กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยันไม่มีทุจริตจัดซื้ออุปกรณ์เกษตรงบ1.7พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347110

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยันไม่มีทุจริตจัดซื้ออุปกรณ์เกษตรงบ1.7พันล้าน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยันไม่มีทุจริตจัดซื้ออุปกรณ์เกษตรงบ1.7พันล้าน

วันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.21 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยืนยันไม่มีการทุจริตจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์เกษตร งบ 1.7 พันล้านบาท ของไทยนิยมยั่งยืน ยังประหยัดลง 57 ล้านบาทเพราะซื้อราคาต่ำกว่าที่ของบ คาดโทษหากพบดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
22 มิ.ย.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ ได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรของสหกรณ์และติดตามการใช้งบไทยนิยมยั่งยืน ได้รับงบกลางปี 1,791.5341 ล้านบาท ในการดำเนินธุรกิจ 307 แห่ง ใน 67 จังหวัด ว่าสหกรณ์ใช้งบอุดหนุนจัดสร้างสร้างฉางโกดัง ลานตาก เพื่อเก็บชะลอผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือเพื่อแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร วางเป้าหมายจะช่วยชะลอและกักเก็บผลผลิตการเกษตรเพื่อทยอยกระจายสู่ตลาดได้ไม่น้อยกว่า 900,000 ตัน
โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ขอตั้งงบประมาณตามหลักเกณฑ์ เนื่องจากครุภัณฑ์ในโครงการจัดซื้อเครื่องมือแปรรูปผลผลิตการเกษตรบางประเภท ไม่มีกำหนดราคามาตรฐานไว้ในรายการของสำนักงบประมาณ แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสำนักงบประมาณ จึงให้สหกรณ์แนบใบเสนอราคาจากผู้ประกอบการอย่างน้อย 3 ราย ส่วนรายการสิ่งก่อสร้างต้องมีรายละเอียดตามที่กำหนด และต้องมีแบบแปลนที่วิศวกรรับรอง หลังจากนั้นคณะทำงานจัดทำคำของบประมาณฯจะพิจารณาขอตั้งงบบประมาณเสนอสำนักงบฯ เมื่อพ.ร.บ.งบกลางปีมีผลบังคับใช้ สหกรณ์จะต้องปฏิบัติตามและถือใช้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างที่อ้างอิงจากระเบียบของทางราชการ
ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการโดยคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์เอง และได้บริษัทผู้รับจ้างแล้วจำนวน 278 แห่ง ยังอยู่ระหว่างการจัดหาผู้รับจ้างอีก 36 แห่ง ซึ่งทุกสหกรณ์จะยึดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่นายทะเบียนสหกรณ์แนะนำให้ถือใช้ และทุกขั้นตอนสหกรณ์จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการเข้าร่วมกำหนดราคากลาง การรับซองประกวดราคา  การพิจารณาผลการจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจรับพัสดุ จะมีภาคประชาชนเข้ามาร่วมในทุกขั้นตอน และเป็นการประกวดแข่งขันราคากันอย่างเปิดเผย

รายงานพิเศษ : สสก.5หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะต่อยอดองค์ความรู้ สร้างงาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346904

รายงานพิเศษ : สสก.5หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะต่อยอดองค์ความรู้ สร้างงาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สสก.5หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะต่อยอดองค์ความรู้ สร้างงาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะ สายบุรี ปัตตานี ดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วนำมาต่อยอดพัฒนาชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างยั่งยืน

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า บ้านบาเลาะ ตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ครอบคลุมพื้นที่ 2,035 ไร่ มีสภาพเป็นสันทรายหรือพื้นที่หาดทรายเก่าที่มีลักษณะเป็นที่ราบบนสันทรายขนานไปกับพื้นที่พรุที่เป็นที่ลุ่มต่ำมีน้ำท่วมขัง ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านติดกับคลองแฆแฆ ซึ่งเป็นคลองชลประทาน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานขุดคลอง ไว้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ทำการเกษตร อุปโภคและบริโภค พื้นที่มีลักษณะเป็นดินทราย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ น้ำท่วมขังในฤดูฝน สภาพพื้นที่จึงไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้มีความพยายามที่จะให้เกษตรกรบ้านบาเลาะมีการปลูกพืชผักเพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยเน้นการปลูกพืชผักที่หลากหลาย พร้อมทั้งได้ส่งนักวิชาการเกษตรเข้าพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำการปรับปรุง บำรุงดิน และนำเกษตรกรไปศึกษาดูงานในพื้นที่ของเกษตรกรหมู่บ้านอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำองค์ความรู้มาต่อยอดพัฒนาให้ชุมชนของตัวเองสามารถพลิกฟื้นกลับมาทำเกษตรทำกินได้อย่างยั่งยืน

โดย นายสุริยา สะมะแอ ผู้ใหญ่บ้านบาเลาะ ก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่มีพื้นฐานการทำอาชีพด้านการเกษตรมาก่อน แต่มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อกลับจากดูงานจึงเกิดแนวคิดที่จะทำแปลงเกษตรเพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านในชุมชน มีการรวมกลุ่มชาวบ้านในชุมชนประมาณ 11 ราย ร่วมกันทำการเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งมีสภาพเป็นดินทรายจัด สมาชิกประกอบด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้นำชุมชน โดยมีผู้ใหญ่สุริยา สะมะแอ เป็นประธาน กลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านบาเลาะ ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดในการดำเนินการ โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความรู้การบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงการปรับปรุงบำรุงดินจนสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลาย เกษตรกรในกลุ่มได้ศึกษาเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดไปพร้อมๆ กัน มีการวางแผนร่วมกัน นอกจากนี้สมาชิกในกลุ่มยังได้นำความรู้ที่ได้จากแปลงเกษตรขยายผลสู่พื้นที่บริเวณบ้านของตนเองด้วย

ทั้งนี้ เกษตรกรบ้านบาเลาะซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาและปลูกพืชผักในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยว แต่พื้นที่อาศัยส่วนใหญ่เป็นสันทรายจึงปล่อยเป็นพื้นที่ว่างเปล่า หลังจากได้เข้าอบรมเกี่ยวกับการปรับปรุง บำรุงดิน และศึกษาดูงานในพื้นที่ของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ กลุ่มเกษตรกรบ้านบาเลาะจึงมีความสนใจ และได้รวมกลุ่มทำการเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดขึ้น โดยมีการแบ่งพื้นที่ให้สมาชิกใช้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม มีการทำบัญชีค่าใช้จ่าย และรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต มีการแบ่งปันผลกำไรด้วยความเป็นธรรม มีการบริหารกลุ่มที่สามารถตรวจสอบได้ โดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ คอยให้ความรู้ คำแนะนำการบริหารจัดการพื้นที่ การวางแผนการปลูกพืช การปรับปรุงบำรุงดิน ตลอดจนการดูแลรักษา จนสามารถปลูกพืชผักได้ผล สามารถถ่ายทอดให้สมาชิกในชุมชนได้ กลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านบาเลาะจึงเป็นจุดเรียนรู้ดูงานของชุมชน และเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของเกษตรกรที่สนใจทำการเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดของชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย ในการผลิตพืชผักชนิดนั้น กลุ่มจะหารือร่วมกัน เพื่อให้มีการปลูกตามความถนัดของเกษตรกรแต่ละราย สามารถผลิตได้ทั้งปี โดยที่ผลผลิตไม่ล้นตลาด ทำให้เกษตรกรมีรายได้ในครัวเรือนตลอดทั้งปี

นายสุพิท จิตรภักดี

นายสุพิท กล่าวอีกว่า กลุ่มเกษตรกรบ้านบาเลาะ ได้มีการขยายผล สร้างกลุ่มอาชีพ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มปลูกผักเสี้ยน เนื่องจากผักเสี้ยนเป็นผักที่พบขึ้นได้ทั่วไป ปลูกง่าย และคนในพื้นที่นิยมรับประทาน โดยการนำมาดองเปรี้ยว โดยในตลาดมักมีผักเสี้ยนดองวางขายตลอดปี เกษตรกรบ้านบาเลาะที่ปลูกผักเสี้ยนจึงได้มีการรวมกลุ่มเกษตรผู้ปลูกผักเสี้ยนขึ้นเพื่อจะได้ช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ กลุ่มแปรรูปผักเสี้ยนดองเนื่องจากผักเสี้ยนที่ปลูกกันในพื้นที่มีผลผลิตมาก จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยนำผักเสี้ยนที่ปลูกในพื้นที่มาแปรรูปเป็นผักเสี้ยนดอง เพื่อเป็นการถนอมอาหาร สำหรับบริโภค และจำหน่ายในชุมชนและตลาดใกล้เคียง กลุ่มปลูกมันสำปะหลังและมันเทศ ในพื้นที่บ้านบาเลาะมีเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง และมันเทศอยู่บ้างแล้ว แต่ยังขาดการจัดการดูแลที่ถูกต้อง เหมาะสม จึงต้องมีการรวมกลุ่มกันของเกษตรที่ปลูกมันสำปะหลัง โดยจะเข้าไปให้ความรู้แก่กลุ่มเกษตรกรในเรื่องของการปลูก และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี รวมถึงการทำงานแบบกลุ่มเพื่อให้มีการช่วยเหลือกันในด้านการซื้อปัจจัยการผลิต และการจำหน่าย กลุ่มแปรรูปมันสำปะหลังและมันเทศ ได้มีการเข้าไปส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มการถนอมอาหาร และแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยการนำเอาผลผลิตจากกลุ่มปลูกมันสำปะหลังและมันเทศ มาแปรรูปเป็นมันทอดกรอบปรุงรส จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ประจำชุมชนที่สามารถสร้างเสริมให้แก่เกษตรในพื้นที่ได้ดีอีกทางหนึ่ง กลุ่มปลูกผัก เป็นการปลูกผักแบบผสมผสาน บนพื้นที่ดินทราย โดยจะปลูกพืชหลากหลายชนิดสลับ หมุนเวียนกันตามความต้องการของการบริโภคในชุมชน และตลาดใกล้เคียง เช่น ถั่วฝักยาว บวบ พริก มะเขือ เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่จะคอยให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการปลูก การทำบัญชีรายรับรายจ่าย และปัญหาต่างๆ ในการปลูกพืชผักอยู่เสมอ

ดันศพก.เคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน เกษตรฯขยายผลปฏิบัติงาน ยกระดับตั้งเป็น‘ศูนย์กลาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346903

x

ดันศพก.เคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน เกษตรฯขยายผลปฏิบัติงาน ยกระดับตั้งเป็น‘ศูนย์กลาง’

วันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดันศพก.เคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน

เกษตรฯขยายผลปฏิบัติงาน

ยกระดับตั้งเป็น‘ศูนย์กลาง’

สร้างความเข้มแข็งเกษตรกร

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภาพรวมการทำงานของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในปัจจุบันถือเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเกษตรกรที่สำคัญ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนภาคการเกษตรในหลายๆ โครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากความเข้มแข็งที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และเกษตรกร ส่งผลให้ ศพก. มีการบริหารจัดการองค์ความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นภายในชุมชน ทั้งการถ่ายทอดความรู้ และเป็นศูนย์กลางในการให้บริการภาคเกษตร

ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการไทยนิยมยั่งยืน ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่เข้ามาช่วยพี่น้องเกษตรกรด้วยการเพิ่มทักษะความรู้ด้านการเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรขานรับนโยบายจากกระทรวงเกษตรฯ ให้ ศพก. เป็นแกนกลางและกลไกสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานที่มีความสอดคล้องกับกิจกรรมที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการอยู่เกือบ 90% อาทิ โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ทั้งการให้บริการการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน การฝึกอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ เวทีรับฟังปัญหาต่างๆ เนื่องจากความเป็นผู้นำชุมชนของประธาน ศพก. และมีเครือข่ายที่ชัดเจน ซึ่งกรม มีชุมชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 9,101 ชุมชน การที่ ศพก. จะเป็นตัวขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมจึงมีความสอดคล้องกับการดำเนินงานที่มีอยู่แล้ว และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในส่วนของโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ขณะนี้เริ่มต้นทำเวทีชุมชนครั้งแรกไปแล้ว เพื่อที่จะให้รู้ว่าพี่น้องประชาชนนั้นต้องการที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านไหนบ้าง ส่วนรอบที่ 2 กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการกำลังรับสมัครเกษตรกรที่จะเข้ามาพัฒนาและเพิ่มทักษะอาชีพ พร้อมกับรับสมัครไปเรียบร้อยจำนวนกว่า 1 ล้านราย คิดเป็นประมาณ 57% ของเป้าหมาย และยังขยายเวลารับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจนถึงวันที่ 25 มิถุนายน นี้ ในขณะเดียวกันระหว่างที่กำลังรอรับสมัครเราก็มีการฝึกอบรมพัฒนาทักษะอาชีพด้านการเกษตรควบคู่ไปด้วยเลย เพื่อที่จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 31 มิถุนายน หลังจากนั้นจะเป็นการทำเวทีชุมชนในรอบที่ 2 เพื่อจะยืนยันกิจกรรมที่ชุมชนจะดำเนินการ จากนั้นก็จะขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ โดยใช้ ศพก. เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนดำเนินการ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการยกระดับ ศพก. ปีนี้ถือเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 และกำลังจะเข้าสู่ปีที่ 4 ต่อไปโดยปัจจุบัน ศพก.มี 2 ลักษณะ คือ ศพก.หลัก มี 882 แห่ง ศพก.เครือข่ายมี 10,523 แห่ง ที่ผ่านมาเราสร้างความเข้มแข็งให้ ศพก.หลักเป็นส่วนใหญ่ แต่มาในปีนี้และปีถัดไปเราจะก้าวสู่ขั้นที่ 2 คือ การสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยมีโครงการจากทางรัฐบาลเข้าไปดำเนินการ รวมถึงสนับสนุนการสร้างฐานเรียนรู้ให้มีคลังข้อมูลมากยิ่งขึ้นให้ใกล้เคียงกับฐานเรียนรู้ของ ศพก. หลัก และสุดท้ายคือการสร้างประธาน หรือผู้นำของ ศพก.เครือข่ายให้มีความเข้มแข็งมีความสามารถในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีความถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายให้มีความยั่งยืนต่อไป

พัฒนาศูนย์ข้าวครบวงจร ชุมชนบ้านแม่ระวานต่อยอดความสำเร็จนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346901

x

พัฒนาศูนย์ข้าวครบวงจร ชุมชนบ้านแม่ระวานต่อยอดความสำเร็จนาแปลงใหญ่

วันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางปราณี ตั้งน้อย ประธานกลุ่มข้าวชุมชนบ้านแม่ระวาน เปิดเผยว่า ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านแม่ระวาน ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก เป็นศูนย์ ศพก.ขยายของ อ.สามเงา จ.ตาก ซึ่งทางกลุ่มดำเนินกิจกรรมการทำนาเป็นหลัก มีพื้นที่โดยรวมกว่า 500 ไร่ ปัจจุบันมีสมาชิก 77 ราย และได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวบ้านแม่ระวาน ดำเนินการกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรต่างๆ เช่น รถดำนา รถแทรกเตอร์ เครื่องอัดฟาง เพื่อต้องการให้การผลิตของชุมชนดีขึ้น

สำหรับผลผลิตที่ได้ ในช่วงแรกจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลาง ต่อมาได้หันมาทำกันเองครบวงจร คือ แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเพื่อบรรจุถุงจำหน่าย โดยมีเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด เข้ามาให้การสนับสนุน ประกอบกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายเรื่องนาแปลงใหญ่ ซึ่งในตอนแรก ระบุว่าต้องรวบรวมให้ได้ 2,000 ไร่ จึงจะเข้าร่วมโครงการได้ ก็คิดว่าทางกลุ่มไม่สามารถร่วมโครงการได้แน่นอนเพราะเรามีแค่ 500 ไร่ แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นพื้นที่รวมเริ่มต้นที่ 300 ไร่ขึ้นไป กลุ่มจึงสามารถเข้าร่วมโครงการโดยการสนับสนุนของ กรมส่งเสริมการเกษตร ให้เป็นแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2560 นอกจากนั้นยังกู้เงินเข้ามาพัฒนากลุ่ม เพื่อจัดซื้อเครื่องจักรมาให้กลุ่มได้เป็นศูนย์ข้าวแบบครบวงจร

“จากการดำเนินงานนาแปลงใหญ่ของกลุ่ม พบว่าสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้ จากไร่ละ 6,250 บาท เหลือ 4,800 บาท ผลผลิตที่ได้เฉลี่ย 600-750 กก.ต่อไร่ สูงกว่าที่ปกติจะอยู่ประมาณ 500-550 กก. สามารถขายผลผลิตได้ราคาดีกว่าผ่านพ่อค้าคนกลาง กล่าวคือ ขั้นต่ำ 12.50 บาทต่อ กก. และแพงกว่าท้องตลาด กก.ละ 0.50 บาท นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังสามารถกำหนดข้อตกลงในการใช้สารเคมีในแปลงนาได้เอง ซึ่งปัจจุบัน ได้ขอข้าวปลอดภัย โดยทำ GAP จำนวน 50 แปลง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการออกใบรับรอง โดยเรามีเป้าหมายที่จะทำให้ครบทุกแปลงในโอกาสต่อไป”
นางปราณี กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : ฟังความอีกข้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346900

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ฟังความอีกข้าง

วันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ได้รับข่าวสารทางไลน์ และ เฟซบุ๊ค ที่มีคนแชร์ต่อๆ กันมา เป็นภาพอินโฟกราฟิกของกรมวิชาการเกษตร เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า “ก้าวเกษตร” เกี่ยวกับสารกำจัดวัชพืช ชี้แจงประเด็นต่างๆ เป็นข้อๆ ไป ภาพชุดแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับพาราควอต ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศยังไม่ยกเลิกการใช้ แต่ให้กรมวิชาการเกษตรไปกำหนดหลักเกณฑ์จำกัดการใช้ภายใน 60 วัน ซึ่งนี่ก็ผ่านมา 1 เดือนแล้ว

อินโฟกราฟิกชุดแรกนี้ ระบุว่า การยกเลิกการใช้พาราควอตหรือไม่เป็นอำนาจของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ไม่เกี่ยวอะไรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติไม่ยกเลิกการใช้ แต่ให้จำกัดการใช้ (มติจากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา) ซึ่งมติดังกล่าวพิจารณาจากข้อมูลทางวิชาการของ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายพาราควอต คลอไพริฟอส และไกลโฟเซต ทั้งนี้คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการใช้พาราควอต

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่าคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวมีผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น มีการชี้แจงว่าคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ นี้ เสนอชื่อและแต่งตั้งโดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อ และไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งแต่อย่างใด ทั้งนี้คณะอนุกรรมการ มีทั้งสิ้น 14 ราย เป็นข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ เพียง 4 ราย 1 ใน 4 นั้นเป็นข้าราชการบำนาญ

ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวอ้างผลงานวิจัยว่าพบสารพาราควอตตกค้างในแหล่งน้ำ และพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำพูในระดับที่อันตรายนั้น กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับกรม
ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำ ตะกอนดิน และดินที่ใช้เพาะปลูก ที่จังหวัดหนองบัวลำพูนำมาตรวจสอบ ไม่พบสารพาราควอตตกค้างในตัวอย่างน้ำ แต่พบในตัวอย่างตะกอนดิน และดินที่ใช้เพาะปลูกในระดับที่ไม่สูงกว่าปกติ

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเปรียบเทียบ สารพาราควอต กับสารกลูโฟซิเนตที่มีการแนะนำให้ใช้แทนพาราควอด ว่า พาราควอตนั้นออกฤทธิ์ให้วัชพืชตายภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังฉีดพ่น และมีระยะปลอดฝน(ระยะเวลาที่ฝนจะไม่ตกชะล้างสารเคมีก่อนที่ต้นพืชจะดูดซึมเข้าไป) เพียงครึ่งชั่วโมง ส่วนกลูโฟซิเนต ออกฤทธิ์ทำให้วัชพืชตายภายใน 2-3 วันหลังฉีดพ่น และมีระยะปลอดฝนถึง 6 ชั่วโมง ที่สำคัญคือ ถ้าใช้กลูโฟซิเนตจะทำให้ต้นทุนต่อไร่สูงกว่าการใช้พาราควอต 5-6 เท่า

เรื่องของต้นทุนการผลิต จะเป็นตัวชี้วัดว่าสินค้าเกษตรของไทยจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้หรือไม่ ถ้ายกเลิกใช้พาราควอต จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเพราะอาจต้องใช้แรงงานคนที่มีค่าจ้างแรงงานสูงมาก อีกทั้งในสนธิสัญญาการค้าต่างๆ ก็ไม่ได้ระบุว่าห้ามใช้สารพาราควอตด้วย ส่วนที่มีการอ้างว่าประเทศมาเลเซียห้ามใช้พาราควอตนั้น ข้อเท็จจริงในขณะนี้มาเลเซียยอมให้ขึ้นทะเบียนใหม่แล้ว

สำหรับสถานภาพการใช้พาราควอตนั้น มีการห้ามใช้ใน 51 ประเทศ อนุญาตให้ใช้ได้ใน 75 ประเทศ (รวมทั้ง สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น) จำกัดการใช้ใน 11 ประเทศ

ทั้งหมดนี้ถอดความมาจากอินโฟกราฟิกของกรมวิชาการเกษตร ที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ถึงแม้จะมาช้าไปหน่อย แต่ยังดีกว่าไม่มาเสียเลย เช่นเดียวกับภาพอินโฟกราฟิกของ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ที่มีการแชร์กันทางเฟซบุ๊คเช่นเดียวกัน เป็นข้อมูลที่ใกล้เคียงกันและเป็นข้อมูลที่ระบุว่าเป็นรายงานการศึกษาโดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายพาราควอต คลอไพริฟอส และไกลโฟเซต

มีที่แตกต่างเพิ่มเติมมาคือ ประเด็นข้อสงสัย ที่มีผลงานวิจัยอ้างว่าพาราควอตทำให้เกิดโรคเนื้อเน่า หนังเน่า นั้น ข้อเท็จจริงคือ โรคดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการใช้สารพาราควอต และยังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงความสัมพันธ์ของสารพาราควอตกับการเกิดโรคเนื้อเน่า หนังเน่าแต่อย่างใด รวมทั้งประเด็นของ โรคพาร์กินสัน และระบบประสาท ก็มีการยืนยันเช่นกันว่า ไม่พบความสัมพันธ์ ระหว่างการได้รับสารพาราควอตกับการเกิดโรคพาร์กินสัน และการมีผลต่อระบบประสาท

ต่อประเด็นที่ว่าพาราควอตมีพิษเฉียบพลัน ไม่มียาถอนพิษ มีผู้เสียชีวิตจากสารนี้จำนวนมาก ข้อเท็จจริงคือ องค์การอนามัยโลก จัดให้สารพาราควอตอยู่ในกลุ่มสารที่มีพิษปานกลาง ส่วนที่ทำให้เสียชีวิตนั้นเกิดจากการตั้งใจดื่มเพื่อฆ่าตัวตาย ไม่ได้เกิดจากการใช้สาร หรือ จากอาหารที่กินเข้าไป

ฟังความเรื่องใด อย่าฟังข้างเดียว ฟังความให้รอบด้าน ส่วนจะเชื่อใคร ก็แล้วแต่สะดวกใจ

แว่นขยาย

‘ปศุสัตว์’เมืองคอน บุกโรงงานอาหารสัตว์เถื่อน ยึดของกลางนับร้อยกระสอบตรวจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346964

'ปศุสัตว์'เมืองคอน บุกโรงงานอาหารสัตว์เถื่อน ยึดของกลางนับร้อยกระสอบตรวจ

‘ปศุสัตว์’เมืองคอน บุกโรงงานอาหารสัตว์เถื่อน ยึดของกลางนับร้อยกระสอบตรวจ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 22.08 น.

วันที่ 21 มิถุนายน น.สพ.ธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช  พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เจ้าหน้าด่านกักกันสัตว์นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เข้าตรวจสอบ ตรวจยึดและจับกุมโรงงานผลิตอาหารสัตว์ “ ที.ซี.เทรดดิ้ง” เลขที่ 53/1 ถนนครศรีธรรมราช – ปากพนัง หมู่ 6 ต.บางจาก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช หลังได้รับการ้องเรียนว่าเป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์เถื่อน และจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่มีคุณภาพมาตรฐานตามกำหนด  โดยเมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ไปถึงพบว่ามีรถยนต์บรรทุกหลายคันกำลังขนย้ายอาหารสัตว์บรรจุกระสอบออกจากโรงงาน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงหมายค้นพร้อมกระจายกำลังเข้าตรวจสอบและยึดอาหารสัตว์บรรจุกระสอบไว้เป็นของกลางจำนวนหลายร้อยกระสอบ  พร้อมยึดสารเคมี และหัวเชื้อที่ใช้เป็นส่วนผสมอาหารสัตว์อีกจำนวนมาก

โดยเจ้าหน้าที่ทำการอายัดอาหารสัตว์บรรจุกระสอบทั้งหมดไว้เป็นของกลาง ห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายเด็ดขาด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ที่ผลิตเสร็จและบรรจุกระสอบรอจำหน่ายส่งไปให้กลุ่มตรวจคุณภาพอาหารสัตว์สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ทำการตรวจสอบคุณภาพว่าได้มาตรฐานตามที่ทางราชการกำหนดหรือไม่  และจากการตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารสัตว์ดังกล่าวพบว่าไม่มีใบอนุญาตการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์แต่อย่างใด แต่มีใบอนุญาตเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์ ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 ประเภทขายส่งและขายปลีก ณ.สถานที่ขายอาหารสัตว์ ชื่อ ที.ซี.เทรดดิ้ง ” เลขที่ 53/1 ถนนครศรีธรรมราช-ปากพนัง หมู่ 6 ต.บางจาก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยมีนายปวิน เรืองสังข์ เป็นเจ้าของกิจการผู้ยื่นขอใบอนุญาต

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายปวิน ในข้อหาผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขายอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต และขายอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามมาตร 6 (1) โดยไม่ได้รับอนุญาต และหากผลการตรวจสอบอาหารสัตว์ที่ผลิตจากโรงงานนี้พบว่ามีการผลิตโดยไม่ได้คุณภาพและมีสารต้องห้ามเช่น สารเร่งเนื้อแดงผสมอยู่ก็จะแจ้งข้อหาดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อไป

‘อุตฯระยอง’ปิดศูนย์ช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่สับปะรด ประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างเป็นทางการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346935

'อุตฯระยอง'ปิดศูนย์ช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่สับปะรด ประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างเป็นทางการ

‘อุตฯระยอง’ปิดศูนย์ช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่สับปะรด ประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างเป็นทางการ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 20.02 น.

21 มิ.ย.61 ที่บริเวณหน้าสำนักงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง นายกรณ์ภัฐวีญ์ ม่วงน้อย อุตสาหกรรม จังหวัดระยอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรม ทำพิธีปิดศูนย์ประสานงานโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสับปะรดราคาตกต่ำ โดยมีนายเสถียร เสือขวัญ ประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรด จังหวัดระยองและเกษตรกรชาวไร่สับปะรด ร่วมในพิธี

นายกรณ์ภัฐวีญ์ ม่วงน้อย อุตสาหกรรม จังหวัดระยอง กล่าวว่าที่ผ่านมาเกษตรกรชาวไร่สับปะรดจังหวัดประสบความเดือดร้อน ผลผลิตล้นตลาดราคาตกต่ำ สำนักงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดศูนย์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสับปะรดราคาตกต่ำเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา  เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรม ได้ช่วยนำสับปะรดไปขายตามปั้มน้ำมัน และผู้ปกครองนักเรียน พร้อมประสานกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและภาคเอกชน ช่วยรับซื้อสับปะรดประมาณ 120 ตัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรสับปะรดได้ส่วนหนึ่ง วันนี้ได้ทำพิธีปิดศูนย์ฯอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจะได้ไปทำงานประจำของแต่ละฝ่าย พร้อมฝากขอบคุณผู้ประกอบการโรงงานต่างๆใน จังหวัดระยองที่ช่วยรับซื้อสับปะรด

 

ด้านนายเสถียร เสือขวัญ ประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรด จังหวัดระยอง ในฐานะตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด กล่าวขอบคุณท่านอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง พร้อมเจ้าหน้าที่ทุกท่านและกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด ถ้าเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดทุกจังหวัด ถ้ามีหน่วยงานราชการทุกกระทรวง ทุกกรมฯให้ความช่วยเหลือเหมือนสำนักงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง สับปะรดจะไม่มีการเน่าเสียหายอย่างแน่นอน

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แจงทุกประเด็น ยันซื้อโฟล์คลิฟต์ไทยนิยมฯไร้เงินทอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346794

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แจงทุกประเด็น ยันซื้อโฟล์คลิฟต์ไทยนิยมฯไร้เงินทอน

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แจงทุกประเด็น ยันซื้อโฟล์คลิฟต์ไทยนิยมฯไร้เงินทอน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.44 น.

21 มิ.ย.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ตนได้ชี้แจงต่อนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับราคาของรถยกโฟล์คลิฟต์ ตามโครงการรวบรวมและแปรรูปยางพาราในโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ว่า ข้อสงสัยประเด็นที่ 1 ในขนาดเดียวกันแต่มีราคาต่างกันมาก ประเด็นที่ 2 ราคาขนาดเดียวกัน คนขายเจ้าเดียวกัน และขายในจังหวัดเดียวกันราคายังไม่เหมือนกัน และประเด็นที่ 3 สงสัยว่าจะมีคนไปเดินเก็บเงินทอนจากสหกรณ์หรือไม่

ทั้งนี้ ขอเรียนว่าตามโครงการดังกล่าวนี้ กรมฯได้เสนอขอตั้งงบประมาณสำหรับอุดหนุนให้สหกรณ์จัดหารถโฟล์คลิฟต์ จำนวน 37 สหกรณ์ 41 คัน วงเงิน 34.63 ล้านบาท แยกเป็น 1.ขนาด 2 ตัน  จำนวน 3 คัน ราคาตั้งแต่ 540,000 ถึง 576,000 บาท 2.ขนาด 2.5 ตัน  จำนวน 7  คัน ราคาตั้งแต่ 585,000 – 780,000 บาท 3.ขนาด 3 ตัน   จำนวน 27 คัน ราคาตั้งแต่  891,000 – 900,000 บาท และ 4.ขนาด 3.5 ตัน  จำนวน 4 คัน ราคาตั้งแต่ 1,080,000 – 1,350,000 บาท

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ในกระบวนการขอตั้งงบประมาณนั้น กรมฯจะให้สหกรณ์เสนอรายการและคุณลักษณะของรถโฟล์คลิฟต์ที่สหกรณ์มีความต้องการ โดยให้สหกรณ์นำใบเสนอราคาจากผู้ประกอบการในท้องตลาดมาเสนอไม่น้อยกว่า 3 แห่ง สำหรับกรณีที่รถโฟล์คลิฟต์ขนาดเดียวกันแต่ราคาแตกต่างกัน เนื่องจากราคาจะขึ้นอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะของรถโฟล์คลิฟต์ ที่กำหนดในคำขอของสหกรณ์ เช่น ยี่ห้อ เครื่องยนต์ ความสามารถในการยกสูงที่แตกต่างกัน ทำให้ในบางกรณีประเภทของเครื่องยนต์อย่างเดียวกัน แต่มีคุณลักษณะจำเพาะรถโฟล์คลิฟต์ที่แตกต่างกัน จึงทำให้ราคาแตกต่างกัน เช่น น้ำหนักที่ยกได้ 3 ตันเท่ากัน แต่ความสูงของเสา เมื่อไม่ยกสินค้าแตกต่างกัน และเมื่อยกสินค้า ความสูงที่ยกได้ก็แตกต่างกัน ซึ่งกรมฯ จะจัดสรรตามคำขอสหกรณ์ โดยอ้างอิงจากราคาที่เคยได้รับอนุมัติในปีก่อนๆ เทียบเคียงกับราคาตลาด หากไม่สูงเกินไปกว่าราคาอ้างอิง กรมฯ จะจัดสรรให้ตามที่สหกรณ์ขอมา

ทั้งนี้ เมื่อกรมส่งเสริมสหกรณ์นำใบเสนอราคามาพิจารณาแล้ว จะนำราคาที่ต่ำสุดจากใบเสนอราคามาขอตั้งงบประมาณ ซึ่งจะพิจารณาถึงการนำไปใช้ประโยชน์ให้เป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละสหกรณ์เป็นหลัก เมื่อสหกรณ์ได้รับจัดสรรงบประมาณแล้วก็จะนำไปสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามขนาดและคุณลักษณะที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งจะดำเนินการตามระเบียบสหกรณ์ โดยเป็นระเบียบที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกร่างให้แก่สหกรณ์นำไปถือปฏิบัติ ระเบียบดังกล่าวนี้จะอ้างอิงจากระเบียบในการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ

สำหรับในประเด็นที่ 2 ข้อกล่าวอ้างว่า รถขนาดเดียวกัน คนขายเจ้าเดียวกันและขายในจังหวัดเดียวกัน ราคาแตกต่างกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ตรวจสอบจากผลการจัดซื้อจัดจ้างของสหกรณ์ในทุกจังหวัดแล้ว ขอเรียนว่า ถ้าเป็นรถขนาดเดียวกัน คุณลักษณะการใช้งานเหมือนกันไม่พบว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น และจากผลการจัดซื้อจัดจ้างที่เกิดขึ้นจริง พบว่า มีผู้เสนอราคาต่ำกว่าราคาที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวน 28 คัน (จาก 41 คัน) เป็นเงิน 1.85 ล้านบาท

สำหรับในประเด็นที่ 3 ที่กังวลว่าจะมีคนเดินไปเก็บเงินทอนหรือไม่ ขอเรียนว่าในการดำเนินการดังกล่าว สหกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยอำนาจของคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ ส่วนราชการจะไม่เข้าไปแทรกแซงในทุกกระบวนการ แต่จะคอยตรวจสอบ กำกับ ติดตามให้สหกรณ์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ให้เกิดความโปร่งใส ขอยืนยันว่าไม่มีพฤติกรรมดังที่กล่าวอ้างนี้แน่นอน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะได้จัดทำรายละเอียดชี้แจงต่อสาธารณะให้ทราบต่อไป

ราคาข้าวหอมพุ่งกระฉูดกว่า60% สศก.เปิดดัชนีสินค้าเกษตร5เดือน ‘ยางพารา-สับปะรด’ยังร่วงผล็อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346636

x

ราคาข้าวหอมพุ่งกระฉูดกว่า60% สศก.เปิดดัชนีสินค้าเกษตร5เดือน ‘ยางพารา-สับปะรด’ยังร่วงผล็อย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ราคาข้าวหอมพุ่งกระฉูดกว่า60%

สศก.เปิดดัชนีสินค้าเกษตร5เดือน

‘ยางพารา-สับปะรด’ยังร่วงผล็อย

มั่นใจครึ่งปีหลังดีดตัวสูงแน่นอน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าข้าว ยางพารา และสับปะรด ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ค.2561) ว่า ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ ปี 2561 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2560 โดยในช่วง 5 เดือนแรก ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเฉลี่ยตันละ 14,743 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เฉลี่ยตันละ 9,207 บาท หรือสูงขึ้น 60.13% เนื่องจากปริมาณข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลงจากผลกระทบของอุทกภัยในช่วงกลางปี’60 ในขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเฉลี่ยตันละ 7,781 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เฉลี่ยตันละ 7,514 บาท สูงขึ้น 3.55% เนื่องจากมีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอฟริกา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น

ยางพารา ราคาเกษตรกรขายได้ปี 2561 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่จะมีทิศทางดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดย 5 เดือนแรก ราคายางแผ่นดิบชั้น 3 กก.ละ 43.56 บาท ราคาน้ำยางสด กก.ละ 41.46 บาท และยางก้อนถ้วยคละ กก.ละ 20.28 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาลดลง 38.61% , 36.42% และ 39.15% ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณสต๊อกยางในประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่อย่างจีน การแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางที่นำเข้ายางพาราจากไทย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคายางช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศยังคงมีความต้องการใช้ยางพารา ประกอบการมาตรการ/โครงการภาครัฐที่สนับสนุนทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปริมาณสต๊อกยางของจีน (ชิงเต่า) ปรับตัวลดลง

ส่วนสับปะรด ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 5 เดือนแรก แบ่งเป็นสับปะรดโรงงาน กก.ละ 3.14 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ที่ 6.29 บาท หรือลดลง 50.07% สับปะรดบริโภค กก.ละ 3.14 บาท ลดลงจาก 12.28 บาท ลดลง 35.26% เนื่องจากผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วง พ.ค.-มิ.ย. และตลาดส่งออกชะลอการสั่งซื้อ ทำให้โรงงานแปรรูปต้องลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้มีสับปะรดส่วนเกินความต้องการของโรงงานแปรรูป ทั้งนี้ มติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้มีมาตรการนำสับปะรดส่วนเกินออกนอกระบบ โดยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ผลักดันการส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำ (MOU) รูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ในรัสเซีย อิหร่าน และเชื่อมโยงการค้า ขยายตลาดใหม่ USA EU และอาเซียน ร่วมกับการรณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดภายในประเทศเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ มีมาตรการสนับสนุนมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ของกระทรวงเกษตรฯ โดย อ.ต.ก. จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรด ช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน (วันที่ 1-10 พฤษภาคม จำหน่ายได้ 9.6 ตัน) สนับสนุนการกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิ.ย.2561 ลำปาง 163 ตัน ระยอง 109 ตัน) โดยแต่ละจังหวัดได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรดผลสดในจังหวัด รณรงค์การบริโภคสับปะรด ทั่วประเทศ และขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ เช่น สถานประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม สถานศึกษา สถานพยาบาล เรือนจำ นำผลผลิตสับปะรดมาใช้ในการประกอบการทำอาหาร อีกทั้งกรมปศุสัตว์ ยังได้พิจารณานำสับปะรดไปผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่มเติม ทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม การทำ Feed Center ที่ใช้สับปะรดผลสดเป็นวัตถุดิบด้วย

เปิดขึ้นทะเบียนชาวนาฤดูใหม่เตือนผู้ปลูกข้าวยืนยัน-ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346635

x

เปิดขึ้นทะเบียนชาวนาฤดูใหม่เตือนผู้ปลูกข้าวยืนยัน-ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้สามารถมีอาชีพด้านการเกษตรที่เข้มแข็ง ประกอบกับปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลผลิตใหม่โดยเฉพาะการทำนาข้าว ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์การได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ กรณีมีประสบภัยพิบัติด้านพืช เช่น อุทกภัย วาตภัย และการเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างรายให้กับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเปิดรับสมัครอยู่ในขณะนี้ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรให้ทุกท่านมาแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ทันทีหลังจากทำการปลูกแล้ว 15 – 60 วัน ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook

ในส่วนเกษตรกรที่ใช้แอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นคือ สามารถทราบข้อมูลของตนเองได้ตลอดเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอ ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 มีเป้าหมายรวมทั้งประเทศ 5.7 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 2,263,173 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 39.70 (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2561) ในจำนวนนี้ตั้งเป้าหมายการขึ้นทะเบียนนาข้าว 4 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 2.6 แสนครัวเรือน หรือพื้นที่ 4.3 ล้านไร่

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ด้านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร คือ ครัวเรือนเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นผู้ประกอบการเกษตร โดย 1 ครัวเรือน จะมีตัวแทนมาขอขึ้นทะเบียนได้เพียง 1 คน ซึ่งเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องบรรลุนิติภาวะ และมีสัญชาติไทย กรณีที่เป็นนิติบุคคลจะต้องมีการมอบหมายผู้แทนมาขึ้นทะเบียน

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ต้องการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร สามารถสอบถามติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป