากถึงปีละ 8 ล้านตัน หรือเฉลี่ยนาทีละ 1 คันรถบรรทุก โดยขยะเหล่านี้กว่าครึ่งเป็นขยะจากจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และประเทศไทย

รายงานระบุว่าทั้ง 5 ประเทศนี้ มีการใช้พลาสติกแทบจะตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน แต่กลับมีระบบการจัดการขยะพลาสติกอย่างเหมาะสมเพียงร้อยละ 40% เท่านั้น ซึ่งจากปริมาณดังกล่าวแล้ว หากยังไม่ลดการทิ้่ง ทะเลในโลกจะมีขยะพลากสิกเพิ่มขึ้นเป็น 250 ล้านตัน ภายใน 7 ปี และจะมีปริมาณขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลาในทะเลภายใน 32 ปี

ข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงข้อมูลขยะทางทะเลเท่านั้นนะครับ ถ้าจะให้ดูข้อมูลทั้งประเทศจะน่าตกใจยิ่งกว่า เอาแค่ตัวเลขคร่าวๆ ที่ท่าน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. แถลงมาว่า เมื่อปี 2529 ปีเดียว ประเทศไทยมีขยะกว่า 25 ล้านตัน และเป็นขยะพลาสติกถึง 3.2 ล้านตัน แค่นี้ก็มองเห็นอนาคตแล้วว่า อนาคตปัญหาขยะพลาสติกมันจะน่ากลัวขนาดไหน

ฉะนั้นจึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและทส.ต้องเลิกเงื้อง่า และหันมาเอาจริงกับเรื่องนี้เสียที ต้องไม่ลืมนะครับว่า เราประกาศปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติมา 4 ปีกันแล้ว แต่สีปีที่ผ่านมา ปัญหามันกลับรุนแรงมากขึ้นทุกวันๆ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ลำพังมาตรการรณรงค์สร้างความเข้าใจกับประชาชนเหมือนอย่างที่ทำกันมา มันไม่พอ แต่มันต้องมีมาตรการอื่นๆ เข้าไปเสริมด้วย ทั้งไม้แข็ง และไม้นวม

เช่น เมื่อวันก่อน ผมเห็นข่าวที่มีคนแชร์มาจาก นสพ.พนมเปญโพสต์ ของกัมพูชา บอกว่า เพื่อนบ้านของเรากำลังเริ่มเอาจริงกับการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกกันแล้ว ใครที่เข้าห้าง เข้าร้านสะดวกซื้อ อยากได้ถุงพลาสติกก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 400 real หรือ 3 บาทต่อ 1 ถุง ถ้าไม่อยากจ่ายก็ต้องเอาถุงมาใส่หรือถือกลับไปเอง

ประเทศไทยของเราเองก็ต้องกลับมาคิดกันนะครับ เพราะเห็นแจกถุงผ้ากันมาไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี แต่ขยะพลาสติกไม่เคยลด บางทีอาจจะต้องถึงเวลาใช้ไม้แข็งบังคับกันบ้าง ก็น่าจะดี

มะลิลา

‘กรมปศุสัตว์-กลุ่มสหภาพยุโรป’ร่วมหารือการค้า-นำเข้าสัตว์-ผลิตภัณฑ์จากสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343666

'กรมปศุสัตว์-กลุ่มสหภาพยุโรป'ร่วมหารือการค้า-นำเข้าสัตว์-ผลิตภัณฑ์จากสัตว์

‘กรมปศุสัตว์-กลุ่มสหภาพยุโรป’ร่วมหารือการค้า-นำเข้าสัตว์-ผลิตภัณฑ์จากสัตว์

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.22 น.

6 มิ.ย.61 ที่โรงแรมแอทธินี ทาวเวอร์ ชั้น 10 กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 14.30 น.ที่ผ่านมา น.สพ.สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย รอธ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ ผอ.สพส. , น.สพ.ชุมพล บุญรอด ผอ.กรป , น.สพ.วัชรพล โชติยะปุตตะ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม The 6 information meeting EU Delegation and DLD หารืออย่างไม่เป็นทางการ พร้อมกับ Mr.Micheal Scannell (Director of International Affairs of DG SANTE) ประธานของสหภาพยุโรป Mr.Wolf-Martin Maier (Senior expert of the SPS Unit of DG Trade) และเจ้าหน้าที่สถานทูตประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป ได้แก่ ประเทศ Sweden , Greece , Germany , Denmark , Hungary , France , Spain , United Kingdom , Poland , Netherlands เพื่อหารือในประเด็นการค้า การนำเข้าสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ การเปิดตลาดในประเด็นที่เกี่ยวข้องภายใต้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS Market Access) และการพิจารณา Regionalization ของสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกรมปศุสัตว์ ประเทศไทยและสหภาพยุโรป ในประเด็นด้านการค้า การทำ Regionalization และระบบการควบคุมโรคสัตว์ต่อไป

‘กฤษฎา’เดินหน้าแก้ราคากุ้ง-สับปะรด ดันเอกชนซื้อกุ้งนำราคา1หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343607

'กฤษฎา'เดินหน้าแก้ราคากุ้ง-สับปะรด ดันเอกชนซื้อกุ้งนำราคา1หมื่นตัน

‘กฤษฎา’เดินหน้าแก้ราคากุ้ง-สับปะรด ดันเอกชนซื้อกุ้งนำราคา1หมื่นตัน

วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.06 น.

6 มิ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาว 22 จังหวัด และภาคเอกชน ว่า ยังเดินหน้าแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ โดยให้สมาคมแช่เยือกแข็ง เข้ารับซื้อในราคานำตลาดต่อไปจนครบ 1 หมื่นตัน ในโครงการประชารัฐรักษาเสถียรภาพราคากุ้ง หลังจากได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 15 วัน ทำให้พยุงราคากุ้งขาว ขนาด 100 ตัว/กิโลกรัม จากราคา 105 บาท ขึ้นเป็น 125 บาท โดยภาคเอกชนมาขอหยุดโครงการ ซึ่งตนให้ทำต่อไปอย่าเพิ่งหยุด เพราะได้ยกระดับราคาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจนเป็นที่พอใจของเกษตรกร

นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงกุ้งได้ขอให้ช่วยลดดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ลงร้อยละ 3 ซึ่งตนจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ที่มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะเร่งประชุมวาระพิเศษ ในวันพรุ่งนี้ (7 มิ.ย.) โดยเสนอสองเรื่องให้พิจาณาเร่งด่วนเพื่อขอใช้งบเบื้องต้น 9 ล้านบาท ช่วยเหลือระบายผลผลิตแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ และลดดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

ต่อจากนั้น นายกฤษฎา ได้โทรศัพท์ถึงผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ให้ช่วยพิจารณาลดราคาไฟฟ้าในอัตราการเกษตรให้กับเกษตรกรกว่า 9 พันราย ตามที่เกษตรกรได้ร้องขอช่วยลดค่าไฟฟ้าที่ใช้ในบ่อเลี้ยงกุ้ง โดย กฟภ.ได้รับปากช่วยเหลือได้แจ้งเรื่องเป็นทางการไปยังพื้นที่ต่อไป ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงกุ้ง 22 จังหวัด ได้ขอเพิ่มพื้นที่เลี้ยงกุ้งชายเลน-ชายฝั่ง ใช้เกลือผสมน้ำ โดยนายกฤษฎา ให้ไปประสานกับกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะมีมาตรา 9 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ที่ห้ามเลี้ยงกุ้งน้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งไทย ได้มาขอให้กรมประมง อนุญาตเพิ่มพื้นที่เลี้ยงกุ้งน้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งอาจจะขัดต่อมาตรา 9 ที่ระบุถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ค่าความเค็มมีอยู่แล้วในดิน หากให้เลี้ยงโดยมีมาตรการควบคุมจะไม่ทำให้ความเค็มกระจายลงสู่ดินโดยใช้เกลือผสมน้ำน้อยที่สุดไม่เกิน 5 พีพีที ในการใช้เลี้ยงอนุบาลลูกกุ้งในน้ำที่มีคอกขนาด 12 ตารางเมตร เมื่อกุ้งปรับตัวได้ลงเลี้ยงในบ่อน้ำจืดปกติ โดยระหว่างนี้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ตั้งคณะทำงาน ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เคยเสนอให้ทบทวนยกเลิกมาตรา 9