‘กรมปศุสัตว์’เปิดขั้นตอนคุมคุณภาพโครงการ‘นมโรงเรียน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344207

‘กรมปศุสัตว์’เปิดขั้นตอนคุมคุณภาพโครงการ‘นมโรงเรียน’

‘กรมปศุสัตว์’เปิดขั้นตอนคุมคุณภาพโครงการ‘นมโรงเรียน’

วันเสาร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 13.59 น.

กรมปศุสัตว์กำกับดูแลคุณภาพนมโรงเรียนใน 3 บทบาทหลักๆ คือ 1.การดูแลคุณภาพการผลิตน้ำนมดิบ น้ำนมดิบ ถือเป็นสินค้าเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำกับดูแลคุณภาพอยู่ น้ำนมดิบที่เข้าโครงการนมโรงเรียนต้องได้มาตรฐานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม โดยกำหนดค่าที่สำคัญ 2 ประการ คือ จำนวนเซลล์โซมาติกไม่เกิน 500,000 เซลล์/ลบ.ซม. และปริมาณของแข็งรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12.25

ส่วนน้ำนมที่แปรรูปผ่านความร้อนแล้วจะนับเป็นอาหารที่กระทรวงสาธารณะสุขกำกับดูแลตาม พ.ร.บ. อาหาร ทั้งด้านจุลินทรีย์ องค์ประกอบ และสารตกค้างต่างๆ กรมปศุสัตว์กำกับคุณภาพการผลิตน้ำนมดิบตลอดห่วงโซ่ดังนี้ 1.1 คุณภาพอาหารสัตว์ที่ดี น้ำนมดิบที่ดี มีคุณภาพต้องมาจากแม่โคที่ได้รับสารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ จึงจะผลิตน้ำนมดิบที่มีปริมาณของแข็งรวมสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน กรมปศุสัตว์กำกับดูแลคุณภาพอาหารสัตว์ทั้งอาหารหยาบ

มีการพัฒนาสายพันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรโคนมนำไปปรับปรุงคุณภาพน้ำนมของตน ดำเนินการโดยสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ อาหารข้น ต้องมีคุณภาพ มีคุณค่าสารอาหาร ปราศจากสารตกค้าง ยาปฏิชีวนะ หรือสารพิษต่างๆ ซึ่งกองควบคุมอาหารและยาสัตว์กำกับดูแลคุณภาพการผลิตตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2559 อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา TMR ซึ่งเป็นอาหารผสมทั้งอาหารหยาบละอาหารข้น เพื่อให้เกษตรกรเลือกใช้ได้เหมาะสมกับสภาพฟาร์มของตนได้

1.2 พันธุ์โคนมที่ดี แม่โคสายพันธุ์ที่เลี้ยงในปัจจุบัน มีการปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในประเทศไทย เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม สามารถผลิตน้ำนมได้ปริมาณมาก โดยสำนักพัฒนาพันธุ์ยังคงพัฒนาสายพันธุ์ให้สามารถผลิตน้ำนมดิบที่องค์ประกอบน้ำนมดีขึ้นตามลำดับ 1.3 สุขภาพโคนมที่ดี แม่โคที่สุขภาพไม่ดี ไม่แข็งแรง ย่อมให้น้ำนมดิบปริมาณน้อยและไม่มีคุณภาพ การดูแลสุขภาพโคนมในฟาร์ม

จึงเป็นสิ่งที่กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญ มีการจัดตั้งหน่วยพัฒนาสุขภาพและผลผลิตสัตว์ (HHU) เข้าให้บริการเกษตรกรโดยตรงในพื้นที่ เพื่อรักษาสุขภาพ วางแผนป้องกัน และช่วยแก้ไขคุณภาพน้ำนมดิบ ทั้งนี้ สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ยังปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาด ไม่ให้ที่ส่งผลกระทบต่อโคนมในประเทศ

1.4 ฟาร์มโคนมที่ดี ฟาร์มโคนม กำกับดูแลโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และสำนักงานปศุสัตว์เขต ที่ฟาร์มนั้นตั้งอยู่ โดยมีการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคนม (Good Agriculture Practices :GAP) เพื่อให้การเลี้ยงโคนมมีมาตรฐาน มีการจัดการที่ดี ถูกหลักสวัสดิภาพสัตว์ มีสุขลักษณะที่ดีในการรีดนมและมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบก่อนรีดลงถังด้วยทุกครั้งโดยเกษตรกร รวมไปถึงการควบคุมการใช้ยาไม่ให้ตกค้างในน้ำนมโดยสัตวแพทย์

1.5 ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่ดี ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ มีการรับรองการปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ (Good Manufacturing Practices :GMP) ซึ่งเป็นมาตรบังคับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้ำนมดิบที่รีดส่งศูนย์ต้องถูกตรวจสอบคุณภาพทุกครั้งทั้งโดยเบื้องต้นและการส่งห้องปฏิบัติการ มีการคัดนมที่ไม่มีคุณภาพตามมาตรฐานออกจากระบบ มีการควบคุมกระบวนการรวบรวมและลดอุณหภูมินมให้มีความสะอาดปลอดภัยจนขนส่งถึงโรงงาน

ซึ่งสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ทำหน้าที่กำกับดูแลหน่วยรับรองทั่วประเทศของกรมปศุสัตว์ให้มีการตรวจประเมินอย่างเคร่งครัด และ 1.6 ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบที่ดี ในการรับรองมาตรฐาน GAP หรือ GMP รวมทั้งการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบเป็นประจำทุกเดือนที่ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และการตรวจสอบน้ำนมดิบหน้าโรงงานแปรรูปนั้น มีการส่งตัวอย่างตรวจสอบห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ทั้งสำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์และศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ตามภูมิภาค รวม 8 แห่ง

ซึ่งมีมาตรฐานการทดสอบที่ดี มีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ เพื่อให้การตรวจสอบที่เข้มงวดของกรมปศุสัตว์นั้นเป็นที่ยอมรับ ดังจะเห็นได้ว่าการกำกับดูแลคุณภาพน้ำนมดิบตลอดห่วงโซ่ของกรมปศุสัตว์นั้น ดำเนินการตลอด มีมาตรฐาน ทำให้คุณภาพน้ำนมดิบที่นำไปผลิตเป็นนมโรงเรียนถูกตรวจสอบเป็นประจำทุกศูนย์รวบรวมนํ้านมดิบและฟาร์มโคนม เพื่อให้สอดคล้องถูกต้องตามหลักเกณฑ์นมโรงเรียน คัดเลือกผู้ประกอบการที่ปฏิบัติได้ถูกต้องให้เข้าร่วมโครงการฯ

2.คณะกรรมการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนระดับจังหวัดและอำเภอ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดโดย Milkboard กำหนดให้คณะกรรมการนมโรงเรียนระดับจังหวัดและอำเภอ ทำหน้าที่ติดตาม กำกับ ดูแลคุณภาพนมโรงเรียนในพื้นที่ โดยให้เจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ ซึ่งได้มีการแต่งตั้งและปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในส่วนที่นอกเหนือจากการตรวจสอบตามปกติของกรมปศุสัตว์ เช่น การขนส่ง คุณภาพบรรจุภัณฑ์ คุณภาพที่ระดับโรงเรียน และมีการรายงานและการสอบสวน ตามพื้นที่อยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกำกับดูแลคุณภาพนมโรงเรียนมีความปลอดภัยต่อนักเรียน

3.ผ่านการดำเนินการของอนุกรรมการต่างๆ ของ Milkboard กรมปศุสัตว์ ยังรับผิดชอบในบทบาทตามอนุกรรมการที่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์โคนมแต่งตั้งซึ่งเกี่ยวข้องกับนมโรงเรียน อีก ดังนี้ “ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน” อนุฯ ชุดนี้ ดำเนินการจัดสรรสิทธิผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ และกำกับดูแลให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ฯ ซึ่งมีผู้แทนทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมบริหารจัดการนมโรงเรียนทั้งหมด

“ประธานคณะอนุกรรมการวิชาการโคนมและผลิตภัณฑ์นม” ทำหน้าที่ร่างหลักเกณฑ์นมโรงเรียน และให้ข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการแก่อนุฯชุดอื่นๆ “กรรมการในอนุกรรมการกำกับดูแลคุณภาพนมโรงเรียน” เป็น อนุฯ ของ อย ซึ่งกรมปศุสัตว์ช่วยให้ข้อมูลในส่วนที่ทางกรมกำกับดูแล “ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบประเมินผลโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน” ทำหน้าที่ประเมินผลการดำเนินงานของโครงการฯ ว่าสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ที่รัฐต้องการ

 

กษ.เตรียมแผนรับมือลำไยล้นตลาด หลังอินโดฯระงับนำเข้าจากไทย9หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344112

กษ.เตรียมแผนรับมือลำไยล้นตลาด หลังอินโดฯระงับนำเข้าจากไทย9หมื่นตัน

กษ.เตรียมแผนรับมือลำไยล้นตลาด หลังอินโดฯระงับนำเข้าจากไทย9หมื่นตัน

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.03 น.

“กฤษฎา”สั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมแผนรับมือลำไยล้นตลาด หลังอินโดนีเซียระงับนำเข้าลำไย9หมื่นตันจากไทย เล็งใช้กลไกสหกรณ์เร่งระบายผลผลิตกระจายสู่ตลาด ปรับแผนเตรียมรับปัญหาลำไยล้นตลาด เล็งคัดลำไยคุณภาพ3,000ตันมูลค่า90ล้านบาท ใช้กลไกสหกรณ์เร่งกระจายสู่ผู้บริโภคภายในประเทศ สั่งซื้อโดยตรงที่สหกรณ์และสั่งซื้อผ่านไปรษณีย์ไทย

8 มิ.ย.61 นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในการแก้ปัญหาลำไยราคาตกต่ำ โดยปีนี้ลำไยภาคเหนือคาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตออกมาจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งไทยได้ส่งลำไยไปขายอินโดนีเซียปีละประมาณ 90,000 ตัน แต่ปีนี้ทางอินโดนีเชียห้ามนำลำไยสดจากประเทศไทย

ทั้งนี้ ได้ปรับแผนกระจายผลิตออกนอกพื้นที่โดยสหกรณ์ที่รวบรวมลำไยสดใน 6 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 15 แห่ง วางแผนในการรวบรวมลำไยสด และส่งกระจายผ่านช่องทางตลาดต่างๆ โดยกระทรวงพาณิชย์จะมีงบอุดหนุนให้กับสหกรณ์ในการระบายผลผลิต และสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้สหกรณ์รวบรวมลำไยไว้แปรรูปเป็นลำไยอบแห้งเพื่อรอการจำหน่ายในฤดูกาลหน้า เพื่อดึงพ่อค้าที่ต้องการซื้อลำไยอบแห้งเข้ามา คาดว่าน่าจะทำตลาดได้ดีกว่าขายเป็นลำไยสด

“เป้าหมายสหกรณ์ในการรวบรวมผลผลิตลำไยแบบสดคาดว่าจะดำเนินการได้ประมาณ 3,000 ตัน มูลค่า 90 ล้านบาท เพื่อทำตลาดลำไยสดช่อคุณภาพ ลูกสม่ำเสมอ ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์ 7 แห่ง ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ คือ พะเยา เชียงใหม่ และน่าน ได้ส่งเสริมสมาชิกให้ผลิตลำไยคุณภาพอย่างต่อเนื่องและพยายามรักษาตลาดเดิมเอาไว้ เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศได้รับประทานลำไยรสชาติดีมีคุณภาพ โดยทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จะเปิดรับออเดอร์จากผู้บริโภคปลายทาง แล้วแจ้งยอดการสั่งซื้อลำไยกับทางสหกรณ์ ซึ่งดูดซับลำไยบางส่วนออกมาจากพื้นที่ นำมาคัดเกรดเป็นลำไยสดช่อคุณภาพดี ขนาดไม่เกิน 80 ลูกต่อกิโลกรัม มีสัดส่วนขนาด AA:A 70:30 ก้านช่อยาวไม่เกิน 6 นิ้ว และบรรจุลงตะกร้า ขนาด 10 กก. , ตะกร้าขนาด 3 กก.และกล่องกระดาษขนาด 10 กก.ราคาขายจะเป็นราคารับซื้อจากเกษตรกรบวกค่าบริหารจัดการตามระยะทาง ที่กำหนดในเบื้องต้นราคาจำหน่ายลำไยคุณภาพสดช่อถึงมือผู้บริโภค 30 – 34 บาทต่อกิโลกรัม และจะมีการรับประกันสินค้าด้วย” นายเชิดชัย กล่าว

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดลำไยของ 7 สหกรณ์ ผลผลิตส่วนใหญ่นำไปอบแห้งทั้งเปลือก ส่งขายตลาดในประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งการทำตลาดลำไยรูดอบแห้งสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 70% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด ซึ่งการขายลำไยอบแห้งจะขายได้ดีกว่าลำไยสด และคุ้มค่ากับต้นทุนมากกว่า ซึ่งสหกรณ์จะแบ่งตลาดชัดเจน ลำไยสดจะขายตลาดในประเทศ ลำไยอบแห้งส่งขายประเทศจีน เนื่องจากคนจีนนิยมลำไยอบแห้งเพราะเขาใช้ลำไยอบไปเซ่นไหว้ และกินเป็นยาอายุวัฒนะ ที่ผ่านมา ราคาลำไยสดจะขึ้นอยู่กับตลาดลำไยอบแห้งเป็นหลัก แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะอยู่ที่กิโลกรัมละกี่บาท เพราะในแต่ละปี ตลาดลำไยสดขนาดใหญ่ของไทย คือ จึงต้องใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยรองรับผลผลิตลำไยของเกษตรกรและเร่งกระจายสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม กรมฯมีนโยบายในการส่งเสริมตลาดผลไม้ของสหกรณ์ จะคัดเฉพาะที่มีคุณภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้บริโภคที่อยู่นอกแหล่งผลิตได้บริโภคสินค้าดีมีคุณภาพ โดยจะเริ่มจากการทำตลาดลำไยคุณภาพในเดือน ก.ค.นี้

กลุ่มเกษตรกรมีเฮ! ได้งบเงินกู้3.6พันล้าน อัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344108

กลุ่มเกษตรกรมีเฮ! ได้งบเงินกู้3.6พันล้าน อัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ2

กลุ่มเกษตรกรมีเฮ! ได้งบเงินกู้3.6พันล้าน อัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ2

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.55 น.

8 มิ.ย.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการการผลิตและจัดทำปุ๋ยสั่งตัด เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร คาดว่าช่วยลดต่อไร่ 500 บาท โดยสหกรณ์เป็นตัวกลางรับตัวอย่างดินจากสมาชิกส่งให้กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน ก่อนจะจัดทำฐานข้อมูลสำรวจความต้องการใช้ปุ๋ยจากสมาชิกเพื่อเตรียมผลิตปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการและเติมธาตุอาหารของดินให้สมบูรณ์ โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 3,600 ล้านบาท

โดยการปล่อยสินเชื่อ สหกรณ์ภาคการเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน โดยต้องพิจารณาขีดความสามารถด้วย ให้กู้แห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 2% ปีเท่านั้น เพื่อให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนนำไปเป็นทุนหมุนเวียนจัดหาแม่ปุ๋ย เพื่อนำมาบริการผสมปุ๋ย หรือผลิต ให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพดินแต่ละพื้นที่ของสมาชิก เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.61 ถึงวันที่ 30 เม.ย.63 ซึ่งโครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมาย คือ สถาบันเกษตรกร จำนวน 500 แห่ง แยกเป็นสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร จำนวน 300 แห่ง และวิสาหกิจชุมชน 200 แห่งทั่วประเทศ

“ขณะนี้สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกว่ามีปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยมากน้อยเพียงใด โดยให้สมาชิกเก็บตัวอย่างดินในไร่ นา หรือสวนของตนเอง เพื่อนำมาบริการตรวจดิน เพื่อหาธาตุอาหาร N-P-K รวมทั้งคำแนะนำการใช้ปุ๋ย ที่สหกรณ์จะให้บริการตรวจดินในพื้นที่ปลูกข้าว ข้าวโพด ใช้ KU Soil Test Kit และแนะนำการใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด” ในกรณีข้าว และข้าวโพด โดยใช้ข้อมูลชุดดินร่วมกับค่าวิเคราะห์ดิน ส่วนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ใช้คำแนะนำปุ๋ย ตามค่าวิเคราะห์ดินจากกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อเพิ่มคุณค่าธาตุอาหารในดินได้ตรงกับความต้องการของพืชแต่ละชนิดจะเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตและยังช่วยปรับสภาพดินได้ดีขึ้นด้วย” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นำร่อง3จว.แปรรูปสับปะรดผลิตอาหารเลี้ยงโคนม เพิ่มน้ำนมดิบ แก้ล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344062

นำร่อง3จว.แปรรูปสับปะรดผลิตอาหารเลี้ยงโคนม เพิ่มน้ำนมดิบ แก้ล้นตลาด

นำร่อง3จว.แปรรูปสับปะรดผลิตอาหารเลี้ยงโคนม เพิ่มน้ำนมดิบ แก้ล้นตลาด

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.35 น.

8 มิ.ย.61 นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการเปิดงาน “โครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาด” ในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยนายสัตวแพทย์(น.สพ.) สรวิศ ธานีโต รักษาอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าโครงการฯนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาด เนื่องจากในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.61 ของทุกปีเป็นช่วงฤดูที่สับปะรดออกสู่ตลาดมากที่สุด ซึ่งผลผลิตสับปะรดจะออกสู่ตลาด 2.24 ล้านตัน แต่ความต้องการสับปะรดสำหรับบริโภคภายในประเทศ และส่งออก ไม่เกิน 2 ล้านตัน จึงมีสับปะรดล้นตลาด 0.24 ล้านตัน

นอกจากนี้ยังมีสับปะรดไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ขนาดผลเล็ก จึงเป็นสาเหตุทำให้ราคาสับปะรดตกต่ำ โดยกรมปศุสัตว์ได้เร่งแก้ไขในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และลำปาง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลสับปะรดสดมาแปรรูปเป็นอาหารทีเอ็มอาร์(TMR) มีโปรตีน 16% เลี้ยงโคนม การเลี้ยงโคนมของเกษตรกรด้วยสับปะรดกับฟางข้าวเสริมอาหารข้น(TMR) นั้น จะมีต้นทุนค่าอาหารของโคนมที่ลดลง และได้ผลผลิตปริมาณน้ำนมดิบสูงขึ้น

สำหรับการผลิตอาหารทีเอ็มอาร์สำหรับโคนม โปรตีน 16% จำนวน 1 ตัน ประกอบด้วยผลสับปะรดสด 710 กิโลกรัม ฟางข้าว 140 กิโลกรัม กากถั่วเหลือง 66.5 กิโลกรัม กากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมัน 80 กิโลกรัม และปุ๋ยยูเรีย 3.5 กิโลกรัม ใส่เครื่องผสมอาหาร TMR เพื่อหั่นฟางและคลุกเคล้าวัตถุดิบทั้งหมดให้เข้ากัน บรรจุถุงและปิดปากถุงให้สนิท หมักไว้ 7 วัน สามารถนำไปใช้เลี้ยงโคนมต่อไป พร้อมกับเยี่ยมชมนิทรรศการ การผลิตอาหาร TMR และลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและเยี่ยมชมการดำเนินงานของฟาร์มเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก อ่าวน้อย จำกัด และ ฟาร์มเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก บ้านเนินดินแดง จ.ประจวบคีรีขันธ์

‘กฤษฎา’เร่งเครื่องปฎิรูปขรก.สู่ยุค4.0 สร้างทีมเกษตรเข้มแข็งทุกจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344057

'กฤษฎา'เร่งเครื่องปฎิรูปขรก.สู่ยุค4.0 สร้างทีมเกษตรเข้มแข็งทุกจังหวัด

‘กฤษฎา’เร่งเครื่องปฎิรูปขรก.สู่ยุค4.0 สร้างทีมเกษตรเข้มแข็งทุกจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.18 น.

8 มิ.ย.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ มีนโยบายให้ปรับระบบการปฏิบัติงานข้าราชการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในการพัฒนาการเกษตรยุคใหม่ในนโยบายการตลาดนำการผลิต เน้นย้ำข้าราชการทุกหน่วยงานบูรณการทั้งส่วนกลางและส่วนจังหวัด เป็นทีมเกษตรที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงนโยบายและโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาลกับหน่วยงานภายนอก ทั้งภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

“ข้าราชการทุกคนต้องวิเคราะห์สถานการณ์การเกษตรในพื้นที่ เข้าใจถึงปัญหารอบด้าน ชี้เป้าการผลิตให้เกษตรกร และส่งเสริมการแปรรูปผลผลิต พัฒนาผลิตผลิตภัณฑ์ และวางแผนการตลาด ซึ่งต้องรู้จริงทำจริง ทุ่มเทและมุ่งมั่นในการทำงานสู่เป้าหมายความสำเร็จเดียวกันโดยเฉพาะข้าราชการในพื้นที่ต้องปรับแนวทางการปฏิบัติงานสู่ยุคใหม่ และปรับแนวคิด บทบาทของตนเอง จะบรรลุเป้าหมายปฎิรูปภาคเกษตร ยกระดับรายได้ตามแผนเกษตร 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ20ปี” นายทองเปลว กล่าว

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าได้จัดประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการโครงการชลประทานทั่วประเทศ ในฐานะ CoO (Chief of Operation) กรมชลประทานระดับจังหวัด เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ชลประทานทั่วประเทศ ปรับตัวและบทบาทของตนในการปฏิบัติงานให้ใกล้ชิดกับเกษตรกร วางระบบเครือข่ายที่เข้มแข็งในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสามารถรับมือและจัดการกับปัญหาต่างๆอย่างทันท่วงทีส่งผลดีต่อเกษตรกร ทั้งกลไกขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ และแก้ไขปัญหาภาคเกษตรในระดับจังหวัด ให้ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัด เป็นผู้แทนกรมชลประทานระดับพื้นที่ ในฐานะคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญ และการแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการประสานในทุกมิติ เพื่อรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ ก่อนที่จะรายงานผลการดำเนินงานทั้งหมดให้ส่วนกลางทราบตามลำดับต่อไป

แก้ปัญหาล้นตลาด! ก.เกษตรฯคิกออฟโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344030

แก้ปัญหาล้นตลาด! ก.เกษตรฯคิกออฟโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์

แก้ปัญหาล้นตลาด! ก.เกษตรฯคิกออฟโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.50 น.

8 มิ.ย.61 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ผ่านมา นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการเปิดงาน “โครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาด” ในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กษ. , นายธีรพันธ์ นันทกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวต้อนรับ และ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและข้าราชการในสังกัดกรมปศุสัตว์ให้การต้อนรับ

โครงการฯ นี้ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาด เนื่องจากในช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย.ของทุกปี เป็นช่วงฤดูที่สับปะรดออกสู่ตลาดมากที่สุด ซึ่งผลผลิตสับปะรดจะออกสู่ตลาด 2.24 ล้านตัน แต่ความต้องการสับปะรดสำหรับบริโภคภายในประเทศและส่งออกนั้น ไม่เกิน 2 ล้านตัน ดังนั้น จึงมีสับปะรดล้นตลาด 0.24 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังมีสับปะรดไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ขนาดผลเล็ก จึงเป็นสาเหตุทำให้ราคาสับปะรดตกต่ำ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ ดำเนิน “โครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาด” ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ , ระยอง และลำปาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลสับปะรดสดมาแปรรูปเป็นอาหารทีเอ็มอาร์ (TMR) มีโปรตีน 16% เลี้ยงโคนม การเลี้ยงโคนมของเกษตรกรด้วยสับปะรดกับฟางข้าวเสริมอาหารข้น (TMR) นั้น จะมีต้นทุนค่าอาหารของโคนมที่ลดลงและได้ผลผลิตปริมาณนำ้นมดิบทีีสูงขึ้น ซึ่งการผลิตอาหารทีเอ็มอาร์สำหรับโคนม โปรตีน 16% จำนวน 1 ตัน นั้น ประกอบด้วยผลสับปะรดสด 710 กิโลกรัม ฟางข้าว 140 กิโลกรัม กากถั่วเหลือง 66.5 กิโลกรัม กากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมัน 80 กิโลกรัม และปุ๋ยยูเรีย 3.5 กิโลกรัม ใส่เครื่องผสมอาหาร TMR เพื่อหั่นฟางและคลุกเคล้าวัตถุดิบทั้งหมดให้เข้ากัน บรรจุถุงและปิดปากถุงให้สนิท หมักไว้ 7 วัน สามารถนำไปใช้เลี้ยงโคนมต่อไป

ทั้งนี้ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ การผลิตอาหาร TMR และลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและเยี่ยมชมการดำเนินงานของฟาร์มเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก อ่าวน้อย จำกัด และฟาร์มเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก บ้านเนินดินแดง จ.ประจวบคีรีขันธ์

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯส่งเสริมครูบัญชีอาสา สร้างเครือข่ายชุมชน-มีภูมิคุ้มกัน-พึ่งพาตนเองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343856

รายงานพิเศษ :  กรมตรวจบัญชีฯส่งเสริมครูบัญชีอาสา สร้างเครือข่ายชุมชน-มีภูมิคุ้มกัน-พึ่งพาตนเองได้

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯส่งเสริมครูบัญชีอาสา สร้างเครือข่ายชุมชน-มีภูมิคุ้มกัน-พึ่งพาตนเองได้

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสภาวะสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกระแสวัตถุนิยมและความฟุ่มเฟือย จนทำให้คนไทยหลงเดินทางผิดไปตามกระแสนิยมจนกลายเป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินที่ไม่มีวันจบสิ้น การทำบัญชีหรือการจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขปัจจัยในการดำรงชีวิตของตัวเองและภายในครอบครัว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงส่งเสริมครูบัญชีอาสา ให้เป็นแกนนำสร้างเครือข่าย ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในชุมชน ให้รู้จักการทำบัญชีครัวเรือน เพราะเป็นสิ่งสำคัญ ที่ถือเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ-รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ

นายโอภาส ทองยงค์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้การส่งเสริมให้มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ จำนวน 6,838 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรควบคู่กับการนำบัญชีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จนสามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้การวางแผนประกอบอาชีพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่ายในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้ เป็นต้นแบบให้เกษตรกรได้ใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ การทำบัญชีถือเป็นรากฐานสำคัญของวิถีชีวิต อย่างน้อยที่สุดคือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีจะส่งผลให้เกิดช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขที่เกิดจากความพอเพียงในชีวิตถ้าพี่น้องเกษตรกรรู้จักการทำบัญชี โดยบันทึกบัญชีทุกวันต่อไปการทำอาชีพการเกษตรทุกอย่าง เราจะรู้ความเหมาะสมรู้เวลา รู้ว่าเวลาใดผลิตผลจะขายได้ราคา เวลาใดจะเกิดภัยธรรมชาติบ่อยๆ ก็หยุดปลูกไปทำอย่างอื่นก่อน เมื่อทำบัญชีติดต่อกันจะเห็นทุกอย่างและสามารถกำหนดแผนการประกอบอาชีพและแผนในการดำเนินชีวิต เป็นการสร้างวินัยให้ตนเองและครอบครัว ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตั้งใจจะส่งเสริมให้มีครูบัญชีเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างเครือข่ายทางด้านบัญชีในชุมชนให้มีความเข้มแข็งมีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้ด้วยการทำบัญชีครัวเรือน โดยไม่ได้ยึดเอาจำนวนเป็นหลัก แต่จะมุ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพ

น.ส.ทองใส สมศรี

ด้าน น.ส.ทองใส สมศรี ครูบัญชีอาสา อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ผู้ที่นำการทำบัญชีครัวเรือนมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและช่วยวางแผนในการทำเกษตรจนประสบความสำเร็จ จนได้รับเลือกให้เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า อดีตเคยทำเกษตรเคมี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ยิ่งทำก็มีแต่ปัญหาหนี้สินตามมา จึงเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ดำเนินชีวิตแบบพอเพียงและน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ โดยเริ่มจากการหาความรู้เข้าอบรมตามโครงการพระราชดำริ แล้วนำกลับมาปฏิบัติ โดยทำการปลูกพืชหลายอย่าง ทั้งทำนา ทำสวนโดยเน้นสวนผลไม้เป็นหลัก ซึ่งมีพื้นที่สวนทั้งหมด 10 ไร่ ปลูกมังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกอง และปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ผสมผสานในสวนผลไม้ โดยเบื้องหลังความสำเร็จไม่เพียงแต่การทำสวนแบบผสมผสานที่ลดความเสี่ยงในเรื่องการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการทำสวนแบบอินทรีย์สามารถลดต้นทุนได้มากเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำบัญชี เพราะเมื่อมีการทำบัญชีจะทำให้รู้ว่าเราลงทุนไปกับอะไรบ้าง บางอย่างก็เป็นการจ่ายที่ไม่จำเป็น ใช้ชีวิตในแบบทุนนิยม สังคมกระแส ถ้าเราตามเขามากเราก็เซฟตัวเองไม่ได้ ทำให้รายได้ในแต่ละปีไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เมื่อทำบัญชีเราจึงตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป จากที่เคยเป็นหนี้ สามารถใช้หนี้ได้หมดภายใน 4 ปี และสามารถนำระบบบัญชีครัวเรือนมาช่วยวางแผนในการลดต้นทุนการผลิตให้ลงมาเหลือประมาณ 3 หมื่นบาท/ปี ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น เมื่อหักลบต้นทุนออกแล้ว ยังเหลือกำไรประมาณ 3-4 แสนบาท/ปี

“ปัจจุบันได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานศูนย์ ศพก. และเป็นประธานแปลงใหญ่มังคุดของ อ.ขลุง รวมถึงเป็นครูบัญชีอาสา โดยก่อนที่จะได้เป็นครูบัญชีนั้น ก็ได้ไปเข้าอบรมกับทางกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จากนั้นก็นำมาแนะนำต่อให้กับสมาชิกให้มีการจดบันทึกค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และจดบันทึกต้นทุนด้านการทำเกษตร ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายบัญชี จำนวน 82 คน สามารถทำบัญชีได้แล้ว 50 คน ส่วนที่เหลือยังทำไม่คล่อง เนื่องจากเป็นผู้สูงอายุ โดยสิ่งที่ได้จากการทำบัญชี จะบอกให้เรารู้ว่าในตลอดทั้งปีที่ผ่านมาเราได้มีการลงทุนอะไรไปบ้าง และมีผลกำไรอะไรงอกเงยขึ้นมาบ้าง ทำให้ประเมินค่าใช้จ่ายได้ สำหรับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่เคยทำบัญชียังไม่รู้จักการทำบัญชี ลองปรึกษากรมตรวจบัญชีสหกรณ์เพื่อเรียนรู้การทำบัญชีครัวเรือน เริ่มจากการจดบัญชีไว้ในใจเป็นลำดับแรกและมาจดในสมุดบัญชีรายรับ-รายจ่าย แยกให้ทุกช่องแล้วมาลบหักเหลือ จะรู้ว่าเดือนหนึ่งๆเราจะมีเงินเหลือเท่าไร เงินใช้เท่าไร มันจะรู้โดยอัตโนมัติของมันเอง ยืนยันว่าการทำบัญชีจะเป็นหนทางชี้ทางรวยได้แน่นอน”ครูทองใส กล่าวทิ้งท้าย

เลาะรั้วเกษตร : ก่อนจะไปถึงเกษตรอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343851

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ก่อนจะไปถึงเกษตรอัจฉริยะ

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มีข่าวจาก บีโอไอ หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ของไทย บอกว่าจะสนับสนุนการลงทุนให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะการทำการเกษตรที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เช่น การนำระบบเซ็นเซอร์มาใช้ตรวจสอบอุณหภูมิ ความชื้นวัดค่าต่างๆ เพื่อทำให้สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆรวมทั้งเติมปัจจัยต่างๆ เช่นปุ๋ย น้ำ สารเคมี ผ่านทางแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เรียกกันว่า เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) หรือ บางท่านอาจจะเรียกว่า เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ก็แล้วแต่ถนัด

บีโอไอ มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับการทำการเกษตรสมัยใหม่ทำนองนี้ 3 มาตรการ มาตรการแรก จะสนับสนุนการผลิต หรือให้บริการระบบเกษตรสมัยใหม่ เช่น ระบบตรวจจับ หรือ ติดตามสภาพต่างๆ ระบบควบคุมการใช้ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น น้ำ ปุ๋ย เวชภัณฑ์ และระบบโรงเรือน ผู้ที่จะขอสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนจะต้องออกแบบระบบและซอฟต์แวร์ที่จะใช้ในการบริหารจัดการมาเสนอประกอบการขอรับการส่งเสริม

มาตรการที่ 2 จะส่งเสริมการลงทุนเพื่อการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรไปสู่มาตรฐานสากล ทั้ง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP และระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร (ISO 22000) เพื่อเป้าหมายจะขยายตลาดสินค้าเกษตรของไทยในตลาดโลกให้เพิ่มมากขึ้น

มาตรการที่ 3 ส่งเสริมการลงทุนสำหรับภาคการเกษตรในระดับท้องถิ่น เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนในท้องถิ่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร โดยการแปรรูปผลผลิตอย่างครบวงจร ภายใต้มาตรการนี้ ยังมีกิจการอื่นที่จะได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนนี้ด้วย ถ้าเป็นกิจการที่มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต เช่น การผลิตปุ๋ยชีวภาพ ผลิตสารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช การปรับปรุงพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การคัดคุณภาพ การเก็บรักษาผลผลิต ผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ การถนอมอาหาร เป็นต้น

การขอรับการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวต้องขอภายในปี 2561 นี้ ท่านใดสนใจติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน http://www.boi.go.th E mail : head@boi.go.thหมายเลขโทรศัพท์ 0-2553- 8111

ดูมาตรการที่ บีโอไอ จะให้การส่งเสริมการลงทุนแล้ว ท่าทางเกษตรกรตัวจริงจะเข้าถึงยากสักหน่อย ยกเว้น เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เป็น Young Smart Farmer บางรายที่เริ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตซึ่งมีไม่มากนัก มาตรการนี้อาจจะเอื้อให้ผู้ประกอบการเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายพยายามผลักดันให้การทำการเกษตรในบ้านเรา เป็นเกษตรอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ เกษตร 4.0 เกษตรสมัยใหม่ หรือเกษตรอะไรก็ตามที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า ทันสมัย เหมือนอย่างที่สถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์นำเสนอแนวทางปรับโครงสร้างภาคเกษตรของไทย ไว้ 7 แนวทาง

ประกอบด้วย การจูงใจให้คนรุ่นใหม่ การศึกษาสูงมาทำการเกษตร ส่งเสริมการปลูกพืชที่มีราคาสูงโดยการรวมกลุ่มกันผลิตเพื่อลดต้นทุนและสนับสนุนการให้สินเชื่อ ให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เพิ่มพื้นที่ชลประทานให้มากขึ้นส่งเสริมทำการเกษตรผสมผสาน ส่งเสริมให้ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงานคน และผลักดันให้แรงงานผลิตภาพต่ำออกนอกภาคเกษตร

บางแนวทางที่กล่าวมาก็พอเห็นว่ามีการดำเนินการอยู่บ้าง เช่น คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงหันมาทำการเกษตร แต่คนกลุ่มนี้มีไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเกษตรกรทั้งประเทศ

การใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนก็มีอยู่มากเห็นได้ทั่วไป เพราะค่าจ้างแรงงานนับวันแต่จะสูงขึ้น เกษตรกรส่วนใหญ่จึงหันมาลงทุนเครื่องจักรแทน แต่เครื่องจักรที่เกษตรกรใช้เป็นเครื่องจักรพื้นๆ ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสักเท่าไร

การผลักดันให้การเกษตรของไทยไปสู่ เกษตรอัจฉริยะ หรือ เกษตรแม่นยำ หรือ เกษตร 4.0 นั้น ต้องแก้ปัญหาเกษตรกรสูงวัยในปัจจุบันกันก่อน เพราะเกษตรกรกลุ่มนี้มีประมาณครึ่งหนึ่งของเกษตรกรทั้งหมด การรับเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับคนสูงวัยอาจจะไม่ได้อย่างที่หวัง จะทำอย่างไรให้เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงเข้ามาทำการเกษตรแทนเกษตรกรรุ่นเก่าที่อายุมากขึ้น ลำพังกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานเดียวคงทำไม่ได้ ต้องร่วมกันหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงพาณิชย์ ที่สำคัญคือ คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงอยู่แค่ เกษตร 0.4 เท่านั้น….และก็คงจะทะเลาะกันเรื่องห้ามหรือไม่ห้ามใช้สารเคมีซ้ำซากอยู่อย่างนี้ไปอีกนาน

แว่นขยาย

สสก.8ลุยเชื่อมแปลงใหญ่-ศพก. พัฒนาประสิทธิภาพผลิต-ตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343852

x

สสก.8ลุยเชื่อมแปลงใหญ่-ศพก. พัฒนาประสิทธิภาพผลิต-ตลาด

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การเชื่อมโยงการดำเนินงานเครือข่ายแปลงใหญ่ และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับเขต ถือเป็นแผนงาน

บูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตที่สำคัญดังนั้นเพื่อสนองแผนงานดังกล่าว ในปี 2561 สสก.8 จึงได้วางแผนจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการฯระดับเขตแบบสัญจร 6 ครั้งครั้งละ 2 วัน ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดไปแล้ว 3 ครั้ง และกำลังจะมีการจัดครั้งที่ 4 ในวันที่ 11-12 มิถุนายน ที่ ศพก.อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

ทั้งนี้ การดำเนินงานขับเคลื่อนเครือข่ายแปลงใหญ่และศพก.ระดับเขตที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าไปมาก เช่น จ.สุราษฎร์ธานี มีการจัดการตลาดปาล์มน้ำมันของ อ.ท่าชนะ อ.ท่าฉาง โดยเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ได้ทำข้อตกลงกับโรงงานรับซื้อผลผลิต ทำให้ได้รับราคาที่ดีกว่าเกษตรกรทั่วไป30-50 สต./กก, จ.ภูเก็ต กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ผักเหลียง ได้ทำข้อตกลงผลิตผักเหลียงคุณภาพมาตรฐาน GAP ส่งให้โรงพยาบาลในจังหวัด, จ.ชุมชน กลุ่มแปลงใหญ่และศพก.มังคุด ของอำเภอหลังสวน มีการจัดการด้านการตลาด การจัดการประมูลราคาผลผลิต ทำให้เกษตรกรจำหน่ายมังคุดได้ราคาที่เหมาะสม

“จะเห็นว่าการเชื่อมโยงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่และ ศพก.ทำให้เกษตรกรมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ในการบริหารจัดการองค์กร การจัดการอาชีพได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีการพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง”นายธาร กล่าว

ปั้นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เปิดหลักสูตรติวเข้ม-หนุนใช้นวัตกรรมพัฒนาอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343855

x

ปั้นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เปิดหลักสูตรติวเข้ม-หนุนใช้นวัตกรรมพัฒนาอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี เกษตรกรสามารถใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมพัฒนาสินค้าเกษตรของตนเองหรือกลุ่ม ไปสู่การพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้ในระดับชุมชนหรือพื้นที่ของผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เพื่อต่อยอดการสร้างนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มและชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการเกษตร การวางแผนธุรกิจเสริมสร้างทักษะทางการตลาดเพื่อความยั่งยืน

ดังนั้น เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแผนธุรกิจเกษตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรรุ่นใหม่ไปสู่การต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสม กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดอบรมหลักสูตร Train the trainer เพื่อสร้าง Young Smart Farmer ที่สามารถเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านธุรกิจการเกษตร เป็นทีมสนับสนุนการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจเกษตรร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อต่อยอดการเป็นผู้ประกอบการเกษตร (Startup) ให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ ตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลที่จะก้าวไปสู่กลุ่มนักธุรกิจมืออาชีพในภาคการเกษตรในอนาคต เพื่อสนับสนุนให้ Young Smart Farmer สามารถเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ เป็นทีมสนับสนุนการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจเกษตร พัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจเกษตรให้มีประสิทธิภาพอย่างผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้ Young Smart Farmer ในเชิงผู้ประกอบการเกษตร เข้าถึงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และสถาบันการเงินที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจเกษตร ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจด้านการเกษตรให้เป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รวมทั้งเสริมทักษะการเป็นที่ปรึกษาและการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจเกษตรให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรไปพร้อมๆ กัน