เกษตรฯรุกเปิดตลาด‘Green Market’ ระดมสินค้า8จังหวัดภาคตะวันตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346398

เกษตรฯรุกเปิดตลาด‘Green Market’ ระดมสินค้า8จังหวัดภาคตะวันตก

เกษตรฯรุกเปิดตลาด‘Green Market’ ระดมสินค้า8จังหวัดภาคตะวันตก

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เกษตรฯรุกเปิดตลาด‘Green Market’ ระดมสินค้า8จังหวัดภาคตะวันตก ออกร้าน28มิย.-2กค.โชว์ศักยภาพ ผลิตภัณฑ์การเกษตรมาตรฐานGAP

นางปาลลิน พวงมี ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้ทุกจังหวัดจัดตลาดเกษตรกร จำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์การเกษตรที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐาน และช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาดให้มีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมถึงปให้ผู้ผลิต ผู้บริโภคเข้าใจและรู้จักผลผลิต GAP ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และหันมาบริโภคสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ประกอบด้วย กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี โดยแต่ละจังหวัดจะมีความโดดเด่นในด้านการผลิตสินค้าเกษตรที่แตกต่างกัน จึงมุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานอื่นๆ รวมถึงพัฒนาไปสู่การผลิตพืชในระบบแปลงใหญ่ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาการจำหน่ายสินค้าในตลาดเกษตรกรของพื้นที่ 8 จังหวัด ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย สามารถเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จึงได้จัดงานเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร “Green Market#Farmer Market” ณ มาร์เก็ตวิลเลจ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2561 โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน และสินค้าแปรรูปเกรดพรีเมียมของ 8 จังหวัดภาคตะวันตก เช่น ชมพู่ทับทิมจันทร์ กล้วยกรอบแก้ว ดอกเห็ดสดนางฟ้าภูฎาน ทองม้วนข้าวไรซ์เบอร์รี่ น้ำตาลมะพร้าวอินทรีย์ เครื่องดื่มเห็ดผง เป็นต้น รวมทั้งมีการสาธิตผลิตภัณฑ์การเกษตร การเจรจาธุรกิจสินค้าเกษตร และมีการแข่งขันกินผลไม้ จึงขอเชิญชวนเกษตรกรและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้ภายในวันที่กำหนด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรในการพัฒนายกระดับการผลิตสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป

“การจัดงานดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการตลาด การบริหารจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานของเกษตรกรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก รวมทั้งเจ้าหน้าที่และเกษตรกรได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้รูปแบบและขั้นตอนการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตร สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้ในอนาคต ที่สำคัญคือได้ประชาสัมพันธ์สินค้าปลอดภัยได้มาตรฐานจากตลาดเกษตรกรให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร สร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานสากล” นางปาลลิน กล่าวย้ำ

เกษตรฯเร่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในช่วงฤดูกาลผลิตใหม่ปี’ 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346423

เกษตรฯเร่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในช่วงฤดูกาลผลิตใหม่ปี’ 61

เกษตรฯเร่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในช่วงฤดูกาลผลิตใหม่ปี’ 61

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.11 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 2561/62 ทั่วประเทศ แจ้งยืนยันการเพาะปลูกหรือปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกร (ทบก.)

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้สามารถมีอาชีพด้านการเกษตรที่เข้มแข็ง ประกอบกับปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลผลิตใหม่โดยเฉพาะการทำนาข้าว ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์การได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ กรณีมีประสบภัยพิบัติด้านพืช เช่น อุทกภัย วาตภัย และการเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างรายให้กับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเปิดรับสมัครอยู่ในขณะนี้ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรให้ทุกท่านมาแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ทันทีหลังจากทำการปลูกแล้ว 15 – 60 วัน  ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือแอปพลิเคชั่น DOAE Farmbook

ในส่วนเกษตรกรที่ใช้แอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นคือ สามารถทราบข้อมูลของตนเองได้ตลอดเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอ ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 มีเป้าหมายรวมทั้งประเทศ 5.7 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 2,263,173 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 39.70 (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2561) ในจำนวนนี้ตั้งเป้าหมายการขึ้นทะเบียนนาข้าว 4 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 2.6 แสนครัวเรือน หรือพื้นที่ 4.3 ล้านไร่

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ด้านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร คือ ครัวเรือนเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นผู้ประกอบการเกษตร โดย 1 ครัวเรือน จะมีตัวแทนมาขอขึ้นทะเบียนได้เพียง 1 คน ซึ่งเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องบรรลุนิติภาวะ และมีสัญชาติไทย กรณีที่เป็นนิติบุคคลจะต้องมีการมอบหมายผู้แทนมาขึ้นทะเบียน

อย่างไรก็ตามเกษตรกรที่ต้องการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร สามารถสอบถามติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น DOAE Farmbook ของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ตั้งแต่ บัดนี้เป็นต้นไป

นายกฯสั่งทำข้อมูลสร้างการรับรู้ก่อนปลูกพืช หลังสินค้าเกษตรล้น ราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346400

นายกฯสั่งทำข้อมูลสร้างการรับรู้ก่อนปลูกพืช หลังสินค้าเกษตรล้น ราคาตก

นายกฯสั่งทำข้อมูลสร้างการรับรู้ก่อนปลูกพืช หลังสินค้าเกษตรล้น ราคาตก

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.37 น.

19 มิ.ย.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ ว่า ในปีที่ผ่านมาสับปะรดราคาถึง 12 บาท วันนี้เหลือ 2 บาท ต้องไปดูการเพาะปลูกสับปะรดมากขึ้นหรือไม่ เท่าที่ตนถามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปริมาณการปลูกเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ในขณะที่ราคา 10-12 บาทก็เพิ่มกันเยอะแยะ พอถึงวันนี้ปริมาณล้นเกินไป ก็เป็นปัญหาของราคาสินค้า เป็นตัวอย่างผลิตผลทางการเกษตร ถ้าปลูกเกินความต้องการ หรือปลูกตามราคาที่ดีอยู่ปัจจุบัน ก็พากันตกไปทั้งหมด

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ตนกำลังจะให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ทำข้อมูลเพื่อให้เกษตรกรรับทราบว่าเรามีอะไรในต้นทาง ทั้งผู้เพาะปลูกและผลิตผลการเกษตรมีเท่าไหร่ในประเทศ และมาพูดถึงตรงกลาง การบริโภคสดและการแปรูรูป มีขีดความสามารถเท่าไหร่ พร้อมดูปลายทางตลาดโลกว่าอย่างไร ตลาดรอบบ้านอย่างไร เพื่อสร้างการรับรู้ ให้เกษตรกรใช้ข้อมูลเหล่านี้พิจารณาการปลูกพืชในฤดูกาลใหม่ ไม่อย่างนั้นจะปลูกตามกันอีกเหมือนเช่นการปลูกข้าว ปลูกมัน ปลูกยาง พอราคาดีก็จะปลูกตามกันหมด ก็จะทำให้ส่วนรวมราคาตก รัฐบาลจะดูแลได้คือการซื้อมาเก็บไว้ในคลัง ขายใครไม่ได้ หรืออีกอย่างคือเสื่อมสภาพ หรือทำให้ราคาตก เพราะเขารู้ว่ามีสำรองอยู่ในคลังจำนวนมาก ถือเป็นบทเรียนตลอดเวลาที่ผ่านมา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขอสื่อช่วยทำความเข้าใจกับเกษตรกรด้วย หามาตรการที่เหมาะสม ทำได้ ไม่ผิด พ.ร.บ.การเงินการคลังของประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลไม่ให้ความสนใจเกษตรกร วันนี้กระทรวงเกษตรฯได้ไปเจรจากับผู้ซื้อให้ซื้อปริมาณมากขึ้น และคิดว่าเดือนหน้าทุกอย่างจะกลับเข้าสู่วาระปกติได้ แต่ตนก็เป็นห่วงอย่างอื่นด้วย ผลไม้ราคาดีก็ปลูกตามกัน ก็ราคาลงเหมือนเดิม ดังนั้นในการเพาะปลูกพืช เราต้องคำนึงถึงการตลาดทั้งภายในและภายนอกให้มากที่สุด

เกษตรฯเร่งระบาย‘สับปะรด’ เล็งจีทูจีส่งออก5กลุ่มประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346311

เกษตรฯเร่งระบาย‘สับปะรด’ เล็งจีทูจีส่งออก5กลุ่มประเทศ

เกษตรฯเร่งระบาย‘สับปะรด’ เล็งจีทูจีส่งออก5กลุ่มประเทศ

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.27 น.

19 มิ.ย.61 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยถึงปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ ว่า เกิดจากตลาดส่งออกชะลอตัว และผลผลิตกระจุกตัวช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ส่งผลให้ราคาสับปะรดโรงงานเหลือ 3.14 บาทต่อกิโลกรัม จากปีที่แล้ว 6.29 บาท และสับปะรดบริโภค  3.14 บาท ลดลงจาก 12.28 บาท โดยผลผลิตออกสู่ตลาดไปกว่าร้อยละ 60 หลังจากนี้ราคาจะกระเตื้องขึ้น

ทั้งนี้ มีมาตรการช่วยเหลือโดยมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ระบายสับปะรดส่วนเกินออกนอกแหล่งผลิต มีผลักดันส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทำ(MOU) รูปแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) ในรัสเซีย อิหร่าน และเชื่อมโยงการค้า ขยายตลาดใหม่ USA EU และอาเซียน

นอกจากนี้ ได้รณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดเพิ่มขึ้น เช่น อ.ต.ก. จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรด จำหน่ายได้ 9.6 ตัน และเครือข่ายสหกรณ์ กระจายผลผลิตเกือบ 300 ตัน โดยแต่ละจังหวัดได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรดผลสดในจังหวัด รณรงค์การบริโภคสับปะรด เช่น สถานประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม สถานศึกษา สถานพยาบาล เรือนจำ นำผลผลิตสับปะรดมาใช้ในการประกอบการทำอาหาร และกรมปศุสัตว์ นำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม

สำหรับราคายางพารา ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาขณะนี้ราคายางแผ่นดิบชั้น 3 กิโลกรัมละ 43.56 บาท ราคาน้ำยางสด กิโลกรัมละ 41.46 บาท และยางก้อนถ้วยคละ กิโลกรัมละ 20.28 บาท  ซึ่งปัจจัยส่งผลราคายางลดจากการเพิ่มสต๊อกยางของจีน ค่าเงินบาทแข็งขึ้น และภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางเช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ส่งผลปรับตัวลดลง ทั้งนี้คาดว่าราคายางจะปรับตัวสูงขึ้นในครึ่งปีหลัง  เพราะมีความต้องการใช้ยางพาราภาครัฐ มาตรการสนับสนุนเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ ปริมาณสต๊อกยางของจีน ลดลง

เลขาธิการ สศก.กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกราคาดีขึ้นเช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเฉลี่ยตันละ 14,743 บาท สูงขึ้นจากปีที่แล้วที่เฉลี่ยตันละ 9,207 บาท เพราะปริมาณข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลงจากผลกระทบของอุทกภัยปี60 และข้าวเปลือกเจ้า ราคาเฉลี่ยตันละ 7,781 บาท สูงขึ้นโดยเฉลี่ยตันละ 7,514 บาท หรือร้อยละ 3.55 เนื่องจากมีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอฟริกา อินโดนีเซีย และมาเลเชีย รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2560/61 รัฐบาลใช้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร แบ่งเป็น 3 ด้าน จำนวน13 โครงการ ดังนี้ ประกอบด้วย ด้านการผลิต รวม 8 โครงการ ด้านการตลาด รวม 4 โครงการ และด้านการเงิน 1 โครงการ

ปรับแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตร สทนช.เล็งเพิ่มความจุ‘บึงสีไฟ-บึงบอระเพ็ด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346143

x

ปรับแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตร สทนช.เล็งเพิ่มความจุ‘บึงสีไฟ-บึงบอระเพ็ด’

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ สทนช. ดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตรให้เป็นระบบโดยเร็ว เพื่อให้ทันต่อการปรับแผนงบประมาณปี 2561 บางส่วนที่สามารถดำเนินการได้ก็ให้เร่งดำเนินการทันที ส่วนที่เหลือให้บรรจุเป็นแผนงานในปี 2562-65 รวมทั้งสั่งการให้ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนแก้ปัญหาเรื่องน้ำของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 โดยหาแนวทางในการขุดลอกเพิ่มปริมาณความจุของบึงสีไฟและบึงบอระเพ็ด เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

สำหรับแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตร ซึ่งประสบปัญหาน้ำจากแม่น้ำน่านไหลเข้าสู่แม่น้ำพิจิตรน้อยมาก ทำให้ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งอย่างรุนแรงนั้น สทนช. ได้วางแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตรให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ โดยปรับปรุงประตูระบายน้ำดงเศรษฐี พร้อมติดตั้งระบบ Super Pump ผันน้ำเข้าสู่แม่น้ำพิจิตร พัฒนาอาคารระบายน้ำจากคลองชลประทานให้สามารถผันน้ำเข้าสู่แม่น้ำพิจิตรเพิ่ม 9 จุด รวมทั้งต้องขุดลอกทางน้ำของแม่น้ำพิจิตร 127 กิโลเมตร และขุดลอกทางน้ำของคลองข้าวตอกอีก 58 กิโลเมตร รวมระยะทาง 185 กิโลเมตร

ส่วนแนวทางการเพิ่มความจุของบึงสีไฟ สทนช. ได้วางแนวทางการพัฒนาโดยให้กรมชลประทานก่อสร้างอาคารท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.50 เมตร รับน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ C1 พร้อมก่อสร้างคลองเพื่อชักน้ำเข้าสู่บึงสีไฟความยาว 2,063 เมตร ในอัตรา 1.90 ลบ.ม./วินาที พร้อมทั้งขุดลอกเพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งจาก 4 ล้าน ลบ.ม. เป็น 8 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนบึงบอระเพ็ด สทนช. ได้ทำการศึกษาการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดโดยบูรณาการหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยจะมีการยกระดับสันฝายขึ้นอีก 1 เมตร ซึ่งสามารถเพิ่มความจุได้ถึง 300 ล้านลบ.ม. การปรับปรุงศักยภาพส่งน้ำให้เป็นบึงอเนกประสงค์ที่สามารถบริหารจัดการรับน้ำหลาก และส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรได้ ปรับปรุงศักยภาพส่งน้ำคลองวังนา ต.ทับกฤช อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ขุดลอกดินตะกอนในพื้นที่บึงบอระเพ็ด ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียตามเส้นทางน้ำหลักที่ไหลลงสู่บึง 5 แห่ง ศึกษา สำรวจ ออกแบบ โครงการแก้ไขปัญหาตะกอนดินก่อนไหลลงสู่บึงบอระเพ็ด และฝายดักตะกอนรอบบึง รวมถึงงบก่อสร้างประตูน้ำยกระดับน้ำแม่น้ำน่านเข้าสู่บึงบอระเพ็ด เป็นต้น

รายงานพิเศษ : 116ปีกรมชลประทาน ฉลาด ถูกต้อง รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย..ก้าวสู่องค์กรอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346147

รายงานพิเศษ : 116ปีกรมชลประทาน  ฉลาด ถูกต้อง รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย..ก้าวสู่องค์กรอัจฉริยะ

รายงานพิเศษ : 116ปีกรมชลประทาน ฉลาด ถูกต้อง รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย..ก้าวสู่องค์กรอัจฉริยะ

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นับจากวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา กรมคลอง ขึ้นในปี พ.ศ. 2445 เพื่อทำหน้าที่ดูแล น้ำ ของประเทศอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการสมัยใหม่ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกรมทดน้ำ และกรมชลประทานในปัจจุบัน และเมื่อในวันที่ 13 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมามีอายุครบ 116 ปี และก้าวย่างขึ้นสู่ปีที่ 117

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า 116 ปีของกรมชลประทานเป็นปีแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งการนำศาสตร์พระราชา มาสานต่อในการแก้ปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำ พร้อมทั้งได้ตั้งเป้าหมายที่จะการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริที่ยังไม่ได้ดำเนินการ 157 โครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้การดำเนินงานตามภารกิจหลักประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำในวิกฤตการณ์น้ำท่วมปี 2560 ซึ่งประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุหลายสิบลูกทำให้มีฝนตกทั้งประเทศเฉลี่ยสูงถึง 1,829 มิลลิเมตร ใกล้เคียงกับปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งมีปริมาณเฉลี่ย 1,824 มิลลิเมตร แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในปี 2560 กลับน้อยมาก เนื่องจากการวางแผนบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินการปลูกข้าวในพื้นที่ทุ่งบางระกำ และ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างใหม่ เพื่อใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติในการรับน้ำได้มากกว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พร้อมทั้งมีการกำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำ และเตรียมสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลต่างๆ ในการรับมือไว้ล่วงหน้า ตลอดจนได้วางแผนจัดจราจรทางน้ำ ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตการเกษตรแทบไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรชลประทานฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวว่า ความสำเร็จในการบริการจัดการน้ำปี 2560 ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของศูนย์ปฏิบัตการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) ซึ่งเป็นศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ คลังข้อมูล กรมชลประทาน และเป็นศูนย์กลางติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ รวบรวม วิเคราะห์ คาดการณ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤติต่างๆ ทำให้สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ซึ่งกรมชลประทาน มีแผนที่จะขยายผลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ให้ครอบคลุมครบทั้ง 17 สำนักงานชลประทานในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสร้างห้องปฏิบัติการด้านส่งน้ำระดับโครงการชลประทานทุกโครงการ คาดว่าในปีงบประมาณ 2561 จะสามารถดำเนินการได้ 172 โครงการ

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2557-2560 กรมชลประทานยังประสบความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักและพื้นที่ชลประทานได้มากกว่าในอดีตถึง 3 เท่าตัว จากเดิม 30.3 ล้านไร่ เพิ่มอีก 2.4 ล้านไร่ รวมเป็น 32.7 ล้านไร่ และเพิ่มปริมาณการเก็บกับน้ำต้นทุนในระบบชลประทานจาก 79,898 ล้าน ลบ.ม. อีก 1,483 ล้านลบ.ม. เป็น 81,841 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งยังสามารถกจัดรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นการวางผังจัดรูปที่ดินใหม่พร้อมระบบชลประทานและระบบน้ำ ได้ถึง 444,800 ไร่

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายก่อสร้าง เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทานถึง 274 โครงการ เป็นโครงการขนาดเล็ก 173 โครงการ ขนาดกลาง 90 โครงการ และขนาดใหญ่ 11 โครงการ กระจายอยู่ทั่วประเทศ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 437.74 ล้านลบ.ม. และเพ่ิมพื้นที่ชลประทานได้ 434,00 ไร่ นอกจากนี้ยังได้ตั้งเป้่าในปี 2561 จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 427,224 ไร่ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำให้ ได้ 154.8 ล้านลบ.ม. โดยจะการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดเล็ก 152 โครงการ ขนาดกลาง 78 โครงการ และขนาดใหญ่ 11 และวางแผนปรับปรุงบำรุงรักษา ซ่อมแซมอาคารชลประทานทั่วประเทศอีก 6,960 โครงการ

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า ในปีที่กรมชลประทานครบรอบ 116 ปี จะเป็นปีที่มีการจัดทำฐานข้อมูลใหญ่ (BIG DATA) ทำให้กรมชลประทานสามารถมองภาพรวมการบริหารจัดการน้ำของทั้งประเทศได้อย่างชัดเจน สามารถวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาไปพร้อมกันได้ โดยข้อมูลทั้งหมดจะส่งให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปเชื่อมโยงกับข้อมูลของหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหมด และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็จะสามารถใช้วิเคราะห์เรื่องน้ำ พืช ราคาสินค้าต่างๆ ได้ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาโครงการชลประทานและการบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสม นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบริหารกล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรของกรมชลประทานซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 28,000 คน เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่กรมชลประทานได้ดำเนินการในปีที่มีอายุครบ 116 ปี โดยนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสร้างความสุขในการทำงาน ทำให้ได้รับโล่เกียรติคุณ “องค์กรแห่งความสุข” รวมทั้งยังได้การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลประมวลผลอัตรากำลัง โดยวิเคราะห์จากกิจกรรม ข้อมูลปริมาณงาน มาตรฐานระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และข้อมูลการเกษียณอายุ ทำให้สามารถวิเคราะห์อัตรากำลังของข้าราชการและพนักงานราชการได้ อย่างชัดเจน สามารถปรับปรุงข้อมูลและวิเคราะห์อัตรากำลังให้ ทันสมัยได้ตลอดเวลา และพิจารณาเกลี่ยอัตรากำลังและการขอจัดสรรอัตรากำลังพนักงานราชการเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม

การปฏิบัติงานและความสำเร็จต่างๆ ดังกล่าว เป็นการเดินบนเส้นทางไปสู่การเป็น “องค์กรอัจฉริยะ” ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ในยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี ซึ่งจะต้องเริ่มจากการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดได้ รวมทั้งการศึกษาและนำมาใช้ อย่างเป็นระบบที่ทันสมัยบนฐานดิจิทัล ที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล และองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาระบบการทำงานให้ มีความยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงรูปแบบได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ ที่สำคัญจะต้องทำงานอย่างฉลาด

“ทำงานอย่างฉลาด ไม่จำเป็นต้องทำมากแต่ได้งานมาก คือ ทำงานได้ ถูกต้อง รวดเร็ว และตรงเป้าหมาย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงสโลแกนในการทำงาน ในยุคที่มีอายุครบ 116 ปี และย่างขึ้นสู่ปีที่ 117 โดยมีจุดหมายปลายทางที่จะเป็นองค์กรอัจฉริยะ ในปี 2579

เสริมบทบาทศูนย์ดินปุ๋ยชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346141

x

เสริมบทบาทศูนย์ดินปุ๋ยชุมชน

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง มีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ตั้งอยู่ประจำทุกอำเภอ รวมทั้งหมด 93 ศูนย์ ซึ่งในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว โดยจัดให้มีการประกวด ศดปช. ดีเด่นระดับเขต เพื่อสนับสนุนและพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการแก่ชุมชนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ทั้งนี้ ศดปช. เริ่มจากการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีต้นทุนการผลิตสูง ได้สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดยเริ่มจากบริการตรวจวิเคราะห์ดิน การถ่ายทอดความรู้ในการตรวจวิเคราะห์ดินขั้นพื้นฐาน ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถทำการวิเคราะห์ดินได้ด้วยตนเอง ในส่วนนี้ เกษตรตำบล จะมีบทบาทสำคัญในการแนะนำ อธิบาย และชี้แจงให้เกษตรกรได้เห็นถึงการตรวจวิเคราะห์ดินขั้นพื้นฐาน ควบคู่ไปกับความรู้เรื่องการเลือกใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยสั่งตัด เพื่อให้ดินได้รับประโยชน์สูงสุด จากนั้นจะยกระดับความรู้ในเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า เกษตรกรร้อยละ 90 เกิดการยอมรับในองค์ความรู้เรื่องปุ๋ยและดิน มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและนำไปปฏิบัติจริง

จากความสำคัญดังกล่าว ศดปช. จึงเป็นศูนย์เรียนรู้ในชุมชนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน ตลอดจนเป็นการอนุรักษ์ดิน และทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์อีกทางหนึ่งด้วย

เลาะรั้วเกษตร : การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346145

เลาะรั้วเกษตร : การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

เลาะรั้วเกษตร : การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมมักจะมีปัญหาเรื่องการเพาะเมล็ดอยู่เสมอ จะไม่สามารถเพาะเมล็ดให้งอกตามที่ต้องการได้ ผมขอทราบวิธีที่ถูกต้องด้วยครับ

สนอง เดชสมบูล

อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

คำตอบ

การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือการเพาะเมล็ด เป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของต้นไม้ วิธีนี้ สามารถทำการผสมพันธุ์พืชให้ได้ลูกผสมใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้มีพันธุ์แปลกๆ และมีคุณภาพดีกว่าพันธุ์พ่อแม่ ที่ปล่อยให้ผสมเองตามธรรมชาติ

การเพาะเมล็ด มีวิธีทำดังนี้

1.การเตรียมอุปกรณ์ เป็นการเตรียมภาชนะ และดินเพาะที่จะใช้ในการเพาะปลูก อุปกรณ์ที่จะใช้เพาะเมล็ดมีด้วยกัน 3 วิธีคือ

1) การเพาะลงบนกระบะเพาะ การเพาะแบนนี้ เหมาะสำหรับที่จะเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มากนัก โดยใช้วัสดุเหลือใช้เก่าๆ ลังกระดาษ ลังพลาสติค ลังไม้ หรืออาจจะต่อขึ้นมาใหม่ก็ได้ นอกจากลังหรือกระบะแล้ว ต้องเตรียมแผ่นกระดาษแข็ง หรือแผ่นพลาสติก ไว้สำหรับปิดด้วย

2) การเพาะลงในแปลง การเพาะแบบนี้ เหมาะสำหรับที่ต้องการพันธุ์ไม้มากๆ โดยให้ยกเป็นร่องสูง ประมาณ 30 ซม. กว้าง 1 เมตร ยาว 4 เมตร ถ้าจะทำเป็นการถาวร โดยก่อเป็นขอบอิฐหรือซีเมนต์บล็อกเป็นขอบให้สูงขึ้นก็ได้ และควรมีหลังคา หรือใช้พลาสติกปิดกันฝน

3) การเพาะลงในภาชนะ การเพาะเมล็ดแบบนี้ เหมาะสำหรับที่เพาะเมล็ดเดี่ยวๆ ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ไม้ยืนต้น หรือไม้ดอกบางชนิด โดยใช้กระถาง หรือถุงพลาสติกดำ วิธีนี้สะดวกดี เมื่อเมล็ดงอกแล้ว ไม่ต้องย้ายเพาะชำอีกครั้งหนึ่ง พอต้นไม้โตได้ขนาดแล้ว สามารถนำไปปลูกได้เลย

2.เตรียมวัสดุที่ใช้เพาะ ให้เตรียมของต่างๆ ดังนี้ ถ่านแกลบดำ ทรายหยาบ ขุยมะพร้าว และดินร่วน ถ่านแกลบเหมาะอย่างยิ่งที่ใช้เพาะ เพราะมีคุณสมบัติโปร่ง ร่วนซุย ไม่จับตัวแข็ง ระบายน้ำ และอุ้มน้ำได้ดี สามารถถอนแยกชำในแปลงได้ง่าย และรากไม่ขาดมาก ทรายหยาบ ช่วยให้ส่วนผสมร่วนซุยไม่อัดแน่นเกินไป ขุยมะพร้าวช่วยอุ้มน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ และดิน ใช้เป็นธาตุอาหารของต้นอ่อน ทำการคลุกเคล้าวัสดุต่างๆ ให้เข้ากัน

3. วิธีเพาะ มีวิธีดังนี้

1) การเพาะในภาชนะ ควรใช้อิฐหักรองก้นภาชนะ ความหนาประมาณ 1-2 นิ้ว ให้ใช้หญ้าแห้ง หรือฟางข้าวรองทับบนอิฐหักอีกที แล้วใส่วัตถุที่ใช้เพาะลงไป ให้ต่ำกว่าขอบกระบะ 3-4 นิ้ว จากนั้น ให้รดน้ำให้เปียกโชก เพื่อล้างถ่านแกลบให้หมดด่างเสียก่อน

2 ) ล้างเมล็ดให้สะอาด แล้วแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อรา ประมาณ 30 นาที ถ้าเมล็ดมีเปลือกเมล็ดแข็ง ควรกะเทาะเปลือกเสียก่อน หรือฝนกับกระดาษทราย หรือแช่น้ำ 1-2 วัน แล้วแต่ความหนาของเมล็ดพืชนั้นๆ

3) ถ้าเพาะในกระบะ ให้ใช้ไม้กดทำเป็นร่องบนกระบะ แล้วใช้เมล็ดปักลงไปลึกพอควร เรียงเป็นแถว แล้วเกลี่ยดินที่ผสมไว้ รดน้ำให้ชุ่ม ถ้าเพาะลงในแปลง ให้ใช้ดินที่เตรียมไว้มาผสมกับปุ๋ยคอกที่แห้งป่นละเอียดลงไปด้วย เพื่อใช้เป็นธาตุอาหารให้กับต้นอ่อน

ที่สำคัญ ควรดูแลรักษาอย่าให้ถูกแดดจัด การรดน้ำให้รดพอประมาณวันละครั้ง ถ้าฝนตกมากต้องใช้แผ่นพลาสติกคลุม อย่าให้ดินชุ่มมาก เพราะจะทำให้เมล็ดเน่า เมื่อเมล็ดงอกแล้ว จึงค่อยให้ถูกแดดบ้าง และเมื่อต้นโตพอประมาณ ก็แยกไปปลูกได้ นะครับ

นาย รัตวิ

ง้างมีดรอเชือด‘เลขาฯส.ป.ก.’ ส่อเกียร์ว่างไม่ยืดคืนสวนปาล์มนายทุน6พันไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346168

ง้างมีดรอเชือด‘เลขาฯส.ป.ก.’ ส่อเกียร์ว่างไม่ยืดคืนสวนปาล์มนายทุน6พันไร่

ง้างมีดรอเชือด‘เลขาฯส.ป.ก.’ ส่อเกียร์ว่างไม่ยืดคืนสวนปาล์มนายทุน6พันไร่

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.37 น.

18 มิ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนทราบว่านายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในคำสั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เพื่อหาข้อเท็จจริงว่าทำไมช่วงที่ผ่านมาจึงไม่เร่งรัดดำเนินการในการยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก.แปลงที่ 83 จำนวนกว่า 6 พันไร่ สวนปาล์มบริษัทสหไทยน้ำมันพืชจำกัด จ.ชุมพร เนื่องจากกฤษฎีกาตีความได้ข้อยุติว่าเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.ตั้งแต่เดือน มี.ค.60 ดังนั้นต้องสอบให้ชัดเจนทั้งหมด ให้รายงานตนภายใน30วัน ซึ่งนอกจากคำสั่งสอบได้สั่งให้ไปดำเนินการตามหน้าที่เลขาธิการ ส.ป.ก.ไปดำเนินเอาพื้นที่คืนกลับมาเป็นของ ส.ป.ก.เพื่อให้เกษตรกร ซึ่งในเมื่อผู้บังคับบัญชาย้ำขนาดนี้ ไม่ทำ ต้องโดนละเว้นปฏิบัติหน้าที่มาตรา 157 และเกษตรกรที่จะเข้าพื้นที่ได้ฟ้องร้องไว้ด้วย

“ที่ผ่านมามีคำสั่งตามมาตรา 44 ก็ไม่ทำ ผมเป็นฝ่ายนโนยายได้ตักเตือน ได้ย้ำให้ทำหน้าที่แล้วว่าเป็นอำนาจของเลขาธิการ ส.ป.ก. จึงต้องให้ปลัดฯสอบข้อเท็จจริงมาทั้งหมด ว่าสาเหตุที่ปล่อยไว้ไม่ดำเนินการเพราะอะไร และยังยืนยันไม่เห็นหนังสือกรมป่าไม้ โดยผมทำหนังสือถึงผู้ว่าฯชุมพรแล้ว เพื่อให้เข้าพื้นที่ ยังกำชับไปด้วยว่าถ้า ส.ป.ก.ยังลังเล ให้ขอหมายศาลเข้าไป ทั้งนี้ยังไม่ย้ายเลขาธิการ ส.ป.ก.จะรอผลสอบจากปลัดฯก่อน” นายกฤษฏา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการ ส.ป.ก.ได้มีหนังสือที่กษ.1204/4383 วันที่ 13 มิ.ย.61 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เรื่องขอให้ดำเนินการยึดพื้นที่เป้าหมาย แปลงหมายเลข 83 โดยอ้างถึงหนังสือ ส.ป.ก.ด่วนที่สุดที่ กษ.1204/4157 ลงวันที่ 5 มิ.ย.61 ระบุว่าตามหนังสือที่อ้างส.ป.ก. ได้ขอให้ จ.ชุมพร แจ้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน จ.ชุมพร(ส.ป.ก.ชุมพร) ชะลอการเข้ายึดพื้นที่เป้าหมายแปลงหมายเลข 83 ไว้จนกว่าจะทราบผลการพิจารณาของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น

ส.ป.ก.พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วขอเรียนว่าการที่ ส.ป.ก.มีหนังสือขอให้กรมป่าไม้พิจารณาเกี่ยวกับการดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายนั้น เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม บัดนี้ระยะเวลาที่ ส.ป.ก.ขอให้กรมป่าไม้แจ้งผลการพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายดังกล่าวได้ล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว โดยกรมป่าไม้มิได้แจ้งผลการพิจารณาใดๆให้ ส.ป.ก.ทราบ

ส.ป.ก. จึงขอให้จังหวัดชุมพร แจ้ง ส.ป.ก.ชุมพร ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 4 แห่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ประกอบแผนปฏิบัติการต่อไป ทั้งนี้ตามบันทึกความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 339/2560 ผลดำเนินการประการใดขอโปรดแจ้งให้ ส.ป.ก.ทราบเป็นระยะๆด้วย

‘กฤษฎา’สั่งทำฝนหลวง หวั่นพื้นที่เกษตรขาดน้ำช่วงมิ.ย.-ก.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346133

'กฤษฎา'สั่งทำฝนหลวง หวั่นพื้นที่เกษตรขาดน้ำช่วงมิ.ย.-ก.ค.

‘กฤษฎา’สั่งทำฝนหลวง หวั่นพื้นที่เกษตรขาดน้ำช่วงมิ.ย.-ก.ค.

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.20 น.

18 มิ.ย.61 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์  มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรอาจมีน้ำสำหรับการเกษตรไม่เพียงพอให้ทุกหน่วยเฝ้าระวังติดตามช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ระหว่างกลางเดือน มิ.ย.ถึงกลางเดือน ก.ค.มีสภาวะฝนทิ้งช่วง ในขณะนี้ปริมาณและการกระจายตัวของฝนมีน้อยและไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลกระทบการเกษตรได้ โดยได้สำรวจปริมาณฝนตกสะสม 7 วันที่ผ่านมา มีฝนน้อยกว่า 10 มิลลิเมตร ในหลายพื้นที่ เช่น พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม เป็นต้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติการติดตามสถานการณ์และสภาพอากาศประจำวันอย่างใกล้ชิด เพื่อขึ้นปฏิบัติการทำฝนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาทันที

อธิบดีกรมฝนหลวงฯกล่าวว่าสำหรับผลปฏิบัติการหน่วยฝนหลวงพิษณุโลก ลพบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา และขอนแก่น ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงที่เกษตรกรที่ร้องขอ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางหลายอำเภอ จังหวัดเพชรบูรณ์  พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี  สระบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด โดยขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการปฎิบัติการทำฝนช่วยเหลือการเกษตรทั่วถึงทุกพื้นที่โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อยู่ในระยะเก็บเกี่ยว