แตกใบอ่อน : ยาฆ่าหญ้า‘พาราควอต’ กับทางออกที่สังคมยังสับสน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346634

807934531

แตกใบอ่อน : ยาฆ่าหญ้า‘พาราควอต’ กับทางออกที่สังคมยังสับสน!!

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทิศทางของประเทศไทยกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ดูเหมือนจะสับสนอลหม่านพอควร โดยเฉพาะกับพวกเราในฐานะประชาชนคนไทยที่เฝ้าดูและปฏิบัติตาม เพราะหลายๆ โครงการ หลายๆ นโยบายที่รัฐบาลอนุมัติออกมานั้น ดูจะตรงข้ามกับความรู้สึกของประชาชนเสียเป็นส่วนใหญ่ จนจะกลายเป็นนโยบายไทยแลนด์ 0.4 ทำให้ประเทศไทยยังล้าหลังเสียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการอนุญาตให้มีการนำเข้ายาฆ่าหญ้าที่ชื่อว่า “พาราควอต” ต่อไปได้อีก ซึ่งยาฆ่าหญ้า “พาราควอต” นี้ค่อนข้างอันตราย มีพิษเฉียบพลันสูงต่อมนุษย์ และมีผลกระทบเรื้อรังต่อสุขภาพ เช่น ก่อโรคพาร์กินสัน สมองเสื่อม แม้จะใส่อุปกรณ์ป้องกันแต่ก็สามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ โดยการสัมผัสทางผิวหนัง แล้วซึมเข้าร่างกายจนเกิดอันตรายถึงชีวิต ทั้งยังตกค้างในอาหาร สิ่งแวดล้อม และมนุษย์ ถ้าสัมผัสเผลอกลืนกินเข้าไป ก็ไม่สามารถล้างท้องได้ จึงเป็นที่มาของแรงกระเพื่อมผลักดันให้มีการยกเลิกการนำเข้าและใช้สาร “พาราควอต”

เป็นที่รู้กันดีในแวดวงการเกษตรว่า สารพิษจากยาฆ่าหญ้าที่มีการใช้ต่อเนื่องกันมายาวนานหลายสิบปี จะมีการสะสมตกค้างมหาศาลในน้ำในดินจนอิ่มตัว เอิบอาบซาบซ่านเข้าไปสะสมอยู่ในพืชผักผลไม้ จนเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคทั้งเด็กผู้ใหญ่ และทารกที่อยู่ในครรภ์ที่รับสารอาหารโดยตรงจากมารดา เนื่องด้วยมารดายุคปัจจุบันรับประทานอาหารที่มีการสะสมสารพิษจากยาฆ่าหญ้าที่ตกค้างอย่างมากมาย โดยมีงานวิจัยรองรับตามข้อมูลดังกล่าวจากหน่วยงานและสื่อต่างๆ

ถ้าวิเคราะห์ในแง่เศรษฐกิจเกี่ยวกับต้นทุนการเกษตรที่ต้องใช้ “แรงงานคน” ในกำจัดหญ้าเทียบกับการใช้ “ยาฆ่าหญ้า” ก็อาจจะมีความคุ้มค่าอยู่บ้าง เพราะการใช้ยาฆ่าหญ้ามีต้นทุนที่ต่ำ
กว่า ราคาถูก แถมมีประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชได้มากกว่าแรงงานคน ซึ่งอันนี้ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่เกษตรกรส่วนใหญ่ได้เสนอแนะให้แง่คิดไว้ โดยที่รัฐบาลยังไม่สามารถหาสิ่งปลอดภัยกว่ามาทดแทนได้ แต่ถ้ามองในแง่ของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเฉพาะภาพใหญ่ในระดับประเทศก็น่าเป็นห่วงอยู่ เพราะคนที่รับพิษจาก พาราควอต หากถูกหรือสัมผัสร่างกายโดยตรงในปริมาณเข้มข้น จะเกิดการกัดกร่อนรุนแรงผิวหนังไหม้ หากเข้าสู่ร่างกายโดยเฉพาะการกินโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม อัตราเสียชีวิตจะสูงมาก เพราะพาราควอตมีความเป็นพิษสูงมาก ขนาดยาแค่ฝาขวดน้ำดื่มก็ถึงตายได้ ฤทธิ์เริ่มแรกก็การกัดกร่อนเผาเนื้อเยื่อบุปาก ลำคอ กระเพาะอาหารอาจถึงกับกระเพาะทะลุเสียชีวิตได้ ระยะต่อมาตับวายสารเคมีส่วนมากจะผ่านตับทำให้เกิดความเสียหายกับเนื้อเยื่อตับโดยตรงถ้าตับวายก็ตาย ระยะต่อมาเมื่อตัวพาราควอตผ่านระบบเมตาบอลิกในตับจะผ่านสู่ไต ก็ทำให้ไตวายเฉียบพลัน ถ้าฟอกไตทันอาจจะรอด แต่ก็ต้องฟอกไตตลอดชีวิต ไม่ก็รอบริจาคไตมาเปลี่ยน ระยะสุดท้าย ถ้าสามารถรอดพ้นระยะทั้งหมดเบี้องต้นผ่านไป 1-2 สัปดาห์ ก็มักจะจบด้วยสภาวะปอดเป็นพังผืดและมักจบด้วยการเสียชีวิต

โดยปกติประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับความเสียหาย เจ็บป่วยจากสารพิษภาคการเกษตรชนิดอื่นๆ มากพอควรอยู่แล้ว “ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข” มีการตรวจพบเกษตรกรไทยร้อยละ 32 ที่มีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และมีผู้ป่วยจากพิษสารกำจัดศัตรูพืชเพิ่มถึง 4 เท่าตัว ทั้งพิษเฉียบพลันและระยะยาว เช่น แสบตา คลื่นไส้ หายใจขัด เป็นมะเร็ง อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นหมันหรือเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ผู้สามารถไปสืบค้นเพิ่มเติมได้จากหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข

การที่จะให้ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเทคโนโลยี นวัตกรรม ก้าวล้ำด้วยระบบโลจิสติกส์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่รัฐบาลยังปล่อยให้ข้าวปลาอาหารของประเทศไทยซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ประเทศที่โดดเด่นและชำนาญเรื่องเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน เคยส่งออกข้าว ปาล์ม ยางพารา และมันสำปะหลัง เป็นอันดับต้นๆของโลก และล่าสุดยังขายทุเรียนได้ 80,000 ลูก ภายใน 1 นาที แต่กลับจะปล่อยให้มีสารพิษที่ทั่วโลกเขาเลิกใช้กันแล้ว มาทำลายสุขภาพเกษตรกรและปนปื้อนอยู่ในอาหารการกิน ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค อย่างนี้แล้ว…จุดขายและศักดิ์ศรีของบ้านเมืองเราจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และรุ่งโรจน์ โชติช่วงชัชวาลได้อย่างไร ถ้าความปลอดภัยในอาหารยังไม่มี?!?

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (ไทยกรีน อะโกร)

รายงานพิเศษ : ‘ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ’ ใช้ถูกชนิด ถูกอัตรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346638

รายงานพิเศษ : ‘ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ’  ใช้ถูกชนิด ถูกอัตรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

รายงานพิเศษ : ‘ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ’ ใช้ถูกชนิด ถูกอัตรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร 

ปุ๋ยเคมี คือ ธาตุอาหารของพืช ซึ่งพืชต้องการเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชมีอยู่ด้วยกัน 16 ธาตุ แต่มีอยู่ในดิน 13 ธาตุ โดยธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการในปริมาณมาก แต่ในดินมักจะขาด คือ ไนโตรเจน (N:เอ็น) ฟอสฟอรัส (P:พี) และโพแทสเซียม (K:เค) จึงจำเป็นต้องเพิ่มเติมให้ในรูปของปุ๋ยเคมี

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในดินมีธาตุอาหารที่พืชต้องการเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกผล ถ้าเป็นดินที่บุกเบิกใหม่หรือผ่านการใช้ที่ดินทำการเกษตรได้ไม่นาน ธาตุอาหารในดินยังคงมีอยู่มาก พืชสามารถนำไปใช้ได้เพียงพอกับความต้องการ แต่ในกรณีพื้นที่ผ่านการทำการเกษตรต่อเนื่องมายาวนาน พืชจะดูดดึงธาตุอาหารออกไปจากดินอย่างถาวรโดยติดไปกับผลผลิตที่ถูกเก็บเกี่ยวออกไป หากเกษตรกรขาดการปรับปรุงบำรุงดินและเติมธาตุอาหารในดินอย่างเหมาะสมเพื่อชดเชยส่วนที่ขาด ก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ปุ๋ยเคมีจึงเข้ามามีส่วนช่วยเติมธาตุอาหารที่ขาดในดิน

คำว่า “ปุ๋ยเคมี” หลายคนมองว่าเป็นสารเคมีที่มีความไม่ปลอดภัย ใช้แล้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้และผู้บริโภครวมถึงสิ่งแวดล้อม แต่ความเป็นจริงแล้ว ปุ๋ยเคมีผลิตจากหินและแร่ในธรรมชาติ แร่ธาตุในหินบางชนิดสามารถเป็นปุ๋ยเคมีให้พืชใช้โดยตรง เช่น หินฟอสเฟต ให้ธาตุฟอสฟอรัส (P) ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกนั้นส่วนใหญ่ต้องใช้กระบวนการทางเคมีสังเคราะห์ให้กลายเป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่ให้แร่ธาตุอาหารแก่พืช ซึ่งเมื่อใส่ลงไปในดินที่มีความชื้นเหมาะสม ปุ๋ยเคมีจะละลายให้พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ปุ๋ยเคมีบางชนิดก็สังเคราะห์จากสารอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) ปุ๋ยเคมีแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ ปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงประกอบ และปุ๋ยเชิงผสม ซึ่งปุ๋ยเชิงเดี่ยว คือ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน (N) หรือ ฟอสฟอรัส (P) หรือ โพแทสเซียม (K) ธาตุใดธาตุหนึ่งเพียงธาตุเดียว ปุ๋ยเชิงประกอบ คือ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป เกิดขึ้นจากกระบวนการทางเคมี ได้เป็นสารประกอบทางเคมี ส่วนปุ๋ยเชิงผสมคือ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไปเช่นเดียวกัน แต่เกิดจากการนำปุ๋ยเชิงเดี่ยวหรือปุ๋ยเชิงประกอบ หรือเรียกอีกอย่างว่า แม่ปุ๋ย เช่น ยูเรีย (สูตร 46-0-0) ไดเเอมโมเนียมฟอสเฟต (สูตร 18-46-0) โพแทสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60) มาผสมกัน เป็นปุ๋ยสูตรต่างๆ ทั้งในลักษณะเป็นปุ๋ยปั้นเม็ด หรือปุ๋ยผสมแบบคลุกเคล้าให้มีสัดส่วนของธาตุอาหาร N-P-K ตามที่ต้องการ

ปุ๋ยเคมี จำเป็นต่อการผลิตทางการเกษตรเพื่อการแข่งขัน (ยกเว้นการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์) เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตและคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่ถ้าใส่มากเกินไปก็เป็นการสิ้นเปลืองต้นทุน หรือใส่น้อยเกินไปก็ทำให้ดินเสื่อมโทรม ฉะนั้นสิ่งสำคัญของการใช้ปุ๋ยเคมีควรใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความต้องการของพืช สอดคล้องกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ และใส่ถูกวิธี เช่นในพืชไร่ใส่ปุ๋ยเคมีแล้วต้องพรวนกลบเพื่อป้องกันการสูญเสีย

กรมส่งเสริมการเกษตร ตระหนักถึงปัญหาต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่สูงขึ้นจากการใช้ปุ๋ยเคมีไม่ถูกต้อง จึงมีนโยบายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยให้ถูกชนิด ถูกอัตรา โดยการวิเคราะห์ดินก่อนการปลูกพืชหรือก่อนการใส่ปุ๋ย เพื่อทราบความอุดมสมบูรณ์ของดิน ณ ขณะนั้น และใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น (พอดี) กับความต้องการของพืช ลดผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยไม่ถูกต้อง โดยเกษตรกรสามารถส่งตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ได้ที่ห้องปฏิบัติการ หรือ ถ้าต้องการคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเบื้องต้นที่เหมาะสมกับสภาพดินของตนเองและรวดเร็วใช้บริการได้ที่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

อย่างไรก็ตาม แม้ปุ๋ยเคมีจะมีข้อดี คือ มีปริมาณธาตุอาหารพืชสูง ใช้ปริมาณเล็กน้อยก็เพียงพอในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชได้รวดเร็ว พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที แต่การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวไปนานๆ ก็มีผลกระทบต่อดิน ทำให้ดินแข็งไม่ร่วนซุย เพราะปุ๋ยเคมีไม่ได้ช่วยเรื่องปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน หรือการใช้ปุ๋ยเคมีบางชนิดอย่างเดียวนานๆ อาจทำให้ดินเป็นกรด โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียมเป็นองค์ประกอบ ดังนั้น นอกจากการใช้ปุ๋ยเคมีให้ถูกต้องเหมาะสมตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืชแล้ว ควรใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และอาจรวมถึงปุ๋ยชีวภาพด้วย เนื่องจากปุ๋ยแต่ละประเภทมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน การใช้ร่วมกันจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้พืชดูดธาตุอาหารจากปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงไปได้มากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลทางระบบนิเวศ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น รวมทั้งรักษาทรัพยากรดินให้อุดมสมบูรณ์เพื่อการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

ยกเลิก‘นาข้าว’2ล้านไร่ภาคกลาง-เหนือตอนล่าง ปรับแผนผลิตใหม่ทั้งประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346682

ยกเลิก‘นาข้าว’2ล้านไร่ภาคกลาง-เหนือตอนล่าง ปรับแผนผลิตใหม่ทั้งประเทศ

ยกเลิก‘นาข้าว’2ล้านไร่ภาคกลาง-เหนือตอนล่าง ปรับแผนผลิตใหม่ทั้งประเทศ

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 20.39 น.

20 มิ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์(กษ.) เปิดเผยว่า กำลังให้หน่วยงานรวบรวมข้อมูลแผนภาคเกษตรจากหลายประเทศ เพื่อนำมาปรับเซ็ตระบบแผนการผลิตภาคเกษตรใหม่ทั้งประเทศ ยกระดับเข้าสู่เกษตร 4.0 เพื่อให้เกษตรกรเป็นอาชีพที่มั่นคง ตามแนวการปฏิรูปโครงสร้างเกษตรในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ทั้งนี้ ระหว่างนี้ได้ให้ทูตเกษตรประจำในต่างประเทศ ส่งรายงานถึงแผนการเกษตร พื้นที่เป้าหมาย และรูปแบบความช่วยเหลือชดเชยเกษตรกรจากรัฐของประเทศต่าง ๆ จะนำมาปรับใช้กับการบริหารจัดการเกษตรกรรมของไทยโดยจะพิจารณาตามพ.ร.บ.สงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ.2554 และพ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ.2522 แผนการเกษตรใหม่ มีการกำหนดประเภท ชนิด ปริมาณการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ให้พอเหมาะกับความต้องการตลาด จัดระบบรับรองราคาต้นทุน (ขายต่ำกว่าต้นทุนรัฐชดเชย)ให้ระบุเป้าหมายการทำการเกษตรให้ชัดว่าเป็นเกษตรเพื่อบริโภคหรือการส่งออกหรือเข้าโรงงานอุตสาหกรรมหรือนำมาแปลงเป็นพลังงานทดแทน โดยมีมาตรการจูงใจเกษตรกร

ส่วนการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมีทุนการศึกษาให้บุตรเกษตรกรจนจบปริญญาเอกทางเกษตรแล้วต้องกลับมาทำงานที่กระทรวงเกษตรหรือมาทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งการให้กู้ในนามกลุ่มหรือสหกรณ์โดยมีเงื่อนไขต้องมารวมกันทำเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรปลอดภัยหรือเกษตรอินทรีย์ แต่เงื่อนไขสำคัญต้องปลูก และเลี้ยงสัตว์ ตามที่ กษ.กำหนดในแผนจะปลูกกันตามใจคิดไม่ได้เพราะเราไม่ต้องการให้ล้นตลาด

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามาตรการจูงใจปรับเปลี่ยนทำเกษตรยังไม่มีระบบควบคุมที่ชัดเจน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การควบคุมกำกับให้เกษตรกรต้องทำตามแผนการผลิตของรัฐโดยเคร่งครัด ผ่านการลงทะเบียนเกษตรกรต้องชัดเจนด้วย ที่ต้องลงทะเบียนว่าจะปลูกอะไร เท่าไหร่และต้องปรับไปปลูกพืชอื่นเมื่อรัฐแนะนำ ให้ลงทะเบียนกับเกษตรอำเภอและ ธ.ก.ส.  จะเชื่อมโยงระบบกัน ผ่านเลขบัตรประชาชน 13 หลักของกระทรวงมหาดไทย โดยมีราคาที่พอใจไม่ต่ำกว่าต้นทุนมีกำไรไม่ควรต่ำกว่า 15 – 20 %

“น่าจะทันฤดูกาลหน้าตั้งใจไว้ว่าจะใช้โมเดลนี้ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแทนปลูกข้าวหลังนา 2 ล้านไร่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ช่วงเดือนพ.ย.จะมีปัจจัยการผลิตให้ด้วย ซึ่งกำลังทำข้อมูลทั้งระบบจะสรุปเร็วๆนี้” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวถึงการทวงคืนพื้นที่ ส.ป.ก.รายใหญ่มิชอบด้วยกฎหมาย  ว่า จะเดินหน้าตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา44 ประกาศคำสั่งที่ 36/2559 ตนจะเรียกข้อมูลจาก ส.ป.ก.เพื่อมาสะสางทั้งหมด นำมาจัดสรรให้เกษตรกรตามแนวทางคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งหลังจาก ส.ป.ก.สนธิกำลังกับทหาร ผู้ว่าราชการ หน่วยงานท้องถิ่น เข้ายึดคืนพื้นที่สวนปาล์มบริษัท สหไทยน้ำมันพืช จำกัด จ.ชุมพร เนื้อที่กว่า 6 พันไร่ ที่ยืดเยื้อมากว่า2 ปี จะนำไปจัดแปลงรวมให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับจังหวัด

กรมส่งเสริมสหกรณ์กำชับสหกรณ์จังหวัดติดตามการใช้งบไทยนิยมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346665

กรมส่งเสริมสหกรณ์กำชับสหกรณ์จังหวัดติดตามการใช้งบไทยนิยมยั่งยืน

กรมส่งเสริมสหกรณ์กำชับสหกรณ์จังหวัดติดตามการใช้งบไทยนิยมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.34 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์กำชับสหกรณ์จังหวัดติดตามการใช้งบไทยนิยมยั่งยืน  กำกับสหกรณ์จัดซื้ออุปกรณ์การตลาดที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด คาดประหยัดงบลง 57.499 ล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยโครงการไทยนิยมยั่งยืนช่วยเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ ตั้งเป้าสามารถรองรับสินค้าการเกษตรหลัก ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและยางพาราไม่น้อยกว่า 900,000 ตัน กำชับสหกรณ์จังหวัดติดตามการใช้งบประมาณให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ทุกขั้นตอนต้องทำด้วยความรอบคอบและรัดกุม คาดว่าจะสามารถประหยัดงบประมาณลง 57.499 ล้านบาท พร้อมยืนยันขณะนี้ตรวจสอบไม่พบการทุจริตหรือข้อผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างของสหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรดำเนินการจัดเก็บชะลอและแปรรูปผลผลิตการเกษตรและจัดสรรงบกลางปีภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ กรมฯได้ประชุมทางไกลเพื่อชี้แจงไปยังสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้สหกรณ์เสนอขอรับงบประมาณสนับสนุน โดยกรมฯมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกต้องเป็นสหกรณ์ที่ผ่านมาตรฐานและมีความเข้มแข็งอยู่ในระดับ 1-2 เป็นสหกรณ์ที่ไม่มีการทุจริตหรือมีข้อบกพร่อง และมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจนั้นมาไม่น้อยกว่า 3 ปี เนื่องจากต้องการเพิ่มศักยภาพให้กับสหกรณ์ที่ดำเนินการอยู่แล้วให้สามารถขยายปริมาณการรองรับผลผลิตการเกษตรจากสมาชิกได้มากขึ้น โดยให้สหกรณ์ทำโครงการเพื่อเสนอของบประมาณเข้ามา พร้อมรายละเอียดคุณลักษณะอุปกรณ์การตลาดและใบเสนอราคา ไม่น้อยกว่า 3 บริษัท เพื่อใช้สำหรับการเปรียบเทียบราคาและเลือกราคาต่ำสุดเสนอของบประมาณสนับสนุน โดยกรมฯได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองตั้งแต่ในระดับจังหวัดก่อนจะส่งเข้ามายังส่วนกลางได้พิจารณาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อคัดกรองโดยคำนึงถึงความต้องการของสหกรณ์และความเหมาะสมเป็นหลัก และต้องการกระจายให้สหกรณ์ในพื้นที่ต่าง  ๆ อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ โครงการไทยนิยมยั่งยืน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนเพื่อเสริมศักยภาพการรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตร วงเงิน 1,791.5341 ล้านบาท อุดหนุนสหกรณ์การเกษตร 307 สหกรณ์ในพื้นที่ 67 จังหวัด ประกอบด้วย 1.โครงการจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือโครงการแก้มลิง วงเงิน 1,017 ล้านบาท ให้สหกรณ์ 146 แห่ง สร้างฉางโกดัง ลานตาก เพื่อเก็บชะลอผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น 715,000 ตัน เกษตรกรได้รับประโยชน์ 250,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้นตันละ 200 – 500 บาท 2.โครงการรวบรวมและแปรรูปยางพารา วงเงิน 340.429 ล้านบาท ให้สหกรณ์ 62 แห่ง  เก็บชะลอและแปรรูปผลผลิตยางพารา 150,000 ตัน เกษตรกรได้รับประโยชน์ 42,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้น  รายละ 1,190 บาท 3.โครงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร วงเงิน 410.91  ล้านบาท ให้สหกรณ์ 99 แห่ง สร้างอุปกรณ์แปรรูปและตรวจสอบคุณภาพผลผลิต  เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ โรงสีข้าว ห้องเย็น เครื่องชั่ง เครื่องคัดเกรด อาคารแปรรูป ให้กับสินค้าเกษตร 9 ชนิด ได้แก่ ข้าว ผัก/ผลไม้ สมุนไพร ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โคนม ประมง ปศุสัตว์ และมันสำปะหลัง จำนวน 56,000 ตัน เกษตรกรได้รับประโยชน์ 300,000 ราย ช่วยเพิ่มปริมาณธุรกิจสหกรณ์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3% และ4.โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร วงเงิน 22.2789 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพให้กับชาวบ้านที่ได้รับการจัดสรรที่ดินไม่น้อยกว่า 10,320 ราย

ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรงบประมาณให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการแล้ว ซึ่งสหกรณ์ต้องสมทบเพิ่มเติมอีก ไม่น้อยกว่า 10 %  ของงบประมาณที่ได้รับ ขณะนี้สหกรณ์อยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งดำเนินการโดยคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์เอง และได้บริษัทผู้รับจ้างแล้วจำนวน 278 แห่ง ยังอยู่ระหว่างการจัดหาผู้รับจ้างอีก 36 แห่ง โดยจะเร่ง  ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งกรมฯได้กำชับให้ทุกจังหวัดส่งเจ้าหน้าที่ลงไปติดตามดูขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อสร้างอุปกรณ์การตลาดเป็นรายสหกรณ์ว่าถูกต้องตามแบบหรือไม่ และต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบรัดกุมและคำนึงถึงประโยชน์ความคุ้มค่าเป็นสำคัญ และสหกรณ์จะต้องยึดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่นายทะเบียนสหกรณ์แนะนำให้ถือใช้ โดยอ้างอิงจากระเบียบของทางราชการ และทุกขั้นตอนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเข้าร่วมพิจารณา เริ่มตั้งแต่การกำหนดราคากลาง สหกรณ์จะต้องจัดหาผู้มีความรู้เฉพาะด้านนั้นมาร่วมเป็นคณะกรรมการกำหนดราคา เช่น ช่างโยธา ที่มีความรู้ด้านการก่อสร้าง หรือช่างเทคนิคที่มีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่สหกรณ์จะจัดซื้อ  ส่วนการจัดซื้อครุภัณฑ์ทั่ว ๆ ไป จะมีการรับซองประกวดราคา การพิจารณาผลการจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจรับพัสดุ จะมีภาคประชาชนเข้ามาร่วมในทุกขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งการพิจารณาคัดเลือกผู้เสนอราคา จะพิจารณาจากคุณลักษณะของอุปกรณ์เครื่องมือตามที่กำหนดในประกาศ และเป็นการประกวดแข่งขันราคากันอย่างเปิดเผย

​“แต่ละสหกรณ์ก็ต้องทำตามแบบที่เสนอขอมา ว่าสิ่งก่อสร้างแบบไหน ครุภัณฑ์แบบไหนที่จำเป็นต้องใช้ เช่น รถโฟล์คลิฟ รถตัก แม้ว่าจะสามารถยกของได้ในปริมาณ 2 ตันเท่ากัน แต่อาจจะราคาต่างกัน เนื่องจากคุณสมบัติและสมรรถนะในการ ใช้งานของรถไม่เท่ากัน เช่น สามารถยกได้สูงกว่าและยาวกว่า เครื่องยนต์มีความแรง 2,000 ซีซี หรือ 3,000 ซีซี สหกรณ์จะเป็นผู้กำหนดคุณลักษณะของเครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อดำเนินการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกรมฯได้กำหนดว่าจะต้องมีสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการด้วยอย่างน้อย 1 คน เพื่อตรวจสอบทุกขั้นตอนให้เกิดความโปร่งใสและมั่นใจว่าสหกรณ์ดำเนินการอย่างเปิดเผย ซึ่งผลการจัดซื้อจัดจ้างขณะนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่พบว่ามีการกระทำผิดระเบียบ ซึ่งการแข่งขันราคา ส่วนใหญ่สหกรณ์จะจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือได้ในราคาที่ต่ำกว่างบประมาณที่ขอไป สามารถประหยัดงบประมาณลง 57.499 ล้านบาท ซึ่งแสดงว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเกิดการแข่งขันอย่างมีอิสระ ไม่การล๊อคสเปค ซึ่งกรมฯได้วางระบบการกำกับติดตามการดำเนินโครงการนี้ไว้อย่างเข้มข้นรัดกุม เพื่อป้องกันปัญหา เรื่องทุจริต และหากตรวจพบในภายหลังว่าสหกรณ์ใดมีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมฯได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจและติดตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งมีรองอธิบดี กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธานในการติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด มีคณะทำงานกำกับติดตามงานในระดับจังหวัด ที่มีผู้ตรวจราชการกรมฯ ทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงานในเขตจังหวัดที่รับผิดชอบ และมีคณะทำงานประกอบด้วยสหกรณ์จังหวัด ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาธุรกิจ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหารจัดการ และตัวแทนภาคประชาชนในจังหวัดนั้นเข้าร่วมอย่างน้อย 2-3 คน  เพื่อติดตามและกำกับให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความโปร่งใส ภายใต้  “ความถูกต้อง เป็นธรรม ได้ประโยชน์” ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือแปรรูปผลผลิตการเกษตร  กำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2561  เพื่อรองรับฤดูกาลผลิตทันในต้นปี 2562 เป็นต้นไป

งามไส้!ไทยนิยมส่งกลิ่น’กฤษฏา’เต้นผางสั่งตั้งกก.สอบจัดซื้อเครื่องมือเกษตรฯแพงเว่อร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346637

งามไส้!ไทยนิยมส่งกลิ่น’กฤษฏา’เต้นผางสั่งตั้งกก.สอบจัดซื้อเครื่องมือเกษตรฯแพงเว่อร์

งามไส้!ไทยนิยมส่งกลิ่น’กฤษฏา’เต้นผางสั่งตั้งกก.สอบจัดซื้อเครื่องมือเกษตรฯแพงเว่อร์

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.41 น.

20 มิ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้สั่งการด่วนที่สุดให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ในการตรวจสอบโครงการงบประมาณอุดหนุนสหกรณ์ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรของสหกรณ์การเกษตรต่างๆ ที่ได้รับเงินงบประมาณอุดหนุนจากกระทรวงตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน มีราคาสูงกว่ากันทั้งๆที่เป็นเครื่องมือชนิดเดียวกัน

ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในการแก้ไขปัญหาและสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน จึงมีคำสั่งดังนี้

1.ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน หากพบว่ามีการกระทำผิดจริงก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายและวินัยอย่างเฉียบขาด รวมทั้งให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าตรวจสอบสหกรณ์ที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดให้ทราบผลโดยเร็วด้วย

2.กรณีตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำผิดก็ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร่วมกับสหกรณ์จังหวัดจัดแถลงข่าวข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนทุกช่องทางในพื้นที่ทราบและรายงานผลมายังกษ.ด้วย

3.ขอให้จัดประชุม อพก.จังหวัดทุกเดือนเพื่อให้ส่วนราชการในสังกัดกษ.ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนำผลการดำเนินงานตามโครงการไทยนิยมมารายงานต่อที่ประชุมทุกเดือนรวมทั้งให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนำเสนอที่ประชุมกรมการจังหวัดหรือหัวหน้าส่วนราชการประจำเดือนด้วย

4.ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจกรมในสังกัด กษ.ทุกเขตได้ออกไปตรวจสอบแนะนำและกำกับการดำเนินงานตามโครงการไทยนิยมทุกโครงการที่หน่วยงานในสังกัดกษ. ได้รับงบประมาณมาดำเนินการทุกพื้นที่ด้วย ในกรณีที่ตรวจพบหรือประเมินแล้วมีแนวโน้มว่าจะมีการดำเนินการไม่ถูกต้องในโครงการไทยนิยม ก็ให้รีบรายงาน ปลัดกระทรงวงและอธิบดีต้นสังกัดทราบเพื่อแก้ไขปัญหาทันที่ในกรณีที่ความผิดพลาดเกิดจากการทุจริตคอรัปชั่นโครงการ ก็ให้มีคำสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ทันทีแล้วตั้งกรรมการสอบสวนตามระเบียบกฎหมายต่อไป

และข้อ5.ให้ปลัดกระทรวงและอธิบดีทุกกรมที่ได้รับงบประมาณไทยนิยมเข้มแข็งได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์และผลลัพท์ของโครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์ตามช่องทางประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางอย่างกว้างขวางทุก ๆ15วันด้วย

ด่วนที่สุด! รมว.เกษตรฯสั่งเปิดช่องระบายสัปปะรดล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346549

ด่วนที่สุด! รมว.เกษตรฯสั่งเปิดช่องระบายสัปปะรดล้นตลาด

ด่วนที่สุด! รมว.เกษตรฯสั่งเปิดช่องระบายสัปปะรดล้นตลาด

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.32 น.

20 มิ.ย. 61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสั่งการด่วนที่สุด เรื่องการเปิดช่องทางระบายหรือจำหน่ายสัปปะรดที่ราคาตกต่ำ ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ( อพก.) เร่งแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตสัปปะรดราคาตกต่ำประกอบกับมีผลผลิตออกมามากในปีนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่

“ขอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด พิจารณาจัดประชุม คกก.อพก. เพื่อร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชน ที่เป็นกก.อพก.ได้ช่วยกันหาช่องทางในการระบายสัปปะรดออกสู่ท้องตลาดหรือโรงงานให้มากที่สุด” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นายกฤษฏา กล่าวว่า นอกจากนี้อาจขอความร่วมมือภาคเอกชนจัดรายการขายสินค้าอื่นๆแล้วแถมสัปปะรดหรือขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานในการจัดกิจกรรมต่างๆในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรระบายสินค้าสัปปะรดต่อไปด้วยในการประสานงานขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน สำหรับหน้าที่ขายสินค้าคือกระทรวงพาณิชย์

ใช้ได้แต่ต้องจัดระเบียบ! เกษตรกร-นักวิชาการแนะคุมเข้ม‘พาราควอด-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346486

ใช้ได้แต่ต้องจัดระเบียบ! เกษตรกร-นักวิชาการแนะคุมเข้ม‘พาราควอด-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส’

ใช้ได้แต่ต้องจัดระเบียบ! เกษตรกร-นักวิชาการแนะคุมเข้ม‘พาราควอด-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส’

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 09.33 น.

20 มิ.ย. 2561 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี กล่าวในงานประชุมสรุปข้อเสนอมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิด คือพาราควอด (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) เพื่อนำเสนอต่อกรมวิชาการเกษตร ณ รร.มารวยการ์เด้นท์ ย่านบางเขน กรุงเทพฯ ว่า วันนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือควบคุมการขายสารทั้ง 3 ในร้านค้าเฉพาะให้ได้ก่อน เช่น เมื่อเกษตรกรมาซื้อต้องแจ้งว่าจะซื้อจำนวนเท่าไร ซื้อไปทำอะไร

ซึ่งจะทำให้ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมถึงควบคุมไม่ให้มีการนำสินค้าด้อยคุณภาพมาขายให้เกษตรกรได้ด้วย เพราะแม้จะเป็นสารเคมีตัวเดียวกันแต่มีผู้ผลิตหลายรายคุณภาพก็อาจไม่เหมือนกัน โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจำนวน 882 ศูนย์เป็นกลไกหลัก พร้อมกับย้ำว่าผู้ผลิตสารเคมีเกษตรต้องเข้ามาร่วมกับภาครัฐให้ความรู้การใช้งานที่ถูกวิธีกับเกษตรกรด้วย

“บริษัทไหนที่ผลิตที่นำเข้า มีธุรกิจมีกำไร ลูกค้าคือเกษตรกร คุณต้องเข้ามาสนับสนุนด้วยการให้ความรู้ ราชการจะเอาเงินที่ไหนมาอบรมคน 5 ล้านครอบครัว ต้องสนับสนุนเงินเข้ามา เราต้องสร้างทีมที่มีทั้งนักวิชาการภาครัฐและบริษัทผู้ค้าหรือผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ขึ้นมาให้ความรู้ ผ่านศูนย์ ศพก. 882 ศูนย์ เรามีสถานที่ที่เหมาะสมอยู่แล้ว อบรมใครบ้าง 1.ให้ผู้ที่ฉีดเอง ใครที่ยังฉีดเองไม่ใช่พวกโทรศัพท์สั่งคนอื่นฉีดก็ให้เข้ามา กับ 2.พวกรับจ้างฉีดทั้งคนไทยและต่างชาติ ต้องอบรมเขา” นายสุกรรณ์ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ อาจารย์ภาควิชาพืชศาสตร์และปฐพีศาสตร์ สาขาวิชาพืชไร่ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า ร้านค้าที่จะขายสารเคมีเกษตรควบคุม 3 ชนิดคือพาราควอด ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส ต้องยกระดับตนเองให้เป็นร้าน “คิวช็อป” (Q Shop) หรือโครงการร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ โดยอย่างน้อยคือต้องมีความรู้เกี่ยวกับสารทั้ง 3 ชนิดนี้ก่อน เช่น รู้จักวิธีการใช้ อันตรายและการป้องกันอันตรายจากการใช้ รวมถึงให้ความรู้กับผู้รับจ้างพ่นสารเคมีด้วย

“จริงๆ แล้วแรงงานต่างชาติเขามีความรู้นะเพราะเขาสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง เพียงแต่ต้องกระตุ้นให้รู้สึกว่ามันไม่ใช่สารเคมีที่ปลอดภัยทั้งหมด ให้เขาตระหนักว่าฉีดแล้วมันไม่ไปปนในผลผลิตทางการเกษตร แล้วที่สำคัญที่สุดคือเรื่องสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็ต้องให้ความรู้ มีการอบรม วันนี้ที่อยากให้มีคืออบรมผู้อบรม คือคนไม่พอไปอบรมทั้งประเทศ ก็น่าจะมีอาสาสมัครทั้งภาครัฐ ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภาคการศึกษาที่เรามีมหาวิทยาลัยราชภัฎ มีวิทยาลัยเกษตรทั่วประเทศ ก็ให้คนเหล่านี้ไปให้ความรู้ร้านค้าและเกษตรกร” อาจารย์พรชัย กล่าว

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อ 23 พ.ค. 2561 มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ณ กระทรวงอุตสาหกรรม และที่ประชุมมีมติให้พาราควอด ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส ยังใช้ได้ต่อไปในประเทศไทย พร้อมกับมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งจัดทำข้อควบคุมการใช้สารทั้ง 3 ชนิดว่าจะใช้ได้กับพืชใดหรือพื้นที่ใดได้บ้าง ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนบางกลุ่มที่ต้องการให้สินค้าเกษตรไทยปลอดการใช้สารเคมี

ส่องเกษตร : หมูมะกันกับสงครามการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346395

449007

ส่องเกษตร : หมูมะกันกับสงครามการค้า

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กูรูต่างระบุเศรษฐกิจโลกปีนี้ฟื้นตัวชัดเจนมาก ทั้งประเทศผู้นำเศรษฐกิจสำคัญๆตั้งแต่สหรัฐอเมริกาลงมา รวมถึงประเทศไทยด้วย การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ส่งผลดีต่อสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย รวมถึงสินค้าเกษตร หลายๆตัวที่กลับมาราคาดีขึ้น สร้างความหวังที่สดใสให้ภาคการเกษตรไทยได้ไม่น้อย

แต่ท่ามกลางการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกนี้ กลับเกิดภาวะความตึงเครียด ด้วยส่อที่จะเกิด“สงครามการค้า” ที่รุนแรง เข้ามาทำลายบรรยากาศอย่างน่าเสียดาย

ผู้ที่โลกจ้องประณามเพราะกำลังตั้งหน้าตั้งตา“จุดชนวนสงครามการค้า”อย่างแข็งขัน คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐฯจากการเลือกตั้งด้วยการหาเสียงนโยบาย“อเมริกันมาก่อน”(America Frist) ละทิ้งสิ่งที่เคยยอมเสียเปรียบบ้างให้กับประเทศที่ด้อยกว่าหรือประเทศที่เป็นพันธมิตรเพื่อแสดงความเป็น“พี่เบิ้ม”มหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก โดยหันกลับมายึดเอาแต่เรื่องผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นที่ตั้งหลักอย่างสุดขั้ว ชนิดไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น

ประเทศที่ค้าขายได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ ถูกประกาศที่จะใช้มาตรการ“จัดการ”ถ้าไม่เปิดกว้างให้สหรัฐฯขายสินค้าคืนได้มากขึ้น ล่าสุด“ทรัมป์”ก็เปิดสงครามการค้าอย่างเป็นทางการกับ“จีน”มหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ โดยประกาศขึ้นภาษี 25% สินค้าจีนนำเข้าลอตแรกกว่า 800 รายการ มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์(ราว 1.6ล้านล้านบาท)เริ่มมีผลบังคับใช้ 6 ก.ค.นี้ โดยไม่สนใจที่เศรษฐศาสตร์โลกชี้ว่า สงครามการค้าที่เกิดขึ้น มีสิทธิสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

แน่นอน“จีน”ย่อมไม่นิ่งเฉยให้ถูกกระทำฝ่ายเดียว แต่ได้ตอบโต้ทันที ประกาศขึ้นภาษี 25%สินค้าสหรัฐ 659 รายการมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน ซึ่งลอตแรก 545 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึงสินค้าด้านการเกษตร ยานยนต์และสินค้าทางทะเล จะเริ่มมีผล 6 ก.ค.เป็นต้นไป

แค่ประเดิมประกาศสงครามก็มีผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกปั่นป่วนไปไม่ใช่น้อย ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นต่างๆพากันร่วงลงระนาว ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เตือนรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรับมือให้ดี เพราะไทยก็ต้องได้รับผลกระทบด้วยแน่นอน เช่น ภาคส่งออกที่ไทยส่งออกวัตถุดิบโดยเฉพาะสินค้าเกษตรอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าทั้ง 2 ประเทศมหาอำนาจนี้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญปัญหาสินค้าบางชนิดไหลทะลักเข้ามา เนื่องจากจีนและสหรัฐฯต่างต้องการระบายสินค้าทดแทนส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้านี้

ข้อเสนอแนะที่มีมา เช่น ให้ไทยเตรียมพร้อมรับมือสินค้าทุ่มตลาดจากจีนและสหรัฐฯ, ให้ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกทั้งสินค้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง สินค้าสำเร็จรูป ขณะที่ต้องฉวยจังหวะแสวงหาโอกาสส่งออกไปตลาดจีนและสหรัฐฯ ในสินค้าที่สหรัฐฯและจีนตอบโต้ตั้งกำแพงภาษีต่อกันและเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันได้ คาดว่า ไทยน่าจะส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนได้มากขึ้น เป็นต้น

ข้อเสนอเหล่านี้ จึงเป็นการมองสงครามการค้า“จีน-สหรัฐฯ”เป็นทั้งปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อไทย และเป็นทั้งโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรบางตัวของไทย ถ้ารู้จักฉกฉวยให้ดี

อย่างไรก็ตามสินค้าเกษตรที่กำลังจะได้รับผลกระทบเฉพาะหน้านี้ตัวหนึ่งที่ต้องเตรียมรับมือให้ดีก็คือ“หมู” ซึ่งสหรัฐฯพยายามกดดันไทยมาตลอดให้เปิดเสรีนำเข้า”หมูมะกัน” แต่ไทยก็ยังต้านไว้ด้วยเรื่องที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูสหรัฐมีการใช้“สารเร่งเนื้อแดง”ที่เป็นสิ่งต้องห้ามของไทย

มาตอนนี้“หมูมะกัน”เป็นสินค้าหนึ่งที่ถูกจีนตอบโต้ใน“สงครามการค้า” จึงมีโอกาสสูงมากที่สหรัฐฯจะหันมาเร่งกดดันประเทศต่างๆรวมถึงไทยมากยิ่งขึ้น ให้เปิดนำเข้า“หมูมะกัน” มิเช่นนั้น อาจจะใช้มาตรการรุนแรง“จัดการ”เหมือนที่เปิดสงครามกับจีนได้

ซึ่งมีข่าวว่า ในเดือนก.ค.ที่จะถึงนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ(ยูเอสทีอาร์)จะเดินทางมาพบหน่วยงานรัฐบาลไทย จี้ให้เร่งเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมู ตามที่เคยหารือกันในการประชุมกรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ เมื่อเดือนเม.ย.2561 พร้อมกับขู่ว่า หากไทยไม่ผ่อนปรน ก็มีสิทธิจะถูกสหรัฐตัด“GSP”สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรสินค้าจำนวนมากได้ เพราะในการต่ออายุ GSP ครั้งที่ผ่านมา ประธานาธิบดี“ทรัมป์”ก็ไม่พอใจมาก

สัญญาณเตือนภัยจึงดังขึ้นอีกแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยต้องออกมาต่อต้านแน่ แล้วภาครัฐเตรียมการอะไรไว้รับมือหรือยัง?

สาโรช บุญแสง

ดันตั้งสวัสดิการ‘เกษตรกร’ เกษตรฯเล็งปรับกองทุนสงเคราะห์ฯสร้างความมั่นคงอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346396

ดันตั้งสวัสดิการ‘เกษตรกร’  เกษตรฯเล็งปรับกองทุนสงเคราะห์ฯสร้างความมั่นคงอาชีพ

ดันตั้งสวัสดิการ‘เกษตรกร’ เกษตรฯเล็งปรับกองทุนสงเคราะห์ฯสร้างความมั่นคงอาชีพ

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้รวบรวมปัญหาของเกษตรกร เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน ซึ่งพบปัญหาหลักๆ อาทิ มีการลงทุนสูงแต่รายได้ต่ำ สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เป็นต้น ถึงแม้ว่าขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ มีแผนการผลิตที่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาด แต่เกษตรกรยังขาดแรงจูงใจที่จะทำตามแผนดังกล่าว ประกอบกับเมื่อเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุน ประสบภัยพิบัติ เกิดความล้มเหลวในอาชีพก็ไม่มีใครช่วยเหลือ กระทรวงเกษตรฯ จึงมีแนวความคิดให้อาชีพเกษตรกร เป็นอาชีพที่มั่นคงเทียบเท่าข้าราชการ หรือ กรรมกรที่มีสวัสดิการรองรับเมื่อประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ  โดยได้นำพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ.2554 ซึ่งมีทุน 2,900 กว่าล้านบาท มาดำเนินงานต่อ โดยมีเงื่อนไขให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร และปลูกพืชตามแผนที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนด หากในอนาคตเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าตกต่ำ ประสบภัยพิบัติ ฯลฯ เกษตรกรจะได้รับความช่วยเหลือจากกองทุน ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลา 1 เดือนในการวางแผนดำเนินงาน และหางบสนับสนุนเพิ่มเติม

โดยจากสถิติการใช้งบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรพบว่า บางปีภาครัฐใช้เงินกว่า 200,000 ล้านบาท ในการเข้าไปอุดหนุนหรือช่วยเหลือเกษตรเมื่อประสบปัญหา แต่หากนำเงินส่วนนี้มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อดูแลสวัสดิการแก่เกษตรกร น่าจะใช้งบน้อยกว่า และมีแรงจูงใจให้เกษตรกรปลูกพืชตามแผนที่กระทรวงเกษตรฯ วางไว้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืน สำหรับแนวทางการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนสวัสดิการให้เกษตรกรนั้น กระทรวงเกษตรฯได้มีการเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเห็นด้วย และสั่งการให้ดำเนินการเรื่องสวัสดิการการดูแลเกษตรกร รวมไปจนถึงเรื่องของการเสียชีวิตแล้วมีค่าชดเชย เหมือนการประกอบอาชีพอื่น เพื่อยกระดับอาชีพเกษตรกรรม โดยเกษตรกรทุกสาขาจะต้องมีสวัสดิการดูแล มีเงินจากกองทุนคุ้มครอง เหมือนกับเกษตรกรต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น ที่มีการให้สวัสดิการแก่เกษตรกรดูแลตลอดชีพจนกระทั่งเสียชีวิต มีเงินเยียวยาเกษตรกรเมื่อเจอปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า เรื่องสวัสดิการเกษตรกร จะมีการดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจจะมีไปซ้ำซ้อนกับกองทุนอื่น อาทิ เรื่องบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตร 30 บาท) / กฎหมายของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีการกำหนดการดูแลสวัสดิการไว้ แต่เป็นเงินจ่ายขาด หากมีการจัดตั้งกองทุนดูแสสวัสดิการเกษตรกร จะต้องนำเกษตรกรชาวสวนยางเข้ามาดูแลด้วย แต่การดำเนินการเรื่องนี้ ต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายอย่าง ต้องดูในข้อกฎหมายในเรื่องงบประมาณในการตั้งกองทุนและงบบริหารว่าขัดต่อพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังหรือไม่ ต้องดูเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ.2554 และ พ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร ปี 2522 หรือไม่ต้องนำมาปรับถ้อยคำเพิ่มเติมบางมาตราเพื่อให้คุ้มครองการทำเกษตรกรรม

รายงานพิเศษ : เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346399

รายงานพิเศษ : เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

รายงานพิเศษ : เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศัตรูพืชเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรผู้ปลูกพืชมาโดยตลอด ซึ่งไม่เพียงเป็นศัตรูพืชที่พบเป็นประจำหรือมีการระบาดซ้ำอยู่บ่อยครั้งแล้วยังต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรูพืชอุบัติใหม่หรือชนิดใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนด้วย

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การที่ศัตรูพืชเกิดระบาดใหม่หรือกลับมาระบาดซ้ำได้ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายด้าน เช่น พืชมีความอ่อนแอ ศัตรูพืชเป็นสายพันธุ์รุนแรง เพิ่มปริมาณได้รวดเร็ว และสภาพแวดล้อมเหมาะสม รวมถึงการปฏิบัติทางการเกษตร และการใช้พันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาด ซึ่งถือเป็นการนำศัตรูพืชจากแหล่งหนึ่งไปสู่อีกแหล่งหนึ่งได้ง่าย บางชนิดสร้างความเสียหายได้ถึง 100%

ทั้งนี้ ศัตรูพืชที่ไม่เคยพบการระบาดมาก่อน หากเกิดการระบาดจึงเรียกว่าเป็นการเกิด “ศัตรูพืชอุบัติใหม่” ไม่ว่าจะเป็นโรคพืช แมลงศัตรูพืช วัชพืช ซึ่งอาจมีหลายนัย นัยแรกคือ ไม่เคยเกิดในประเทศไทย มาก่อนถือเป็นศัตรูพืชอุบัติใหม่ในไทย โดยการแพร่ระบาดมาจาก ลม ฝน พายุ ที่นำพาชิ้นส่วนที่ขยายพันธุ์ได้ หรือแม้กระทั่งแมลงต่างๆ หรืออาจมาจากท่อนพันธุ์หรือชิ้นส่วนของพืช ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

นัยที่สอง คือ ไม่เคยพบการระบาดในพื้นที่มาก่อน เช่น ไม่เคยพบการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาก่อน โดยปกติจะระบาดเฉพาะที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ แต่ต่อมาพบว่าเกิดการระบาดขึ้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นนี้ถือว่าหนอนหัวดำเป็นศัตรูพืชอุบัติใหม่ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นัยที่สาม คือ เชื้อโรคหรือแมลงที่เดิมไม่ใช่ศัตรูพืชแต่กลายเป็นศัตรูพืช เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงหรือปัจจัยต่างๆ กระตุ้นให้เชื้อโรคหรือแมลงเหล่านั้นเข้าทำลายพืชกลายเป็นศัตรูพืชได้ เช่น ตัวอ่อนของจักจั่น ทำลายรากอ้อยทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโตและยืนต้นตาย

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล

ส่วน ศัตรูพืชอุบัติซ้ำ หมายถึงศัตรูพืชที่เคยพบการระบาดมาก่อน อาจเกิดมานานหลายปี 10 ปี หรือ มากกว่านั้นแล้วการระบาดยุติ หรือไม่มีการระบาดรุนแรงแต่ยังคงพบความเสียหายอยู่บ้าง กระทั่งปัจจัยต่างๆ มีความเหมาะสมก็กระตุ้นให้เกิดการระบาดรุนแรง หรือกลับมาระบาดใหม่ได้ เช่น การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวที่เกิดการระบาดรุนแรงเมื่อปี 2557 ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งภาครัฐได้จัดทำโครงการเพื่อการจัดการกระทั่งไม่เกิดการระบาด ต่อมาในปี 2560 เกิดการระบาดรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

ดังนั้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่ และกลับมาอุบัติซ้ำอย่างแรก คือ พืช ทั้งชนิดพืช พันธุ์พืช ระดับความต้านทานต่อศัตรูพืช ซึ่งการปลูกพืชพันธุ์อ่อนแอเป็นสาเหตุสำคัญของการระบาดรุนแรงและเป็นแหล่งส่งเสริมการทวีจำนวนศัตรูพืชได้ปริมาณมากอย่างไม่มีสิ้นสุดตราบเท่าอายุขัยของพืชเหล่านั้น ปัจจัยที่สองคือ ศัตรูพืช ที่มีผลต่อการระบาดคือ ชนิด สายพันธุ์วงจรชีวิต แหล่งกำเนิดและแหล่งสะสมของการขยายพันธุ์ การทวีจำนวนและการแพร่ระบาด โดยชิ้นส่วนพืช หรือเศษซากพืช ดิน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมศัตรูพืช แล้วแพร่ระบาดและการถ่ายทอดไปสู่ต้นใหม่หรือพื้นที่ปลูกใหม่ปัจจัยที่สาม คือ สภาพแวดล้อมเนื่องจากศัตรูพืชหลายชนิดที่เคยพบว่าเคยได้สร้างความเสียหายต่อพืชมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันก็ยังพบการระบาดอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักนอกจากปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือปลูกพืชพันธุ์เดียวที่ไม่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมแล้ว ยังขึ้นกับวิวัฒนาการของเชื้อโรค วงจรชีวิตของแมลงและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม รวมทั้งสภาพอากาศ โดยปัจจัยสภาพแวดล้อมนั้นนอกจากเป็นสาเหตุของการเกิดการระบาดแล้วยังมีอิทธิพลต่อทั้งการเจริญของพืชและศัตรูพืชด้วยเช่นกัน

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย พยายามสร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยการระบาดของศัตรูพืช โดยจัดทำมีแปลงติดตามสถานการณ์การระบาดศัตรูพืชกระจายตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศโดยในปี 2561 มีการจัดตั้งแปลงติดตามการระบาดศัตรูพืชจำนวน 1,890 แปลง 38 ชนิดพืช และการดำเนินการสำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดศัตรูพืชของพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าวเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อประมวลผลและแจ้งเตือนการระบาดของศัตรูพืชได้ทันท่วงที รวมทั้งพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการจัดการศัตรูพืชและดินปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และสร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชนผ่านเครือข่ายศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เพื่อการควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้องเหมาะสม ลดผลกระทบที่เกิดจากศัตรูพืชเข้าทำลายผลผลิตของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด