เชิดชูอาสาสมัครเกษตร สสก.1ดันบทบาทสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345360

x

เชิดชูอาสาสมัครเกษตร สสก.1ดันบทบาทสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 (สสก.1) จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สสก.1 ได้จัดเวทีเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตร ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมทั้งได้หารือกับอาสาสมัครเกษตร เพื่อวางแนวทางประชาสัมพันธ์การทำงานของอาสาสมัครเกษตร ให้เกษตรกรได้รับรู้เป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอาสาสมัครเป็นบุคคลที่มีสำคัญ ในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนภาคการเกษตรที่จะพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งได้ ถ้าอาสาสมัครเกษตรได้มีโอกาสมาเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างอาสาสมัครเกษตรเองและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรก็จะทำให้การทำงานดำเนินไปอย่างเข้มแข็งและเกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตร

สำหรับตัวเลขอาสาสมัครเกษตรที่มีอยู่ทั่วประเทศคือ 75,138 คน ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท มีอาสาสมัครเกษตรทั้งสิ้น 5,739 คน (คิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนทั้งประเทศ) โดยแยกเป็นรายจังหวัด ดังนี้ พระนครศรีอยุธยา 1,411 คน ลพบุรี 1,097 คน สระบุรี 940 คน อ่างทอง 521 คน ชัยนาท 501 คน ปทุมธานี 413 คน สิงห์บุรี 357 คน นนทบุรี 320 คน และกรุงเทพมหานคร 179 คน โดยอาสาสมัครเกษตรที่ได้รับคัดเลือกจากสำนักงานเกษตรจังหวัดทั้ง 9 จังหวัดที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขต 1 เพื่อเข้ารับโล่รางวัลและเกียรติบัตรในปีนี้มีด้วยกันทั้งหมด 220 คน โดยมีผู้ที่ได้รับทั้งโล่รางวัลและเกียรติบัตรจังหวัดละ 1 คน เป็นจำนวน 9 คน ส่วนอีก 211 คน ได้รับเกียรติบัตร โดยอาสาสมัครทั้ง 220 คนนี้ ครอบคลุม 16 สาขาอาชีพ ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะดูแลอาสาสมัครเกษตรในสาขาของหน่วยงานนั้นๆ ได้แก่ เกษตรหมู่บ้าน อาสาสมัครชลประทาน อาสาสมัครสหกรณ์ อาสาฝนหลวง อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประมงอาสา ครูบัญชี เศรษฐกิจการเกษตรอาสา ครูยาง หมอดินอาสา อาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ อาสาสมัครเกษตรบริหารงานและขับเคลื่อนงานตามบทบาทหน้าที่ในรูปแบบของคณะกรรมการ

เคลื่อนแผนปฏิรูปประเทศด้านน้ำ กรมชลเตรียมพร้อมก้าวสู่ปี117-จัดยิ่งใหญ่ครบรอบสถาปนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345361

x

เคลื่อนแผนปฏิรูปประเทศด้านน้ำ กรมชลเตรียมพร้อมก้าวสู่ปี117-จัดยิ่งใหญ่ครบรอบสถาปนา

วันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน จะมีอายุครบ 116 ปี ในวันที่ 13 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นปีที่กรมชลประทานดำเนินงานด้านต่างๆ ได้อย่างสัมฤทธิผล โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การน้อมนำศาสตร์พระราชามาสานต่อในการแก้ปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ รวมทั้งยังประสบผลสำเร็จในการจัดหาแหล่งน้ำ ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมองค์ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้ครอบคลุมทั้งประเทศ

ทั้งนี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กรมชลประทานประสบความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักและพื้นที่ชลประทานได้มากกว่าในอดีตที่ผ่านมาถึง 3 เท่าตัว จากเดิม 30.3 ล้านไร่ เพิ่มอีก 2.4 ล้านไร่ รวมเป็น 32.7 ล้านไร่ และเพิ่มปริมาณการเก็บกับน้ำต้นทุนในระบบชลประทานจาก 79,898 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็น 81,841 ล้านลบ.ม. รวมทั้งยังสามารถจัดรูปที่ดินเพื่อการเกษตรได้ 444,800 ไร่ โดยเฉพาะในการก่อสร้างโครงการชลประทานในปี 2560 สามารถดำเนินการได้ถึง 274 โครงการ เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 437.74 ล้านลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 434,00 ไร่ ส่วนแผนการในปี 2561 ตั้งเป้าที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 427,224 ไร่ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำให้ได้ 154.8 ล้านลบ.ม. และวางแผนปรับปรุงบำรุงรักษา ซ่อมแซมอาคารชลประทานทั่วประเทศอีก 6,960 โครงการ

สำหรับเป้าหมายการขับเคลื่อนกรมชลประทานขึ้นสู่ปีที่ 117 จะเร่งรัดการดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริที่ยังไม่ได้ดำเนินการ 157 โครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 เร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมทั้งจัดทำแผนงานรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำด้วยการต่อยอดศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะให้สามารถพยากรณ์และเตือนภัยได้อย่างแม่นยำ นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้พัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบ เตรียมการรองรับแผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรน้ำ ส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร Water for All และส่งเสริมการจัดกิจกรรมสวัสดิการและนันทนาการต่างๆ

สำหรับการจัดงานนิทรรศการ “ย้อนรอย 116 ปี กรมชลประทาน สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรมชลประทาน” ในระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน ที่กรมชลประทาน สามเสน นั้น นายมนัสกล่าวว่า ภายในงานดังกล่าวมีการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมต่างๆ ของกรมชลประทาน อาทิ การจำลองการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) การจัดแสดงบอร์ดนิทรรศการ Big Data ด้านบริหารจัดการน้ำชลประทาน การก่อสร้างประตูระบายน้ำ การพัฒนาเครื่องจักรกลด้านชลประทาน และร่วมตื่นตาตื่นใจกับนวัตกรรมชลประทานที่นำมาจัดแสดงให้ชมกันอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างถนนลูกรังผสมยางพารา นวัตกรรมเครื่องมือสำรวจชลประทาน กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องตอกทดลองเพื่อหาการรับน้ำหนักของดิน เรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก พร้อมสัมผัสการสาธิตการใช้โดรนชนิดต่างๆ ที่ใช้ในการสำรวจงานชลประทาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ คลินิกพัสดุ บูธการออกบัตรราชการแบบรอรับได้ทันที ร่วมสนุกไปกับเกมบริหารจัดการน้ำบนจอยักษ์ 50 นิ้ว พร้อมรับของแจกและของรางวัลมากมายภายในงาน หรือจะร่วมสร้างโลกสีเขียวด้วยกล้าไม้ ที่นำมาแจกจ่ายกันถึงที่กว่า 10,000 ต้น

“สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปผู้สนใจ สามารถเข้าร่วมชมงานนิทรรศการวันคล้ายวันสถาปนา 116 ปี กรมชลประทานได้ ตั้งแต่วันที่ 12-14 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ณ สนามหญ้าบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพมหานคร” นายมนัส กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : ฟังเสียงเกษตรกรกันบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345336

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ฟังเสียงเกษตรกรกันบ้าง

วันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การเป็นประชาธิปไตยที่ใครๆ ต่างเรียกร้องหาคือการใช้สิทธิในการออกเสียง เสียงข้างน้อยต้องเคารพและยอมรับเสียงข้างมาก คนแพ้ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ก็มีไม่น้อยที่คนแพ้ ไม่ยอมแพ้ แต่กลับเรียกร้องและยืนยันในสิ่งที่ตนเองบอกว่าถูกต้องเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง พร้อมทั้งสร้างเรื่องราวใส่ร้ายคนอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับตน…..กรณีเช่นว่านี้มีให้เห็นบ่อยๆ ในบ้านเมืองเรา

เมื่อวันอังคาร สัปดาห์ที่แล้ว มีกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าเป็น “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร” ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช เรียกร้องให้ทบทวนมติและกระบวนการพิจารณาเพื่อยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร คลอไพริฟอส และพาราควอต ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีประเด็นขัดแย้งมานานข้ามปี

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่ยกเลิกการใช้ พาราควอต คลอไพริฟอส แต่ให้จำกัดการใช้ โดยมอบให้กรมวิชาการเกษตร ของ อธิบดี สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ไปจัดทำหลักเกณฑ์ การจำกัดการใช้มาเสนอคณะกรรมการภายใน 60 วัน คงเป็นงานชิ้นโบว์แดงชิ้นหนึ่ง ที่ท่านอธิบดีจะทิ้งไว้ก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ ถ้าเหตุการณ์ไม่พลิกผันเป็นอย่างอื่นเสียก่อน….

สารเคมีอีกชนิดหนึ่ง คือ ไกลโฟเซต มีมติให้จำกัดการใช้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็มีประเด็นเรียกร้องจากเกษตรกรเหมือนกันว่าที่กำหนดหลักเกณฑ์จำกัดการใช้มานั้น ไม่ต่างอะไรกับการยกเลิกการใช้เพราะดูเหมือนว่าจะใช้ไม่ได้เลยสักสถานที่เดียว ทั้งใกล้แหล่งน้ำ ทั้งที่ชุมชน ที่สาธารณะ เพราะพื้นที่เพาะปลูกย่อมต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำ และชุมชน ที่สาธารณะ เช่น 2 ข้างถนนที่มีวัชพืชขึ้นรกจนไม่สามารถจะใช้แรงงานกำจัดได้ จำเป็นต้องใช้สารเคมี ก็เข้าข่ายใช้ไม่ได้ด้วยเช่นกัน ถ้าจำกัดโดยใช้พื้นที่แบบนี้ก็ดูท่าจะไม่ถูกต้องนัก

เมื่อย้อนกลับไปดูเครือข่าย ที่มาร้องเรียนระบุว่ามีจำนวนถึง 686 องค์กร ก็ค่อนข้างแปลกใจว่า เป็นเครือข่ายชื่อเรียงเสียงไร อยู่ที่ไหนกันบ้าง ทำไมจึงรวมตัวได้มากขนาดนี้ ถ้ามีตัวตนจริง ทำไมไม่เรียกร้องในเรื่องอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย และสวัสดิภาพของประชาชนที่น่าจะร้ายแรงกว่าสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร 3 ชนิดนี้ เช่น ยาเสพติด บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยะพิษที่มีคนลักลอบขนเข้ามาในประเทศนับหมื่นๆ ตัน รวมทั้ง เครื่องสำอาง อาหารเสริม ยาลดความอ้วน ที่ผลิตออกมาหลอกลวงประชาชน…..

อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องสารเคมีที่ว่านี้ โดยขึ้นต้นว่า “คนร้องไม่ได้ใช้ คนใช้ (เกษตรกรส่วนใหญ่) กลับไม่มีปากเสียง” อันที่จริงเกษตรกรมีปากเสียง เกษตรกรออกมาแสดงความคิดเห็น เกษตรกรออกมาบอกว่าใช้มานานแล้วไม่เห็นมีอันตรายใดๆ ถ้าใช้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำ ไม่ได้ใช้เอาไปดื่มกินเพื่อฆ่าตัวตาย แต่น้อยสื่อที่เอาเสียงของเกษตรกรมาเผยแพร่

เกษตรกรถามหาสิ่งที่มาใช้ทดแทนที่ราคาพอกัน ไม่ใช่มีการเสนอสารเคมีทดแทนสารเคมีที่เรียกร้องให้มีการยกเลิกที่ราคาแพงกว่าเท่าตัวหรือหลายเท่าตัว ทีอย่างนี้ไม่เห็นเครือข่าย ออกมาเรียกร้องหรือร้องเรียนช่วยให้เกษตรกร ได้ใช้ของดีที่ไม่เป็นอันตรายในราคาที่ไม่สูงจนเกินไปบ้าง

ส่วนข้อเสนอของเครือข่าย ที่ให้เก็บภาษีจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรงมาเยียวยาให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบนั้น ฟันธง
ได้เลยว่า บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ไม่เดือดร้อน เพราะผลักภาระภาษีให้กับผู้ซื้อได้แน่นอน ผู้เดือดร้อนคือเกษตรกรที่ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น ส่วนการเอาภาษีมาเยียวยาคงต้องมีกฎระเบียบปฏิบัติที่เกษตรกรอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย…เสียหายหลักแสน แต่ได้รับเยียวยาแค่หลักพัน….มีเกษตรกรที่เป็นแกนนำ ออกมาคัดค้านการยกเลิกการใช้ สารเคมี 2-3 ชนิดดังกล่าวที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เพราะถ้ายกเลิกเขาเดือดร้อน แต่บรรดาเครือข่าย กลับบอกว่า เขาเหล่านั้นไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง แต่คนในเครือข่าย ที่บางคนอาจไม่เคยทำการเกษตร ไม่เคยใช้สารเคมีดังกล่าวด้วยซ้ำกลับบอกว่าต้องเลิกเพราะเป็นอันตราย….

เห็นด้วยกับแนวคิดให้ใช้วิธีการรณรงค์ เหมือนรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนทั่วไปรู้ว่าบุหรี่อันตรายอย่างไร มีเขตห้ามสูบบุหรี่ ถ้าใครอยากสูบต้องไปอยู่ในสถานที่ที่จัดไว้ให้ เราก็มาใช้วิธีการรณรงค์ให้เกษตรกรตระหนักถึงอันตรายของสารเคมีที่ใช้ ให้ความรู้และรณรงค์ให้เกษตรกรใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามคำแนะนำ ถ้าจะมีการจำกัดการใช้ก็พิจารณาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

เลิกเสียทีข้อความที่ว่า “แผ่นดินอาบสารพิษ” ที่เผยแพร่ไปทั่ว มันทำร้ายประเทศที่เราอาศัยอยู่มากเกินไป……ถ้าเป็นแผ่นดินอาบสารพิษจริง สินค้าเกษตรของเราคงส่งออกไปขายต่างประเทศไม่ได้ เกษตรกรที่ทำการผลิตพืชต่างๆ คงตายกันหมดแล้ว…..

แว่นขยาย

งานเข้า! สั่งสอบ’เลขาสปก.’ เตะถ่วงยึดคืนที่ดิน’สวนปาล์ม’ชุมพรจากนายทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345438

งานเข้า! สั่งสอบ'เลขาสปก.' เตะถ่วงยึดคืนที่ดิน'สวนปาล์ม'ชุมพรจากนายทุน

งานเข้า! สั่งสอบ’เลขาสปก.’ เตะถ่วงยึดคืนที่ดิน’สวนปาล์ม’ชุมพรจากนายทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 20.19 น.

วันที่ 14 มิถุนายน นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) กรณีที่ไม่เร่งรัดดำเนินการเรียกที่ดินคืนจากจาก บริษัท สหไทยน้ำมันพืช จำกัด จำนวน 6,000 ไร่ แปลงที่ 83 จังหวัดชุมพร ทั้งที่ สำนักงานกฤษฏีกา ได้มีหนังสือตอบกลับมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินของ สปก. แล้ว ตั้งแต่ สปก. มีแผนงานโครงการกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมาย ตามที่มีคำสั่งคสช.ที่ 36/2559 ใช้มาตรา 44 เรียกคืนที่ดินจากผู้ถือครองรายใหญ่โดยมิชอบ และกรมป่าไม้ ได้ยอมรับว่าที่ดินดังกล่าวไม่ผูกพันกับกรมป่าไม้แล้ว แต่เมื่อสอบถามความคืบหน้า กลับได้รับคำตอบว่ากฤษฎีกายังไม่ตอบกลับมา ทำให้ตนต้องมาเร่งรัดดำเนินการเอง  ทั้งที่เป็นหน้าที่ของเลขาฯสปก.ตามคำสั่งคสช. ที่ 36/2559   เมื่อตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก็จะได้รู้ว่าเหตุจากความล่าช้าคืออะไร เพราะขณะนี้ประชาชนกว่าเกือบพันคน รอที่ดินดังกล่าว

สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องสอบก็คือ เมื่อกฤษฏีกาตอบมาเช่นนั้น ทำไม่สปก.ไม่เข้าดำเนินการ และเมื่อได้สอบถามความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว ก็ได้รับคำตอบจากเลขาธิการสปก. ไม่ชัดเจน โดยตนเป็นฝ่ายนโยบายที่เพิ่งเข้ามา จึงต้องต้องรัดกุม จนต้องมีหนังสือด่วนที่สุด ที่กษ. 1204/2728 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 เรียน รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อขอทราบผลการพิจารณาของ กรมป่าไม้ กรณีที่แปลงที่ 83 แปลงในการครอบครองของ บริษัทสหไทยน้ำมันพืช จำกัด 6,083 ไร่ ขอให้ยืนยันอำนาจอีกครั้งเพื่อจะได้เข้าดำเนินการและจะได้ไม่มีปัญหาขัดแย้งระหว่างสองหน่วยงาน เมื่อกรมป่าไม้ยังไม่ตอบ ทำให้ฝ่ายนโยบายต้องมีคำสั่งให้ สปก. จ.ชุมพร ชะลอการเข้าไปยึดคืนพื้นที่ ทั้งที่ได้เตรียมแผนร่วมกับฝ่ายความมั่นคงแล้ว ตามแผนวันที่  12 มิถุนายน 2561 โดยในวันเดียวกันนั้น ก็ได้ทราบว่า รักษาการอธิบดีกรมป่าไม้ ได้มีหนังสือด่วนที่สุดว่าได้แจ้ง รมว.ทส. ว่า ได้มีหนังสือถึงสำนักทรัพยากรป่าไม้เขต 11 และ สปก.จังหวัด ไปแล้วว่า ที่ดินไม่อยู่ในอำนาจของกรมป่าไม้ มาตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน 2560 และ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ว่าเป็นอำนาจของ สปก.

“ดังนั้น จึงชัดเจนว่าเป็นที่ดิน สปก. แต่ทำไมเลขาธิการ สปก. ไม่มีการสั่งการเข้าดำเนินการ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่มีแผนจะเข้าดำเนินการ 12 มิถุนายน 2561 แทนที่จะรายงานให้ผมเข้าใจว่า เหตุการณ์ถึงไหนแล้วเพื่อดำเนินการ ยังตอบผมไม่ได้ จนต้องมีหนังสือถามกันไปมา และสุดท้ายกลายเป็นว่า สปก. ไม่เข้าไปดำเนินการเอง ก็ต้องสอบออกมาว่าเพราะอะไรถึงไม่ดำเนินการ   ซึ่งเมื่อวันที่  13 มิ.ย.  ผมได้สั่งการให้สปก.จังหวัดชุมพรเดินหน้าตามแผนและขอหมายจากศาลเข้าไปในพื้นที่” นายกฤษฏา กล่าว

ต้องได้มาตรฐาน! ‘อธิบดีปศุสัตว์’ถกเข้มสางปัญหา’นมโรงเรียน’บูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345404

ต้องได้มาตรฐาน! 'อธิบดีปศุสัตว์'ถกเข้มสางปัญหา'นมโรงเรียน'บูด

ต้องได้มาตรฐาน! ‘อธิบดีปศุสัตว์’ถกเข้มสางปัญหา’นมโรงเรียน’บูด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.01 น.

14 มิ.ย.61 เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ห้องประชุม 1 ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ครั้งที่ 8/2561 พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และรัฐวิสาหกิจ โดยมีองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) เป็นเลขานุการ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1.การสอบสวนดำเนินการแก้ไขปัญหานมโรงเรียนที่มีปัญหาของกรมปศุสัตว์ อย.และ อสค.และหน่วยงานในพื้นที่

2.ติดตามผลการดำเนินงานตามมติที่ประชุมที่ผ่านมา

2.1 การจัดสรรสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภาคเรียนที่ 1/2561

2.2 ประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม)โรงเรียน ภาคเรียนที่ 1/2561 (ฉบับที่ 3)

2.3 ผู้ประกอบการรายใหม่ขอเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภาคเรียนที่ 2/2561

3.การขอคืนสิทธิพื้นที่ของผู้ประกอบการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภาคเรียนที่ 1/2561

4.การกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนระดับ จังหวัดและคณะกรรมการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนระดับอำเภอ เพื่อขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่

5.การเตรียมการจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภาคเรียนที่ 2/2561

6.การบริหารจัดการระบบนมโรงเรียน เพื่อให้ได้นมที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสอดคล้องตามหลักเกณฑ์ฯ ภาคเรียนที่ 1/2561

ส่วนกรณีของสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด ที่มีปัญหาส่งนมเสื่อมคุณภาพให้กับโรงเรียนไผทอุดมศึกษา เบื้องต้นมีมติตัดโควตา 25%

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้กระบวนการกำกับดูแลคุณภาพนมโรงเรียนดำเนินงานอย่างบูรณาการ และเข้มงวดทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ รับผิดชอบโดยกรมปศุสัตว์ (โรงผลิตอาหารสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ฟาร์มโคนม GAP ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ GMP) , กลางน้ำ รับผิดชอบโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (โรงงานแปรรูปน้ำนม และการขนส่งนมโรงเรียน) และปลายน้ำ รับผิดชอบโดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (การตรวจรับที่โรงเรียน การจัดเก็บนมโรงเรียน และการแจกให้เด็กนักเรียนดื่ม) เพื่อให้สอดคล้องตามจุดประสงค์ของโครงการฯ คือ เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพมาตรฐาน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผลิตนมที่มีคุณภาพขายได้ราคาดี และผู้ประกอบการได้รับการจัดสรรสิทธิอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นอกจากนี้ รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ให้สัมภาษณ์ ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท ในประเด็นเรื่องกระบวนการกำกับดูแลคุณภาพนมโรงเรียน โดยกรมปศุสัตว์ และการแก้ไขปัญหานมโรงเรียนอีกด้วย

ดันโครงการฝึก50อาชีพ หนุนเกษตรกรเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345359

x

ดันโครงการฝึก50อาชีพ หนุนเกษตรกรเพิ่มรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.20 น.
นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) เป็นศูนย์ปฏิบัติการสำคัญอีกศูนย์หนึ่งของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีการเตรียมความพร้อมในการเติมเต็มความรู้ให้กับเกษตรกร ตลอดจนเป็นที่รองรับและเป็นศูนย์หลักที่จะช่วยพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรเพื่อช่วยเสริมรายได้ให้มากขึ้น โดยปัจจุบัน มีโครงการต่างๆ มากมาย อาทิ โครงการฝึกอาชีพ 50 อาชีพ 50 ศูนย์ หลักสูตร “การเพาะเห็ดพื้นที่จำกัด” ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจขอรับการฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยเฉพาะพืชท้องถิ่นที่ใกล้สูญพันธุ์ในจังหวัดเลย ได้แก่ รองเท้านารีเหลืองเลย ค้อ มะหลอด ลีลาว หวาย และผักสะทอน โดยการรวบรวมจัดทำแปลงรักษาพันธุ์พืชท้องถิ่น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ แก่ผู้สนใจ นอกจากนี้ ยังมีโครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ(โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ปี 2561) เป็นการถ่ายทอดความรู้ด้านการประกอบอาชีพการเกษตรแก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ ที่ลงทะเบียนกับ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน คัดเลือกเกษตรกรจำนวน 270 ราย โดยทีมหมอประชารัฐสุขใจวิเคราะห์ว่าเกษตรกรรายใดเหมาะสมกับหลักสูตรอบรมแบบไหน ซึ่งมีด้วยกัน 3 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรการผลิตไม้ผลไม้ยืนต้น หลักสูตรการผลิตเห็ดเศรษฐกิจ และหลักสูตรการผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้า ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในการดำรงชีพ

‘ม็อบต้านพาราควอต’ปักหลัก! ทำพิธีสาปแช่งผู้เกี่ยวข้องสาร3ชนิด (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345337

'ม็อบต้านพาราควอต'ปักหลัก! ทำพิธีสาปแช่งผู้เกี่ยวข้องสาร3ชนิด (ประมวลภาพ)

‘ม็อบต้านพาราควอต’ปักหลัก! ทำพิธีสาปแช่งผู้เกี่ยวข้องสาร3ชนิด (ประมวลภาพ)

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.15 น.

“ม็อบต้านพาราควอต”ปักหลักหน้ากระทรวงเกษตรฯ ทำพิธีสาปแช่งผู้เกี่ยวข้องสาร3ชนิด ขู่ชุมนุมจนกว่า”นายกฯตู่”ประกาศยกเลิก-ห้ามนำเข้าสารเคมีใช้ในระบบผลิตอาหาร

14 มิ.ย.61 ที่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอำนาจ เกตุขาว และนายประสิทธิ์ชัย หนูนวล นำกลุ่มเกษตรกร 50 คน เครือข่ายคนอินทรีย์วิถีเมืองลุง และภาคีเครือข่ายต้านสารเคมีวัตถุอันตราย 3 ชนิด พาราควอต – คลอร์ไพริฟอส – ไกลโฟเซต ได้มาปักหลักชุมนุมอย่างไม่มีกำหนด และติดป้ายโดยรอบพื้นที่โจมตีกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐบาล ที่ไม่มีมติยกเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด

โดย นายอำนาจ ระบุว่า จะยืนหยัดนั่งอยู่หน้ากระทรวงเกษตรฯจนกว่ารัฐบาลประกาศแบน 3 สารเคมี และห้ามนำเข้าประเทศไทย จึงจะเดินทางกลับ ตนพร้อมผู้ชุมนุม 3 คน ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยนำเชือกมาแขวนคอไว้ตลอดเวลา เพื่อให้รัฐบาลเห็นว่าพวกเรากำลังจะตายกันหมดประเทศจากสารเคมี ซึ่งวันนี้ได้ทำพิธีสาปแช่งผู้เกี่ยวข้องกับสารเคมี และมีพิธีบูชาเทพทั้ง 3 ซึ่งนายอำนาจ เป็นผู้ทำพิธีไหว้จอมปลวก หมายถึงพระแม่ธรณี , น้ำ หมายถึงพระแม่คงคา และรวงข้าว หมายถึงพระแม่โพสพ เป็นทั้งสามเทพเป็นแม่ผู้หล่อเลี้ยงชีวิตและมวลมนุษย์ให้ดำรงชีวิตมาตั้งโลกนี้ก่อกำเนิด หากปราศจากน้ำ ดิน ข้าวปลาอาหาร เราก็ไม่มีชีวิต

ปัจจุบันเราใช้สารเคมีที่ทำให้ดินเสื่อม น้ำปนเปื้อน อากาศเป็นพิษ ทำลายสิ่งเป็นรากฐานชีวิต อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง โรคอื่นมากขึ้น จนประเทศต่างๆ กว่า 53 ประเทศ ให้ยกเลิกใช้สารเคมีมากว่า 10 ปี เพราะปกป้องคนของเขา แต่ประเทศไทยยังคงปล่อยให้มีการใช้ไม่สามารถยกเลิกได้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายยังคงต่อใบอนุญาตให้กับบรรษัทนำเข้าและจำหน่ายต่อไป นั่นหมายถึงการหยิบยื่นใบอนุญาตการฆ่าสุขภาพคนไทยต่อไป

“จึงมาเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจรักษาชีวิตประชาชนมากกกว่าผลประโยชน์ของบรรษัท โดยเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องประกาศยกเลิกทันทีสำหรับสารเคมี 3 ชนิด ไม่อนุญาตให้สารเคมีอื่นใดที่เป็นอันตรายใช้ในระบบการผลิตอาหาร รัฐบาลต้องมีนโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม” นายอำนาจ กล่าว และว่า ไม่ต้องการยื่นหนังสือให้กระทรวงใด เพราะก็จะได้รับคำตอบแบบเดิม คือ จะตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อดึงเวลา และเดาผลสรุปล่วงหน้าได้เลยว่าหน่วยงานรัฐอยู่ข้างไหน แต่หากนายกฯ ออกมาประกาศยกเลิกวันนี้ก็พร้อมเดินทางกลับทันที และให้รับบาลหันมาส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เปลี่ยนจากเกษตรเคมีทั่วประเทศให้ได้ โดยให้ไปดู จ.พัทลุง ได้เริ่มทำเกษตรพึ่งตนเองในกลุ่มตนมีสมาชิกกว่า 1 พันไร่ เป็นแปลงเรียนรู้ไม่พึ่งสารเคมี ผลิตยาปุ๋ยจากสมุนไพรใช้เอง เราเดินตามพ่อหลวง

กษ.รณรงค์ปลูก’ต้นรวงผึ้ง’ต้นไม้ประจำพระองค์รัชกาลที่10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345310

กษ.รณรงค์ปลูก'ต้นรวงผึ้ง'ต้นไม้ประจำพระองค์รัชกาลที่10

กษ.รณรงค์ปลูก’ต้นรวงผึ้ง’ต้นไม้ประจำพระองค์รัชกาลที่10

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 15.29 น.

14 มิ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและรายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญตามนโยบายรัฐบาล ว่า ตนได้เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งการรณรงค์ปลูกต้นรวงผึ้ง ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 10

ทั้งนี้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เน้นย้ำการดำเนินงานกระทรวงเกษตรฯ มีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม ให้บูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และส่วนกลางและภูมิภาค จัดการบริหารข้อมูลอย่างเป็นเอกภาพ เชื่อมโยงข้อมูลกัน สร้างการรับรู้ที่ชัดเจน แสดงผลสัมฤทธิ์ ที่ลงถึงเกษตรกรประสบความสำเร็จได้จริง ในนโยบายตามหลักการตลาดนำการผลิต โดยเร่งเชื่อมโยงทำระบบ Big data ใน 4 ประเด็น คือ คนเกษตร พื้นที่เกษตร รายการสินค้าเกษตร และน้ำ

ส่วนประเด็นการรายงานกรณีมีข้อร้องเรียนปัญหาเกษตร ให้กรมเจ้าภาพรายงานเร่งช่วยเหลือแก้ไข นอกจากนี้ จะต้องติดตามโครงการสำคัญ 22 โครงการ ในโครงไทยนิยม ยั่งยืน ผลดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ รวมทั้งการวางแผนและปฏิบัติตามแผนการผลิตเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการเกษตรกรรม

กรมชลก้าวสู่ปีที่117 เร่งสานพระราชดำริ เพิ่มเขตชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345082

x

กรมชลก้าวสู่ปีที่117 เร่งสานพระราชดำริ เพิ่มเขตชลประทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2561 กรมชลประทานได้มีอายุครบ 116 ปี ซึ่งเป็นปีแห่งความสำเร็จที่ได้ดำเนินงานด้านต่างๆ สัมฤทธิผล โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งการนำศาสตร์พระราชามาสานต่อในการแก้ปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ นอกจากนี้ยังประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานตามภารกิจหลัก ไม่ว่าการจัดหาแหล่งน้ำ การพัฒนานวัตกรรมองค์ความรู้ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และบริหารจัดการน้ำในวิกฤติน้ำท่วมปี 2560

ส่วนเป้าหมายในการขับเคลื่อนสู่ปีที่ 117 คือ จะเร่งรัดการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังไม่ได้ดำเนินการ 157 โครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 ปรับปรุงกระบวนการจัดทำแผนงานและงบประมาณทั้งระบบ เร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน โดยในปีนี้ตั้งเป้าจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 427,224ไร่ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำให้ได้ 154.8 ล้าน ลบ.ม. ก่อสร้างโครงการชลประทาน 241 โครงการ แบ่งเป็นขนาดเล็ก 152 โครงการ ขนาดกลาง 78 โครงการ และขนาดใหญ่ 11 โครงการ พร้อมทั้งวางแผนปรับปรุงบำรุงรักษาซ่อมแซมอาคารชลประทานทั่วประเทศอีก 6,960 โครงการ

เกษตรฯเชิดชูเกียรติ‘อกม.’ หนุนบทบาทส่งเสริมเกษตรกรทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345084

เกษตรฯเชิดชูเกียรติ‘อกม.’ หนุนบทบาทส่งเสริมเกษตรกรทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

เกษตรฯเชิดชูเกียรติ‘อกม.’ หนุนบทบาทส่งเสริมเกษตรกรทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ จัดให้มีอาสาสมัครเกษตรขึ้นตั้งแต่ปี 2551 เพื่อพัฒนาให้เป็นผู้นำด้านการเกษตรในชุมชน และสนับสนุนนโยบายของรัฐด้านการเกษตรในพื้นที่ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา การส่งเสริมให้มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เป็นการดำเนินงานที่ไม่ได้มีหลักการหรือแบบแผนในการกำกับดูแล้วอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันอาสาสมัครเกษตรถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยผลักดันการดำเนินงานของภาครัฐด้านการเกษตร จึงได้ออกระเบียบว่าด้วยการบริหารงานอาสาสมัครเกษตร พ.ศ.2551 เพื่อกำกับดูแลและให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะคัดเลือกอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หมู่บ้านละ 1 คน เพื่อดูแลและช่วยเหลือขับเคลื่อนการทำงานด้านการเกษตรร่วมกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนอาสาสมัครเกษตรทั้งสิ้น 75,181 คนทั่วประเทศ

สำหรับบทบาทภารกิจของ อกม. ประกอบด้วย การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานการเกษตรของหมู่บ้าน ร่วมกับกรรมการหมู่บ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานงานในการถ่ายทอดความรู้และการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในหมู่บ้าน และติดตามสถานการณ์การเกษตรในหมู่บ้านและรายงานเหตุการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้บทบาทดังกล่าวมีส่วนช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในทุกสาขาของกระทรวงเกษตรฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากในการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องมีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่มากพอ สามารถดูแลเกษตรกรได้ทั่วถึง แต่ในสภาพความเป็นจริงอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มีน้อยและน้อยลงทุกปีแต่ภารกิจของเจ้าหน้าที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ อันอาจเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถดูแลและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

“การเป็น อกม. ซึ่งทำงานให้กับสังคมโดยไม่มีรายได้นั้น เป็นการเสียสละตนเองที่ยิ่งใหญ่ นอกจากการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนแล้ว กระทรวงเกษตรฯจึงได้เล็งเห็นว่าควรจะมีการยกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน โดยปีนี้ได้ให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-9 หน่วยงานในสังกัดจัดเวทีเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตรด้วยการมอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรทั่วประเทศ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการร่วมดำเนินงานกับเจ้าหน้าที่ได้อย่างมีความภาคภูมิใจยิ่งขึ้น” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว