เรียกคืน’นมโรงเรียน’ลอตฉาว อย.ลุยตรวจกระบวนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344521

เรียกคืน'นมโรงเรียน'ลอตฉาว อย.ลุยตรวจกระบวนการผลิต

เรียกคืน’นมโรงเรียน’ลอตฉาว อย.ลุยตรวจกระบวนการผลิต

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 11.51 น.

‘สหกรณ์โคนมไทยมิลค์’ร่อนจดหมายขอโทษ กรณีจัดส่งนมโรงเรียนไม่ได้คุณภาพ พร้อมเรียกคืนลอตฉาว ด้าน อย.ลุยตรวจกระบวนการผลิต

11 มิ.ย.61 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้ทำหนังสือขอโทษกับกรณีที่จัดส่งให้โรงเรียนมีปัญหาคุณภาพผิดปกติไปยัง นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ในจดหมาย ระบุว่า ตามที่สหกรณ์ฯ ได้จัดส่งนมยูเอชทีภายใต้โครงการนมโรงเรียนให้แก่โรงเรียนไผทอุดมศึกษา และได้เกิดปัญหาคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมที่จัดส่งให้โรงเรียนผิดปกติในบางกล่องมีลักษณะขุ่นข้น ไม่เป็นไปตามมาตรฐานตามรายละเอียดที่สหกรณ์ได้รับทราบจากโรงเรียนแล้วนั้น

ในนามผู้บริหารฯ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอโทษและขออภัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยสหกรณ์ขอรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการขอเรียกคืนสินค้าลอตนี้ทั้งหมด และจะรีบดำเนินการแก้ไข และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สหกรณ์ฯ ในฐานะเป็นองค์กรของเกษตรกรมิได้มีเจตนาที่จะผลิตนมและจัดส่งนมที่ไม่มีคุณภาพให้แก่นักเรียนผู้บริโภค แต่เมื่อมีข้อผิดพลาดไม่ว่าจะด้วยเหตุใด สหกรณ์ข้อน้อมรับข้อผิดพลาดทั้งหมดรวมถึงการรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสระบุรีได้ทำจดหมายรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ปัญหากรณีดังกล่าวยังผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ โดยระบุว่า ขณะนี้สหกรณ์ฯได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ลอตการผลิตที่มีปัญหาที่สหกรณ์เก็บไว้ ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจวิเคราะห์เพื่อยืนยันผลอีกครั้งหนึ่งแล้ว และได้ทำการแจ้งผู้รับจ้างขนส่งให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการวางซ้อนลังต้องไม่เกิน 8 ชั้น

นอกจากนี้ ในวันที่ 11 มิ.ย.61 เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะเข้าตรวจสอบกระบวนการผลิต โดยจะมีทีมงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสระบุรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาของจังหวัด รวมทั้งจังหวัดสระบุรีจะจัดประชุมคณะกรรมการอาหารเสริม(นม) โรงเรียนระดับจังหวัด ในวันอังคารที่ 12 มิ.ย.61 เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหานมโรงเรียนของสหกรณ์ ผู้ประกอบการ ที่ได้รับการจัดสรรโควตานมโรงเรียนในภาพรวมต่อไป

สำหรับจังหวัดสระบุรีมีสหกรณ์ ผู้ประกอบการ ที่ได้รับการจัดสรรโควตานมโรงเรียนปี 2561 จำนวน 4 ราย คือ สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด , สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด , อ.ส.ค. มวกเหล็ก และบริษัท เทียนขำ แดรี่คอร์เปอเรชั่น โดยสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ฯ ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้รับโควตาในการจัดส่งนมโรงเรียนให้แก่โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นกรณีศึกษา ซึ่งรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำจะต้องไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีกในอนาคต พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเร่งหาทางในการปรับแนวทางการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวิธีการตรวจรับนมใหม่ทั้งประเทศให้รัดกุมเพื่อป้องกันนมเสียหรือนมไม่ได้มาตรฐานอีก” น.สพ.สรวิศ กล่าว

เกษตรฯเดินหน้าพยุงราคา‘กุ้งขาว’ ขยายเวลารับซื้อต่อเนื่องจนกว่าจะครบหมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344408

x

เกษตรฯเดินหน้าพยุงราคา‘กุ้งขาว’ ขยายเวลารับซื้อต่อเนื่องจนกว่าจะครบหมื่นตัน

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือความก้าวหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง สมาคมแช่เยือกแข็งไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำร่วมกัน โดยมีมติเสนอความช่วยเหลือในโครงการประชารัฐรักษาเสถียรภาพราคากุ้งขาวแวนนาไม ปี 2561 ดำเนินการรับซื้อกุ้งขาวแวนนาไมจากเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อพยุงไม่ให้สถานการณ์ราคากุ้งตกต่ำอย่างต่อเนื่อง มีเป้าหมายจำนวน 10,000 ตัน ระยะเวลา 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม -23 กรกฎาคม 2561 นั้น ขณะนี้ สถานการณ์ราคากุ้งขยับตัวขึ้นเป็น 120 บาท/กก. (กุ้งขนาด 100 ตัว/กก.) จากเดิมราคา 105 – 110 บาท/กก.

“สำหรับประเด็นหารือในวันนี้ สมาคมแช่เยือกแข็งไทย ได้เข้าชี้แจงความก้าวหน้าโครงการประชารัฐรักษาเสถียรภาพราคากุ้งฯ ขณะนี้ รับซื้อได้เพียง 195 ตัน จากเป้าหมาย 10,000 ตัน เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกร
รายย่อยเป็นหลัก ซึ่งมีต้นทุนการเลี้ยงสูง และขั้นตอนดำเนินการจับคู่ธุรกิจซับซ้อน จึงทำให้ใช้เวลานานกว่ากระบวนการรับซื้อจะแล้วเสร็จ ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความร่วมมือสมาคมแช่เยือกแข็งไทย ขยายเวลารับซื้อกุ้งให้ครบ 10,000 ตันต่อไป ในขณะเดียวกัน สมาพันธ์เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งไทย ยื่นข้อเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1) ขอให้ช่วยเหลือดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในอัตราร้อยละ 3 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ในวันที่ 7 มิถุนายน นี้ 2) ขอให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าเป็นอัตราไฟเกษตร เป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยได้ประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และกระทรวงมหาดไทยรับไปพิจารณาแล้ว และ 3) การขอเลี้ยงกุ้งในเขตชายฝั่ง และการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลโดยตรงรับไปพิจารณาต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

สศก.เปิดผลสำเร็จจัดรูปที่ดินบ้านหัวเขา เผยเกษตรกรแห่ให้การตอบรับ ลดต้นทุนสูบน้ำถึงไร่ละ447บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344409

x

สศก.เปิดผลสำเร็จจัดรูปที่ดินบ้านหัวเขา เผยเกษตรกรแห่ให้การตอบรับ ลดต้นทุนสูบน้ำถึงไร่ละ447บ.

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สศก.เปิดผลสำเร็จจัดรูปที่ดินบ้านหัวเขา

เผยเกษตรกรแห่ให้การตอบรับ

ลดต้นทุนสูบน้ำถึงไร่ละ447บ.

เกิดโครงสร้างพื้นฐานสมบูรณ์

 

สศก.ติดตามโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม บ้านหัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เผยผลสำเร็จโครงการ เกษตรกรสามารถลดค่าน้ำมันเพื่อสูบน้ำถึงไร่ละ 447 บาท ก่อเกิดโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ ได้รับน้ำทั่วถึงทุกแปลง เกษตรกรมีการใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้น ผลผลิตเพิ่ม เสริมรายได้ แถมก่อเกิดความสามัคคีร่วมกันในพื้นที่

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดเผยถึงผลการติดตามโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมปี 2560 โดยกรมชลประทาน จำนวน 58 โครงการ พื้นที่รวม 95,490 ไร่ เพื่อปรับพื้นที่นาของเกษตรกร สามารถวางแผนการส่งน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำจากคลองส่งน้ำชลประทาน ให้สามารถแพร่กระจายน้ำ ได้ถึงทุกแปลงเพาะปลูกอย่างรวดเร็ว เกษตรกรได้น้ำตามปริมาณและช่วงเวลาที่พืชต้องการ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมในการทำการผลิต

ทั้งนี้จากการติดตามประเมินผลโครงการฯ ของ สศก. ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในพื้นที่จัดรูปที่ดิน ณ บ้านหัวเขา ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี พบว่า มีพื้นที่โครงการ 1,390 ไร่ เกษตรกร 100 ราย มีการจัดรูปที่ดินแบบสมบูรณ์แบบ (Intensive) โดยนำพื้นที่ทั้งหมดมารวมกัน แล้วทำการแบ่งพื้นที่ออกเป็นรูปแปลงสี่เหลี่ยมที่มีแนวถนน ทางลำเลียง คูส่งน้ำ คูระบายน้ำ มีการปรับระดับแปลงนาให้สม่ำเสมอ และออกโฉนดฉบับใหม่ให้แก่เกษตรกร ส่งผลให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปี สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำมันเพื่อการสูบน้ำเหลือไร่ละ 77 บาท ลดลงไร่ละ 210 บาท (เดิมจ่ายไร่ละ 287 บาท) เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังสามารถลดค่าน้ำมันเพื่อการสูบน้ำเหลือไร่ละ 71 บาท ลดลงไร่ละ 237 บาท (เดิมจ่ายไร่ละ 308 บาท) ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยลดค่าน้ำมันเพื่อสูบน้ำถึงไร่ละ 447 บาท

จะเห็นได้ว่าโครงการฯ ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนโดยเฉพาะค่าน้ำมันเพื่อการสูบน้ำได้เป็นอย่างดี โดยภาพรวม พบว่า ต้นทุนเงินสดของเกษตรกรพื้นที่จัดรูปที่ดิน ณ บ้านหัวเขา ในการผลิตข้าวนาปี อยู่ที่ 3,813 บาท ลดลงไร่ละ 177 บาท (ก่อนมีการจัดรูปที่ดิน ต้นทุนเงินสดอยู่ที่ไร่ละ 3,990 บาท) และต้นทุนเงินสดของเกษตรกรในการผลิตข้าวนาปรังอยู่ที่
ไร่ละ 3,963 บาท ลดลงไร่ละ 163 บาท (ก่อนการจัดรูปที่ดินมีต้นทุนเงินสด ไร่ละ 4,126 บาท)

นอกจากนี้ หลังจากมีโครงการ เกษตรกรมีการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพิ่มขึ้น และเกษตรกรมีความพึงพอใจต่อโครงการในระดับมากที่สุด เพราะเห็นว่ามีโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ มีน้ำใช้ มีการระบายน้ำที่ดี และการสัญจรเข้า-ออกแปลงนาสะดวก เกษตรกรจะได้รับน้ำทั่วถึงทุกแปลงตามปริมาณและช่วงเวลาที่พืชต้องการใช้น้ำ ทำให้สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ใกล้เคียงความเป็นจริง ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ประหยัดน้ำต้นทุน มีน้ำเหลือเพียงพอสำหรับการปลูกพืชฤดูแล้ง เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความรักความสามัคคีรักถิ่นฐาน ซึ่งเป็นการช่วยลดปัญหาต่างๆ ของสังคมได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เกษตรกรในพื้นที่ควรมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมทั้งการรวมกลุ่มบริหารจัดการด้านการผลิตและเชื่อมโยงการตลาดเพื่อรองรับผลผลิต เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 11 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344406

586851

ชายคาพระพิรุณ : 11 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวมาเล่าข่าวที่เกิดขึ้นใต้ร่มชายคาพระพิรุณกันเหมือนเดิมครับ…ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการข้าว จัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ปี 2561 อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “มหัศจรรย์ข้าวพื้นเมือง คุณค่าจากทุ่งนา เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม” โชว์พันธุ์ข้าวกว่า 300 สายพันธุ์จากทั่วประเทศ โดยในปีนี้ ยังได้จัดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตข้าวระดับประเทศ ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ปี 2561 เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” พร้อมมอบโล่ชาวนาและสถาบันชาวนาดีเด่น ประจำปี 2561 ด้วย มี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงานด้วยตนเอง พร้อมทั้งบอกว่า อาชีพชาวนาและอาชีพเกษตรอื่นๆ จะต้องได้รับการดูแลคุ้มครอง จึงมีความตั้งใจตั้งกองทุนเกษตรกรรมประชารัฐ ขึ้นมาดูแลอาชีพเกษตรกรทั่วประเทศให้เหมือนกับอาชีพอื่นๆ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน มีกองทุนสวัสดิการดูแลตลอดชีพ โดยในเบื้องต้นได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ทราบถึงหลักการของกองทุนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งท่านเห็นด้วย ระหว่างนี้จึงต้องมาดูกันในเรื่องของข้อกฏหมายที่จะไม่ขัดต่อพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง โดยได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบกฎหมายของกระทรวง ว่าจะทำอย่างไรกับเงินในกองทุนสงเคราะห์เกษตรที่ยังมีเงินเหลืออยู่ 2.9 พันล้านบาทได้บ้าง ซึ่งอาจจะต้องปรับกฎหมายใหม่ ให้คณะทำงาน นำพ.ร.บ.สงเคราะห์เกษตรกร ปี2534 และพ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร ปี2522 นำมาปรับถ้อยคำ เพิ่มเติมบางมาตรา…ขุนเกษตรา เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่อาชีพเกษตรกรทุกสาขา ควรจะต้องมีสวัสดิการดูแล ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวนยาง ชาวไร่อ้อย มันสำปะหลัง หรือทำประมง เพื่อยกฐานะอาชีพเกษตรกรรม ให้เหมือนอาชีพอื่นที่ได้รับกองทุนคุ้มครอง

ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปีเป็นช่วงฤดูที่สับปะรดออกสู่ตลาดมากที่สุด ซึ่งในปี 2561 พบว่ามีผลสับปะรดสดออกสู่ตลาดประมาณ 2.46 ล้านตัน มากกว่าปีที่แล้วถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีความต้องการบริโภค และเพื่อการส่งออกสับปะรดปีละไม่เกิน 2 ล้านตันต่อปี จึงมีผลผลิตเกินความต้องการ ประกอบกับมีสับปะรดที่ไม่ได้มาตรฐาน มีผลขนาดเล็ก เนื่องจากกระทบแล้ง โรงงานจึงไม่รับซื้ออีกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรในขณะนี้เป็นอย่างมาก นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ มองว่าผลสับปะรดสดที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกวนแล้วสามารถนำมาใช้เลี้ยงโคเนื้อและโคนมได้เป็นอย่างดี โดยเก็บถนอมไว้ในรูปสับปะรดหมักและเติมวัสดุบางชนิดเพื่อเพิ่มวัตถุแห้ง เช่น ฟางข้าวสับ เพื่อปรับให้วัตถุแห้งอยู่ที่ระดับ 35-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสภาพการหมักที่ดี และเป็นการเพิ่มเยื่อใยในอาหารให้มีเพียงพอสำหรับโคนม จึงมอบหมายให้ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสานงานกับสหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด ดำเนินโครงการนำร่องแปรรูปสับปะรดเพื่อเป็นอาหารสัตว์สำหรับเป็นอาหารโคนม และดำเนินการผลิตอาหารทีเอ็มอาร์จากผลสับปะรด เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน รวมกว่า 30 ตัน มาตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 ซึ่งนอกจากจะได้อาหารสัตว์คุณภาพดีแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาราคาสับปะรดตกตํ่าได้อีกทางหนึ่งด้วย เกษตรกรสามารนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม แพะ และแกะ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมี “โครงการรับซื้อสับปะรดคัดทิ้งเพื่อแปรรูปเป็นอาหารทีเอ็มอาร์ สำหรับโคนม” ซึ่งสนับสนุนโดย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้งบประมาณกลางปี 2561 (ไทยนิยมยั่งยืน) ที่ให้สหกรณ์ฯ เป็นศูนย์รับซื้อ-แปรรูป และจำหน่ายอาหารทีเอ็มอาร์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้สนใจ หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร.0-2501-1147…ถือเป็นเรื่องดีครับ เป็นการบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง แนวคิดดีก็ต้องชมครับ…

การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ชี้แจง เรื่องข่าวที่ว่า 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 กยท.ขาดทุนทางบัญชีกว่า 600 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีจะขาดทุนเพิ่มเป็น 1,200 ล้านบาท จนอาจทำให้ต้องขายทรัพย์สินเพื่อรักษาพนักงานกว่า 3,000 คนนั้น ข่าวนี้ถือว่าคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ข้อเท็จจริงคือรายได้จากเงินค่าธรรมเนียมส่งยางออกที่จัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการของ กยท. ตามพระราชบัญญัติมาตรา 49 (1) สำหรับปี 2561 – 2562 ไม่เพียงพอ ส่วนที่ขาดตามพระราชบัญญัติกำหนดให้ขอตั้งงบประมาณแผ่นดินสมทบ แต่ กยท. ได้รับงบประมาณไม่ครบตามจำนวนที่ขอตั้งไป กยท. จึงต้องปรับลดค่าใช้จ่ายกับนำเงินสำรองออกมาใช้เพื่อให้รายได้สมดุลกับงบประมาณรายจ่าย จึงไม่มีเหตุที่ กยท. จะต้องขายทรัพย์สิน หรือ ให้พนักงานออกจากงานแต่อย่างใด กยท. เพียงแต่กำหนดมาตรการประหยัดและยังไม่เพิ่มอัตรากำลัง เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ…เข้าใจตรงกันนะครับ

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแทนเคมี ประหยัดและปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344412

รายงานพิเศษ : ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแทนเคมี  ประหยัดและปลอดภัย

รายงานพิเศษ : ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแทนเคมี ประหยัดและปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศัตรูพืชเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย เกษตรกรมักเคยชินกับการใช้สารเคมีกำจัด ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง อีกทั้งสารเคมียังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรผู้ใช้ รวมทั้งมีพิษตกค้างในผลผลิตส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น หากใช้สารเคมีต่อเนื่อง ศัตรูพืชต้านทานต่อสารเคมี ทำให้การกำจัดเป็นไปอย่างยุ่งยาก จะต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่สูงขึ้น ใช้บ่อยขึ้นหรือใช้สารที่มีพิษมากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดผลเสียมากมาย จึงมีความพยายามหาวิธีในการกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดและปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในวิธีนั้นได้แก่ การใช้ชีวภัณฑ์

ชีวภัณฑ์ คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิต ที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ในที่นี้
จะพูดถึงเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อรา 3 ชนิด ได้แก่ เชื้อรากำจัดเชื้อราสาเหตุโรคพืชคือ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราที่ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช คือ เชื้อราบิวเวอเรีย และเชื้อราเมตตาไรเซี่ยม ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยม และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เชื้อราดังกล่าวมีคุณสมบัติเหมือนสารเคมี ในการกำจัดโรคพืชและแมลงศัตรูพืชหลายชนิด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และไม่มีฤทธิ์ตกค้างในสิ่งแวดล้อมเหมือนสารเคมี และที่สำคัญเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ เพราะเกษตรกรสามารถผลิตขยายใช้เองได้ และเชื้อจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตเมื่อใช้แล้วสามารถขยายพันธุ์ ได้เองในธรรมชาติไม่ต้องใช้บ่อยเหมือนสารเคมี

 

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการใช้เชื้อจุลินทรีย์เพื่อลดละเลิกการใช้สารเคมี โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ แบ่งเป็นในส่วนกลางคือกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย (กอป.) และหน่วยงานที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ระดับเขต คือ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) มีทั้งหมด 9 ศูนย์ และมีหน่วยงานในระดับผู้ปฏิบัติในพื้นที่ คือ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ซึ่งประกอบด้วย ศจช.หลัก 882 ศูนย์ และศจช.เครือข่ายอีก 882 ศูนย์ รวมทั้งสิ้น 1,764 ศูนย์

กระบวนการส่งเสริมการผลิตสารชีวภัณฑ์ ทาง กอป.จะทำหน้าที่ผลิตหัวเชื้อบริสุทธิ์และแข็งแรง ส่งให้กับ ศทอ. ซึ่งศทอ.จะใช้เชื้อดังกล่าวผลิตเป็นหัวเชื้อขยายส่งให้ ศจช.ตามความต้องการ จากนั้น ศจช.ซึ่งมีสมาชิกเป็นเกษตรกรในชุมชนก็จะร่วมกันผลิตขยายเชื้อตามความต้องการใช้จริง โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ศทอ. จังหวัดและอำเภอ คอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อการผลิตและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากการใช้ชีวภัณฑ์ได้รับความนิยมจากเกษตรกรและบุคคลทั่วไปมาก ทำให้มีการผลิตและการใช้จุลินทรีย์อย่างกว้างขวาง แต่ถ้ามีการผลิตและการใช้เชื้อโดยขาดความรู้และความเข้าใจมักทำให้เกิดการปนเปื้อน และเมื่อใช้จุลินทรีย์ไม่บริสุทธิ์นอกจากทำให้ใช้ควบคุมศัตรูพืชไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้เกิดความเสียหายและอาจเป็นอันตรายได้ กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะที่เป็นหน่วยงานแรกๆ ที่แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและใช้เชื้อราในการควบคุมศัตรูพืชได้ตระหนักถึงปัญหานี้และได้มีนโยบายให้ ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานชีวภัณฑ์ โดยกำหนดมาตรฐานชีวภัณฑ์ที่นำมาใช้ในการกำจัดศัตรูพืช และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตขยายชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เพื่อให้นำไปใช้ควบคุมศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต มีความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ทุกหน่วยงานในกรมส่งเสริมการเกษตรที่รับผิดชอบเรื่องนี้ทุกระดับ ต้องมีการรณรงค์ให้เกษตรกรผลิตขยายเชื้ออย่างถูกต้องและมีการสุ่มตรวจมาตรฐานอย่างเป็นระบบ ทั้งยังแนะนำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับฤดูกาลผลิตเพื่อสามารถใช้เชื้อในช่วงระยะเวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุด และลดภาระในการเก็บรักษาเชื้อด้วย

เตรียมพร้อมผลิตเมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพดี ส่งต่อภาคเกษตรอย่างเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344419

เตรียมพร้อมผลิตเมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพดี ส่งต่อภาคเกษตรอย่างเข้มแข็ง

เตรียมพร้อมผลิตเมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพดี ส่งต่อภาคเกษตรอย่างเข้มแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.17 น.

ศูนย์ขยายพันธุ์พืช ทั้ง 10 ศูนย์ ขานรับนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมพร้อมสถานที่ผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดีจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคาที่เหมาะสม หวังให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งพันธุ์พืชพันธุ์ดีและลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมกัน

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า  หลังจากที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืชขึ้นมาเป็นอีกส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของเกษตรกร รวมถึงผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดีที่สะอาด ปราศจากโรคและแมลงราคาเหมาะสมสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้พันธุ์พืชพันธุ์ดี นับเป็นการสนองนโยบายรัฐบาล ในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรด้านในเรื่องของการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ  นอกจากช่วยแก้ไขปัญหาเมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายในท้องตลาดไม่ให้ราคาสูงแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในอนาคตที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ผู้นำในการผลิตและเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช (Seed Hub) ของภูมิภาคอาเซียนตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้วางไว้ให้ได้

โดยในปีงบประมาณ 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดสรรงบประมาณ ในการซ่อมแซมปรับปรุงโรงเรือนอนุบาลพันธุ์พืช และครุภัณฑ์ต่างๆ ของศูนย์ขยายพันธุ์พืช ทั้ง 10 ศูนย์ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตอบโจทย์และเตรียมความพร้อมในการดำเนินการผลิตขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดีให้ได้ตามแผนการผลิต ภายใต้เป้าหมายแผนการผลิตรวม 8 ล้านต้นต่อปี โดยแบ่งเป็นพืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จำนวน 1,411,000 ต้น ต้นพันธุ์ จำนวน 5,095,000 ต้น ท่อนพันธุ์ จำนวน 1,494,000 ต้น ส่วนเมล็ดพันธุ์พืชปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจากยังไม่ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ หากได้รับงบประมาณจะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ กระจายให้กับเกษตรกรทั่วประเทศได้

โดยแต่ละศูนย์จะรับผิดชอบพืชเศรษฐกิจที่ปลูกแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ รวมถึงมีการจัดทำแปลงแม่พันธุ์พืชพันธุ์ดีจำนวน 815 ไร่ เพื่อเป็นแปลงรวบรวมผลิตพืชพันธุ์ดี ใช้ในการผลิตขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี ประกอบด้วย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี  ผลิตต้นมะละกอ ต้นกล้วย ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ผลิตต้นพริก ต้นกล้วย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา ผลิตต้นดอกเบญจมาศ ต้นกล้วย ท่อนพันธุ์อ้อย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลิตกล้วย ต้นปาล์มน้ำมัน ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ ผลิตต้นพริก ต้นกล้วย ท่อนพันธุ์อ้อย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก ผลิตต้นกล้วย ท่อนพันธุ์อ้อย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม ผลิตต้นผัก ต้นพริก ต้นกล้วย ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน ผลิตต้นสตรอเบอร์รี่ ต้นผักสมุนไพร ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี ผลิตต้นหน่อไม้ฝรั่ง ต้นไม้ดอกไม้ประดับ ต้นผักศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี ผลิตท่อนพันธุ์อ้อย ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้นไม้ดอก

ขณะนี้ทั้ง 10 ศูนย์ขยายพันธุ์พืช ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานในส่วนของการปรบปรุงซ่อมแซมโรงเรือน เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินงาน โดยทุกพันธุ์พืชพันธุ์ดีที่ดำเนินการผลิตจะเป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ได้รับมาตรฐาน สำหรับเกษตรกร หน่วยงาน และผู้สนใจ ที่ต้องการพืชพันธุ์ดี สามารถติดต่อสั่งจองและเลือกซื้อได้ตามศูนย์ขยายพันธุ์พืช เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์/โทรสาร 0 2561 0127, 0 2561 0128 หรือทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์plantprop@doae.go.th

ปศุสัตว์เด้งรับลูก’กฤษฎา’ ลุยสอบข้อเท็จจริงเร่งด่วน หลังรร.ไผทฯงดดื่มนมโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344405

ปศุสัตว์เด้งรับลูก'กฤษฎา' ลุยสอบข้อเท็จจริงเร่งด่วน หลังรร.ไผทฯงดดื่มนมโรงเรียน

ปศุสัตว์เด้งรับลูก’กฤษฎา’ ลุยสอบข้อเท็จจริงเร่งด่วน หลังรร.ไผทฯงดดื่มนมโรงเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.15 น.

10 มิ.ย.61 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเรื่องปัญหานมโรงเรียนขุ่นข้นผิดปกติ ที่โรงเรียนไผทอุดมศึกษา นั้น นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการนมโรงเรียน เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 เจ้าหน้าที่สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขตพื้นที่กรุงเทพฯ เข้าพบคณะผู้บริหารโรงเรียนฯ เพื่อตรวจสอบและทราบข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นการเร่งด่วน

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ลักษณะภายนอกของกล่องนมที่สุ่มตรวจกล่องนมดูปกติ แต่นมจะมีลักษณะเนื้อนมเป็นลิ่ม ก้อนคล้ายวุ้น และได้ทำการตรวจสอบด้วยสารละลายเบตาดีนแล้ว ไม่พบว่าผสมแป้งแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่เกิดขึ้น และเก็บตัวอย่างนมส่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง

ส่วนข้อเสนอของโรงเรียนไผทฯ ขอเปลี่ยนนมจากสหกรณ์โคนม ไทยมิลค์ จำกัด เป็นผู้ประกอบการรายอื่น ทางองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จะนำเสนอคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนพิจารณา ในการประชุมวันที่ 14 มิ.ย.นี้

สำหรับสหกรณ์โคนม ไทยมิลค์ จำกัด ได้รับการจัดสรรสิทธิให้จัดส่งนมตามโครงการอาหาร (เสริม) นมโรงเรียนให้กับโรงเรียนไผทอุดมศึกษา โดยนมที่ส่งให้เป็นนมยูเอชที โดยส่งให้ทุกๆ 3 วัน นมชุดที่มีปัญหา ผลิตเมื่อวันที่ 19 เม.ย.61 หมดอายุวันที่ 7 ธ.ค.61 โดยโรงเรียนได้รับทราบจากการดื่มนมชุดกล่าวของนักเรียนแล้วพบว่ามีรสชาติผิดปกติ จึงได้เปิดกล่องนมประมาณ 20 กล่อง พบว่ามีลักษณะของนมมีความผิดปกติ จึงได้มีหนังสือแจ้งผู้ปกครอง และหยุดให้เด็กนักเรียนดื่มนมทันที ทั้งนี้ ได้ส่งโรงเรียนในล็อตที่มีปัญหาไปให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบแล้ว อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตพบนมโรงเรียนมีปัญหา สามารถแจ้งโดยตรงได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ/ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ที่โรงเรียนตั้งอยู่ โดยจะมีการประสานคณะกรรมการนมโรงเรียนระดับพื้นที่ดำเนินการต่อไป หรือติดต่อโดยตรงที่ อ.ส.ค.ผ่านเว็บไซต์ http://schoolmilkthai.com

“รมว.เกษตรฯ ได้แสดงความกังวลและเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก ได้สั่งการให้เร่งติดตามสถานการณ์ และเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพราะไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของเด็กนักเรียน เน้นย้ำให้เพิ่มคุณภาพและมาตรฐานนมโรงเรียนให้สูงขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพดี ให้เข้มงวดตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่งและการเก็บรักษา ก่อนถึงมือเด็ก โดยเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 – ป.6 ดื่มนมโรงเรียนเทอมละ 100 วัน และนำกลับบ้านช่วงปิดเทอมอีก 30 วัน” นายสัตวแพทย์ สรวิศ กล่าว

ด้าน นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า โรงเรียนไผทอุดมศึกษาได้รับการจัดสรรสิทธินมโรงเรียนประเภทยูเอชทีระดับอนุบาลถึงชั้นประถม โรงเรียนไผทฯ เด็กนักเรียน จำนวน 2,227 คน มีสหกรณ์โคนม ไทยมิลค์ เป็นผู้ผลิต ตอนนี้ยังเหลือนม 72 ลัง โดยวันผลิต 19 เม.ย.61 วันหมดอายุ 7 ธ.ค.61  ซึ่งขณะนี้ อ.ส.ค.ได้ดำเนินการจัดหาและประสานกับสถานที่ผลิตจากสหกรณ์โคนมหนองโพ หรือสวนจิตรลดา มาทดแทนโดยด่วนแล้ว เพื่อให้นักเรียนมีนมดื่มต่อเนื่อง ซึ่งในกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ดี ต้องขอบคุณทางโรงเรียนที่มีความรัดกุมเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพนมก่อนให้เด็กบริโภค ซึ่งประสบการณ์ตรงนี้จะแบบอย่างในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการแนวทางการบริหารจัดการโครงการนมโรงเรียนต่อไป

“กรณีปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องมารอดูผลว่าเกิดปัญหาจากขบวนการช่วงไหน เพื่อจะได้นำข้อมูลมาปรับปรุงแก้ไข ส่วนผู้ประกอบการก็จะมีการหารือเพื่อหามาตรการลงโทษตามระเบียบอย่างเหมาะสม ส่วนจะถึงขั้นตัดสิทธิ์เลยหรือไม่คงต้องรอฟังผลตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยปีนี้ได้จัดสรรงบ 14,000 ล้านบาท เพื่อให้เด็กนักเรียนดื่มนม จำนวน 7.45 ล้านคน ใน 130 วัน นับจากวันที่ 16 พ.ค.61 ที่ผ่านมา” นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

‘กฤษฎา’เต้นสั่งด่วน! จี้มิลค์บอร์ดเอ็กซเรย์นมโรงเรียนทุกพื้นที่ ลั่นจะลงจัดการเองทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344396

'กฤษฎา'เต้นสั่งด่วน! จี้มิลค์บอร์ดเอ็กซเรย์นมโรงเรียนทุกพื้นที่ ลั่นจะลงจัดการเองทั้งระบบ

‘กฤษฎา’เต้นสั่งด่วน! จี้มิลค์บอร์ดเอ็กซเรย์นมโรงเรียนทุกพื้นที่ ลั่นจะลงจัดการเองทั้งระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.04 น.

10 มิ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ส่งหนังสือแจ้งผู้ปกครองของดให้เด็กดื่มนมโรงเรียน เนื่องจากพบว่านมหลายกล่องแสดงเลขข้างกล่องยังไม่หมดอายุ แต่สภาพทางกายภาพของนมขุ่นข้น เปลี่ยนไปจากสภาพปกติ ว่า ได้สั่งการให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้พิจารณาลงโทษบริษัทส่งนม โดยให้ลดโควตา หรือฟ้องเรียกค่าเสียหาย และตั้งแต่บัดนี้ ให้คณะกรรมการโคนมและผลิตภัฑณ์นม (มิลค์บอร์ด) และคณะอนุกรรมการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) ประเมินมาตรการตรวจรับนมใหม่ให้รัดกุม ป้องกันการเกิดเหตุนมเสียหรือนมไม่ได้มาตรฐาน โดยมิลค์บอร์ดจะต้องดำเนินการเอ็กซเรย์ทุกพื้นที่ให้ปรับระบบวิธีการตรวจรับนมใหม่ทั้งประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทบทวนระบบโควตานมโรงเรียนหรือไม่ โดยให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง เนื่องจากท้องถิ่นจัดสรรงบอาหารเสริม (นมโรงเรียน) อีกปีละ 40 – 50 ล้านบาท จากงบนมโรงเรียน 1.4 หมื่นล้านบาท รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า จะต้องดูสัญญาทั้งหมดก่อนเป็นอย่างไร รวมทั้งปัจจุบันดูว่าจุดอ่อนตรงไหนก็แก้ตรงนั้น เพราะระบบส่วนใหญ่ยังไม่เสีย โดยตนเองจะไปเข้าดูแก้ไขปัญหาทั้งหมด

เมื่อถามถึงกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้แก้ไขข้อท้วงติงในกรณีมีผู้มีส่วนได้เสีย หรือตัวแทน มาอยู่ในคณะกรรมการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) นั้น นายกฤษฎา กล่าวว่า เรื่องนี้ได้สั่งให้มิลค์บอร์ดปรับแก้แล้ว

ด้าน นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว และต้องรอผลตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการว่าน้ำนมได้คูณภาพหรือไม่ ปัญหาเกิดขึ้นขั้นตอนใด ทั้งนี้ ขั้นตอนการขนส่ง จากประกาศหลักเกณฑ์ นมโรงเรียน 1/2561 ฉบับที่ 1 ในการขนส่งนมพาสเจอร์ไรส์ ด้วยรถห้องเย็น ไม่เกิน 4 องศา ส่วนนมยูเอชที รถบรรทุกที่มีตู้หรือหลังคา หรือผ้าใบปิด ซ้อนลังไม่เกิน 10 ชั้น ไม่ให้กล่องบุบ ขั้นตอนการเก็บรักษาที่โรงเรียน นมพาสเจอร์ไรส์ ใส่ตู้เย็น หรือตู้แช่ เก็บไม่เกิน 8 องศา นมยูเอชที ซ้อนไม่เกิน 8 ชั้นกรณีลัง ซ้อนไม่เกิน 5 ชั้น กรณีห่อฟิล์ม วางสูง 10 ซม.จากพื้น เก็บไม่เกิน 45 องศา โดยผลสอบข้อเท็จจริงจะนำเข้าอนุคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ที่จะประชุมวันที่ 14 มิ.ย.นี้

ชง ครม.อัพเกรด112สหกรณ์ออมทรัพย์-เครดิตยูเนี่ยน สู่สถาบันการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344267

ชง ครม.อัพเกรด112สหกรณ์ออมทรัพย์-เครดิตยูเนี่ยน สู่สถาบันการเงิน

ชง ครม.อัพเกรด112สหกรณ์ออมทรัพย์-เครดิตยูเนี่ยน สู่สถาบันการเงิน

วันเสาร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.35 น.

9 มิ.ย.61 ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี นายกอบศักดิ์ ฟูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด(ชสอ.) ซึ่งมีตัวแทนสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เข้าร่วมกว่า 2,500 คน

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ชสอ.ได้รับการจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงินที่ระดับ A- คงที่ ตนประทับใจในความเข้มแข็งของขบวนการสหกรณ์ไทย เป็นคำตอบสำคัญของรัฐบาลที่ให้สหกรณ์ช่วยยกระดับความกินดีอยู่ดีของประชาชนได้จริง จากดัชนีผลประกอบการสหกรณ์กว่า 1.2 แสนล้านบาทต่อปี ชี้วัดถึงความสำเร็จเป็นที่พึ่งพาให้กับสมาชิก ส่งเสริมพัฒนาการช่วยเหลือแบ่งปันกันในชุมชนตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสหกรณ์

นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขอฝาก 2 ประเด็น นอกจากสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ จะเป็นที่พึ่งทางการเงินให้กับสมาชิกไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ ขอให้ความสำคัญในการแนะนำให้ความรู้ ให้การศึกษา ตามแนวคิดความพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันภัย เป็นที่ยืนยันแล้วว่าสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่มีความผันผวนสูง ล่าสุดประเทศอาร์เจนติน่า กำลังประสบวิกฤติทางการเงิน ดังนั้นผู้บริหารสหกรณ์ ต้องคงความรู้คู่คุณธรรม ที่เข้าใจหลักการสหกรณ์ ส่งต่อลูกน้อง สมาชิก ทำให้ขบวนการสหกรณ์ยึดโยงคุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญส่งผลให้เกิดความยั่งยืนต่อไปเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 2 มีสมาชิกกว่า 12 ล้านคน เหตุการณ์ต่างๆต้องปรับตัวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไปด้วยกัน

“ขณะนี้กำลังประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและกำกับสหกรณ์ขนาดใหญ่  112 แห่ง ที่มีสถานะการเงินเกินกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งในเกณฑ์กำกับต่างๆอาจทำให้สหกรณ์ไม่สบายใจ ผมพร้อมรับฟัง เปิดห้องให้ทุกท่านมาพบได้ไม่เว้นเสาร์-อาทิตย์ และวันที่ 18 มิ.ย.นี้ จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิก เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนช่วยกันเขียนกฎหมายที่เราภาคภูมิใจ มีความโปร่งใส ทุกคนมีส่วนร่วม เพราะจะไม่งุบงิบเสนอ ครม.โดยเด็ดขาด โดยใช้เวลา 2 เดือนในการรับฟังและนำเข้า ครม. ในช่วงเดือน ส.ค.เพื่อเสนอสภาเป็นกฎหมายให้ทันรัฐบาลนี้ ก่อนมีรัฐบาลการเมือง ในส่วนเกณฑ์กำกับสหกรณ์ขนาดใหญ่ กำลังหารือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในเรื่องการตั้งวงเงินสำรองทางบัญชี และกำหนดอัตราดอกเบี้ย โดยมีระยะเวลาปรับตัวเพื่อให้เป็นตามเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย” นายกอบศักดิ์ กล่าว

นายกอบศักดิ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งธนาคารสหกรณ์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความตั้งใจให้สหกรณ์เป็นสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพแก่สมาชิก ซึ่งได้หารือมาระยะหนึ่งแล้วกับสหกรณ์ เพราะในหลายประเทศ มีรูปแบบธนาคารสหกรณ์ โดยประเทศไทยควรจะมีประมาณ 2 แห่ง ซึ่งการตั้งธนาคารสหกรณ์ ต้องดูช่วงครึ่งหลังเริ่มดำเนินการเดินหน้าเรื่องกฏระเบียบ ตามที่นายกรัฐมนตรี เคยขอไว้ทำให้เกิดขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ดีในต่างประเทศทำกัน จะพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมต้องเริ่มต้นกันให้ทันรัฐบาลนี้

ด้าน รศ.(พิเศษ) พล.ท.ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าวว่า การบริหารงานในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา ชสอ. มีสหกรณ์สมาชิก 1,093 สหกรณ์ มีสินทรัพย์รวม 122,032 ล้านบาท เพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อนถึง 12,014 ล้านบาท บริหารสินทรัพย์ให้เกิดกำไรสุทธิ 1,612 ล้านบาท สามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 5.30% และเงินเฉลี่ยคืนในอัตรา 4.00%

ชสอ. ได้จัดทำระบบธรรมาภิบาลในการบริหารงานตามแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีเลิศ นอกจากนี้ ชสอ.ยังสามารถรักษาระดับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กร จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ A- แนวโน้มอันดับเครดิต : คงที่ (Stable) ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและการบริหารของ ชสอ. ได้อย่างชัดเจน

โดย ชสอ. ได้ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ไทย จัดทำข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการและกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน นำไปหารือร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาให้กับสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งยังได้ดำเนินโครงการสหกรณ์ออมทรัพย์คุณภาพมาตรฐานของ ชสอ. ให้กับสหกรณ์สมาชิกที่มีการบริหารจัดการในเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานที่ดี เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติสหกรณ์ที่มีคุณภาพ ส่งเสริมให้เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ต้นแบบในด้านการบริหารจัดการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกของสหกรณ์

ก.พาณิชย์รับมือสินค้าทางการเกษตรราคาพุ่ง วางแผนด้านการตลาดทั้งใน-ต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344217

ก.พาณิชย์รับมือสินค้าทางการเกษตรราคาพุ่ง วางแผนด้านการตลาดทั้งใน-ต่างประเทศ

ก.พาณิชย์รับมือสินค้าทางการเกษตรราคาพุ่ง วางแผนด้านการตลาดทั้งใน-ต่างประเทศ

วันเสาร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.16 น.

9 มิ.ย.61 ที่ห้องประชุมบึงบอระเพ็ดนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินทางมาพบกลุ่มเกษตรกรพร้อม กางแผนรับมือสินค้าเกษตรล่วงหน้าเป็นรายตัว พร้อมใช้นโยบายด้านการตลาดนำการผลิตเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูก ก่อนหาตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ เผยราคาข้าวยังพุ่งต่อเนื่อง ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาดีสุดรอบ 10 ปี แนะเกษตรกรอย่าเพิ่มผลผลิต ให้เน้นคุมคุณภาพ และเพาะปลูกข้าวที่ตลาดต้องการทั้งข้าวพื้นนิ่ม และข้าว กข 43 ส่วนข้าวโพดราคาพุ่งไม่แพ้กัน 9.50-9.70 บาท ต่อกก. และมันสำปะหลัง 3.15 บาทต่อกก. สูงสุดรอบ 10 ปีเช่นกัน ด้านเกษตรกรรวมตัวขอบคุณ หลัง “พาณิชย์”ช่วยเหลือจนมีรายได้เพิ่มขึ้น

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ “สถานการณ์พืชผลการเกษตรของไทย” ที่จัดโดยสมาคมการค้าพืชไร่ ว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนในการดูแลราคาสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ ทั้งข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรอื่นๆ เป็นรายตัว โดยได้มีการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าทุกรายการ และวางแผนช่วยเหลือเป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะการช่วยเหลือด้านการตลาดที่จะนำนโยบายการตลาดนำการผลิตมาใช้ ด้วยการส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรเพาะปลูกตามที่ตลาดต้องการ และกระทรวงพาณิชย์จะช่วยหาตลาดรองรับให้ ทั้งการจำหน่ายภายในและส่งออกต่างประเทศ รวมถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางการค้าออนไลน์

ทั้งนี้ ในส่วนของราคาข้าวปัจจุบัน พบว่า ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ประเทศ ผู้นำเข้าข้าวสำคัญ เช่น แอฟริกา จีน ยังมีความต้องการซื้อข้าวเพิ่ม และไทยชนะการประมูลขายข้าวให้กับหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ทำให้มีความต้องการข้าวเพื่อส่งมอบ ทั้งในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และรัฐต่อเอกชน (จีทูพี) และไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจาตกลงราคาซื้อขายข้าวจีทูจีกับจีน 1 แสนตันที่ 6 รวมทั้งติดตามและเจรจาให้จีนซื้อข้าวจีทูจีสัญญา 1 ล้านตันที่ 2 ซึ่งหากสำเร็จ ก็จะทำให้มีตลาดรองรับผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน เพิ่มจากเป้าเดิมที่กำหนดไว้ที่ 9.5 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม จากการที่ข้าวเปลือกหอมมะลิมีราคาสูงขึ้น โดยปัจจุบันราคาส่งออกอยู่ที่ตันละ 1,295 เหรียญสหรัฐ และราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 18,800 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ตันละ 11,200 บาท โดยเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีความกังวลว่าเกษตรกรจะหันมาเพาะปลูกกันมากขึ้น และเมื่อผลผลิตออกมามาก ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาได้ จึงขอให้เกษตรกรเพาะปลูกเท่าเดิม และเน้นการควบคุมคุณภาพให้ดี รวมทั้งหันไปเพาะปลูกข้าวที่มีศักยภาพและตลาดต้องการสูง โดยเฉพาะข้าวพื้นนุ่น เช่น ข้าวกข21 กข59 เพื่อชิงตลาดจากเวียดนาม และข้าว กข43 ที่มีโอกาสทางการตลาดสูงมาก

ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันราคาก็เพิ่มขึ้นมาก โดยความชื้น 30% ราคา 7.50-7.70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เมื่อเทียบกับปีก่อน 5.00-5.10 บาทต่อกก. ความชื้น 14.5% ราคา 9.50-9.70 บาทต่อกก. เทียบกับปีก่อนที่ 6.70-6.90 บาทต่อกก. ส่วนราคาโรงงานอาหารสัตว์รับซื้ออยู่ที่ 10.25-10.55 บาทต่อกก. สูงกว่าปีก่อนที่ 7.90-8.00 บาทต่อกก. ซึ่งราคายังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง เพราะเป็นช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูกาลใหม่ กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนและมาตรการสำหรับรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งการประสานผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์เข้าไปรับซื้อ การใช้มาตรการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ผู้รวบรวมที่รับซื้อข้าวโพด เพื่อให้สามารถติดตามดูแลได้ การเชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างเกษตรกร ผู้รวบรวม และโรงงานอาหารสัตว์ และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

สำหรับมันสำปะหลัง ปัจจุบันราคาหัวมันสด เชื้อแป้ง 25% ราคา 3.15 บาทต่อกก. ซึ่งเป็นราคาสูงที่สุดในรอบ 10 ปีเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นผลสำเร็จมาจากการที่กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินหน้าหาตลาดส่งออกให้กับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งตลาดจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และหาตลาดใหม่ เช่น ตุรกี และนิวซีแลนด์ ร่วมมือกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังในการทำตลาด และยังได้ใช้มาตรการกำหนดให้ผู้ซื้อ ผู้จำหน่าย ผู้ครอบครองมันสำปะหลัง ต้องแจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ รวมถึงการผลักดันให้นำมันสำปะหลังไปใช้ในการผลิตเอทานอล และที่สำคัญ ได้กำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า จนกระทบต่อราคาภายในประเทศ

นายทรงศักด์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า สมาคมฯ และเกษตรกร ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะนายสนธิรัตน์ และทีมงานของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งการรับฟังปัญหา การช่วยหาวิธีการแก้ไขปัญหา การดำเนินมาตรการหาตลาดรองรับให้กับผลผลิตของเกษตรกร จนทำให้ปีนี้ ราคาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง มีราคาดี ไม่มีปัญหา ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

“ในการเดินทางมาครั้งนี้ของนายสนธิรัตน์ ท่านได้บอกกับพวกเราว่า กระทรวงพาณิชย์จะไม่ทอดทิ้งเกษตรกร จะทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลเกษตรกร โดยท่านยังได้ชี้แจงถึงสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรของไทย ทั้งด้านความต้องการใช้ กำลังการผลิต การตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้เป็นข้อมูลการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ในการดูแลสินค้าเกษตร ซึ่งเกษตรกรพอใจและพร้อมที่จะปฏิบัติตาม” นายทรงศักด์กล่าว