ม็อบต้านพาราควอตเตรียมกดดันรัฐบาล ประกาศพรุ่งนี้ไปทวงคำตอบ’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346129

ม็อบต้านพาราควอตเตรียมกดดันรัฐบาล  ประกาศพรุ่งนี้ไปทวงคำตอบ'บิ๊กตู่'

ม็อบต้านพาราควอตเตรียมกดดันรัฐบาล ประกาศพรุ่งนี้ไปทวงคำตอบ’บิ๊กตู่’

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.16 น.

18 มิ.ย.61 นายอำนาจ เกตุขาว แกนนำเครือข่ายคนอินทรีย์วิถีเมืองลุง พร้อมกลุ่มเครือข่ายต้านวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพลิฟอส ไกลโซเฟส กว่า 50 คน โดยปักหลักประท้วงหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นเวลา 4 วัน ได้ประกาศการเคลื่อนไหวว่า วันที่19 มิ.ย. จะเดินยาตรากราบพระแม่ธรณี จากหน้ากระทรวงเกษตรฯถึงทำเนียบรัฐบาล

นายอำนาจ กล่าวว่าพรุ่งนี้มีการประชุม ครม.จะมีแกนนำจากเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ มาร่วมเสริมเดินยาตราไปทวงคำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีคำสั่งแบนสารกำจัดวัชพืช 3 ชนิดและห้ามนำเข้าประเทศไทยทันที และไม่เห็นด้วยกับรูปแบบการตั้งคณะกรรมการ เพราะเป็นเรื่องจอมปลอม  ไม่มีอำนาจแท้จริง ในแทบทุกปัญหาไม่เคยมีทางออกให้กับประชาชน

“วันนี้ได้ยื่นหนังสือขอให้มีคำสั่งแบนสารเคมีอันตรายตามความเห็นของกระทรวงสาธารณสุข ถึงนายกรัฐมนตรี โดยผ่าน รมว.เกษตรฯ ซึ่งได้ให้ผู้ตรวจกระทรวงเกษตรฯ ลงมารับ หากนายกฯมีคำสั่งแบนวันนี้จะเดินทางกลับ ถ้าไม่มีจะเดินไปที่ประตู 1 ทำเนียบฯ ปักหลักชุมนุมต่อไป”นายอำนาจ กล่าว

ต่อจากนั้น พ.ต.อ.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผู้กำกับ สน.นางเลิ้ง ได้เข้ามาสอบถามเหตุการณ์เดินยาตราไปทำเนียบฯเพราะไม่สามารถให้ไปถึงประตู 1 ทำเนียบฯ ซึ่งเป็นเขตห้ามชุมนุมในรอบรัศมี 150 เมตร ซึ่งจะต้องนำเรื่องหารือระดับผู้บังคับบัญชาเพื่อวางมาตรการดูแลม็อบนี้

ด้านนางศรีจันทร์ หงษ์พาณิชย์ แนวร่วมเครือข่ายสันติอโศก กล่าวว่าวันนี้ตนและเพื่อนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ไร้สารพิษ จะโพสต์เฟซบุ๊ก เพื่อเรียกให้อาจารย์ยักษ์ หรือนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ ลงมาดูเพื่อนๆ บ้าน เคยอยู่ในม็อบด้วยกัน อ.ยักษ์ เป็นแกนนำเกษตรอินทรีย์ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มาตลอดชีวิตทำไมไม่ลงมาจากห้อง รมช.เกษตรฯช่วยสนับสนุนกันด้วย  พวกเรามาอยู่ 4 วัน ไม่ใช่ไม่รู้นั่งรถเข้าออกกระทรวงก็เห็นพวกเรา แต่ไม่ลงมาหาเลย ได้มาเป็นรมช.เกษตรฯ เพราะอะไรก็เพราะมีความคิดในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ควรลงมาบอกสิ่งที่อ.ยักษ์ สอนคนมาทั่วประเทศไม่ใช่เรื่องจริง

เกษตรฯจับมือเทสโก้ โลตัส สนับสนุนชาวนาไทยเพิ่มการรับซื้อข้าวหอมมะลิแท้100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346055

เกษตรฯจับมือเทสโก้ โลตัส สนับสนุนชาวนาไทยเพิ่มการรับซื้อข้าวหอมมะลิแท้100%

เกษตรฯจับมือเทสโก้ โลตัส สนับสนุนชาวนาไทยเพิ่มการรับซื้อข้าวหอมมะลิแท้100%

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.19 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการรับซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาใน 4 จังหวัดภาคอีสานเพิ่มเติม ร่วมกับเทสโก้ โลตัส ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรเละสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับบริษัทเทสโก้ โลตัส ส่งเสริมช่องทางตลาดข้าวหอมมะลิคุณภาพดีของสหกรณ์ โดยการนำไปวางจำหน่ายในห้างเทสโก้ โลตัส เพื่อเป็นการขยายช่องทางตลาดข้าวสารสหกรณ์สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนได้มีโอกาสเลือกซื้อข้าวคุณภาพดีจากสหกรณ์การเกษตรได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าว ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 บริษัทเทสโก้ โลตัสได้รับซื้อข้าวหอมมะลิจากสหกรณ์ปริมาณ 5,700 ตัน โดยไม่ผ่านผ่านคนกลางหรือโรงสี และได้ขยายผลโครงการต่อด้วยการรับซื้อข้าวหอมมะลิแท้ 100% เพิ่มเติมอีก 7,000 ตัน และบรรจุถุงขนาด 2 กิโลกรัม เพื่อตอบรับกลุ่มลูกค้าที่มีครอบครัวขนาดเล็ก รวมถึงยังได้ขยายประเภทสินค้า โดยรับซื้อข้าวกล้องหอมมะลิ 100% และข้าวไรซ์เบอร์รี่ จากสหกรณ์การเกษตรตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี รวม 2,000 ตัน บรรจุถุงสุญญากาศที่ได้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยขนาดถุงละ 2 และ 1 กิโลกรัมตามลำดับ รองรับกลุ่มลูกค้าที่มีครอบครัวขนาดเล็ก โดยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ที่เทสโก้ โลตัส ทั่วประเทศ และช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งยอดการรับซื้อข้าวเพิ่มเติมในปีนี้คิดเป็นปริมาณรวม 9,000 ตัน

“โครงการรับซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาใน 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเทสโก้ โลตัส นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐและประชาชน และนำนโยบายของรัฐบาลมาขับเคลื่อนจนเกิดผลเป็นรูปธรรม สามารถขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผลผลิตการเกษตรได้เข้าถึงผู้บริโภคในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง และสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับเกษตกรรได้อย่างมั่นคง ซึ่งขณะนี้ เกษตรกรสามารถขายข้าวสารหอมมะลิได้ในราคา 32,000 บาท/ตัน สูงกว่าราคาท้องตลาด 4,000 บาท นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้วางแผนขยายผลนโยบายส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่เพิ่มเติมอีก 6,000 แปลงในปีนี้ จากปัจจุบัน 3,800 แปลง สามารถจับคู่การค้าระหว่างกลุ่มเกษตรกรและผู้ค้าได้แล้ว 800 แปลง เร็วๆ นี้ เตรียมสนับสนุนการปลูกพืชอื่นที่ตลาดมีความต้องการเพิ่มเติม อาทิ ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น”

ด้านนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายในการพัฒนาศักยภาพ การผลิตข้าวของสหกรณ์การเกษตรให้มีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของตลาด พร้อมทั้งได้ส่งเสริมให้สหกรณ์ที่มีโรงสีข้าวดำเนินธุรกิจข้าวแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่การรวมกลุ่มปลูกข้าวแบบนาแปลงใหญ่ ส่งเสริมสมาชิกใช้เมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ และผลิตข้าวเปลือกให้ได้ตามมาตรฐาน GAP และป้อนสู่โรงสีข้าวเพื่อดำเนินกาแปรรูปเป็นข้าวสาร ซึ่งโรงสีข้าวสหกรณ์ส่วนใหญ่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐาน GMP ซึ่งการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตข้าวครบวงจร และมีการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกัน จะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลง และสามารถเชื่อมโยงกับภาคเอกชนเข้ามารับซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพได้ในรูปแบบ “ประชารัฐ” เช่นเดียวกับโครงการรับซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาใน 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของเทสโก้ โลตัส ที่มีความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานภาครัฐ สหกรณ์และห้างโมเดิร์นเทรด มีการต่อยอดและขยายผลที่ชัดเจน ได้เห็นแนวทาง“การตลาดนำการผลิต” ที่มีค้าปลีกใหญ่อย่างเทสโก้ โลตัส เป็นพี่เลี้ยงและเปิดช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร ในการวางแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ตกลงปริมาณการรับซื้อที่แน่นอน รวมถึงตกลงราคาขายข้าวสารที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร มีการต่อยอดและขยายผล นำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคงของสมาชิกสหกรณ์ทั้ง 4 แห่ง รวมทั้งสิ้นกว่า 140,000 คน

ชายคาพระพิรุณ : 17 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345860

586851

ชายคาพระพิรุณ : 17 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวมาเล่าข่าวที่เกิดขึ้นใต้ร่มชายคาพระพิรุณกันเหมือนเดิมครับ…โรงเรียนเพิ่งเปิดเทอมมาได้ไม่เท่าไหร่ มีข่าวเกี่ยวกับนักเรียนไม่ขาดสาย ตั้งแต่การร้องเรียนเกี่ยวกับอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนในหลายพื้นที่ ที่ต่ำกว่ามาตรฐานและสารอาหารไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการที่เด็กๆ ควรจะได้รับ และไม่เพียงเฉพาะอาหารกลางวันที่เกิดปัญหา เมื่อทางโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ทำหนังสือถึงผู้ปกครองชี้แจงเรื่องการงดดื่มนมโรงเรียนชั่วคราว หลังพบนมหลายกล่องขุ่นข้นจึงกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กนักเรียน ทันทีที่ได้รับรายงาน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยในฐานะเลขานุการ คณะอนุกรรมการนมโรงเรียน เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 เจ้าหน้าที่สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขตพื้นที่กรุงเทพฯ เข้าพบคณะผู้บริหารโรงเรียนฯ เพื่อตรวจสอบและทราบข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นการเร่งด่วน เบื้องต้นพบว่าผู้ได้โควตานมลอตนี้ คือ สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด..ขุนเกษตรา ได้ยินปัญหาของนมโรงเรียนเป็นประจำทุกปี อยากจะรู้เหมือนกันว่านมโรงเรียนไม่ได้มาตรฐาน เกิดจากอะไรกันแน่ ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือมีลักษณะของเนื้อนมขุ่นข้น เป็นก้อน คล้ายกับนมบูด แม้ว่าข้างกล่องนมจะระบุว่ายังไม่หมดอายุก็ตาม มันเกิดจากอะไร โรงงานผลิตไม่ได้มาตรฐาน สภาพอากาศไม่ดีหรือนมที่บรรจุในกล่องไม่ใช่นมโค 100% ตามที่ระบุข้ากล่อง…แค่สงสัยครับ….

กรมปศุสัตว์ขานรับนโยบายรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัวแอพ DLD 4.0 รับเรื่องร้องทุกข์ ขอความช่วยเหลือ แจ้งการเกิดโรคในสัตว์ แจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายฯ ขอรับความช่วยเหลือทางด้านปศุสัตว์กรณีเกิดภัยพิบัติ เชื่อมโยงการให้บริการประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าเพื่อให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว กรมปศุสัตว์จึงได้ทำการพัฒนาแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และประชาชนทั่วไป ร้องทุกข์ ขอความช่วยเหลือ แจ้งการเกิดโรคระบาด แจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายที่กรมปศุสัตว์รับผิดชอบ เช่น การลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ การลักลอบนำเข้าส่งออกสัตว์- ซากสัตว์ โรงฆ่าสัตว์เถื่อน การใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมอาหารสัตว์ การทารุณกรรมสัตว์ เป็นต้น รวมทั้งขอรับความช่วยเหลือทางด้านปศุสัตว์ กรณีเกิดภัยพิบัติ น้ำท่วม-ภัยแล้ง โดยสามารถระบุตำแหน่งที่เกิดเหตุ สภาพพื้นที่การเกิดโรค และอาการสัตว์ป่วย ฯลฯ ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทันที ทำให้กรมปศุสัตว์สามารถบริการ ประชาชนได้สะดวก รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล DLD 4.0 จึงถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนภารกิจกรมปศุสัตว์ นอกเหนือจากการติดต่อผ่านโทรศัพท์หรือการแจ้งเหตุด้วยตนเอง ทำให้กรมปศุสัตว์สามารถเฝ้าระวังและป้องกันโรคสัตว์ได้อย่างดีตามคำขวัญ “รู้เร็ว ควบคุมเร็ว สงบเร็ว” และสามารถบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดได้ทันท่วงที พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างรวดเร็ว ทั้งยังสามารถติดตามข่าวสารและความรู้ด้านปศุสัตว์อันหลากหลาย นายสัตวแพทย์สรวิศ ยังฝากบอกอีกว่า แอพพลิเคชั่นนี้เน้นการใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน เมนูเป็นภาษาไทยทั้งหมด สามารถส่งข้อความสั้นๆ ภาพ คลิปวีดีโอ มายังเจ้าหน้าที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็วที่สำคัญยังสามารถเข้าใช้งานได้จากโทรศัพท์ทุกระบบ โดยดาวน์โหลดและติดตั้งแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” ได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google Play เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการบริการที่สะดวกรวดเร็วจากกรมปศุสัตว์ จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนดาวน์โหลดแอพฯ เพื่อติดตามข่าวสารที่น่าสนใจ แจ้งเหตุต่างๆ และร่วมกันเป็นสายตรวจปศุสัตว์…เยี่ยมครับ ปศุสัตว์ 4.0 ของจริง

กรมประมง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ตลอดจนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ” ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จังหวัดปทุมธานี โดยรายได้จากการจัดงานจะนำขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เพื่อสมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งในปีนี้ได้มีการรวบรวมฝูงสัตว์น้ำสวยงามทั้งน้ำจืดและน้ำทะเล ที่แปลก และหาชมได้ยาก ภายใต้ Theme “Aquatic Battle” นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการความรู้ การประกวดปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ กิจกรรมให้ประชาชนได้ร่วมสนุกรับของรางวัล และการจำหน่ายอาหารทะเลและผลิตภัณฑ์ประมงราคาถูก…ไปเที่ยวกันนะครับ ได้ความรู้และได้บุญด้วย

ขุนเกษตรา

เร่งเครื่องแก้สินค้าเกษตรราคาร่วง ‘กฤษฎา’พลิกมาตรการ4ด้าน สั่งผู้บริหารหน่วยงานทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345862

x

เร่งเครื่องแก้สินค้าเกษตรราคาร่วง ‘กฤษฎา’พลิกมาตรการ4ด้าน สั่งผู้บริหารหน่วยงานทั่วปท.

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เร่งเครื่องแก้สินค้าเกษตรราคาร่วง

‘กฤษฎา’พลิกมาตรการ4ด้าน

สั่งผู้บริหารหน่วยงานทั่วปท.

วางแนวทางสางปัญหายั่งยืน

 

กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่องแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด-ราคาตกต่ำ “กฤษฎา” สั่งผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ เร่งหาวิธีการและมาตรการรองรับ ภายใต้กรอบดำเนินงาน 4 ด้าน เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรต่างทำเกษตรกรรมโดยไม่มีการวางแผนการผลิตทางเกษตรกรรม หรือวางแผนทำการเกษตร ซึ่งเป็นการไม่คำนึงถึงความต้องการของตลาดหรือผู้บริโภค และเมื่อผลผลิตออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันทำให้ผลผลิตเหล่านั้นล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำและนำมาซึ่งการเรียกร้องหรือกดดันให้รัฐช่วยเหลือในเรื่องการจ่ายเงินชดเชยส่วนที่ขาดทุน หรือการรับจำนำ หรือการประกันราคาผลผลิตที่ไม่อิงราคาตลาด หรือขอให้ใช้งบประมาณรัฐมาซื้อผลผลิตในราคานำตลาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้ รัฐบาลได้ดำเนินการมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันยังมีการเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากเกษตรกรกลุ่มต่างๆตามฤดูกาลผลิตตลอดมาเป็นระยะๆ

ดังนั้น เพื่อให้การดูแลช่วยเหลือและคุ้มครองผู้มีอาชีพเกษตรกรรมจำนวนประมาณ 7 ล้านครอบครัว หรือ 24 ล้านคน จึงได้สั่งการถึงผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เร่งดำเนินการเกี่ยวกับการวางแผนและปฏิบัติตามแผนการผลิต เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการเกษตรกรรม ซึ่งในเบื้องต้นการวางแผนของกระทรวงเกษตรฯทั้งส่วนกลางและภูมิภาค จะมีการวางแนวทางไว้ 4 ด้าน คือ

1.ถ้ากระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะกำหนดแผนการผลิตทางการเกษตร ควรกำหนดชนิดหรือประเภทของพืชและหรือปศุสัตว์อะไรบ้าง ที่ควรบรรจุอยู่ในแผนการผลิตและควรมอบหมายให้หน่วยงานใด หรือควรแต่งตั้งคณะกรรมการจากหน่วยใดบ้างให้เป็นผู้รับผิดชอบจัดทำหรือกำหนดแผนการผลิตทางการเกษตรกรรมของประเทศ 2.ในแผนการผลิตทางการเกษตรกรรมข้างต้นควรมีรายละเอียดหรือองค์ประกอบในแผนการผลิตอย่างไรบ้าง

3.ขอให้นำ พ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ.2522 และพ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายอยู่แล้วมาพิจารณาว่า มีสาระหรือบทบัญญัติที่จะนำมาใช้ดำเนินการจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรกรรมได้หรือไม่ รวมทั้งให้ศึกษาว่ามีวิธีการอย่างไรบ้างที่จะทำให้เกษตรกรปฏิบัติตามแผนการผลิต ทั้งนี้อาจนำจุดแข็งและจุดอ่อนของการวางแผนข้าวครบวงจร หรือการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาอ้อยตามกฎหมายอ้อยและน้ำตาลมาพิจารณาประกอบด้วยก็ได้และ 4.กระทรวงเกษตรฯ ควรกำหนดเงื่อนไข หรือควรจัดบริการใดๆ
(Incentives)ให้แก่เกษตรกรเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน หรือแรงจูงใจให้เกษตรกรทำการเกษตรตามแผนการผลิตทางการเกษตรกรรมอย่างจริงจังต่อไป พร้อมกันนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ จะต้องแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาหาแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการเกษตรกรรมดังกล่าวข้างต้นให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนด้วย

เปิดหลักสูตรฝึกอาชีพเกษตรกร สสก.4เดินหน้าส่งเสริมความรู้สร้างรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345861

x

เปิดหลักสูตรฝึกอาชีพเกษตรกร สสก.4เดินหน้าส่งเสริมความรู้สร้างรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 (สสก.4) ขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (พืชสวน) เป็นหน่วยงานหลักของกรมส่งเสริมการเกษตร ในการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตด้านพืชสวนแก่เกษตรกร อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมและทดสอบพันธุ์พืชสวน เพื่อหาพันธุ์ดีที่เหมาะสม ตลอดจนฝึกอบรมอาชีพการเกษตรให้แก่เกษตรกร

โดยโครงการฝึกอาชีพด้านการเกษตร 50 ศูนย์ 50 อาชีพ ในวาระกรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 50 ปี หลักสูตร :
เทคโนโลยีการผลิตการใช้ประโยชน์และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (พืชสวน) จัดทำขึ้นเพื่อฝึกอบรม เสริมทักษะให้เกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการอบรมไปแล้ว 3 รุ่น มีผู้สนใจเข้าร่วมอบรม 139 ราย

นอกเหนือจากนี้ ยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ซึ่งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (พืชสวน) ได้เลือกม่อนไข่และจันทร์ลูกหอม ซึ่งเป็นไม้พื้นถิ่นและหายากในพื้นที่ มาส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์ โดยพืชทั้ง 2 ชนิดล้วนมีสรรพคุณทางยา

ส่วนโครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการไทยนิยม ยั่งยืน) เป็นอีกหนึ่งโครงการที่นำเกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 โดยผ่านการวิเคราะห์อาชีพที่เหมาะสมจากทีมหมอประชารัฐสุขใจ (ปรจ.) และเกษตรกรมีความต้องการพัฒนาตนเองในด้านการเกษตรที่แตกต่างจากอาชีพที่เคยทำ ซึ่งแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการ จำนวน 270 ราย เพิ่อเข้าร่วมอบรมใน 2 หลักสูตร ได้แก่ (1) การผลิตและแปรรูปสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจ จำนวน 150 ราย (2) การผลิต ขยายพันธุ์ไม้ผลไม้ยืนต้นและไผ่เศรษฐกิจ จำนวน 120 ราย โดยเชื่อมั่นว่าเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้ มีทักษะ มีความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติ มีวินัยทางการเงิน ตลอดจนนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน มีรายได้ และสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกผลักดัน‘อ.ศรีนคร’สุโขทัย แหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์รายใหญ่ของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345870

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกผลักดัน‘อ.ศรีนคร’สุโขทัย  แหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์รายใหญ่ของประเทศไทย

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกผลักดัน‘อ.ศรีนคร’สุโขทัย แหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์รายใหญ่ของประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกร อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ที่ประสบปัญหาจากการทำนา มาปลูกมะม่วงโชคอนันต์ พร้อมดันเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ส่งผลผลิตขายทั้งในและต่างประเทศ

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เป็นแหล่งปลูกมะม่วงโชคอนันต์แหล่งใหญ่ของประเทศไทย โดยมีพื้นที่ปลูกจำนวน 10,220 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 2,997 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งแต่เดิมเกษตรกรที่นี่ทำนาเป็นหลักแต่ประสบปัญหาในการปลูกข้าวเนื่องจากภูมิอากาศไม่เหมาะสม ต้นทุนการผลิตสูง ทั้งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง จากปัญหาดังกล่าว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เปลี่ยนไปปลูกมะม่วงโชคอนันต์ เนื่องจากภูมิอากาศของที่นี่จะสม่ำเสมอตลอดปี หน้าฝนไม่ค่อยมีฝน หน้าหนาวก็ไม่ค่อยหนาวแต่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะม่วงโชคอนันต์เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ ไม่ชอบฝน ไม่ชอบหนาว ชอบอากาศร้อนและอุณหภูมิเฉลี่ยคงที่ตลอดปี กรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามาให้การสนับสนุน ให้ความรู้ในการผลิต เทคนิคและกระบวนการต่างๆ ในการส่งเสริมการปลูกมะม่วงโชคอนันต์ให้กับเกษตรกร ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ และมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในตำบลน้ำชุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย รวมถึงให้การสนับสนุนโครงการอื่นๆ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

ด้าน นายสายชล จันทร์วิไร เกษตรกรต้นแบบและเป็นประธาน ศพก. อ.ศรีนคร กล่าวว่า การปลูกมะม่วงโชคอนันต์เพื่อให้ผลผลิตทั้งปีหรือโดยเฉลี่ยให้ผลผลิต 3 ครั้งต่อปี จะมีกระบวนการปลูกตั้งแต่การปลูก กล่าวคือ ระยะในการปลูกให้มีระยะห่าง 2×3 เมตร จะได้ประมาณ 250 ต้นต่อไร่ มีการตัดแต่งกิ่งพุ่มไม่ให้สูงเกินไปเพื่อสะดวกในการเก็บผลผลิตและใช้เลื่อยมือ ส่วนพื้นที่ให้ทำยกร่องสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ไม่ชอบน้ำ สำหรับการขยายพันธุ์ เริ่มแรกใช้ต้นพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น มะม่วงกะล่อน ปลูกให้ได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง จากนั้น ให้ทำการเสียบยอดโดยใช้กิ่งพันธุ์โชคอนันต์ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ทนต่ออากาศได้ดีในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเทคนิคในการผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงโชคอนันต์ของที่นี่ นอกจากนี้ จะต้องมีการตัดแต่งกิ่งปีละ 2 ครั้ง ถ้าเจอกิ่งแห้ง มีเชื้อรา ให้รีบตัดทิ้ง หรือเจอกิ่งกระโดงให้ตัดออก ไม่ควรให้มีพุ่มในแต่ละต้นมาชนกัน หากต้องการทำนอกฤดู จะตัดแต่งกิ่งช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม และราดสารเคมีเพื่อชะลอพุ่ม ประมาณ 20 วัน เมื่อถึงเวลาดึงช่อ ให้ใช้สารดึงช่อฉีดทุกๆ 15 วัน ซึ่งมะม่วงจะให้ผลผลิตประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งสามารถเก็บขายเป็นมะม่วงนอกฤดูได้

 

ในด้านการตลาด แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์จะมีการจำหน่ายแบ่งเป็น ขายผลอ่อน ผลแก่ และตกเกรด โดยผลอ่อนจะส่งไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา กัมพูชา เนื่องจากนิยมทานผลอ่อน ผลแก่จะเข้าตลาดอุตสาหกรรมแปรรูป โรงงานมะม่วงกระป๋อง แช่อิ่ม มะม่วงดอง เป็นต้น หากขายผลดิบในช่วงฤดูกาลของมะม่วงจะตกอยู่ที่ 4 บาทต่อกิโลกรัม หากเป็นมะม่วงนอกฤดูจะขายได้ราคาสูงถึง 20-25 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ศพก.มะม่วงศรีนครได้คิดค้นเครื่องคัดแยกผลสด ผลแก่ของมะม่วงโชคอนันต์และนำมาใช้เรียบร้อยแล้ว ต้นทุนเครื่องอยู่ที่ 120,000 บาท ซึ่งตนได้เป็นผู้ออกแบบเอง เริ่มใช้มาแล้วตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ส่วนผลมะม่วงที่ตกเกรด จะนำไปดองในน้ำยาถัง โดยจะมีบริษัทมารับซื้อต่อ และบางส่วนนำไปทำมะม่วงอบแห้ง แปรรูปในรูปแบบของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร

“มะม่วงโชคอนันต์ มีจุดเด่นตรงที่ตลาดต้องการมากเนื่องจากสามารถแปรรูปได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ มีอนาคตที่สดใสเนื่องจากตลาดในต่างประเทศก็นิยมบริโภค ซึ่งศพก.มะม่วงศรีนครมีทั้งเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่และต่างพื้นที่เข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกมะม่วงโชคอนันต์ต้นแบบทำให้สามารถนำความรู้ในด้านเทคนิคการปลูกและให้ได้มาตรฐาน นำกลับไปพัฒนาในแปลงของตนเองได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน” นายสายชลกล่าวทิ้งท้าย

อาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร

อาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร

ท้าวมาลีวราช สทนช. แก้ไขปัญหาแม่น้ำพิจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345813

ท้าวมาลีวราช สทนช. แก้ไขปัญหาแม่น้ำพิจิตร

ท้าวมาลีวราช สทนช. แก้ไขปัญหาแม่น้ำพิจิตร

วันเสาร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 20.29 น.

พิจิตร เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำหลักไหลผ่าน 2 สาย คือแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน สภาพเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ รับปริมาณน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำยมเกือบทั้งหมด พื้นที่มีปัญหาน้ำท่วม-แล้ง ประมาณ 7 แสนไร่ ครอบคลุม 10 อำเภอ จาก 12 อำเภอของจังหวัดพิจิตร นับว่าสาหัสสากรรจ์

พูดถึงชื่อแม่น้ำพิจิตร กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เพิ่งมาได้ยินหนาหูเอาเมื่อมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรภาคเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และอุทัยธานี เมื่อวันที่ 11-12 มิถุนายน ที่ผ่านมา

แม่น้ำพิจิตร เป็นลำน้ำสาขาแม่น้ำน่าน ยาวประมาณ 128 กิโลเมตร  แยกออกจากแม่น้ำน่านที่บ้านวังกระดี่ทอง ต.ย่านยาว อ.เมืองพิจิตร ไหลลงไปสิ้นสุดที่บ้านบางคลาน ต.บางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ไปบรรจบแม่น้ำยม ระหว่างทางของแม่น้ำพิจิตรแตกสาขาเป็นคลองข้าวตอก ซึ่งไหลไปบรรจบแม่น้ำน่านอีกครั้งหนึ่งด้วยความยาว 58 กิโลเมตร

แม้เริ่มต้นเป็นลำน้ำสาขาแม่น้ำน่าน แต่สุดท้ายแม่น้ำพิจิตรกลายเป็นลำน้ำสาขาแม่น้ำยม  ในขณะคลองข้าวตอก ยังคงถือเป็นลำน้ำสาขาแม่น้ำน่าน

ถ้าเป็นภาพ ทางซ้ายมือจะเป็นแม่น้ำยม ขวามือเป็นแม่น้ำน่าน ตรงกลางจะเป็นแม่น้ำพิจิตรและคลองข้าวตอก คล้ายตัวอักษร Y กลับหัว

แม่น้ำพิจิตร ยังขนาบด้วยคลองส่งน้ำสายใหญ่ 2 สาย จากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐีและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว ของกรมชลประทานที่รับน้ำจากเขื่อนทดน้ำนเรศวร จ.พิษณุโลก ซึ่งอยู่ด้านเหนือของ จ.พิจิตร ประมาณ 87 กิโลเมตร

แม่น้ำพิจิตรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมเจ้าท่าและประสบปัญหาการบุกรุกสองฝั่งแม่น้ำ ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปัญหาวัชพืช แม่น้ำตื้นเขิน  และปัญหาน้ำเน่าเสีย รวมถึงไม่สามารถรับน้ำจากแม่น้ำน่านได้

กรมโยธาธิการและผังเมือง ก่อสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) ดงเศรษฐี บริเวณปากแม่น้ำพิจิตรที่แยกมาจากแม่น้ำน่าน บริเวณ ต.ย่านยาว อ.เมืองพิจิตร เมื่อปี 2543 เพื่อผันน้ำเข้าแม่น้ำพิจิตร และได้โอนภารกิจให้กรมทรัพยากรน้ำ ปี 2545 และช่วงปี 2551-2555 กรมทรัพยากรน้ำยังได้ฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร ระยะทางยาว 55 กิโลเมตร พร้อมกับก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 3 แห่งในแม่น้ำพิจิตร

ชื่อ ปตร.ดงเศรษฐี คล้ายกับชื่อโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐีของกรมชลประทาน แต่เป็นแค่พ้องชื่อกัน เพราะสถานที่ก่อสร้าง ปตร. อยู่บริเวณบ้านดงเศรษฐี

ปตร.ดงเศรษฐีและอาคารบังคับน้ำก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังไม่สามารถใช้งานช่วยแม่น้ำพิจิตรได้เต็มประสิทธิภาพ  อีกทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลย่านยาวก็ไม่ยอมรับมอบโครงการ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าจากการสูบน้ำสูง จึงกลายเป็นปัญหาคาราคาซังจนถึงวันนี้

ส่วนกรมชลประทานเองก็ไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่า การช่วยเติมน้ำในช่วงฤดูแล้งให้แม่น้ำพิจิตรจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี ประมาณ 10 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หรือประมาณ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน พ้นจากนี้เป็นความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่าที่ดูแลแม่น้ำสายนี้โดยตรง

สภาพปัญหาของแม่น้ำพิจิตรคือความลักลั่นในการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานเกี่ยวข้อง อันเนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายของแต่ละหน่วย ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แบบเบ็ดเสร็จ ไม่ค้างคา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงสั่งให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) หน่วยงานใหม่เข้าไปบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาแม่น้ำพิจิตรแบบครบวงจร และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

แนวทางที่ สทนช. กำหนดไว้มี 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การแก้ปัญหาในแม่น้ำพิจิตรโดยตรง ได้แก่การซ่อมแซม ปตร.ดงเศรษฐี เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำน่านเข้าแม่น้ำพิจิตรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันแก้ไขปัญหาความตื้นเขินโดยการขุดลอกตะกอน รวมถึงปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทั้งในแม่น้ำพิจิตรและคลองข้าวตอก ความยาวรวม 185 กิโลเมตร โดยมีหลายหน่วยงานเข้าไปดำเนินการ

การแก้ไขปัญหาจากภายนอก เป็นการเติมน้ำจากโครงการส่งน้ำฯดงเศรษฐีของกรมชลประทาน โดยปรับปรุงอาคารระบายน้ำประมาณ 10 จุด เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำที่เติมให้แม่น้ำพิจิตรในฤดูแล้งได้มากขึ้น

“สทนช. จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางประสานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำหนดเป้าหมายและกิจกรรมร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาให้แม่น้ำพิจิตรสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.กล่าว

เชื่อว่ายังมีอีกโครงการที่มีสภาพปัญหาคาราคาซังแบบแม่น้ำพิจิตร และรอหน่วยงานกลางที่มีอำนาจและได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานต่างๆ อย่าง สทนช. เข้าไปคลี่คลายปัญหาเพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์ทุกภาคส่วนแบบยั่งยืนต่อไป

รีเซ็ตแผนผลิต10พืชเศรษฐกิจ ป้องล้นตลาดราคาดิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345731

รีเซ็ตแผนผลิต10พืชเศรษฐกิจ ป้องล้นตลาดราคาดิ่ง

รีเซ็ตแผนผลิต10พืชเศรษฐกิจ ป้องล้นตลาดราคาดิ่ง

วันเสาร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.19 น.

16 มิ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มีความกังวลในเรื่องระยะเวลาทำความเข้าใจกับเกษตรกรสวนยาง สำหรับโครงการปรับเปลี่ยนปลูกยางทดแทนยางอายุ 25 ปี และโครงการปรับเปลี่ยนอาชีพ พื้นที่เป้าหมาย 1.5 แสนไร่ งบประมาณ 5 พันล้านบาท จ่ายชดเชยให้เกษตรกรที่สมัครใจร่วมโครงการไร่ละ 1.6 หมื่นบาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อราย ในโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตนขอให้กรมส่งเสริมการเกษตร ลงไปช่วยดำเนินการร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เพราะไม่ใช่โค่นยางทั้งหมด อาจโค่นบางส่วน หรือแถวเว้นแถว

ทั้งนี้ จะสั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือเร่งรัดให้ลงพื้นที่ร่วมกันโครงการปรับเปลี่ยนยาง อายุ 25 ปีขึ้นไป ปลูกพืชอื่น ต้องไปดูเปลี่ยนจริงหรือไม่ เอายางไปใส่กี่ต้น หรือพืชอื่น ตนมั่นใจศักยภาพ กรมส่งเสริมการเกษตร ช่วยทำงานร่วมกับ กยท.

“วันนี้มีคนมาถามผมว่ากระทรวงพาณิชย์ แถลงผลงานแล้วทำราคานิวไฮส์ ทั้งข้าว มันสำประหลัง ข้าวโพด ส่วนกระทรวงเกษตรฯไม่แถลงบ้างหรือ ซึ่งผมเห็นว่ากระทรวงพาณิชย์แถลงเรื่องราคาก็ถูกต้องแล้ว ส่วนกระทรวงเกษตรฯจะแถลงก็คือเรื่องผลผลิต เช่น ยาง 1ไร่ กรีดได้น้ำยางได้มากขึ้น หรือน้อยลง ข้าว 1 ไร่ ได้เพิ่มขึ้นไหม ขอแซว รมว.พาณิชย์ ว่าขอช่วยลดราคาปุ๋ยให้เกษตรกรด้วย เพราะผมต้องตากหน้าไปคุยขอลดราคากับเอกชน ใช่หน้าที่กระทรวงเกษตรหรือไม่ แต่ก็ต้องช่วยกัน” นายกฤษฏา กล่าว

นายกฤษฏา กล่าวว่า ปัญหาสับปะรด ที่ปีนี้ตกต่ำเหลือ 2 บาทต่อกิโลกรัมเพราะปีที่แล้วราคาขึ้นไปถึง 12 บาท ก็แห่กันปลูกมากมาเกิดปัญหาราคามาตอนนี้ ส่วนทุเรียนตอนนี้กิโลกรัมละ 100 กว่าบาท โดยเฉพาะต้นพันธุ์มีราคาแพงมาก เกษตรกรกำลังจะโค่นยางไปปลูกทุเรียน  ซี่งกระทรวงเกษตรฯจะไปสั่งอย่าโค่นหรือให้ปลูกอย่างอื่นได้ไหม นี่เป็นปัญหาวนเวียนทุกฤดูกาลของภาคเกษตร ตนกำลังหาทางแก้ไข พืชเศรษฐกิจ 10 กว่าชนิด หากกำหนดแผนการผลิตรัดกุม ต้องมีราคารองรับ จึงทำให้นโยบายการตลาดนำการผลิตได้ผล เช่น กระทรวงพาณิชย์ ต้องบอกว่าปลูกเท่าไหร่ ไม่ล้นตลาด ถ้าให้ปลูกอย่างอื่นก็จะต้องขายได้ด้วย

โดยตนได้หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้ว เรื่องมีกองทุนดูแลสวัสดิการเกษตรกร เพื่อจูงใจให้ทำตามแผนการตลาดนำการผลิต เมื่อเกิดโรคระบาด น้ำท่วม ได้เงินช่วยเท่าราคาต้นทุน หรือเกิดราคาตกต่ำได้ชดเชย ในระหว่างนี้กำลังหาเงินมาสนับสนุนกองทุนเพื่อทำให้อาชีพเกษตรกรมั่นคง เมื่อก่อนหักเงินค่าส่งออกข้าว มาเข้ากองทุนสงเคราะห์เกษตรกร แต่ได้ยกเลิกไป ซึ่งอาจนำกลับมาดูด้วย ได้สั่งการปลัดกระทรวง รองปลัดฯช่วยกันเซ็ตระบบใช้เวลา 1 เดือน

รีโนเวท‘สะพานปลา’ สู่แหล่งท่องเที่ยวกลางกรุง ยกระดับเทียบนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345730

รีโนเวท‘สะพานปลา’ สู่แหล่งท่องเที่ยวกลางกรุง ยกระดับเทียบนานาชาติ

รีโนเวท‘สะพานปลา’ สู่แหล่งท่องเที่ยวกลางกรุง ยกระดับเทียบนานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.12 น.

16 มิ.ย.61 นายชวลิต ชูขจร อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่ปรึกษาบอร์ดองค์การสะพานปลา(อสป.) เปิดเผยว่า หลังจากนำแผนพัฒนาองค์การสะพานปลากรุงเทพฯ ยานนาวา วงเงิน 650 ล้านบาท ไปเสนอต่อ นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เห็นด้วยในหลักการกับการพัฒนาให้ได้มาตรฐานสากล เช่นเดียวกับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ไต้หวัน เพราะรูปแบบการพัฒนาใกล้เคียงนานาชาติ ที่สำคัญสะพานปลามีความพร้อมลงทุนเองด้วยวิธีการกู้มาลงทุนเอง ซึ่ง รมว.เกษตรฯ สนับสนุน เพียงแต่ว่าต้องหารือกับกรมธนารักษ์ กระทรวงคลัง  ในรายละเอียดการเช่าพื้นที่อีก 30 ปี ก่อนนำเสนอ ครม. โดยวันที่21 มิ.ย.นี้ รมว.เกษตรฯได้นัดลงดูพื้นที่สะพานปลา ยานนาวา

“ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติให้กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการคลัง มาหารือกัน ให้มีความชัดเจนเรื่องแผนพัฒนา เมื่อเป็นรูปธรรม เสนอ ครม.เห็นชอบ โดยภายใน 2 ปีสามารถสร้างแล้วเสร็จ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นงานรีโนเวทเมื่อลงทุนเอง ก็จะค่อยๆพัฒนาไปใช้งบรายได้ หรือรายได้จากประมูลพื้นที่ให้กับธุรกิจประมง แพปลา ผู้ประกอบร้านค้า ร้านอาหารเกี่ยวเนื่อง ประมาณรายได้ปีละ 4 พันล้าน มาเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจประมง และการที่ลงทุนเอง จะง่ายในการต่อสัญญาจากราชพัสดุเนื้อที่ 8 ไร่ พื้นที่เพียงพอดำเนินการโครงการนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ติดกับเอเซียทีค เมื่อสรุปในเรื่องโครงการพร้อมเดินหน้าทันที” นายชวลิต กล่าว

สหกรณ์รับมือ‘ลำไย’ล้นตลาด l ระดมเครือข่ายระบายผลผลิต-สกัดผลกระทบอินโดฯงดนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345362

สหกรณ์รับมือ‘ลำไย’ล้นตลาด  l ระดมเครือข่ายระบายผลผลิต-สกัดผลกระทบอินโดฯงดนำเข้า

สหกรณ์รับมือ‘ลำไย’ล้นตลาด l ระดมเครือข่ายระบายผลผลิต-สกัดผลกระทบอินโดฯงดนำเข้า

วันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปีนี้ลำไยภาคเหนือคาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตออกมาจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงหาแนวทางเสริมในการช่วยแก้ไขปัญหาราคาลำไยตกต่ำ โดยใช้ระบบสหกรณ์เป็นกลไกในการรวบรวมผลผลิตและกระจายผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมตัวแทนสหกรณ์ที่รวบรวมลำไยสด 15 แห่ง ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ วางแผนในการรวบรวมลำไยสด และส่งกระจายผ่านช่องทางตลาดต่างๆ โดยกระทรวงพาณิชย์จะมีงบอุดหนุนให้กับสหกรณ์ในการระบายผลผลิต และสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้สหกรณ์รวบรวมลำไยไว้แปรรูปเป็นลำไยอบแห้งเพื่อรอการจำหน่ายในฤดูกาลหน้า เพื่อดึงพ่อค้าที่ต้องการซื้อลำไยอบแห้งเข้ามา คาดว่าน่าจะทำตลาดได้ดีกว่าขายเป็นลำไยสด

“เป้าหมายสหกรณ์ในการรวบรวมผลผลิตลำไยแบบสดคาดว่าจะดำเนินการได้ประมาณ 3,000 ตัน มูลค่า 90 ล้านบาท เพื่อทำตลาดลำไยสดช่อคุณภาพ ลูกสม่ำเสมอ ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์ 7 แห่ง ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ คือ พะเยา เชียงใหม่ และน่าน ได้ส่งเสริมสมาชิกให้ผลิตลำไยคุณภาพอย่างต่อเนื่องและพยายามรักษาตลาดเดิมเอาไว้ เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศได้รับประทานลำไยรสชาติดีมีคุณภาพ โดยทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จะเปิดรับออเดอร์จากผู้บริโภคปลายทาง แล้วแจ้งยอดการสั่งซื้อลำไยกับทางสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์จะดำเนินการตามกลไกตลาดปกติ ดูดซับลำไยบางส่วนออกมาจากพื้นที่ นำมาคัดเกรดเป็นลำไยสดช่อคุณภาพดี ขนาดไม่เกิน 80 ลูกต่อกิโลกรัม มีสัดส่วนขนาด AA:A 70:30 ก้านช่อยาวไม่เกิน 6 นิ้ว และบรรจุลงตะกร้า ขนาด 10 กก. ตะกร้าขนาด 3 กก.และกล่องกระดาษขนาด 10 กก. ราคาขายจะเป็นราคารับซื้อจากเกษตรกรบวกค่าบริหารจัดการตามระยะทาง ที่กำหนดในเบื้องต้นราคาจำหน่ายลำไยคุณภาพสดช่อถึงมือผู้บริโภค 30-34 บาทต่อกิโลกรัม และจะมีการรับประกันสินค้าด้วย หากเปิดกล่องออกมาไม่ได้คุณภาพตามที่ผู้บริโภคต้องการ ทุกสหกรณ์ยินดีคืนเงินให้ หรือส่งสินค้าใหม่ไปเปลี่ยนให้ทันที เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่สั่งซื้อลำไยจากสหกรณ์”

นายเชิดชัยกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ขณะนี้ตลาดหลักลำไยสด คือ อินโดนีเซีย ห้ามนำเข้าลำไยสดจากประเทศไทย จึงคาดว่าอาจส่งผลกระทบให้ลำไยในประเทศราคาตกต่ำ จึงต้องใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยรองรับผลผลิตลำไยของเกษตรกรและเร่งกระจายสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม กรมมีนโยบายในการส่งเสริมตลาดผลไม้ของสหกรณ์ จะคัดเฉพาะที่มีคุณภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้บริโภคที่อยู่นอกแหล่งผลิตได้บริโภคสินค้าดีมีคุณภาพ