รักษ์เกษตร : มารู้จักศัตรูของพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344635

รักษ์เกษตร : มารู้จักศัตรูของพืช

รักษ์เกษตร : มารู้จักศัตรูของพืช

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมฉีดยาฆ่าแมลงเป็นประจำ แต่ไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ผมขอทราบวิธีการปฏิบัติที่ดีด้วยครับ

สงวน รูปประทาน

อ.เมือง จ.นนทบุรี

คำตอบ

ศัตรูพืช เป็นศัตรูของต้นไม้โดยตรง ทั้งยังขัดขวางความเจริญเติบโตของต้นไม้ทุกชนิดอีกด้วย ศัตรูพืชแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ

1. แมลง ได้แก่ พวกแมลงที่ใช้ปากดูด และปากกัด

1) แมลงจำพวกปากดูด แมลงพวกนี้จะทำอันตรายต่อพืช โดยใช้ปากเจาะเข้าไปในใบ ลำต้น ผล หัว แล้วดูดเอาอาหารออกมาจากแผลที่มันเจาะ เช่น เพลี้ยต่างๆ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยหอย และแมงมุมแดง ในการกำจัดแมลงพวกนี้ ต้องใช้ยาฉีดชนิดถูกตัวแล้วตาย

2) แมลงจำพวกปากกัด แมลงพวกนี้ ทำลายพืชโดยใช้ปากเคี้ยวกัดกินใบ กินดอก และส่วนต่างๆ ของพืช เช่น แมลงเต่าทอง ด้วงปีกแข็ง หนอนผีเสื้อ การกำจัดแมลงพวกนี้ ใช้ยาฉีดพ่นไว้ตามต้นตามใบของพืช เมื่อแมลงกินใบหรือส่วนต่างๆ นี้เข้าไป ก็จะทำให้แมลงตาย

2. โรคของพืช เป็นศัตรูของพืชอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อไวรัสต่างๆ

ชนิดของยากำจัดแมลงศัตรูพืช ยากำจัดแมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆ เหล่านี้ ผู้ผลิตจะทำมาในรูปแบบน้ำมันละลายน้ำได้ แบบยาละลายได้ในน้ำนี้ มีเปอร์เซ็นต์ของตัวยาสูง เมื่อจะนำมาใช้ต้องผสมกับน้ำตามส่วนที่ได้แจ้งไว้ นอกจากจะมีแบบละลายได้ในน้ำแล้ว ก็ยังมีแบบผงแบบนี้ ไม่ละลายน้ำ เมื่อจะใช้ก็ใช้พ่น ยากำจัดแมลงมีด้วยกันหลายชนิด แต่ถ้าแบ่งออกเป็นพวกใหญ่ๆ ตามลักษณะการฆ่าแมลงแล้ว ก็แบ่งออกเป็น 3 พวกคือ

1. ชนิดแมลงกินเข้าไปแล้วตาย ยากำจัดแมลงชนิดนี้ ใช้กำจัดแมลงที่กัดกินใบ ตา กิ่ง ผล ตา ดอก และลำต้น

2. ชนิดถูกตัวแมลงแล้วตาย ยากำจัดแมลงชนิดนี้ ใช้กำจัดพวกเพลี้ยต่างๆ

3. ชนิดได้กลิ่นแล้วตาย ยากำจัดแมลงชนิดนี้ ไม่ค่อยนิยมใช้ เพราะเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ และราคาสูงมาก

การฉีดยาหรือพ่นยากำจัดแมลง ยากำจัดแมลงบางชนิดเป็นยามีพิษ ดังนั้น การฉีดยากำจัดแมลงศัตรูพืช จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าประมาท เพราะอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ถึงแม้จะไม่ตาย แต่มันจะเข้าไปสะสมในร่างกายของเรา เข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนต่างๆ ได้

การพ่นยากำจัดแมลง ต้องปฏิบัติตามนี้

1.พิจาณาโรคพืชก่อนใช้ยา ก่อนจะใช้ยากำจัดแมลงศัตรูพืช จะต้องพิจารณาดูก่อนว่า พืชนั้นเป็นโรค หรือถูกแมลงทำลาย ถ้าถูกแมลงทำลาย ก็ต้องทราบเสียก่อนว่า แมลงที่ทำลายพืชนั้น เป็นเพลี้ยชนิดดูดน้ำเลี้ยงจากใบ ตากิ่ง ตาดอก และลำต้น หรือไม่ หรือเป็นแมลงชนิดกัดกินใบ ตากิ่ง ตาดอก หัว หรือลำต้น เมื่อทราบแล้ว จึงหายากำจัดศัตรูพืชตามชนิดของศัตรูนั้นๆ อย่างถูกต้อง

2.ศึกษาวิธีใช้จากฉลากที่ปิดไว้ข้างขวด เมื่อได้ยากำจัดแมลงศัตรูพืชตามความต้องการแล้ว ควรอ่านวิธีใช้จากฉลากที่ปิดไว้ข้างขวดว่า เป็นชนิดน้ำมันละลายน้ำ หรือชนิดผงละลายน้ำ และใช้ส่วนผสมอย่างไร ตวงตามส่วนที่ได้แนะนำ การผสมด้วยน้ำ ควรผสมแต่น้อยก่อน คนให้เข้ากันด้วยไม้ ห้ามใช้มือเป็นอันขาด แล้วเติมน้ำตามอัตราส่วนที่ต้องการ แล้วจึงใส่ในเครื่องฉีดยา

3.ก่อนฉีดยา ควรใช้ผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันยาไม่ให้เข้าไปในร่างกาย ในขณะฉีด ควรหันหัวฉีดไปตามลม อย่าฉีดทวนลมเป็นอันขาด

4.เวลาฉีดยากำจัดศัตรูพืช ควรเป็นตอนเช้า หรือตอนเย็นใกล้ค่ำ ไม่ควรฉีดในขณะที่มีแสงแดดจัด หรืออากาศร้อนจัด เพราะจะทำให้ยาระเหยเร็ว หรือฉีดก่อนที่ฝนจะตก จะทำให้ฝนชะน้ำยาไปหมด

5.ในขณะฉีดยา ต้องปฏิบัติตามนี้ ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือรับประทานอาหาร เมื่อเลิกฉีดแล้ว ต้องล้างมือ และส่วนต่างๆ ของร่างกายให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำมากๆ น้ำยาและเครื่องมือที่ใช้ก็ต้องล้างให้สะอาด แล้วเก็บไว้ให้เรียบร้อยและปลอดภัย เมื่อจะทำการฉีดยา อย่านำเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร
เครื่องดื่ม เข้าใกล้บริเวณที่ฉีดยา เพราะจะทำให้เกิดอันตราย

6.เมื่อเสร็จจากการฉีดยา ต้องปฏิบัติตามนี้ ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ ฟอกสบู่หลายๆ ครั้งให้สะอาด เสื้อผ้าที่ใช้แล้ว ก็ต้องฟอกให้สะอาด และตากให้แห้ง อย่าเอาเสื้อผ้าเก่าที่ยังไม่ได้ซักมาใช้อีก เพราะจะเป็นที่สะสมยา เป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ได้ และไม่ควรเข้าไปที่บริเวณฉีดยาใหม่ ต้องให้หมดกลิ่นเสียก่อน จึงเข้าไปได้

นายรัตวิ

เดินเครื่องผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เตรียมพร้อมศูนย์ขยายพันธุ์10แห่งทั่วปท.ผลิตส่งต่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344637

เดินเครื่องผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เตรียมพร้อมศูนย์ขยายพันธุ์10แห่งทั่วปท.ผลิตส่งต่อเกษตรกร

เดินเครื่องผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เตรียมพร้อมศูนย์ขยายพันธุ์10แห่งทั่วปท.ผลิตส่งต่อเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 แห่งทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเดินเครื่องผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดีจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคาที่เหมาะสม หวังให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งพันธุ์พืชพันธุ์ดีและลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมกัน

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืชขึ้นมาเป็นอีกส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของเกษตรกร รวมถึงผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดีที่สะอาด ปราศจากโรคและแมลงราคาเหมาะสมสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้พันธุ์พืชพันธุ์ดี นับเป็นการสนองนโยบายรัฐบาล ด้านการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรในเรื่องของการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ นอกจากช่วยแก้ไขปัญหาเมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายในท้องตลาดไม่ให้ราคาสูงแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในอนาคตที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ผู้นำในการผลิตและเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช (Seed Hub) ของภูมิภาคอาเซียนตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้วางไว้ให้ได้

โดยในปีงบประมาณ 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดสรรงบประมาณ ในการซ่อมแซมปรับปรุงโรงเรือนอนุบาลพันธุ์พืช และครุภัณฑ์ต่างๆ ของศูนย์ขยายพันธุ์พืช ทั้ง 10 ศูนย์ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตอบโจทย์และเตรียมความพร้อมในการดำเนินการผลิตขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดีให้ได้ตามแผนการผลิต ภายใต้เป้าหมายแผนการผลิตรวม 8 ล้านต้นต่อปี โดยแบ่งเป็นพืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จำนวน 1,411,000 ต้น ต้นพันธุ์ จำนวน 5,095,000 ต้น ท่อนพันธุ์ จำนวน 1,494,000 ต้น ส่วนเมล็ดพันธุ์พืชปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจากยังไม่ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ หากได้รับงบประมาณจะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ กระจายให้กับเกษตรกรทั่วประเทศได้

โดยแต่ละศูนย์จะรับผิดชอบพืชเศรษฐกิจที่ปลูกแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ รวมถึงมีการจัดทำแปลงแม่พันธุ์พืชพันธุ์ดีจำนวน 815 ไร่ เพื่อเป็นแปลงรวบรวมผลิตพืชพันธุ์ดี ใช้ในการผลิตขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี ประกอบด้วย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี ผลิตต้นมะละกอ ต้นกล้วย ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ผลิตต้นพริก ต้นกล้วย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา ผลิตต้นดอกเบญจมาศ ต้นกล้วย ท่อนพันธุ์อ้อย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลิตกล้วย ต้นปาล์มน้ำมัน ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ ผลิตต้นพริก ต้นกล้วย ท่อนพันธุ์อ้อย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก ผลิตต้นกล้วย ท่อนพันธุ์อ้อย ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม ผลิตต้นผัก ต้นพริก ต้นกล้วย ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน ผลิตต้นสตรอเบอร์รี่ ต้นผักสมุนไพร ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี ผลิตต้นหน่อไม้ฝรั่ง ต้นไม้ดอกไม้ประดับ ต้นผักศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี ผลิตท่อนพันธุ์อ้อย ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้นไม้ดอก

ขณะนี้ทั้ง 10 ศูนย์ขยายพันธุ์พืช ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานในส่วนของการปรบปรุงซ่อมแซมโรงเรือน เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินงาน โดยทุกพันธุ์พืชพันธุ์ดีที่ดำเนินการผลิตจะเป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ได้รับมาตรฐาน สำหรับเกษตรกร หน่วยงาน และผู้สนใจ ที่ต้องการพืชพันธุ์ดี สามารถติดต่อสั่งจองและเลือกซื้อได้ตามศูนย์ขยายพันธุ์พืช เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์/โทรสาร 0-2561-0127, 0-2561-0128 หรือทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ plantprop@doae.go.th

เตือนเกษตรกรสวนส้มโอ เฝ้าระวังหนอนเจาะผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344629

x

เตือนเกษตรกรสวนส้มโอ เฝ้าระวังหนอนเจาะผลไม้

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรสวนส้มโอในช่วงสภาพอากาศมีเมฆมาก ฝนฟ้าคะนอง ขอให้เฝ้าระวังหนอนเจาะผล ส้มโอในระยะที่ต้นส้มโอติดผล จะพบตัวเต็มวัย เพศเมียวางไข่บนผลส้มโออายุประมาณ 2 สัปดาห์จนถึงระยะเก็บเกี่ยว โดยวางไข่เป็นฟองเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มประมาณ 2-29 ฟอง เมื่อหนอนฟักจะกัดกินเข้าไปในผลส้มโอ ซึ่งรอยเจาะทำลายของหนอนจะมีมูลที่ถ่ายออกมา และมียางไหลเยิ้ม ทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนการเก็บเกี่ยว

แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของหนอนเจาะผลส้มโอ เกษตรกรควรควบคุมบังคับให้ต้นส้มโอแตกยอด ออกดอก และติดผลในระยะเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด สะดวกในการดูแลรักษา และช่วยลดปริมาณหนอนเจาะผลส้มโอ จากนั้น ให้เกษตรกรเก็บหรือเด็ดผลอ่อนที่ถูกหนอนเจาะผลส้มโอเข้าทำลายนำไปฝังหรือเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดต่อไป

สำหรับในแหล่งปลูกที่พบการระบาดเป็นประจำ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูหนอนเจาะผลส้มโอในแปลงปลูกช่วงที่ต้นส้มโอติดผลอ่อน เมื่อผลส้มโออายุประมาณ 2 สัปดาห์ เกษตรกรควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรฟีโนฟอส 50% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 4 ครั้ง และพ่นห่างกันทุก 7 วัน จากนั้น เมื่อผลส้มโออายุประมาณ 1.5 เดือน เกษตรกรควรห่อผลส้มโอด้วยถุงกระดาษห่อผลสีขาว เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของหนอนเจาะผลส้มโอ

สภาเกษตรฯจี้รัฐเร่งเปิดทางวิจัยกัญชา เตือนชักช้าต่างชาติเอาไปกินหมด-ชี้ลาวก้าวกระโดดขอเป็นฮับเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344631

x

สภาเกษตรฯจี้รัฐเร่งเปิดทางวิจัยกัญชา เตือนชักช้าต่างชาติเอาไปกินหมด-ชี้ลาวก้าวกระโดดขอเป็นฮับเอเชีย

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ของแสดงความของคุณต่อคณะรัฐมนตรี จากกรณีที่มีมติเห็นชอบในหลักการให้แก้ไขกฎหมายเพื่ออนุญาตให้นำกัญชามาใช้ทดลองวิจัยรักษาโรคในคนได้ ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไปอีก 2-3 ปี ประชาชนจะได้รับอานิสงส์ใช้กัญชารักษาโรคได้ นับเป็นการใช้เวลาเดินทางยาวนานมากกว่าที่การเรียกร้องในเรื่องนี้จะมีความคืบหน้า

ทั้งนี้เรื่องการวิจัยกัญชาเพื่อรักษาโรคนั้น หลายประเทศทั่วโลกได้แก้กฎหมายจนสามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์ออกขายมาหลายปีแล้ว และมีเอกสารการวิจัยของสถาบันใหญ่ๆ ทั้งอเมริกา แคนาดา อิสราเอล ที่ศึกษาจนได้รู้ถึงสูตรเคมี สรรพคุณ สารออกฤทธิ์ พร้อมยืนยันได้ว่าสามารถที่จะเยียวยาผู้ป่วยได้ถึง 100 กว่าโรค ซึ่งหากนำเอกสารการวิจัยที่มีอยู่ทั้งโลกมาต่อยอดดัดแปลงใช้ประโยชน์โดยไม่ต้องเริ่มต้นวิจัยใหม่ ก็จะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างรวดเร็ว เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ไทยคนไหน สามารถทำการวิจัยกัญชาได้อย่างจริงจัง เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมายมาตลอดหลายสิบปี

นายประพัฒน์กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ส่งตัวแทนเข้าพบกับผู้ตัวรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อหารือเกี่ยวกับการนำกัญชามารักษาโรค พบว่ารัฐบาลราวได้อนุญาตให้นำเครื่องสกัดน้ำมันมาสกัดเพื่อใช้รักษาผู้ป่วย และจะมีการจัดแปลงปลูกกัญชาเพื่อนำใบ ยอด มาตากแห้ง แล้วสกัดเป็นยา โดยยืนยันภายใน 3 เดือนจะแก้กฎหมายให้เสร็จ ซึ่งรัฐบาลประเทศลาวเริ่มดำเนินการและจะประกาศให้เป็นศูนย์กลางรักษาโรคด้วยกัญชาของเอเชีย ซึ่งนับว่าเป็นการขยับเร็วและเปิดช่องทางเร็วมากกว่าประเทศไทย ดังนั้นหากประเทศไทยยังช้าในเรื่องนี้อยู่อาจเข้าทำนอง “กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” ต้องอพยพผู้ป่วยและญาติพี่น้องที่ต้องการเยียวยาด้วยสารสกัดจากกัญชาไปรักษาที่ลาวแทน

“ดังนั้นจึงคาดหวังว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะเข้าใจและเร่งรัดให้เร็วขึ้น ไม่อย่างนั้นคิดว่าในระยะอันใกล้นี้ถ้าคนไทยกับผู้ป่วยทั้งโลกอพยพไปรักษาอยู่ที่ประเทศลาวเศรษฐกิจที่นั่นก็จะดีมาก ในขณะที่ประเทศไทยซึ่งมีความรู้เรื่องนี้อยู่เยอะก็จะเสียโอกาสมาก เงินที่คิดว่าจะมาแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรเศรษฐกิจฐานรากอย่างพวกเราเคยฝันกันไว้ก็จะถูกปิดกั้นไป” นายประพัฒน์ กล่าว

ปั้น‘นักการเงินสหกรณ์’ เกษตรฯจับมือมธ.เปิดหลักสูตรติวเข้มงบฯการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344630

x

ปั้น‘นักการเงินสหกรณ์’ เกษตรฯจับมือมธ.เปิดหลักสูตรติวเข้มงบฯการเงิน

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดอบรมหลักสูตร “นักการเงิน” เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน ในระบบสหกรณ์ และสามารถก้าวทันความเสี่ยงหรือวิวัฒนาการทางด้านการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์มีปริมาณการทำธุรกรรมการเงินที่สูง โดยมีสินทรัพย์มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของสหกรณ์ทั้งระบบ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ที่ต้องปฏิบัติงานและทำหน้าที่ให้คำแนะนำหรือกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารการเงินที่ถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ได้

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดอบรมนักการเงินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 จัดอบรมไปแล้ว 2 รุ่น รุ่นละ 45 คน รวม 90 คน และในปีงบประมาณ 2561 ได้จัดอบรมรุ่นที่ 3 จำนวน 50 คน ระหว่างวันที่ 4-25 มิถุนายน 2561 ณ คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตลอดระยะเวลาของการอบรมจะเน้นให้ความรู้เรื่องระบบการบัญชีการเงิน การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิตและการบริหารความเสี่ยง การลงทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยการวิเคราะห์ตราสารหนี้ ตลาดการเงิน การวิเคราะห์งบการเงิน การประเมินสินเชื่อและการกำกับดูแลควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

“นักการเงินที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้นับว่าเป็นอนาคตของกรมส่งเสริมสหกรณ์ หวังว่าจะเป็นกำลังหลักที่ช่วยดูแลสหกรณ์ในเรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือเครดิตยูเนี่ยน เพราะหลักสูตรนี้จะให้ความรู้ทั้งเรื่องของกฎหมายทางการเงิน การเงินการบัญชี และการควบคุมภายในและบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นโอกาสดี ที่บุคลากรของกรมฯจะได้เรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะทางการเงิน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ในอนาคตต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

กสก.ขานรับนโยบายเสริมสร้าง อกม. ย้ำมีส่วนสำคัญช่วยขับเคลื่อนด้านการเกษตรอย่างเข้าถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344697

กสก.ขานรับนโยบายเสริมสร้าง อกม. ย้ำมีส่วนสำคัญช่วยขับเคลื่อนด้านการเกษตรอย่างเข้าถึง

กสก.ขานรับนโยบายเสริมสร้าง อกม. ย้ำมีส่วนสำคัญช่วยขับเคลื่อนด้านการเกษตรอย่างเข้าถึง

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 20.12 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรขานรับนโยบายต้นสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล็งส่งเสริมสนับสนุนอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจ ในฐานะบุคลากรที่มีส่วนช่วยในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดให้มีอาสาสมัครเกษตรขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เพื่อช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์หลักสำคัญคือต้องการพัฒนาอาสาสมัครเกษตรเหล่านี้ให้เป็นผู้นำด้านการเกษตรในชุมชน อันจะทำให้เกษตรกรและชุมชนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาการส่งเสริมให้มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านเป็นเพียงการดำเนินงานที่ไม่ได้มีหลักการหรือแบบแผนในการรองรับหรือกำกับดูแล้วอย่างชัดเจน แต่ด้วยปัจจุบันเล็งเห็นว่าอาสาสมัครเกษตรนั้นถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยผลักดันการดำเนินงานของภาครัฐ โดยเฉพาะด้านการเกษตรได้เป็นอย่างดียิ่ง จึงได้ออกระเบียบว่าด้วยการบริหารงานอาสาสมัครเกษตร พ.ศ. 2551 ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลและเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะคัดเลือกอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หมู่บ้านละ 1 คน เพื่อดูแลและช่วยเหลือขับเคลื่อนการทำงานด้านการเกษตรร่วมกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนอาสาสมัครเกษตรทั้งสิ้น 75,181 คนทั่วประเทศ

สำหรับบทบาทภารกิจของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ประกอบด้วย การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตรของหมู่บ้านร่วมกับกรรมการหมู่บ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรระดับหมู่บ้าน ประสานงานในการถ่ายทอดความรู้และการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในหมู่บ้าน และติดตามสถานการณ์การเกษตรในหมู่บ้านและรายงานเหตุการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้บทบาทดังกล่าวมีส่วนช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในทุกสาขาของกระทรวงเกษตรฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากในการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องมีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่มากพอ  สามารถดูแลเกษตรกรได้ทั่วถึง  แต่ในสภาพความเป็นจริงอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มีน้อยและน้อยลงทุกปีแต่ภารกิจของเจ้าหน้าที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ อันอาจเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถดูแลและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

“ทั้งนี้การเป็นอาสาสมัครเกษตรเพื่อทำงานให้กับสังคมโดยไม่มีรายได้นั้น นับเป็นการเสียสระตนเองที่ยิ่งใหญ่ นอกจากการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เล็งเห็นว่าควรจะมีการยกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน โดยปีนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-9 หน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตรจัดเวทีเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตรด้วยการมอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรทั่วประเทศ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการร่วมดำเนินงานกับเจ้าหน้าที่ได้อย่างมีความภาคภูมิใจมากยิ่งขึ้น” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รมช.เกษตรฯเป็นปธ.ปล่อยขบวนรถ’โครงการคลังชุมชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344683

รมช.เกษตรฯเป็นปธ.ปล่อยขบวนรถ'โครงการคลังชุมชน'

รมช.เกษตรฯเป็นปธ.ปล่อยขบวนรถ’โครงการคลังชุมชน’

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.35 น.

11 มิ.ย.61 เมื่อเวลา 15.00 น.ที่ผ่านมา นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการ และประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.นครสวรรค์ และ จ.พิจิตร พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายพนม มีศิริพันธ์ุ ปศุสัตว์เขต 6 , นายอวยชัย ชัยยุทโท ผอ.กผง. , นายวิวัฒน์ ชัยชะอุ่ม ผอ.กสก.และเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

โดยตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่บ้านห้วยร่วม ต.ห้วยร่วม อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ พบปะเกษตรกรเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มและเครือข่าย ได้แก่ โรงสีข้าว การแปรรูปข้าว การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และผลิตภัณฑ์ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากนี้ เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถ “โครงการคลังชุมชน” ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ 2561 จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชี้ชัดว่าประเทศไทยมีพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยแบบซ้ำซาก รวม 60 จังหวัด ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้จะมีสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรเป็นจำนวนมากที่จำเป็นต้องให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยในปัจจุบันกรมปศุสัตว์ได้มีการสำรองเสบียงสัตว์ไว้คอยให้ความช่วยเหลือเกษตรกร รวม 4,303,100 กิโลกรัม สามารถใช้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ประสบภัย ได้จำนวน 172,124 ตัว ในระยะเวลา 5 วันสำหรับการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุทกภัย เกษตรกรจะต้องเดินทางมารับเสบียงสัตว์ด้วยตนเอง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในแต่ละพื้นที่ แต่เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและเป็นต้นแบบในการสำรองเสบียงสัตว์ กรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการคลังเสบียงสัตว์ประจำตำบลขึ้นทั่วประเทศ เมื่อปี 2555 เป็นต้นมา จำนวน 58 แห่ง/ปี โดยพื้นที่เป้าหมายหลัก เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยมีแนวทางในการดำเนินการดังนี้ 1. สนับสนุนพันธุ์พืชอาหารสัตว์ให้เกษตรกรปลูกสร้างแปลงหญ้าของตนเอง 2. สนับสนุน แนะนำให้เกษตรกรมีการผลิตเสบียงสัตว์สำรอง

และ 3.จัดตั้งคลังเสบียงสัตว์ประจำตำบล โดยการทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่าง กรมปศุสัตว์ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ซึ่งมีการปล่อยขบวนเสบียงสัตว์เพื่อสำรองในคลังเสบียงสัตว์ประจำตำบล ในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 6 แห่ง และหลังจากนี้กรมปศุสัตว์จะได้ดำเนินการส่งมอบเสบียงสัตว์ให้กับคลังเสบียงสัตว์ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามในกรณีที่เกิดภาวะวิกฤตฉุกเฉินเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือด้านเสบียงสัตว์ผ่านปศุสัตว์อำเภอและปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบได้จากศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ใกล้บ้าน ทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีการให้บริการในรูปของหญ้าสด หญ้าหมักและหญ้าแห้ง

หั่นโควตาไทยมิลค์25% เซ่นปม‘นมโรงเรียน’บูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344678

หั่นโควตาไทยมิลค์25% เซ่นปม‘นมโรงเรียน’บูด

หั่นโควตาไทยมิลค์25% เซ่นปม‘นมโรงเรียน’บูด

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.20 น.
11 มิ.ย.61 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 มิ.ย.61 จะประชุมพิจารณากรณีสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ มีปัญหาส่งนมเสื่อมคุณภาพให้กับโรงเรียนไผทอุดมศึกษา โดยใช้ตามเกณฑ์ประกาศภาคเรียนที่ 1/2561 ในการลงโทษตามหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) หมวดที่ 8 ข้อ 30 (4.2)ในการพิจารณาตัดโควตา มาตรการบังคับสัญญาทางปกครอง ระบุว่า เมื่อพบว่าผู้ประกอบการนมไม่ปฏิบัติสัญญา หรือปฏิบัติผิดไปจากหลักเกณฑ์อาหารเสริม(นม)โรงเรียน ให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) ในฐานะคู่สัญญาพิจารณา กรณีพบผิดครั้งแรกให้ลดสิทธิการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนส่วนที่เหลือทันที ร้อยละ 25 หากพบอีกให้ยกเลิกสัญญา

‘ไทยมิลค์’น้ำตาซึมขอโทษปม‘นมโรงเรียน’ แจงพลาดที่เครื่องซีล ทำลายทิ้งทั้งลอตแสนกล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344609

‘ไทยมิลค์’น้ำตาซึมขอโทษปม‘นมโรงเรียน’ แจงพลาดที่เครื่องซีล ทำลายทิ้งทั้งลอตแสนกล่อง

‘ไทยมิลค์’น้ำตาซึมขอโทษปม‘นมโรงเรียน’ แจงพลาดที่เครื่องซีล ทำลายทิ้งทั้งลอตแสนกล่อง

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.01 น.

11 มิ.ย.61 ที่สำนักงานใหญ่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อสค.) นายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด แถลงข่าวแสดงความเสียใจและยินดีรับผิดชอบ จากกรณีพบนมโรงเรียนที่ผลิตจากไทยมิลค์ มีปัญหาขุ่นข้น พร้อมขอบคุณครูโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ที่ตรวจสอบคุณภาพนมก่อนนำไปให้นักเรียนดื่ม

ทั้งนี้ ทางไทยมิลค์ ได้ทำหนังสือขอโทษ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมชี้แจงว่าสาเหตุที่นำให้นมบูด เพราะมีความผิดพลาดที่เครื่องซีลบรรจุกล่องนมเสีย 1 เครื่อง จากทั้งหมด 4 เครื่อง และได้ดำเนินการเก็บคืนนมโรงเรียนเพื่อนำไปทำลายทั้งล็อตกว่า 1 แสนกล่อง ที่ส่งให้กับโรงเรียน 12 แห่งในกทม.และปริมณฑล

“ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเครื่องซีล 1 เครื่องทำงานไม่ต่อเนื่อง ทำให้เครื่องซีลกล่องนมได้ไม่สมบูรณ์ ไม่แน่นหนา แต่มองด้วยตาจะไม่เห็น ประกอบกับระหว่างการขนส่งที่มีการกระแทก กดทับ ทำให้เกิดรอยรั่วตามรอยซีล จึงทำให้นมเสียได้ โดยลอตที่เครื่องซีลตัวที่เสียผลิตนมกล่องออกมานั้น มีทั้งหมด 110,539 กล่อง ส่งไปให้กับโรงเรียนในเขต กทม.และปริมณฑลรวม 12 โรงเรียน ในวันนี้จะเรียกคืนกลับมาได้ทั้งหมด เพื่อนำมาทำลายทั้งหมด และเร่งจัดหานมลอตใหม่ไปทดแทน ทั้งนี้สัดส่วนนมกล่องที่เสียเป็นเพียงลอตเดียว คือ ในวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา และกล่องที่นมเสีย เป็นเพียงสัดส่วน 20 กล่อง จาก 100,000 กล่อง” นายเชวงศักดิ์ กล่าว

นายเชวงศักดิ์ กล่าวน้ำตาซึม ยืนยันว่า ทางสหกรณ์ได้เร่งรัดดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเครื่องซีล ปัจจุบันไม่พบปัญหาการผลิตแล้ว และจะนำความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาเป็นบทเรียน โดยสหกรณ์ขอน้อมรับความผิดพลาด และจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยพวกเราเป็นเกษตรกรเลี้ยงโคนมทั้งหมดได้มาร่วมตัวกันตั้งเป็นสหกรณ์ เพื่อตั้งใจผลิตนมโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพให้เด็กทุกคนได้ดื่มทุกวัน ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งนี้พวกเราเสียใจอย่างที่สุด จะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอีก

บุรีรัมย์โรคใบไหม้ข้าวระบาดกว่า400ไร่ เกษตรจังหวัดแนะวิธีกำจัดป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บุรีรัมย์โรคใบไหม้ข้าวระบาดกว่า400ไร่ เกษตรจังหวัดแนะวิธีกำจัดป้องกัน

บุรีรัมย์โรคใบไหม้ข้าวระบาดกว่า400ไร่ เกษตรจังหวัดแนะวิธีกำจัดป้องกัน

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.15 น.

11 มิ.ย.61 นายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายไพศาล แก้วบุตรดี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ นางอรพันธ์ วัชรโพธิ์ เกษตรอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ได้นำเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามสำรวจพื้นที่ประสบปัญหาเชื้อราโรคไหม้ข้าว พร้อมให้ความรู้ แนะวิธีกำจัด ใช้ไตรโคเดอร์มาฉีดพ่น เพื่อป้องกันหรือหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค ที่แปลงนาเกษตรกร บ้านมาบสมอ หมู่ที่ 5 ตำบลหนองตาด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

หลังพบว่า ในขณะนี้มีพื้นที่ปลูกข้าวในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เกิดโรคเชื้อราไหม้ข้าว ระบาด ทำให้ต้นข้าวที่ปลูกได้ 1-3 เดือน ใบต้นข้าวแห้ง และตายในที่สุด ระบาดในพื้นที่ 2 หมู่บ้าน คือ บ้านมาบสมอ หมู่ที่ 5 และบ้านโคกวัด หมู่ที่ 20 ตำบลหนองตาด รวมทั้งสิ้นกว่า 400 ไร่

โดยลักษณะอาการของโรคใบไหม้ที่เกษตรกรประสบปัญหา มีลักษณะที่ใบจะพบจุดช้ำน้ำในระยะแรกเริ่ม ต่อมาจะพบแผลเป็นจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตาตรงกลางแผลมีสีเทาแผลขนาดต่างๆกัน  จุดแผลจะขยายติดต่อลุกลามได้ทั่วบริเวณใบ กรณีเกิดโรคระบาด รุนแรง กล้าข้าวจะแห้งและฟุบตายอาการคล้ายถูกไฟไหม้

นายจรัญ แต้มทอง ผู้ใหญ่บ้านมาบสมอ หมู่ที่ 5 ต.หนองตาด อ.เมือง กล่าวว่า ได้มีชาวบ้านที่ทำนามาแจ้งว่าขณะนี้พบว่าเริ่มมีเชื้อราโรคใบไหม้ข้าว แพร่ระบาดในนาข้าว 2 หมู่บ้าน กว่า 400 ไร่ จึงประสานเกษตรตำบล อำเภอ และเกษตรจังหวัด เพื่อเร่งดำเนินการกำจัดและป้องกันอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างกับต้นข้าวชาวนาที่กำลังเติบโตพื้นที่ใกล้เคียงกัน

นายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ได้ลงสำรวจนาข้าวของเกษตรกรที่เริ่มมีการเกิดเชื้อราโรคไหม้ข้าว และแนะวิธีป้องกันและกำจัดโรคศัตรูข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ทั้งที่ได้รับผลกระทบและยังไม่ได้รับผลกระทบจากโรคศัตรูข้าว

เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการระบาด มีสาเหตุมาจาก เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105  ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีความอ่อนแอต่อโรคไหม้มาก เกษตรกรมีการตกกล้าหรือหว่านข้าว โดยใช้อัตราการหว่านที่สูงคือมากกว่า 15 กก./ไร่ ทำให้ข้าวขึ้น หนาแน่นในแปลงกล้าหรือแปลงนาหว่าน เกษตรกรหว่านปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียในอัตราสูง และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดโรคคือช่วงที่มีเมฆปกคลุมเป็น ระยะเวลายาวนานติดต่อกันหลายวัน มีฝนตกปรอยๆ เป็นประจำ ใบข้าวเปียกนานมากกว่า 10 ชม. อุณหภูมิกลางคืนค่อนข้างเย็น (20-30’C) โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวที่ ไม่มีน้ำท่วมขัง ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำค้างในช่วงกลางคืนเป็นระยะเวลายาวนาน

ทั้งนี้ ได้มอบแนวทางการป้องกันกำจัดโรคใบไหม้ ซึ่งกำชับให้เกษตรกรอย่าตกกล้า หรือหว่านข้าวในนาหว่านหนาแน่นเกินไป โดยเฉพาะในแปลงกล้าควรแบ่งแปลงให้มีการถ่ายเทอากาศดี และอย่าใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป ใช้ไตรโคเดอร์มาฉีดพ่น เพื่อป้องกันหรือหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค โดยควรฉีดพ่นเมื่อแปลงนามีน้ำท่วมขัง และยังระบาดไม่รุนแรง ในแปลงที่ระบาดรุนแรง คือมีอาการของโรคไหม้มากถึง 50% ของแปลงนาข้าว ให้ทำการเผาทำลาย และทำการตกกล้าใหม่ หรือใช้กล้าที่ปราศจากโรคจากแหล่งอื่น ส่วนในกรณีนาหว่านก็ให้ทำการหว่านใหม่