แตกใบอ่อน : คุมเข้มสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345081

807934531

แตกใบอ่อน : คุมเข้มสารเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ได้รับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการควบคุมการใช้งานสารเคมีอันตรายจากคณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ภายหลังจาก “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” มีมติไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย 3 ชนิด คือ “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส-ไกลโซเฟต” ซึ่งเห็นว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจ และควรอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำหนดกรอบข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้สารเคมีอันตรายต้องนำไปคิดอ่านกันต่อ จึงขออนุญาตสรุปมานำเสนอให้ทุกท่านนำไปพิจารณา ดังนี้ครับ

ผศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพืช และการจัดการเกษตรอินทรีย์ บอกว่า “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส-ไกลโซเฟต” เป็นสารเคมีที่รู้จักกันดีในแวดวงเกษตรกรไทย และนิยมใช้ในการกำจัดวัชพืช เพราะมีราคาที่ไม่สูงมากและเห็นผลเร็ว แต่ขณะเดียวกันในระยะยาว ก็ส่งผลเสียขั้นรุนแรงทั้งต่อสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในหลายประเทศทั่วโลก มีมาตรการห้ามใช้สารเคมีดังกล่าวเป็นการถาวรมากว่า 10 ปี รวมถึงมีการใช้สารชนิดอื่นเข้ามาทดแทน เนื่องจากคุณภาพชีวิตของประชากรและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทางภาครัฐต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ขณะที่เกษตรในหลายพื้นที่ ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สารในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งควรใช้ในปริมาณที่ฉลากแนะนำ โดยบางรายใช้ปริมาณเกินกว่าที่ฉลากกำหนด และส่งผลตามมา โดยหนึ่งในกรณีที่เห็นได้ชัดเจนคือ การตรวจพบสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดของเกษตรกรจังหวัดยโสธร 81 ราย จากทั้งหมด 82 ราย ดังนั้นจึงถึงเวลาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้ากำหนดกรอบหรือวางข้อบังคับการใช้สารเคมีอย่างชัดเจน อาทิ กำหนดให้เกษตรกรที่มีความประสงค์ใช้สารอันตรายต้องมีใบอนุญาต เพื่อสามารถจำกัดกลุ่มผู้ใช้ และสามารถให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สารอันตราย ทั้งอัตราการใช้ ความถี่ของการใช้ การแต่งกายขณะใช้สารเคมี และวิธีการจัดการในกรณีได้รับพิษจากสารเคมี รวมทั้งมีการควบคุมการใช้ตามขนาดพื้นที่อย่างเคร่งครัด พร้อมกำหนดคณะติดตามผล เพื่อเข้าตรวจสอบ ชี้วัดถึงความอันตรายต่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ประชาชนในพื้นที่ และสิ่งแวดล้อมโดยรอบแบบรัดกุม ทั้งนี้ในปี 2560 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการนำเข้าสารอันตราย พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส-ไกลโซเฟต เป็นจำนวนกว่า 44,501 ตัน 3,700 ตัน และ 59,872 ตัน ตามลำดับ (ที่มา : กรมวิชาการเกษตร, 2560) ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาที่ทั้งเกษตรกรไทยและภาครัฐ ยังไม่ตระหนักถึงผลกระทบของการใช้สารเคมีอันตรายได้อย่างชัดเจน

ขณะที่ ผศ.ดร.บัณฑิต อนุรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีในภาคการเกษตร ชี้ว่า นอกจากประเด็นการควบคุมการใช้วัตถุอันตรายแล้ว ยังมีกรณี “ปุ๋ยปลอม” ที่ยังไม่ได้รับการเพ่งเล็งหรือตรวจสอบจากภาครัฐเท่าที่ควร ด้วยข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่วิเคราะห์และตรวจสอบสารพิษที่มีไม่เพียงพอ โดยมีกรณีศึกษาจากการพบเกษตรกรใน อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี มีการใช้สารเคมีหลายชนิด มากกว่า 2 เท่าของค่ามาตรฐานที่ฉลากกำหนด เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพของปุ๋ยที่ซื้อมาได้ จึงจำเป็นต้องผสมร่วมกับปุ๋ยเคมีชนิดอื่นในการฉีดพ่น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ฉีดพ่น ที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดกว่า 60% ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด ปริมาณสารพิษตกค้างกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟสในนาข้าวและผลกระทบต่อสุขภาพเกษตรกร

ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแก้ไขได้อย่างครบวงจร จะสามารถเยียวยาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย ไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการใช้ปุ๋ยปลอม และประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มะลิลา

116ปีกรมชลฯ วางเป้าใน20ปีก้าวสู่องค์กรน้ำอัจฉริยะของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345098

116ปีกรมชลฯ วางเป้าใน20ปีก้าวสู่องค์กรน้ำอัจฉริยะของประเทศไทย

116ปีกรมชลฯ วางเป้าใน20ปีก้าวสู่องค์กรน้ำอัจฉริยะของประเทศไทย

วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.42 น.

116ปี”กรมชลฯ” วางเป้าใน20ปีก้าวสู่องค์กรน้ำอัจฉริยะของประเทศไทย นำเทคโนโลยีแม่นยำสูง บริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพผลิตยกระดับรายได้เกษตรกรยั่งยืน พร้อมเปิดโครงการต้นกล้าพันธุ์ใหม่ สร้างเยาวชนเข้าภาคเกษตร แจกทุนเรียนฟรีปีละ10ทุน

13 มิ.ย.61 ที่ศูนย์ปฎิบัติการน้ำอัจฉริยะ นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดงาน เสวนา “ต้นกล้าพันธุ์ใหม่ ทางรอดเกษตรไทยในยุคประเทศไทย 4.0” จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทานในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายในงานวันคล้ายวันสถาปนา 116 ปี พร้อมเดินชมงานและได้ทดลองใช้เทคโนโลยีนวตกรรมใหม่ๆจัดการด้านน้ำ ที่นำมาแสดงโชว์ในงานที่มี นักเรียน นักศึกษา ประชาชนเข้ามาดูงานจำนวนมาก

นายทองเปลว กล่าวว่า การให้อาชีพเกษตรกรรมไทยมีความยั่งยืน ไม่เพียงแต่การพัฒนาเยาวชนที่เป็นบุตรเกษตรกร และการบริหารจัดการน้ำชลประทานตามยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี ก้าวสู่องค์กรอัจฉริยะด้านน้ำของประเทศ ซี่งต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนในการพัฒนาเกษตร 4.0 เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจทำเกษตรกรรม เห็นคุณค่าของน้ำชลประทาน มีความเข้าใจ และเป็นหุ้นส่วนร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำในอนาคต รวมถึงแนวคิดการตลาดนำการผลิต มาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนให้กิจกรรมการเกษตรเกิดความก้าวหน้าทันยุคสมัย เสมือนหนึ่งเป็นฟันเฟืองรุ่นใหม่ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพการเกษตรของประเทศให้เกิดความยั่งยืน โดยจะผลิตบุคลากรที่มีศัยกภาพมารองรับ และขยายกองทุนต้นกล้า ให้ทุนนักศึกษาเรียนฟรีด้านการเกษตร และชลประทาน ปีละ 10 ทุน

ด้าน นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษวิทยาลัยการชลประทาน กล่าวว่า การก้าวขึ้นเป็นองค์กรอัจฉริยะด้านน้ำของประเทศไทย พร้อมกับการเกษตรก้าวไปยุค 4.0 มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องใช้เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง ที่มีความแม่นยำสูงมาช่วยบริหารจัดการน้ำให้ประชาชน และเพื่มประสิทธิภาพผลผลิตให้เกษตรกรไทย เช่น โดรน ดาวเทียม ระบบเซนเชอร์ วัดค่าความชื้นในดิน การเตือนภัยด้วยแอพพิเคชั่นต่างๆ สิ่งสำคัญคือคนกระทรวงเกษตร จำเป็นมากต้องเร่งปรับตัว ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิตัล เขียนแผนพัฒนาการเกษตรเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 จะมาแย่งงานพัฒนาเกษตรกรเกรดเอเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกรมชลประทาน ต้องปรับตัวมากในอนาคตจะมีกฎหมายเก็บภาษีน้ำ เกิดการถ่ายโอนงานต่างๆมากขึ้น ดังนั้นการเดินหน้าเป็นองค์กรอัจฉริยะ การใช้โดรน การจัดการน้ำ คำนวนวิเคาระห์ ซึ่งการใช้โดรนเพื่อการเกษตร จะมากถึง 32.4% ของการใช้โดรนในโลกนี้

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันหลังให้ภาคเกษตร เพราะขาดแรงจูงใจ ไม่ใช่อาชีพที่สร้างรายได้ ดูจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวภาคเกษตรลดลง ห่างจากภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้ภาคเกษตรไม่มีอนาคต แต่ว่าขณะนี้มีแสงสว่างปลายอุโมงค์ มีกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ใช้ความรู้เทคโนโลยีมาทำการเกษตร ใช้ช่องทางออนไลน์ค้าขายสินค้าเกษตร แต่ยังมีเรื่องต้นทุนการผลิตที่เราแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทางออกภาคเกษตรไทยคือเทคโนโลยี ต้องท่องไว้เลย นี่คือความท้าทายยุค 4.0 การใช้โดรนในการทำเกษตร มีระบบเซนเซอร์ มีดาวเทียม สิ่งสำคัญทำอย่างไรที่จะให้เทคโนโลยีมาสู่กลุ่มเกษตรกรที่สูงอายุ และเป็นรายเล็ก ยกตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี มีปัญหาข้าวผลิตต่ำมาก มีแมลงเพลี้ยระบาด ตอนนี้มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ไปให้ความรู้ให้ปลูกข้าวพร้อมกัน ใช้โดรนถ่ายภาพ ติดตามระบาดของเพลี้ย สามารถแก้โดยการหยุดใส่ปุ๋ยยูเรีย เพียงสองฤดูผลผลิตเพิ่มเป็น 1.1 พัน กก.ต่อไร่ ยังใช้ระบบเซนเซอร์วัดความชื้นในดินรู้ว่าจะให้น้ำเมื่อไหร่ ซี่งการปรับตัวอย่างนี้ระบบราชการไทยทำไม่ได้ เพราะเคยชินกับใช้สูตรเดียวทั่วประเทศ ดังนั้นต้องปรับวิธีการคิด และเปลี่ยนแนวจัดการ เช่นการแก้ปัญาหาชลประทาน ต้องการจัดการกับความต้องการใช้ให้สมดุลทุกส่วน

กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรวอนลดนำเข้า‘เครื่องใน’3เดือน ลดผลกระทบกดดันราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344993

กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรวอนลดนำเข้า‘เครื่องใน’3เดือน ลดผลกระทบกดดันราคา

กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรวอนลดนำเข้า‘เครื่องใน’3เดือน ลดผลกระทบกดดันราคา

วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.57 น.

13 มิ.ย.61 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมร่วมระหว่างกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร โดยมีนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ , นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผูเลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี และนายวัชร เตชะสัตยา บริษัท วี.ซี.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด กับผู้นำเข้าเครื่องใน ว่า การประชุมดังกล่าวมีจุดประสงค์ในการแก้ปัญหาทุกจุดตลอดห่วงโซ่การค้าสุกร และลดผลกระทบกดดันราคาในทุกปัจจัย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าขอให้ผู้นำเข้าลดการนำเข้าในช่วง 3 เดือนข้างหน้า เพราะกลุ่มผู้เลี้ยงประเมินว่าปริมาณเครื่องในปัจจุบันที่นำเข้ามามากเกิน และจำหน่ายในราคาต่ำ เป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันราคาจำหน่ายเนื้อสุกร และให้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาตินำเสนอแผนการควบคุมการนำเข้าเครื่องใน โดยยกตัวอย่างโครงสร้างการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี ที่มีโครงสร้างช่วยชาวไร่ข้าวโพด เพื่อนำเสนอเป็นมาตรการขอความร่วมมือ หรือมาตรการคำสั่งจากส่วนราชการ ซึ่งจะเน้นให้จัดซื้อเครื่องในภายในประเทศ โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจะดำเนินการจัดทำข้อมูลผู้ประกอบการในประเทศ กับผู้นำเข้าในลักษณะจับคู่ทางธุรกิจเพื่อให้จัดซื้อจัดหาในประเทศก่อน

รายงานพิเศษ : เกษตรฯรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก-ยกระดับรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344854

รายงานพิเศษ : เกษตรฯรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ  ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก-ยกระดับรายได้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : เกษตรฯรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก-ยกระดับรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะของเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ดำเนินการโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 พัฒนาคุณภาพผลผลิตลำไยเป็นเกรด AA เพื่อกระตุ้นการบริโภคสดภายในประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก

นายสมชาย ชายณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 ซึ่งถือเป็น 1 ในนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล ตามมติคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือ Fruit Board ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) เป็นประธาน โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตลำไยคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพยกเกรด จากเกรด A เป็น AA โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมต้นจนถึงการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งจะเน้นการตัดแต่งช่อผล เพื่อให้มีปริมาณจำนวนผลในช่อให้เหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพลำไยจากเกรด A เป็น AA ให้ได้

ทั้งนี้ คาดว่าปี 2561 ผลผลิตลำไยของ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และจังหวัดตาก จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 45,757 ตัน คิดเป็นร้อยละ 7.5 เป็นผลผลิตในฤดู 386,342 ตัน (59%) และนอกฤดู 272,831 ตัน (41%) เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยนอกฤดูอย่างต่อเนื่อง และเกษตรกรยอมรับและปฏิบัติตามมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการประมาณการผลผลิตลำไยในฤดู ครั้งที่ 2/2561 ของคณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2561 พบว่า จังหวัดเชียงใหม่ มีผลผลิตสูงสุด 138,373 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 3.18 รองลงมาคือจังหวัดลำพูน 125,120 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 2.19 เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดให้มีการติดตามสถานการณ์การผลิตลำไยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ครั้งที่ 3/2561 วันที่ 25 มิถุนายน 2561 ที่จะถึงนี้

สำหรับโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพปี 2561 ที่กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตลำไยคุณภาพแก่เกษตรกร และเพิ่มปริมาณผลผลิตลำไยคุณภาพตามความต้องการของตลาด โดยมีเป้าหมายพัฒนาเกษตรกร 6,543 ราย ผลิตลำไยคุณภาพมากกว่า 28,000 ตัน ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคเหนือ โดยใช้กลไกแปลงใหญ่และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นเครื่องมือในการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการดำเนินงานแปลงใหญ่ลำไย ปี 2559–2561 ในพื้นที่ ไปแล้วจำนวน 53 แปลง เกษตรกร จำนวน 4,543 ราย และศพก.ลำไย มีจำนวน 21 ศูนย์ เกษตรกร จำนวน 17,867 ราย

“แนวทางส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพ จะใช้เทคนิคการตัดช่อลำไย ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นการตัดช่อผล ซึ่งจะช่วยเพิ่มขนาดผลลำไย และทำให้ผลมีขนาดที่สม่ำเสมอ ผลสุกเร็วขึ้น ต้นลำไยไม่โทรม ขนาดผลผลิตมีขนาดใหญ่ตรงใจกับผู้บริโภคและความต้องการของตลาดรวมถึงมีแนวทางการผลิตที่เน้นความปลอดภัยของผลผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้สูง เลือกช่วงการผลิตให้เหมาะสม และสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาด ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรสามารถทำราคาลำไยต่อกิโลกรัมที่สูงขึ้นในราคาเกรด AA เพื่อกระตุ้นการบริโภคสดภายในประเทศ และลดการพึ่งพาตลาดอินโดนีเซีย เพิ่มช่องทางแข่งขันสินค้าเกษตรกับนานาประเทศพร้อมเกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรให้อยู่พัฒนาได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ส่องเกษตร : นมโรงเรียน‘เน่า’อีกแล้วหรือ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344849

449007

ส่องเกษตร : นมโรงเรียน‘เน่า’อีกแล้วหรือ!

วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นมโรงเรียน“เน่า!”เอาอีกแล้วหรือนี่..ทันทีที่เห็นข่าวนี้แวบแรก หลายๆคนคงอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกทำนองนี้ว่าคงมีการ“โกงกินอีกแล้ว” เพราะความคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื้อฉาว“ทุจริตนมโรงเรียน”ที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งในอดีตอันไม่นานนักยังตราตรึงอยู่

อีกทั้งไม่กี่วันก่อน ก็เพิ่งเกิดกรณี“ขนมจีนคลุกน้ำปลา” อาหารกลางวันเด็กนักเรียนโรงเรียนท่าใหม่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่ส่อทุจริตเบียดบังงบฯอุดหนุนค่าอาหารของนักเรียนอย่างน่าชิงชัง โดยฝีมือผู้อำนวยการโรงเรียนที่บัดนี้ถูกย้ายออกและกำลังตั้งกรรมการสอบสวนเอาความผิดกันอยู่ เลยยิ่งตอกย้ำให้เกิดความระแวงต่อกรณีที่โรงเรียนชื่อดัง“ไผทอุดมศึกษา”ร้องเรียน พบนมที่ได้รับมอบมาแจกนักเรียนมีปัญหาคุณภาพส่อบูดเสีย ลักษณะเนื้อนมขุ่นข้น จับเป็นลิ่มก้อนคล้ายวุ้นทั้งที่ข้างกล่องนมระบุยังไม่หมดอายุ ทำให้โรงเรียนต้องแจ้งผู้ปกครอง ขอให้นักเรียนงดดื่มนมที่ได้รับแจกไป

ปฏิกิริยาตอบสนองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไล่ตั้งแต่รมว.เกษตรและสหกรณ์-กฤษฎา บุญราช ลงมา นับว่ามีความฉับไวยิ่ง เพราะต้องยอมรับว่า ข่าวเรื่องนี้อ่อนไหวง่ายต่อความรู้สึกของผู้คนและสังคม ขืนชักช้าเป็นต้องถูกถล่มยับแน่

รมว.กฤษฎารีบสั่งการให้นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์- เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้พิจารณาลงโทษบริษัทที่ส่งนมโดยเร็ว อีกทั้งให้คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมหรือ“มิลค์บอร์ด” และคณะอนุกรรมการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) ประเมินมาตรการตรวจรับนมใหม่ให้รัดกุม ป้องกันการเกิดเหตุนมเสียหรือนมไม่ได้มาตรฐาน โดยมิลค์บอร์ดต้องเอกซเรย์ทุกพื้นที่ปรับระบบวิธีการตรวจรับนมใหม่ทั้งประเทศ

ขณะนี้ผลตรวจสอบแบบง่ายสุด คือ ใช้สารละลายเบตาดีนแล้ว ไม่พบนมผสมแป้งแต่อย่างใด ตอนนี้จึงส่งให้อย.ตรวจสอบทางห้องแล็บอย่างละเอียดอยู่ ขณะที่สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ซึ่งได้โควตาส่ง “นมโรงเรียน” ดังกล่าวให้โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ออกมาขอโทษต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยนายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานกรรมการสหกรณ์ แถลงทั้งน้ำตาแสดงความเสียใจและยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง ระบุสาเหตุที่“นมบูด”เพราะความผิดพลาดเครื่องซีลบรรจุกล่องนมเสีย 1 เครื่องจากทั้งหมด 4 เครื่อง จนเครื่องทำงานไม่ต่อเนื่อง ทำให้ซีลกล่องนมได้ไม่สมบูรณ์ แต่มองด้วยตาจะไม่เห็น ประกอบกับระหว่างขนส่งมีการกระแทก กดทับ จนเกิดรอยรั่วตามรอยซีลจึงทำให้นมเสียได้ ซึ่งได้เก็บคืนนมลอตนี้ เพื่อนำไปทำลายทิ้งทั้งลอตกว่า 1 แสนกล่องที่ส่งให้ 12 โรงเรียนในกทม.และปริมณฑลแล้ว

ทั้งยืนยันว่า ทางสหกรณ์ได้เร่งรัดแก้ไขเครื่องซีล ปัจจุบันไม่พบปัญหาการผลิตแล้ว และจะนำความผิดพลาดนี้มาเป็นบทเรียน โดยขอน้อมรับความผิดและจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด “พวกเราเป็นเกษตรกรเลี้ยงโคนมได้มาร่วมตัวกันตั้งเป็นสหกรณ์ เพื่อตั้งใจผลิตนมโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพให้เด็กทุกคนได้ดื่มทุกวัน เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งนี้พวกเราเสียใจอย่างที่สุด จะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอีก”

ถ้าเป็นปัญหาเพราะเครื่องซีลเสียอย่างที่ประธานสหกรณ์โคนมไทยมิลค์อ้าง ก็นับเป็น“ความผิดพลาด”ที่ไม่เจตนา หาใช่“การทุจริต”อย่างที่บางสื่อหรือบางคนด่วนสรุปไปก่อน แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องรอผลตรวจสอบที่ชัดเจนจากแล็บของ อย.และการตรวจสอบขบวนการทั้งหมดของคณะกรรมการที่มิลล์บอร์ดตั้งขึ้น ซึ่งเชื่อว่า น่าจะไม่นานนัก

อย่างไรก็ตาม แต่ละปีรัฐได้จัดสรรงบประมาณ“นมโรงเรียน”จำนวนมาก เพื่อให้เด็กไทยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน พัฒนาทั้งร่างกายและสมองให้แข็งแรงเติบใหญ่เป็นกำลังและอนาคตสำคัญของชาติ อย่างปี 2561 นี้ จัดสรรงบฯนมโรงเรียนถึง 14,000 ล้านบาท ให้เด็กระดับอนุบาลถึงประถมต้นรวม 7.45 ล้านคนได้ดื่มนมรวม 130 วันคือ 100 วันที่โรงเรียนกับ 30 วันที่นำกลับไปดื่มช่วงปิดเทอม

งบฯนมโรงเรียนจึงต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์จริงๆ บทบาทกรณีนี้ต้องชื่นชมโรงเรียนที่ตื่นตัว และกรณีอาหารกลางวัน“ขนมจีนคลุกน้ำปลา”ก็ต้องชื่นชมเครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครองที่ใส่ใจช่วยกันตรวจตรา

สำหรับในส่วนภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯที่เป็นกำลังหลักดูแลขับเคลื่อน“มิลล์บอร์ด”ก็ต้องตื่นตัวปรับกระบวนการทุกขั้นตอนอยู่เสมอ ให้“นมโรงเรียน”ที่มีคุณภาพ ส่งถึงมือนักเรียนได้ดื่ม และทั้งช่วยเกื้อหนุนอาชีพเกษตรกรโคนมที่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ผลิตนมพร้อมดื่ม ได้พัฒนาคุณภาพ เพื่อก้าวสู่ความเข้มแข็งของสหกรณ์เองในอนาคตต่อไปด้วย

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องนำมาเป็น”บทเรียน” เพื่อปรับแก้ให้ดีขึ้นต่อไป

​สาโรช บุญแสง

ขาดทุนยับ! เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโอดราคาดิ่งเหว จี้รัฐบาลเร่งช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344882

ขาดทุนยับ! เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโอดราคาดิ่งเหว จี้รัฐบาลเร่งช่วย

ขาดทุนยับ! เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโอดราคาดิ่งเหว จี้รัฐบาลเร่งช่วย

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.55 น.

วิกฤติหนัก! สำหรับเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งที่ขณะนี้กำลังต่อสู้กับราคากุ้งที่ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ทำให้เกษตรกรหลายคนถึงกับต้องถอนใจเลิกทำอาชีพเลี้ยงกุ้ง แต่บางคนสู้เพื่อให้ตัวเองยังอยู่รอด แต่เสียงโอดโอยของเกษตรกรจะมีใครได้ยินบ้าง คงต้องรอทางฝั่งรัฐบาลว่าจะมีเสียงสะท้อนกลับมาบ้างหรือไม่ 

“ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์” ได้ติดต่อสัมภาษณ์นางเสาวนิตย์ ปั้งพาณิชย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เจ้แง้ว” เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่จังหวัดปัตตานี ถึงวิกฤติกุ้งในช่วงนี้ โดยนางเสาวนิตย์ เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าสถานการณ์วิกฤติราคากุ้งตกต่ำของประเทศไทยในขณะนี้ ไม่ใช้มีแค่เฉพาะแค่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นที่วิกฤติ ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อกุ้งมีจำนวนน้อย เราก็แก้ปัญหาด้วยการผลิตใกุ้งห้มากขึ้น แต่พอกุ้งมีจำนวนมากขึ้นราคากลับดิ่งลงอย่างน่ากลัว เพราะกระทบต้นทุนการผลิต จากกุ้งขนาด 70 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ขายได้ในราคา 180 บาท แต่ตอนนี้ตกลงมาอยู่ที่ 120 บาท ซึ่งไม่พอกับต้นทุนการผลิต เช่น ไฟฟ้า แรงงาน อาหาร และค่าอื่นๆ

นางเสาวนิตย์ ปั้งพาณิชย์ เล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อเราหันมาแก้ปัญหาด้วยการนำกุ้งไปแปรรูป แต่ก็ทำให้ไม่รู้ว่าเมื่อมีการแปรรูปกุ้งแล้วเราจะไปรอดหรือไม่ เพราะการแปรรูปกุ้งมันไม่ใช่งานที่เราถนัด เพราะเราเป็นเกษตรกรที่ทำงานกลางแดด แต่อยู่ๆ จะให้เข้ามาทำในรูปแบบโรงงานเพื่อนำกุ้งมาแปรรูปมันก็คงทำกันได้ยาก แต่ถ้าหากมันเกิดวิกฤติจริงๆ ที่เราไม่สามารถที่จะทำต่อไปได้แล้ว เราก็ต้องจำใจทำแม้จะไม่มีความถนัดก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราต้องยอมขายกุ้งในราคาที่ต่ำกว่าที่เรียกว่า “ยอมเฉือนเนื้อตัวเอง”

ส่วนเรื่องที่เคยไปเรียกร้องรัฐบาลครั้งก่อนนั้น ตอนนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวว่ารัฐบาลจะประกันราคากุ้งอย่างไร แม้แต่ทางห้องเย็นในตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรกับกุ้งที่เหลือ เราหันไปทางไหนก็ไม่มีทางออก ส่วนทางภาครัฐก็บอกได้อย่างเดียวว่าให้เรารออีก 10 วัน แต่เกษตรกรอย่างเรารอไม่ได้ เพราะค่าใช้จ่ายทุกอย่างต้องเดินไปเรื่อยๆ มีอย่างเดียวที่จะแก้สถานการณ์ได้ คือ การทำรอบให้เร็วขึ้น ขายกุ้งขนาดที่ตัวเองพอใจ

“วอนให้รัฐบาลคิดไว้ว่าเกษตรกรเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ และอยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลเราให้มากกว่านี้ ตอนที่พวกเราไปประท้วงก็มีคำตอบขยับมาให้นิดหน่อย แต่พอตกผลึกแทบใช้ไม่ได้เลย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี ชวนกินกุ้ง แต่กุ้งที่รับมายังไม่เพียงพอกับราคาที่ผลิตเลย ไม่รู้ว่าจุดวิกฤติมันคืออะไร ทำไมราคาถึงได้ดิ่งลงขนาดนี้ เหมือนตอนนี้เราเพิ่งจะได้หายใจ เราทำอาชีพนี้อาชีพเดียว และทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ” นางเสาวนิตย์ กล่าว

นางเสาวนิตย์ ปั้งพาณิชย์ เปิดเผยด้วยว่า สำหรับต้นฟาร์มเลี้ยงกุ้ง เราจะเลี้ยงกุ้งที่คัดมาแล้วภายใน 3 เดือนก็สามารถขายได้ ส่วนงบประมาณ 4 ไร่ต่อ 1 บ่อ ลงกุ้งประมาณ 500,000 ตัว ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 450,000 บาท หากอยู่ในช่วงที่ราคากุ้งยังไม่ตกจะได้กำไรบ่อละ 300,000 บาท ถ้าเราได้พันธุ์กุ้งที่ดี อัตราการรอดสูง แต่ตอนนี้สถานการณ์ในขณะนี้ขาดทุนบ่อละ 100,000 บาทเท่านั้น

“ถ้าเราหยุดทำอาชีพเลี้ยงกุ้ง แรงงานที่เราจ้างเขาจะอยู่อย่างไร บ่อเลี้ยงของเราก็ร้าง แล้วยิ่งอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วยเข้าทางเขาเลย เพราะจะได้ยึดแล้วเอาอย่างอื่นมาลงแทน แล้วเราจะทำอย่างไรต่อ สู้ก็แล้ว กลัวก็กลัว เราขอแค่ราคาขยับตัวขึ้นแล้วเราสามารถอยู่ได้ อย่าให้ต้องขาดทุนทุกรอบที่ลงกุ้งเลย”  เจ้แง้ว กล่าว

พร้อมกับกล่าวต่อว่า ถ้าให้เราลดการผลิตกุ้งให้น้อยลง อย่าทำเลยดีกว่า เพราะไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตเลย ไม่รู้ว่าภาครัฐคิดอะไรอยู่ ประเทศเรามีต้นทุนการเกษตรมากกว่าหลายประเทศ แต่เรากลับปล่อยให้ประเทศอื่นมากำหนดราคาเป็นเพราะอะไร

ด้านนายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงปัญหาวิกฤติราคากุ้งตกต่ำในงานเทศกาลกิน กุ้ง กัน 2018 ที่จัดขึ้่นระหว่าง 8-10 มิ.ย.ที่ผ่านมาที่เทสโก้ โลตัส พลัสมอลล์ บางใหญ่ โดยมีเกษตรกรเลี้ยงกุ้งจาก 4 จังหวัดภาคใต้ร่วมงานด้วยว่า ขณะนี้ทิศทางราคากุ้งในประเทศน่าจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หรือมากกว่า 120 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับกุ้งขาวขนาดไม่เกิน 100 ตัวต่อกิโลกรัม จากก่อนหน้านี้ราคา 100 -110 บาท หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้ามาตรการผลักดันให้ราคาในประเทศสูงขึ้น ทั้งการขอความร่วมมือผู้ส่งออกรับซื้อกุ้งในราคาที่สูงกว่าต้นทุนหรือไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 115 บาท และการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันกุ้งไทยเข้าไปขายในช่องทางอีคอมเมิร์ซต่างๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำระยะยาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเดินหน้าหาแนวทางบริหารจัดการฟาร์มกุ้งเพื่อลดต้นทุนการผลิต และให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะช่วยแก้วิกฤติกุ้งราคาตกอย่างจริงจังได้อย่าง? นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ผมอยากให้ราคากุ้งดีขึ้นอยู่แล้ว เพราะกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงกุ้งผมเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง ซึ่งตอนนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่ โดยเริ่มจากจะทำอย่างไรให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้ เช่น ค่าไฟฟ้า อาหาร และลูกกุ้ง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ยั้งยืน โดยสิ่งที่ยั้งยืน คือ หาตลาดเพิ่มขึ้น เราตั้งเป้าหมายไว้ 400,000 ตัน แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ 300,000 ตัน ยังยากเลยถ้าสถานการณ์ตลาดยังเป็นอย่างนี้  เราต้องคิดร่วมกันกับเกษตรกร แต่หากคิดแล้วเขาไม่ร่วมก็ไม่มีประโยชน์อะไร และอีกมุมหนึ่งหากคิดแล้วรัฐบาลไม่ช่วยดำเนินการก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่อยู่ในสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งมีทั้งหมด 12 สหกรณ์ มีสมาชิก 2,500 กว่าคน พื้นที่ประมาณ 14,000 ไร่ ผลผลิตอยู่ที่ 130,000 ตันต่อปี ถือว่าเป็นส่วนน้อยมากสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจากทั่วประเทศ

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344833

'อธิบดีปศุสัตว์'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 15.44 น.

12 มิ.ย.61 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ผ่านมา นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สหกรณ์โคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จ.กำแพงเพชร และพบปะกลุ่มเกษตรกรในสหกรณ์ฯ พร้อมด้วยปศุสัตว์เขต 6 ปศุสัตว์จังหวัดกำแพงเพชร ผู้อำนวยการกองแผนงาน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ ผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ และผู้ปฎิบัติงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เป็นการเลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่แปลงใหญ่ โดยมีเครือข่ายและสมาชิกในการเชื่อมโยงกลางน้ำและปลายน้ำ เป็นตลาดเนื้อโคขุนที่แรกของจังหวัดกำแพงเพชร มีเนื้อที่ขึ้นชื่อคือ “ปางศิลาทอง บีฟ” ซึ่งนำมาแปรรูปได้รสชาติดี อยู่ในโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 2 มีการผลิตอาหารโคขุนไว้ใช้เองในกลุ่มสมาชิก โดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แซมไร่มัน และปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเป็นพืชอาหารสัตว์ มีการทำงานวิจัยร่วมกับกรมปศุสัตว์เพื่อช่วยกระบวนการผลิต สามารถลดต้นทุน และกำลังดำเนินการเพื่อเป็น Feed Center ต่อไป

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรสมาชิกจะมีรายได้เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงโคเนื้อและมีรายได้เสริมเพิ่มจากการจำหน่ายมูลโค ซึ่งทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กรมชลฯครบรอบ116ปี! ลุยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน60ล้านไร่ แก้ปัญหาแล้ง-ท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344824

กรมชลฯครบรอบ116ปี! ลุยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน60ล้านไร่ แก้ปัญหาแล้ง-ท่วม

กรมชลฯครบรอบ116ปี! ลุยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน60ล้านไร่ แก้ปัญหาแล้ง-ท่วม

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 15.18 น.

12 มิ.ย.61 ที่กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานเปิดกิจกรรมการจัดแสดงนิทรรศการ “ย้อนรอย 116 ปี กรมชลประทาน สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรมชลประทาน” เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบ 116 ปี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 มิ.ย.นี้ ว่า กรมชลประทานจะมีอายุครบ 116 ปี ในวันที่ 13 มิ.ย.ซึ่งเป็นปีแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ได้ดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้อย่างสัมฤทธิ์ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการน้อมนำศาสตร์พระราชามาสานต่อในการแก้ปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ

รวมทั้งยังประสบผลสำเร็จในการจัดหาแหล่งน้ำ การป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง – น้ำท่วม การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมองค์ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้มากกว่าในอดีตที่ผ่านมาถึง 3 เท่าตัว จากเดิม 30.3 ล้านไร่ เพิ่มอีก 2.4 ล้านไร่ รวมเป็น 32.7 ล้านไร่ โดยเป้าหมายต้องเพิ่มให้ถึง 60 ล้านไร่ ซี่งจะแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้หมดไป และในแผนยุทธศาสตร์น้ำ วางเป้าเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 8.4 ล้านไร่ ช่วง 12 ปีนี้ รวมทั้งในปี 60 ได้ใช้การบริหารจัดการน้ำ ร่วมกับพื้นที่แก้มลิง ปรับปฎิทินเพาะปลูก 13 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา และทุ่งบางระกำ สามารถแก้ปัญหาอุกทภัยได้ผล ขณะที่มีน้ำมากเท่ากับปี 54 แต่ไม่เกิดความเสียหายมากอย่างเช่นปี 54 โดยนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯได้สั่งการขยายผลโมเดลแก้มลิงมาใช้รับน้ำหลากจากภาคเหนือ ช่วงเดือน ส.ค. – ต.ค.ในฤดูฝนปีนี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่ามีฝนตกในเกณฑ์เฉลี่ยปกติ ทำให้รับมือปัญหาอุทกภัยได้ ร่วมกับการจัดการน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่ง ที่กักเก็บน้ำได้อีกกว่า 1.4 หมื่นล้าน ลบ.ม.

นายมนัส กล่าวว่าสำหรับเป้าหมายขึ้นสู่ปีที่ 117 จะเร่งรัดโครงการตามพระราชดำริ 157 โครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 เร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มประสิทธิภาพศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะให้พยากรณ์และเตือนภัยได้อย่างแม่นยำ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน น้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติผ่านหลักสูตรการอบรม เตรียมการรองรับแผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ด้านทรัพยากรน้ำ)

ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมต่างๆ ของกรมชลประทาน อาทิ การจำลองการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) การจัดแสดงบอร์ดนิทรรศการ Big Data ด้านบริหารจัดการน้ำชลประทาน การก่อสร้างประตูระบายน้ำ การพัฒนาเครื่องจักรกลด้านชลประทาน และร่วมตื่นตาตื่นใจกับนวัตกรรมชลประทานที่นำมาจัดแสดงให้ชมกันอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างถนนลูกรังผสมยางพารา นวัตกรรมเครื่องมือสำรวจชลประทาน กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องตอกทดลองเพื่อหาการรับน้ำหนักของดิน เรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก พร้อมสัมผัสการสาธิตการใช้โดรนชนิดต่างๆ ที่ใช้ในการสำรวจงานชลประทาน เป็นต้น โดยมีนักเรียน นักศึกษา ได้แจ้งล่วงหน้าขอเข้าชมงานตลอด3 วันและมีเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ ประชาชนทั่วไปผู้สนใจเข้าชมงานจำนวนมาก รวมทั้งได้เปิดเอ็มวีเพลง ชลประทานเพื่อประชาชน ซี่งแต่งเนื้อเพลงและขับร้องโดย นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนักร้องรับเชิญ นายแอ็ค คาราบาว ยืนยง โอภากุล ร่วมเป็นขับร้องด้วย

ครบรอบ50ปีเกษตรนครพนม โชว์ผลงานเด่นด้านการส่งเสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344771

ครบรอบ50ปีเกษตรนครพนม โชว์ผลงานเด่นด้านการส่งเสริม

ครบรอบ50ปีเกษตรนครพนม โชว์ผลงานเด่นด้านการส่งเสริม

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 13.11 น.

12 มิ.ย.61 ภายในห้องประชุมศูนย์สารสนเทศยางพารานครพนม ข้างสวนหลวง ร.9 ริมถนนหลวงแผ่นดินสาย 212(นครพนม-ท่าอุเทน) เขตเทศบาลเมืองนครพนม นายเกษม รักสุจริต เกษตรจังหวัดฯ ร่วมกับ นางพจนี ฤทธิกุล หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นายวินัย คงยืน หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต นายวีรพงษ์ วรรณลา รักษาการหัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร แถลงผลงานการส่งเสริมการเกษตร ในวาระครบรอบ 50 ปี ของกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งอยู่เคียงและช่วยเหลือเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่น มีการขับเคลื่อนงานส่งเสริมและแก้ปัญหาแก่กลุ่มเกษตรกรอย่างมากมาย

นายเกษม กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และสร้างโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลด้านการเกษตรที่ถูกต้อง รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ รวมไปถึงการเสริมสร้างความเข้าใจด้านงานส่งเสริมการเกษตร ทั้งยังโชว์ผลงานเด่นของเกษตรกรในพื้นที่ ที่ประสบความสำเร็จมีรายได้อย่างยั่งยืน และเกิดการต่อยอดพัฒนาอาชีพให้ดียิ่งขึ้นไป

ขณะที่นางพจนีฯกล่าวถึงการขับเคลื่อนงานจากนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ รวมไปถึงการทำงานแบบบูรณาการ เกิดการสร้างเครือข่ายจากความสำเร็จของเกษตรกร พร้อมจะมอบรางวัลดีเด่นแก่ผู้สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดนครพนม ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีผลิตผลเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ก่อเกิดรายได้เข้ามาในจังหวัดมากมาย

นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2561 เกษตรจังหวัดฯได้ต่อยอดผลงานจากปี 60 เช่นโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี สามารถสร้างอาชีพตามความต้องการของชุมชนใน 123 ชุมชน จนเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน รวมทั้งในปี 60 ที่ผ่านมา มีเกษตรกรประสบอุทกภัยใน 11 อำเภอ ได้รับความเดือดร้อนผลผลิตเสียหาย รัฐบาลมีมติให้กระทรวงเกษตรฯ ยึดแนวทางการดำเนินงานโครงการ 9101 เข้าฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตร เร่งช่วยเหลือหลังน้ำลดเป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร

ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มการขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพการปลูกกล้วยเชิงการค้าและการตลาด ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยการนำผู้สนใจไปศึกษาดูงานการปลูกกล้วยหอมทอง พร้องทั้งจัดอบรมเพิ่มทักษะเสริมความรู้ในก่รปลูกกล้วยหอมทองให้ได้คุณภาพ ควบคู่กับการปลูกพืชปลอดภัยในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวออกสู่ประชาคมอาเซี่ยนฯลฯ

ล่าสุดชาวไร่สับปะรดประสบปัญหาราคาตกต่ำ เกษจรจังหวัดฯรวมมือกับพาณิชย์ฯ เกษตรและสหกรณ์ฯ พร้อมหน่วยงานในสังกัด ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 210(มทบ.210) บูรณาการร่วมแก้ไขปัญหา โดยผลผลิตสับปะรดปี 2561 ออกสู่ตลาดพร้อมกันประมาณวันละ 70 ตัน แต่เกษตรกรขายได้เพียงวันละ 40 ตัน ทำให้มีผลผลิตตกค้างอยู่ประมาณวันละ 30 ตัน  จึงหาตลาดค้าส่งเพื่อระบายสินค้าจากเดิมราคาตกแค่กิโลละ 4 บาท ปัจจุบันราคาถีบสูงขึ้นเป็นกิโลละ 6 บาท หากขายปลีกจะอยู่ที่กิโลละ 8 บาท ซึ่งเกษตรกรต่างพอใจในการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือราคาสับปะรดตกต่ำได้ระดับหนึ่ง

รณรงค์ชาวนาตัดใบข้าว! ช่วยลดต้นทุนเพิ่มปุ๋ย-ผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344729

รณรงค์ชาวนาตัดใบข้าว! ช่วยลดต้นทุนเพิ่มปุ๋ย-ผลผลิต

รณรงค์ชาวนาตัดใบข้าว! ช่วยลดต้นทุนเพิ่มปุ๋ย-ผลผลิต

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 10.00 น.

12 มิ.ย.61นายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ในปีนี้ทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 2 ล้าน 7 แสนไร่ โดยเป็นนาหว่านประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ และอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นนาดำ แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้นาข้าวของเกษตรกร ได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง จึงทำให้นาข้าวโดยเฉพาะนาหว่าน ได้รับผลกระทบ ที่เกิดจากหญ้าและวัชพืชขึ้นมาปะปนกับต้นข้าว ดังนั้นทางสำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ จึงได้มีนโยบายในการแก้ไขปัญหา ด้านการกำจัดวัชพืชให้กับเกษตรกร โดยการรณรงค์ให้ชาวนาที่ทำนาหว่าน ได้มีการตัดใบข้าว เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิต และเพิ่มปุ๋ย

รวมทั้งยังเป็นถึงการกำจัดวัชพืชไปในตัวด้วย ประกอบกับ จ.บุรีรัมย์ ได้มีนโยบายการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ เพื่อลดการใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช
ทั้งนี้ สำหรับการตัดใบข้าว เกษตรกรควรตัดใบข้าวที่สูงจากพื้นดินประมาณ 15 เซนติเมตร

สำหรับนาที่ไม่มีน้ำ ส่วนนาที่มีน้ำขังอยู่ ก็ให้ตัดสูงกว่าน้ำประมาณ 1 นิ้ว และตัดแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ในนา แล้วใช้น้ำหมักอีเอ็มฉีดพ่น เพื่อให้ทั้งใบข้าวและใบหญ้าย่อยสลาย หมักเป็นปุ๋ย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์ จากการตัดใบข้าวด้วย และยังเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มผลผลิตอีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากเมื่อตัดใบข้าวแล้วข้าวแตกกอเพิ่มมากขึ้นด้วย
ซึ่งคาดว่าเกษตรกรที่ตัดใบข้าว น่าจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ และถือว่าเป็นมูลค่าที่คุ้ม และเกษตรกรก็มีเวลาเหลือเฟือ และค่าจ้างตัดก็ไม่แพง ประกอบกับเครื่องตัดหญ้านั้น เป็นเครื่องมือที่หาไม่ยากแล้วในปัจจุบันนี้

พร้อมกันนี้ เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ ยังได้กำชับให้เกษตรอำเภอทุกแห่ง เร่งรณรงค์ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยเฉพาะผู้ที่ทำนาหว่าน ได้มีการตัดใบข้าวในทุกอำเภอด้วย