ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/347110

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/347110

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/346904

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะ สายบุรี ปัตตานี ดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วนำมาต่อยอดพัฒนาชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างยั่งยืน
นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า บ้านบาเลาะ ตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ครอบคลุมพื้นที่ 2,035 ไร่ มีสภาพเป็นสันทรายหรือพื้นที่หาดทรายเก่าที่มีลักษณะเป็นที่ราบบนสันทรายขนานไปกับพื้นที่พรุที่เป็นที่ลุ่มต่ำมีน้ำท่วมขัง ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านติดกับคลองแฆแฆ ซึ่งเป็นคลองชลประทาน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานขุดคลอง ไว้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ทำการเกษตร อุปโภคและบริโภค พื้นที่มีลักษณะเป็นดินทราย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ น้ำท่วมขังในฤดูฝน สภาพพื้นที่จึงไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้มีความพยายามที่จะให้เกษตรกรบ้านบาเลาะมีการปลูกพืชผักเพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยเน้นการปลูกพืชผักที่หลากหลาย พร้อมทั้งได้ส่งนักวิชาการเกษตรเข้าพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำการปรับปรุง บำรุงดิน และนำเกษตรกรไปศึกษาดูงานในพื้นที่ของเกษตรกรหมู่บ้านอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำองค์ความรู้มาต่อยอดพัฒนาให้ชุมชนของตัวเองสามารถพลิกฟื้นกลับมาทำเกษตรทำกินได้อย่างยั่งยืน

โดย นายสุริยา สะมะแอ ผู้ใหญ่บ้านบาเลาะ ก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่มีพื้นฐานการทำอาชีพด้านการเกษตรมาก่อน แต่มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อกลับจากดูงานจึงเกิดแนวคิดที่จะทำแปลงเกษตรเพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านในชุมชน มีการรวมกลุ่มชาวบ้านในชุมชนประมาณ 11 ราย ร่วมกันทำการเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งมีสภาพเป็นดินทรายจัด สมาชิกประกอบด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้นำชุมชน โดยมีผู้ใหญ่สุริยา สะมะแอ เป็นประธาน กลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านบาเลาะ ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดในการดำเนินการ โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความรู้การบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงการปรับปรุงบำรุงดินจนสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลาย เกษตรกรในกลุ่มได้ศึกษาเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดไปพร้อมๆ กัน มีการวางแผนร่วมกัน นอกจากนี้สมาชิกในกลุ่มยังได้นำความรู้ที่ได้จากแปลงเกษตรขยายผลสู่พื้นที่บริเวณบ้านของตนเองด้วย
ทั้งนี้ เกษตรกรบ้านบาเลาะซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาและปลูกพืชผักในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยว แต่พื้นที่อาศัยส่วนใหญ่เป็นสันทรายจึงปล่อยเป็นพื้นที่ว่างเปล่า หลังจากได้เข้าอบรมเกี่ยวกับการปรับปรุง บำรุงดิน และศึกษาดูงานในพื้นที่ของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ กลุ่มเกษตรกรบ้านบาเลาะจึงมีความสนใจ และได้รวมกลุ่มทำการเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดขึ้น โดยมีการแบ่งพื้นที่ให้สมาชิกใช้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม มีการทำบัญชีค่าใช้จ่าย และรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต มีการแบ่งปันผลกำไรด้วยความเป็นธรรม มีการบริหารกลุ่มที่สามารถตรวจสอบได้ โดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ คอยให้ความรู้ คำแนะนำการบริหารจัดการพื้นที่ การวางแผนการปลูกพืช การปรับปรุงบำรุงดิน ตลอดจนการดูแลรักษา จนสามารถปลูกพืชผักได้ผล สามารถถ่ายทอดให้สมาชิกในชุมชนได้ กลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านบาเลาะจึงเป็นจุดเรียนรู้ดูงานของชุมชน และเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของเกษตรกรที่สนใจทำการเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดของชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย ในการผลิตพืชผักชนิดนั้น กลุ่มจะหารือร่วมกัน เพื่อให้มีการปลูกตามความถนัดของเกษตรกรแต่ละราย สามารถผลิตได้ทั้งปี โดยที่ผลผลิตไม่ล้นตลาด ทำให้เกษตรกรมีรายได้ในครัวเรือนตลอดทั้งปี

นายสุพิท จิตรภักดี
นายสุพิท กล่าวอีกว่า กลุ่มเกษตรกรบ้านบาเลาะ ได้มีการขยายผล สร้างกลุ่มอาชีพ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มปลูกผักเสี้ยน เนื่องจากผักเสี้ยนเป็นผักที่พบขึ้นได้ทั่วไป ปลูกง่าย และคนในพื้นที่นิยมรับประทาน โดยการนำมาดองเปรี้ยว โดยในตลาดมักมีผักเสี้ยนดองวางขายตลอดปี เกษตรกรบ้านบาเลาะที่ปลูกผักเสี้ยนจึงได้มีการรวมกลุ่มเกษตรผู้ปลูกผักเสี้ยนขึ้นเพื่อจะได้ช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ กลุ่มแปรรูปผักเสี้ยนดองเนื่องจากผักเสี้ยนที่ปลูกกันในพื้นที่มีผลผลิตมาก จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยนำผักเสี้ยนที่ปลูกในพื้นที่มาแปรรูปเป็นผักเสี้ยนดอง เพื่อเป็นการถนอมอาหาร สำหรับบริโภค และจำหน่ายในชุมชนและตลาดใกล้เคียง กลุ่มปลูกมันสำปะหลังและมันเทศ ในพื้นที่บ้านบาเลาะมีเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง และมันเทศอยู่บ้างแล้ว แต่ยังขาดการจัดการดูแลที่ถูกต้อง เหมาะสม จึงต้องมีการรวมกลุ่มกันของเกษตรที่ปลูกมันสำปะหลัง โดยจะเข้าไปให้ความรู้แก่กลุ่มเกษตรกรในเรื่องของการปลูก และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี รวมถึงการทำงานแบบกลุ่มเพื่อให้มีการช่วยเหลือกันในด้านการซื้อปัจจัยการผลิต และการจำหน่าย กลุ่มแปรรูปมันสำปะหลังและมันเทศ ได้มีการเข้าไปส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มการถนอมอาหาร และแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยการนำเอาผลผลิตจากกลุ่มปลูกมันสำปะหลังและมันเทศ มาแปรรูปเป็นมันทอดกรอบปรุงรส จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ประจำชุมชนที่สามารถสร้างเสริมให้แก่เกษตรในพื้นที่ได้ดีอีกทางหนึ่ง กลุ่มปลูกผัก เป็นการปลูกผักแบบผสมผสาน บนพื้นที่ดินทราย โดยจะปลูกพืชหลากหลายชนิดสลับ หมุนเวียนกันตามความต้องการของการบริโภคในชุมชน และตลาดใกล้เคียง เช่น ถั่วฝักยาว บวบ พริก มะเขือ เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่จะคอยให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการปลูก การทำบัญชีรายรับรายจ่าย และปัญหาต่างๆ ในการปลูกพืชผักอยู่เสมอ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/346903
x
ดันศพก.เคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน
เกษตรฯขยายผลปฏิบัติงาน
ยกระดับตั้งเป็น‘ศูนย์กลาง’
สร้างความเข้มแข็งเกษตรกร
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภาพรวมการทำงานของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในปัจจุบันถือเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเกษตรกรที่สำคัญ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนภาคการเกษตรในหลายๆ โครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากความเข้มแข็งที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และเกษตรกร ส่งผลให้ ศพก. มีการบริหารจัดการองค์ความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นภายในชุมชน ทั้งการถ่ายทอดความรู้ และเป็นศูนย์กลางในการให้บริการภาคเกษตร
ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการไทยนิยมยั่งยืน ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่เข้ามาช่วยพี่น้องเกษตรกรด้วยการเพิ่มทักษะความรู้ด้านการเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรขานรับนโยบายจากกระทรวงเกษตรฯ ให้ ศพก. เป็นแกนกลางและกลไกสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานที่มีความสอดคล้องกับกิจกรรมที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการอยู่เกือบ 90% อาทิ โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ทั้งการให้บริการการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน การฝึกอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ เวทีรับฟังปัญหาต่างๆ เนื่องจากความเป็นผู้นำชุมชนของประธาน ศพก. และมีเครือข่ายที่ชัดเจน ซึ่งกรม มีชุมชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 9,101 ชุมชน การที่ ศพก. จะเป็นตัวขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมจึงมีความสอดคล้องกับการดำเนินงานที่มีอยู่แล้ว และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ในส่วนของโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ขณะนี้เริ่มต้นทำเวทีชุมชนครั้งแรกไปแล้ว เพื่อที่จะให้รู้ว่าพี่น้องประชาชนนั้นต้องการที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านไหนบ้าง ส่วนรอบที่ 2 กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการกำลังรับสมัครเกษตรกรที่จะเข้ามาพัฒนาและเพิ่มทักษะอาชีพ พร้อมกับรับสมัครไปเรียบร้อยจำนวนกว่า 1 ล้านราย คิดเป็นประมาณ 57% ของเป้าหมาย และยังขยายเวลารับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจนถึงวันที่ 25 มิถุนายน นี้ ในขณะเดียวกันระหว่างที่กำลังรอรับสมัครเราก็มีการฝึกอบรมพัฒนาทักษะอาชีพด้านการเกษตรควบคู่ไปด้วยเลย เพื่อที่จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 31 มิถุนายน หลังจากนั้นจะเป็นการทำเวทีชุมชนในรอบที่ 2 เพื่อจะยืนยันกิจกรรมที่ชุมชนจะดำเนินการ จากนั้นก็จะขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ โดยใช้ ศพก. เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนดำเนินการ
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการยกระดับ ศพก. ปีนี้ถือเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 และกำลังจะเข้าสู่ปีที่ 4 ต่อไปโดยปัจจุบัน ศพก.มี 2 ลักษณะ คือ ศพก.หลัก มี 882 แห่ง ศพก.เครือข่ายมี 10,523 แห่ง ที่ผ่านมาเราสร้างความเข้มแข็งให้ ศพก.หลักเป็นส่วนใหญ่ แต่มาในปีนี้และปีถัดไปเราจะก้าวสู่ขั้นที่ 2 คือ การสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยมีโครงการจากทางรัฐบาลเข้าไปดำเนินการ รวมถึงสนับสนุนการสร้างฐานเรียนรู้ให้มีคลังข้อมูลมากยิ่งขึ้นให้ใกล้เคียงกับฐานเรียนรู้ของ ศพก. หลัก และสุดท้ายคือการสร้างประธาน หรือผู้นำของ ศพก.เครือข่ายให้มีความเข้มแข็งมีความสามารถในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีความถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายให้มีความยั่งยืนต่อไป
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/346901
x
นางปราณี ตั้งน้อย ประธานกลุ่มข้าวชุมชนบ้านแม่ระวาน เปิดเผยว่า ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านแม่ระวาน ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก เป็นศูนย์ ศพก.ขยายของ อ.สามเงา จ.ตาก ซึ่งทางกลุ่มดำเนินกิจกรรมการทำนาเป็นหลัก มีพื้นที่โดยรวมกว่า 500 ไร่ ปัจจุบันมีสมาชิก 77 ราย และได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวบ้านแม่ระวาน ดำเนินการกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรต่างๆ เช่น รถดำนา รถแทรกเตอร์ เครื่องอัดฟาง เพื่อต้องการให้การผลิตของชุมชนดีขึ้น
สำหรับผลผลิตที่ได้ ในช่วงแรกจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลาง ต่อมาได้หันมาทำกันเองครบวงจร คือ แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเพื่อบรรจุถุงจำหน่าย โดยมีเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด เข้ามาให้การสนับสนุน ประกอบกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายเรื่องนาแปลงใหญ่ ซึ่งในตอนแรก ระบุว่าต้องรวบรวมให้ได้ 2,000 ไร่ จึงจะเข้าร่วมโครงการได้ ก็คิดว่าทางกลุ่มไม่สามารถร่วมโครงการได้แน่นอนเพราะเรามีแค่ 500 ไร่ แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นพื้นที่รวมเริ่มต้นที่ 300 ไร่ขึ้นไป กลุ่มจึงสามารถเข้าร่วมโครงการโดยการสนับสนุนของ กรมส่งเสริมการเกษตร ให้เป็นแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2560 นอกจากนั้นยังกู้เงินเข้ามาพัฒนากลุ่ม เพื่อจัดซื้อเครื่องจักรมาให้กลุ่มได้เป็นศูนย์ข้าวแบบครบวงจร
“จากการดำเนินงานนาแปลงใหญ่ของกลุ่ม พบว่าสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้ จากไร่ละ 6,250 บาท เหลือ 4,800 บาท ผลผลิตที่ได้เฉลี่ย 600-750 กก.ต่อไร่ สูงกว่าที่ปกติจะอยู่ประมาณ 500-550 กก. สามารถขายผลผลิตได้ราคาดีกว่าผ่านพ่อค้าคนกลาง กล่าวคือ ขั้นต่ำ 12.50 บาทต่อ กก. และแพงกว่าท้องตลาด กก.ละ 0.50 บาท นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังสามารถกำหนดข้อตกลงในการใช้สารเคมีในแปลงนาได้เอง ซึ่งปัจจุบัน ได้ขอข้าวปลอดภัย โดยทำ GAP จำนวน 50 แปลง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการออกใบรับรอง โดยเรามีเป้าหมายที่จะทำให้ครบทุกแปลงในโอกาสต่อไป”
นางปราณี กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/346900

ได้รับข่าวสารทางไลน์ และ เฟซบุ๊ค ที่มีคนแชร์ต่อๆ กันมา เป็นภาพอินโฟกราฟิกของกรมวิชาการเกษตร เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า “ก้าวเกษตร” เกี่ยวกับสารกำจัดวัชพืช ชี้แจงประเด็นต่างๆ เป็นข้อๆ ไป ภาพชุดแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับพาราควอต ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศยังไม่ยกเลิกการใช้ แต่ให้กรมวิชาการเกษตรไปกำหนดหลักเกณฑ์จำกัดการใช้ภายใน 60 วัน ซึ่งนี่ก็ผ่านมา 1 เดือนแล้ว
อินโฟกราฟิกชุดแรกนี้ ระบุว่า การยกเลิกการใช้พาราควอตหรือไม่เป็นอำนาจของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ไม่เกี่ยวอะไรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติไม่ยกเลิกการใช้ แต่ให้จำกัดการใช้ (มติจากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา) ซึ่งมติดังกล่าวพิจารณาจากข้อมูลทางวิชาการของ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายพาราควอต คลอไพริฟอส และไกลโฟเซต ทั้งนี้คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการใช้พาราควอต
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่าคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวมีผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น มีการชี้แจงว่าคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ นี้ เสนอชื่อและแต่งตั้งโดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อ และไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งแต่อย่างใด ทั้งนี้คณะอนุกรรมการ มีทั้งสิ้น 14 ราย เป็นข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ เพียง 4 ราย 1 ใน 4 นั้นเป็นข้าราชการบำนาญ
ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวอ้างผลงานวิจัยว่าพบสารพาราควอตตกค้างในแหล่งน้ำ และพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำพูในระดับที่อันตรายนั้น กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับกรม
ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำ ตะกอนดิน และดินที่ใช้เพาะปลูก ที่จังหวัดหนองบัวลำพูนำมาตรวจสอบ ไม่พบสารพาราควอตตกค้างในตัวอย่างน้ำ แต่พบในตัวอย่างตะกอนดิน และดินที่ใช้เพาะปลูกในระดับที่ไม่สูงกว่าปกติ
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเปรียบเทียบ สารพาราควอต กับสารกลูโฟซิเนตที่มีการแนะนำให้ใช้แทนพาราควอด ว่า พาราควอตนั้นออกฤทธิ์ให้วัชพืชตายภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังฉีดพ่น และมีระยะปลอดฝน(ระยะเวลาที่ฝนจะไม่ตกชะล้างสารเคมีก่อนที่ต้นพืชจะดูดซึมเข้าไป) เพียงครึ่งชั่วโมง ส่วนกลูโฟซิเนต ออกฤทธิ์ทำให้วัชพืชตายภายใน 2-3 วันหลังฉีดพ่น และมีระยะปลอดฝนถึง 6 ชั่วโมง ที่สำคัญคือ ถ้าใช้กลูโฟซิเนตจะทำให้ต้นทุนต่อไร่สูงกว่าการใช้พาราควอต 5-6 เท่า
เรื่องของต้นทุนการผลิต จะเป็นตัวชี้วัดว่าสินค้าเกษตรของไทยจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้หรือไม่ ถ้ายกเลิกใช้พาราควอต จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเพราะอาจต้องใช้แรงงานคนที่มีค่าจ้างแรงงานสูงมาก อีกทั้งในสนธิสัญญาการค้าต่างๆ ก็ไม่ได้ระบุว่าห้ามใช้สารพาราควอตด้วย ส่วนที่มีการอ้างว่าประเทศมาเลเซียห้ามใช้พาราควอตนั้น ข้อเท็จจริงในขณะนี้มาเลเซียยอมให้ขึ้นทะเบียนใหม่แล้ว
สำหรับสถานภาพการใช้พาราควอตนั้น มีการห้ามใช้ใน 51 ประเทศ อนุญาตให้ใช้ได้ใน 75 ประเทศ (รวมทั้ง สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น) จำกัดการใช้ใน 11 ประเทศ
ทั้งหมดนี้ถอดความมาจากอินโฟกราฟิกของกรมวิชาการเกษตร ที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ถึงแม้จะมาช้าไปหน่อย แต่ยังดีกว่าไม่มาเสียเลย เช่นเดียวกับภาพอินโฟกราฟิกของ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ที่มีการแชร์กันทางเฟซบุ๊คเช่นเดียวกัน เป็นข้อมูลที่ใกล้เคียงกันและเป็นข้อมูลที่ระบุว่าเป็นรายงานการศึกษาโดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายพาราควอต คลอไพริฟอส และไกลโฟเซต
มีที่แตกต่างเพิ่มเติมมาคือ ประเด็นข้อสงสัย ที่มีผลงานวิจัยอ้างว่าพาราควอตทำให้เกิดโรคเนื้อเน่า หนังเน่า นั้น ข้อเท็จจริงคือ โรคดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการใช้สารพาราควอต และยังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงความสัมพันธ์ของสารพาราควอตกับการเกิดโรคเนื้อเน่า หนังเน่าแต่อย่างใด รวมทั้งประเด็นของ โรคพาร์กินสัน และระบบประสาท ก็มีการยืนยันเช่นกันว่า ไม่พบความสัมพันธ์ ระหว่างการได้รับสารพาราควอตกับการเกิดโรคพาร์กินสัน และการมีผลต่อระบบประสาท
ต่อประเด็นที่ว่าพาราควอตมีพิษเฉียบพลัน ไม่มียาถอนพิษ มีผู้เสียชีวิตจากสารนี้จำนวนมาก ข้อเท็จจริงคือ องค์การอนามัยโลก จัดให้สารพาราควอตอยู่ในกลุ่มสารที่มีพิษปานกลาง ส่วนที่ทำให้เสียชีวิตนั้นเกิดจากการตั้งใจดื่มเพื่อฆ่าตัวตาย ไม่ได้เกิดจากการใช้สาร หรือ จากอาหารที่กินเข้าไป
ฟังความเรื่องใด อย่าฟังข้างเดียว ฟังความให้รอบด้าน ส่วนจะเชื่อใคร ก็แล้วแต่สะดวกใจ
แว่นขยาย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/346964

วันที่ 21 มิถุนายน น.สพ.ธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เจ้าหน้าด่านกักกันสัตว์นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เข้าตรวจสอบ ตรวจยึดและจับกุมโรงงานผลิตอาหารสัตว์ “ ที.ซี.เทรดดิ้ง” เลขที่ 53/1 ถนนครศรีธรรมราช – ปากพนัง หมู่ 6 ต.บางจาก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช หลังได้รับการ้องเรียนว่าเป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์เถื่อน และจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่มีคุณภาพมาตรฐานตามกำหนด โดยเมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ไปถึงพบว่ามีรถยนต์บรรทุกหลายคันกำลังขนย้ายอาหารสัตว์บรรจุกระสอบออกจากโรงงาน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงหมายค้นพร้อมกระจายกำลังเข้าตรวจสอบและยึดอาหารสัตว์บรรจุกระสอบไว้เป็นของกลางจำนวนหลายร้อยกระสอบ พร้อมยึดสารเคมี และหัวเชื้อที่ใช้เป็นส่วนผสมอาหารสัตว์อีกจำนวนมาก
โดยเจ้าหน้าที่ทำการอายัดอาหารสัตว์บรรจุกระสอบทั้งหมดไว้เป็นของกลาง ห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายเด็ดขาด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ที่ผลิตเสร็จและบรรจุกระสอบรอจำหน่ายส่งไปให้กลุ่มตรวจคุณภาพอาหารสัตว์สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ทำการตรวจสอบคุณภาพว่าได้มาตรฐานตามที่ทางราชการกำหนดหรือไม่ และจากการตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารสัตว์ดังกล่าวพบว่าไม่มีใบอนุญาตการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์แต่อย่างใด แต่มีใบอนุญาตเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์ ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 ประเภทขายส่งและขายปลีก ณ.สถานที่ขายอาหารสัตว์ ชื่อ ที.ซี.เทรดดิ้ง ” เลขที่ 53/1 ถนนครศรีธรรมราช-ปากพนัง หมู่ 6 ต.บางจาก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยมีนายปวิน เรืองสังข์ เป็นเจ้าของกิจการผู้ยื่นขอใบอนุญาต
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายปวิน ในข้อหาผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขายอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต และขายอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามมาตร 6 (1) โดยไม่ได้รับอนุญาต และหากผลการตรวจสอบอาหารสัตว์ที่ผลิตจากโรงงานนี้พบว่ามีการผลิตโดยไม่ได้คุณภาพและมีสารต้องห้ามเช่น สารเร่งเนื้อแดงผสมอยู่ก็จะแจ้งข้อหาดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/346935

21 มิ.ย.61 ที่บริเวณหน้าสำนักงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง นายกรณ์ภัฐวีญ์ ม่วงน้อย อุตสาหกรรม จังหวัดระยอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรม ทำพิธีปิดศูนย์ประสานงานโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสับปะรดราคาตกต่ำ โดยมีนายเสถียร เสือขวัญ ประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรด จังหวัดระยองและเกษตรกรชาวไร่สับปะรด ร่วมในพิธี
นายกรณ์ภัฐวีญ์ ม่วงน้อย อุตสาหกรรม จังหวัดระยอง กล่าวว่าที่ผ่านมาเกษตรกรชาวไร่สับปะรดจังหวัดประสบความเดือดร้อน ผลผลิตล้นตลาดราคาตกต่ำ สำนักงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดศูนย์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสับปะรดราคาตกต่ำเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรม ได้ช่วยนำสับปะรดไปขายตามปั้มน้ำมัน และผู้ปกครองนักเรียน พร้อมประสานกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและภาคเอกชน ช่วยรับซื้อสับปะรดประมาณ 120 ตัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรสับปะรดได้ส่วนหนึ่ง วันนี้ได้ทำพิธีปิดศูนย์ฯอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจะได้ไปทำงานประจำของแต่ละฝ่าย พร้อมฝากขอบคุณผู้ประกอบการโรงงานต่างๆใน จังหวัดระยองที่ช่วยรับซื้อสับปะรด

ด้านนายเสถียร เสือขวัญ ประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรด จังหวัดระยอง ในฐานะตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด กล่าวขอบคุณท่านอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง พร้อมเจ้าหน้าที่ทุกท่านและกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตล้นตลาด ถ้าเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดทุกจังหวัด ถ้ามีหน่วยงานราชการทุกกระทรวง ทุกกรมฯให้ความช่วยเหลือเหมือนสำนักงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง สับปะรดจะไม่มีการเน่าเสียหายอย่างแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/346794

21 มิ.ย.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ตนได้ชี้แจงต่อนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับราคาของรถยกโฟล์คลิฟต์ ตามโครงการรวบรวมและแปรรูปยางพาราในโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ว่า ข้อสงสัยประเด็นที่ 1 ในขนาดเดียวกันแต่มีราคาต่างกันมาก ประเด็นที่ 2 ราคาขนาดเดียวกัน คนขายเจ้าเดียวกัน และขายในจังหวัดเดียวกันราคายังไม่เหมือนกัน และประเด็นที่ 3 สงสัยว่าจะมีคนไปเดินเก็บเงินทอนจากสหกรณ์หรือไม่
ทั้งนี้ ขอเรียนว่าตามโครงการดังกล่าวนี้ กรมฯได้เสนอขอตั้งงบประมาณสำหรับอุดหนุนให้สหกรณ์จัดหารถโฟล์คลิฟต์ จำนวน 37 สหกรณ์ 41 คัน วงเงิน 34.63 ล้านบาท แยกเป็น 1.ขนาด 2 ตัน จำนวน 3 คัน ราคาตั้งแต่ 540,000 ถึง 576,000 บาท 2.ขนาด 2.5 ตัน จำนวน 7 คัน ราคาตั้งแต่ 585,000 – 780,000 บาท 3.ขนาด 3 ตัน จำนวน 27 คัน ราคาตั้งแต่ 891,000 – 900,000 บาท และ 4.ขนาด 3.5 ตัน จำนวน 4 คัน ราคาตั้งแต่ 1,080,000 – 1,350,000 บาท
นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ในกระบวนการขอตั้งงบประมาณนั้น กรมฯจะให้สหกรณ์เสนอรายการและคุณลักษณะของรถโฟล์คลิฟต์ที่สหกรณ์มีความต้องการ โดยให้สหกรณ์นำใบเสนอราคาจากผู้ประกอบการในท้องตลาดมาเสนอไม่น้อยกว่า 3 แห่ง สำหรับกรณีที่รถโฟล์คลิฟต์ขนาดเดียวกันแต่ราคาแตกต่างกัน เนื่องจากราคาจะขึ้นอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะของรถโฟล์คลิฟต์ ที่กำหนดในคำขอของสหกรณ์ เช่น ยี่ห้อ เครื่องยนต์ ความสามารถในการยกสูงที่แตกต่างกัน ทำให้ในบางกรณีประเภทของเครื่องยนต์อย่างเดียวกัน แต่มีคุณลักษณะจำเพาะรถโฟล์คลิฟต์ที่แตกต่างกัน จึงทำให้ราคาแตกต่างกัน เช่น น้ำหนักที่ยกได้ 3 ตันเท่ากัน แต่ความสูงของเสา เมื่อไม่ยกสินค้าแตกต่างกัน และเมื่อยกสินค้า ความสูงที่ยกได้ก็แตกต่างกัน ซึ่งกรมฯ จะจัดสรรตามคำขอสหกรณ์ โดยอ้างอิงจากราคาที่เคยได้รับอนุมัติในปีก่อนๆ เทียบเคียงกับราคาตลาด หากไม่สูงเกินไปกว่าราคาอ้างอิง กรมฯ จะจัดสรรให้ตามที่สหกรณ์ขอมา
ทั้งนี้ เมื่อกรมส่งเสริมสหกรณ์นำใบเสนอราคามาพิจารณาแล้ว จะนำราคาที่ต่ำสุดจากใบเสนอราคามาขอตั้งงบประมาณ ซึ่งจะพิจารณาถึงการนำไปใช้ประโยชน์ให้เป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละสหกรณ์เป็นหลัก เมื่อสหกรณ์ได้รับจัดสรรงบประมาณแล้วก็จะนำไปสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามขนาดและคุณลักษณะที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งจะดำเนินการตามระเบียบสหกรณ์ โดยเป็นระเบียบที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกร่างให้แก่สหกรณ์นำไปถือปฏิบัติ ระเบียบดังกล่าวนี้จะอ้างอิงจากระเบียบในการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ
สำหรับในประเด็นที่ 2 ข้อกล่าวอ้างว่า รถขนาดเดียวกัน คนขายเจ้าเดียวกันและขายในจังหวัดเดียวกัน ราคาแตกต่างกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ตรวจสอบจากผลการจัดซื้อจัดจ้างของสหกรณ์ในทุกจังหวัดแล้ว ขอเรียนว่า ถ้าเป็นรถขนาดเดียวกัน คุณลักษณะการใช้งานเหมือนกันไม่พบว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น และจากผลการจัดซื้อจัดจ้างที่เกิดขึ้นจริง พบว่า มีผู้เสนอราคาต่ำกว่าราคาที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวน 28 คัน (จาก 41 คัน) เป็นเงิน 1.85 ล้านบาท
สำหรับในประเด็นที่ 3 ที่กังวลว่าจะมีคนเดินไปเก็บเงินทอนหรือไม่ ขอเรียนว่าในการดำเนินการดังกล่าว สหกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยอำนาจของคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ ส่วนราชการจะไม่เข้าไปแทรกแซงในทุกกระบวนการ แต่จะคอยตรวจสอบ กำกับ ติดตามให้สหกรณ์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ให้เกิดความโปร่งใส ขอยืนยันว่าไม่มีพฤติกรรมดังที่กล่าวอ้างนี้แน่นอน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะได้จัดทำรายละเอียดชี้แจงต่อสาธารณะให้ทราบต่อไป
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/346636
x
ราคาข้าวหอมพุ่งกระฉูดกว่า60%
สศก.เปิดดัชนีสินค้าเกษตร5เดือน
‘ยางพารา-สับปะรด’ยังร่วงผล็อย
มั่นใจครึ่งปีหลังดีดตัวสูงแน่นอน
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าข้าว ยางพารา และสับปะรด ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ค.2561) ว่า ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ ปี 2561 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2560 โดยในช่วง 5 เดือนแรก ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเฉลี่ยตันละ 14,743 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เฉลี่ยตันละ 9,207 บาท หรือสูงขึ้น 60.13% เนื่องจากปริมาณข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลงจากผลกระทบของอุทกภัยในช่วงกลางปี’60 ในขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเฉลี่ยตันละ 7,781 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เฉลี่ยตันละ 7,514 บาท สูงขึ้น 3.55% เนื่องจากมีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอฟริกา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น
ยางพารา ราคาเกษตรกรขายได้ปี 2561 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่จะมีทิศทางดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดย 5 เดือนแรก ราคายางแผ่นดิบชั้น 3 กก.ละ 43.56 บาท ราคาน้ำยางสด กก.ละ 41.46 บาท และยางก้อนถ้วยคละ กก.ละ 20.28 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาลดลง 38.61% , 36.42% และ 39.15% ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณสต๊อกยางในประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่อย่างจีน การแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางที่นำเข้ายางพาราจากไทย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคายางช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศยังคงมีความต้องการใช้ยางพารา ประกอบการมาตรการ/โครงการภาครัฐที่สนับสนุนทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปริมาณสต๊อกยางของจีน (ชิงเต่า) ปรับตัวลดลง
ส่วนสับปะรด ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 5 เดือนแรก แบ่งเป็นสับปะรดโรงงาน กก.ละ 3.14 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ที่ 6.29 บาท หรือลดลง 50.07% สับปะรดบริโภค กก.ละ 3.14 บาท ลดลงจาก 12.28 บาท ลดลง 35.26% เนื่องจากผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วง พ.ค.-มิ.ย. และตลาดส่งออกชะลอการสั่งซื้อ ทำให้โรงงานแปรรูปต้องลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้มีสับปะรดส่วนเกินความต้องการของโรงงานแปรรูป ทั้งนี้ มติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้มีมาตรการนำสับปะรดส่วนเกินออกนอกระบบ โดยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ผลักดันการส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำ (MOU) รูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ในรัสเซีย อิหร่าน และเชื่อมโยงการค้า ขยายตลาดใหม่ USA EU และอาเซียน ร่วมกับการรณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดภายในประเทศเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ มีมาตรการสนับสนุนมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ของกระทรวงเกษตรฯ โดย อ.ต.ก. จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรด ช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน (วันที่ 1-10 พฤษภาคม จำหน่ายได้ 9.6 ตัน) สนับสนุนการกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิ.ย.2561 ลำปาง 163 ตัน ระยอง 109 ตัน) โดยแต่ละจังหวัดได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรดผลสดในจังหวัด รณรงค์การบริโภคสับปะรด ทั่วประเทศ และขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ เช่น สถานประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม สถานศึกษา สถานพยาบาล เรือนจำ นำผลผลิตสับปะรดมาใช้ในการประกอบการทำอาหาร อีกทั้งกรมปศุสัตว์ ยังได้พิจารณานำสับปะรดไปผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่มเติม ทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม การทำ Feed Center ที่ใช้สับปะรดผลสดเป็นวัตถุดิบด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/346635
x
นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้สามารถมีอาชีพด้านการเกษตรที่เข้มแข็ง ประกอบกับปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลผลิตใหม่โดยเฉพาะการทำนาข้าว ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์การได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ กรณีมีประสบภัยพิบัติด้านพืช เช่น อุทกภัย วาตภัย และการเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างรายให้กับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเปิดรับสมัครอยู่ในขณะนี้ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรให้ทุกท่านมาแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ทันทีหลังจากทำการปลูกแล้ว 15 – 60 วัน ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook
ในส่วนเกษตรกรที่ใช้แอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นคือ สามารถทราบข้อมูลของตนเองได้ตลอดเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอ ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 มีเป้าหมายรวมทั้งประเทศ 5.7 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 2,263,173 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 39.70 (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2561) ในจำนวนนี้ตั้งเป้าหมายการขึ้นทะเบียนนาข้าว 4 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 2.6 แสนครัวเรือน หรือพื้นที่ 4.3 ล้านไร่
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ด้านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร คือ ครัวเรือนเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นผู้ประกอบการเกษตร โดย 1 ครัวเรือน จะมีตัวแทนมาขอขึ้นทะเบียนได้เพียง 1 คน ซึ่งเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องบรรลุนิติภาวะ และมีสัญชาติไทย กรณีที่เป็นนิติบุคคลจะต้องมีการมอบหมายผู้แทนมาขึ้นทะเบียน
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ต้องการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร สามารถสอบถามติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป