ส่งเสริมอาชีพ‘ปกาเกอะญอ’ เกษตรฯหนุนปลูกผักอินทรีย์ ฟื้นฟูผืนป่า‘ดอยอินทนนท์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347638

ส่งเสริมอาชีพ‘ปกาเกอะญอ’ เกษตรฯหนุนปลูกผักอินทรีย์ ฟื้นฟูผืนป่า‘ดอยอินทนนท์’

ส่งเสริมอาชีพ‘ปกาเกอะญอ’ เกษตรฯหนุนปลูกผักอินทรีย์ ฟื้นฟูผืนป่า‘ดอยอินทนนท์’

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ลุยส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมชุมชนชาวปกาเกอะญอที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ดอยอินทนนท์ บ้านเมืองอาง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ปลูกผักอินทรีย์ ลดการบุกรุกป่า เน้นการมีอาชีพโดยพึ่งพาธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ หวังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า บ้านเมืองอาง เป็นชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่คุ้มครองของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ในอดีตมีชาวปกาเกอะญอทำไร่หมุนเวียนตามภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตไปสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงเนื่องจากการบุกรุกพื้นที่ป่า ประชาชนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการนำเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรมาใช้ ด้วยเหตุนี้ทำให้คนในชุมชนปรับเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนระบบผลิตเชิงการค้าเป็นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์

โดยเมื่อปี 2545 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ เช่น มูลนิธิโครงการหลวง เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ สนับสนุนงบประมาณช่วงเริ่มโครงการเป็นเงิน 450,000 บาท เพื่อสนับสนุนปัจจัยการผลิต และการศึกษาดูงานเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ และยังคงให้การสนับสนุนต่อเนื่องในการถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตผักอินทรีย์ โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรเข้าถึงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันโครงการผลิตผักอินทรีย์ กลุ่มผลิตผักอินทรีย์บ้านเมืองอาง มีสมาชิก 128 ราย รายละ 2 โรงเรือน (ขนาด 6×20 เมตร) มีผลการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมาคือ เกษตรกร
ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเกษตรอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี จนได้รับรองคุณภาพเกษตรอินทรีย์ จากหน่วยงานราชการ และ มกท.หรือมาตรฐาน IFOAM

ทั้งนี้ผลผลิตผักอินทรีย์ทั้งหมดจะส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวง รวมถึงร้านอาหารของภาคเอกชน และผู้ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ สำหรับชนิดของผักที่ปลูก มี 8 ชนิด เช่น ผักเบบี้ฮ่องเต้ ผักฮ่องเต้ ผักกาดกวางตุ้ง เบบี้แครอท ถั่วแขก เป็นต้น ขณะนี้กำลังการผลิตผักแต่ละชนิดนั้นยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด กรม จึงได้วางแผนที่จะสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักเพิ่มให้กับเกษตรกรเพื่อรองรับความต้องการของตลาด โดยสมาชิกของกลุ่มจะได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการจัดการดูแลใหม่ๆ ทุกปี พร้อมกันนั้นจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรมีรายได้หมุนเวียน ทุก 25 วัน เป็นเงินรายได้ ตั้งแต่ 2,000-5,000 บาท แล้วแต่ชนิดผักที่ทำการผลิต ในปี 2560 เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด สามารถนำรายได้เข้าหมู่บ้านจากกิจกกรมปลูกผักอินทรีย์ เป็นเงินถึง 10 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ทำลายพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแต่สามารถอยู่ร่วมกับป่าธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

สศก.ส่งชุดเฉพาะกิจ19ทีมปูพรม ลุยพื้นที่ทั่วประเทศตรวจสอบ ผลโครงการ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347637

x

สศก.ส่งชุดเฉพาะกิจ19ทีมปูพรม ลุยพื้นที่ทั่วประเทศตรวจสอบ ผลโครงการ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯได้ขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 2 แผนงาน รวม 22 โครงการ งบประมาณ 24,993 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาคการเกษตร ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานติดตามประเมินผล โดยมี นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. เป็นประธาน เพื่อติดตามประเมินผลโครงการ

ในการนี้ สศก. ได้จัดทีมประเมินผลออกเป็น 19 ทีม สำหรับการปฏิบัติงานลงพื้นที่สำรวจข้อมูลติดตามประเมินผล โดยกำหนดไว้ 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 การเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างวันที่ 10-30 มิถุนายน 2561 และจัดทำรายงานเดือนกรกฎาคม 2561 และช่วงที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างวันที่ 1-31 สิงหาคม 2561 และจัดทำรายงานเดือนกันยายน 2561 โดยกำหนดประเด็นการติดตามประเมินผล 7 ด้าน ได้แก่ 1.การรับรู้รับทราบโครงการ 2.การได้รับสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือจ้างงานจากโครงการ 3.การได้รับองค์ความรู้จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4.การนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติในพื้นที่ของเกษตรกร 5.การได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของโครงการไทยนิยมยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การลดต้นทุนการผลิต ปริมาณผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 6.การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และ 7.ระดับความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในด้านต่างๆ

ทั้งนี้ ทีมประเมินผลทั้ง 19 ทีม จะได้จัดทำแผนปฏิบัติงานลงพื้นที่ และประสานหน่วยงานรับผิดชอบโครงการในระดับพื้นที่เพื่อร่วมในการติดตามประเมินผล และสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมข้อเสนอแนะต่างๆ เสนอผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ เพื่อปรับปรุง พัฒนางานให้สำเร็จลุล่วง เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรทั่วประเทศต่อไป

เกษตรฯเปิดผลสำเร็จจัดการดินปุ๋ย ผ่านกลไก’ศดปช.’ช่วยลดต้นทุนเบ็ดเสร็จ43ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347662

เกษตรฯเปิดผลสำเร็จจัดการดินปุ๋ย ผ่านกลไก'ศดปช.'ช่วยลดต้นทุนเบ็ดเสร็จ43ล้าน

เกษตรฯเปิดผลสำเร็จจัดการดินปุ๋ย ผ่านกลไก’ศดปช.’ช่วยลดต้นทุนเบ็ดเสร็จ43ล้าน

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยผลสำเร็จส่งเสริมการจัดการดินปุ๋ยผ่านกลไก ศดปช. ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ 27.5% มูลค่ากว่า 43 ล้านบาท 

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานด้านการส่งเสริมการจัดการดินและปุ๋ย โดยการพัฒนาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) 882 ศูนย์ อำเภอละ 1 ศูนย์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่เป็นเครือข่ายให้บริการถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านดินและปุ๋ย ของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนขยายผลการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี

ผลการดำเนินงานในปี 2560 สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร โดยเกษตรกรสมาชิก ศดปช. จำนวน 17,640 ราย ได้ประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัดไปปฏิบัติในพื้นที่ 140,304.75 ไร่ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ย 27.5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 43 ล้านบาท และสามารถเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยได้ 10.3% นอกจากนี้ ศดปช.ได้ให้บริการวิเคราะห์ดินให้กับสมาชิกและเกษตรกรในชุมชนรวมทั้งสิ้น 37,458 ราย

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีของเกษตรกรสมาชิก ศดปช. ที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด กับที่ใช้ปุ๋ยตามวิธีของเกษตรกร ในพืชหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา พืชผัก และไม้ผล พบว่า ต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินและปุ๋ยสั่งตัด ลดลงจากวิธีเกษตรกร โดยในข้าวต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลดลง 31.5% ส่วนผลผลิตเพิ่มขึ้น 7.1% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นทุนลดลง 33%  ผลผลิตเพิ่มขึ้น 18.3% อ้อย ต้นทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.1% เนื่องจากเดิมเกษตรกรอาจใช้ปุ๋ยน้อยกว่าที่ควรจะใช้ แต่ผลผลิตเพิ่มขึ้นมากถึง 21.1%  มันสำปะหลัง ต้นทุนลดลง 21.4% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 13.9% ยางพารา ต้นทุนลดลง 23.6% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 12.7% พืชผัก ต้นทุนลดลง 18.3% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 12.5% ส่วนไม้ผล ต้นทุนลดลง 27.6% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 9.6%

“จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าการจัดการดินและปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เป็นอย่างดี เกษตรกรที่สนใจอยากลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีสามารถไปขอคำแนะนำหรือนำตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ได้ที่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนทั้ง 882 ศูนย์ โดยสอบถามข้อมูลจากสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน” นางจิระนุช กล่าว

เตือนรับมือ ‘โรคพุ่มแจ้-โรคใบด่าง’ ศัตรูพืชอุบัติใหม่ ทำลายไร่มันสำปะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347624

เตือนรับมือ 'โรคพุ่มแจ้-โรคใบด่าง' ศัตรูพืชอุบัติใหม่ ทำลายไร่มันสำปะหลัง

เตือนรับมือ ‘โรคพุ่มแจ้-โรคใบด่าง’ ศัตรูพืชอุบัติใหม่ ทำลายไร่มันสำปะหลัง

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.22 น.

โรคพุ่มแจ้ และโรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นศัตรูพืชสำคัญที่ทำความเสียหายให้กับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศกัมพูชา และเวียดนาม โดยเฉพาะประเทศกัมพูชาซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย และมีความเสี่ยงสูงที่ศัตรูพืชทั้ง 2 ชนิด จะเข้ามาระบาดและทำความเสียหายให้กับผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศไทยจึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานภาครัฐทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และภาคเกษตรกรเองต้องหมั่นติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการเพื่อเตรียมการป้องกันก่อนเกิดการระบาดในพื้นที่ อีกทั้งในปัจจุบันมีรายงานว่าพบมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคพุ่มแจ้ในหลายจังหวัด เช่น สระแก้ว ชลบุรี มุกดาหาร กำแพงเพชร และอีกหลายจังหวัดในแถบภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในส่วนของโรคใบด่างมันสำปะหลังนั้น ขณะนี้ยังไม่รายงานว่าพบในประเทศไทย โดยลักษณะอาการของโรคพุ่มแจ้ และโรคใบด่างมันสำปะหลังที่สังเกตได้คือ โรคพุ่มแจ้ต้นมันสำปะหลังจะแสดงอาการแตกตาข้าง ลำต้นแคระแกรนยอดเป็นพุ่ม ใบเล็กสีเหลืองซีด เมื่อตัดส่วนของลำต้นและหัวมันสำปะหลัง ท่ออาหารและหัวมันสำปะหลังจะเป็นเส้นสีน้ำตาลดำโรคใบด่างมันสำปะหลังต้นมันสำปะหลังจะแสดงอาการใบด่างเหลืองใบเสียรูปทรง และมีขนาดเล็กลง ยอดที่แตกใหม่แสดงอาการด่างเหลือง ลำต้นแคระแกรน

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคพุ่มแจ้ และโรคใบด่างมันสำปะหลัง สามารถติดไปกับท่อนพันธุ์หรือต้นพันธุ์มันสำปะหลังได้ อีกทั้งยังมีแมลงพาหะนำโรคที่สามารถอพยพเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆ ได้ง่ายกรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรแปลงมันสำปะหลังอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เมื่อเริ่มทำการเพาะปลูกเลือกใช้พันธุ์จากแหล่งที่ปลอดโรค หรือจากต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่ไม่แสดงอาการของโรค หากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการของโรคให้ขุดหรือถอนต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงและแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดทันที และหลีกเลี่ยงการขนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาดของโรคไปสู่แหล่งที่ยังไม่เคยพบการระบาด รวมถึงการกำจัดพืชอาศัยของเพลี้ยจักจั่นซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรคพุ่มแจ้ เช่น ต้นสาบม่วงและหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น สบู่ดำ ละหุ่ง และพืชอาศัยของแมลงหวี่ขาวยาสูบซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น กระเพรา โหระพา ผักชีฝรั่ง พริก มะเขือเปราะ มันฝรั่ง พืชตระกูลถั่ว และในบริเวณแปลงมันสำปะหลัง

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1514 , 0-2955-1626หรือhttps://www.doae.go.th/doae/upload/files/Cassava_witches%20broom_060661.pdf และhttps://www.doae.go.th/doae/upload/files/Cassava_Mosaic%20Virus_060661.pdf

เกษตรฯขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347539

เกษตรฯขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์

เกษตรฯขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 13.58 น.

เกษตรฯ ขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ปรับเปลี่ยนจากยึดหน่วยงานเป็นยึดพื้นที่เป็นหลัก เพื่อร่วมกันชี้เป้าหมายในการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์

25 มิ.ย.61 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ” ณ โรงแรมปริ้นซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ โดยมีนายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติร่วมในพิธี พร้อมทั้งมอบนโยบายให้กับผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และผู้แทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกำหนดกรอบแนวทางบูรณาการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ รวมทั้งจัดทำแผนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดระดับพื้นที่ และประสานเชื่อมโยงทุกหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ

ทั้งนี้ นโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศเป็นงานสำคัญที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งรัดและต่อเนื่อง เพราะเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน มีความมั่นคงด้านอาหารและความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับกระแสความต้องการผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุเป้าหมายอาจสำเร็จได้ยากหากขาดการเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่

ซึ่งการขับเคลื่อนในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพนั้นต้องดำเนินการในระดับจังหวัด ผ่านการสั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดในการประสานเชื่อมโยงบูรณาการทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2564 และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ โดยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเดิม ไปสู่ระบบการผลิตตามแนวทางของเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ หรืออื่นๆ เช่น พุทธเกษตร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในระดับพื้นที่บรรลุผลสำเร็จ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นร่วมกันในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของแต่ละจังหวัด ขยายผลครอบคลุมทั้ง 13 กลุ่มจังหวัด 56 จังหวัด ภายใต้การกำกับติดตามการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อพก.) โดยปรับเปลี่ยนการดำเนินงานจากยึดหน่วยงานเป็นหลัก มาเป็นการยึดพื้นที่เป็นหลัก และให้ทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนร่วมมือกันดำเนินการ โดยมีจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักในการประสานการดำเนินงาน หน่วยงานเจ้าภาพในแต่ละพื้นที่ (โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม และเอกชน) ร่วมกันชี้เป้าหมายในการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์

เปิดขึ้นทะเบียนชาวนาฤดูกาลใหม่ เตือนผู้ปลูกข้าวเร่งแจ้งยืนยัน ปรับข้อมูลทะเบียนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347375

x

เปิดขึ้นทะเบียนชาวนาฤดูกาลใหม่ เตือนผู้ปลูกข้าวเร่งแจ้งยืนยัน ปรับข้อมูลทะเบียนเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 2561/62 ทั่วประเทศ แจ้งยืนยันการเพาะปลูกหรือปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกร (ทบก.)

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้สามารถมีอาชีพด้านการเกษตรที่เข้มแข็ง ประกอบกับปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลผลิตใหม่โดยเฉพาะการทำนาข้าว ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์การได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ กรณีมีประสบภัยพิบัติด้านพืช เช่น อุทกภัย วาตภัย และการเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างรายให้กับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเปิดรับสมัครอยู่ในขณะนี้ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรให้ทุกท่านมาแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ทันทีหลังจากทำการปลูกแล้ว 15-60 วัน ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook

ในส่วนเกษตรกรที่ใช้แอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นคือ สามารถทราบข้อมูลของตนเองได้ตลอดเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอ ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 มีเป้าหมายรวมทั้งประเทศ 5.7 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 2,263,173 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 39.70 (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2561) ในจำนวนนี้ตั้งเป้าหมายการขึ้นทะเบียนนาข้าว 4 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 2.6 แสนครัวเรือน หรือพื้นที่ 4.3 ล้านไร่

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ด้านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร คือ ครัวเรือนเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นผู้ประกอบการเกษตร โดย 1 ครัวเรือน จะมีตัวแทนมาขอขึ้นทะเบียนได้เพียง 1 คน ซึ่งเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องบรรลุนิติภาวะ และมีสัญชาติไทย กรณีที่เป็นนิติบุคคลจะต้องมีการมอบหมายผู้แทนมาขึ้นทะเบียน

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ต้องการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร สามารถสอบถามติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ชายคาพระพิรุณ : 25 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347373

586851

ชายคาพระพิรุณ : 25 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถึงเวลาที่ “ขุนเกษตรา” ต้องมารายงานตัวเล่าข่าวที่เกิดขึ้นในชายคาพระพิรุณ กระทรวงเกษตรฯ กันอีกเช่นเคยครับ…สัปดาห์ที่ผ่านมา ใต้ร่มชายคาพระพิรุณมีทั้งเรื่องร้อนๆ ข่าวทุจริตโครงการไทยนิยม ยั่งยืน แถมยังเจอม็อบคนต่อต้านสารเคมีมาปักหลักนอนประท้วงกันถึงหน้ากระทรวงอีก คงทำให้เจ้ากระทรวงปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ไม่น้อย… ซึ่งกรณีของโครงการไทยนิยมยั่งยืนนั้น เนื่องจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์การเกษตรของสหกรณ์การเกษตร ว่ามีราคาสูงกว่าปกติ ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องมือชนิดเดียวกัน ขายอยู่จังหวัดเดียวกันแต่ทำไมราคาต่างกันมาก ส่งผลให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องสั่งการด่วนที่สุดให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จภายใน 15 วัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่รอช้าเช่นกัน รีบชี้แจงต่อ รมว.เกษตรฯและสื่อมวลชนเกี่ยวกับราคาของรถยก (โฟล์คลิฟต์) โครงการรวบรวมและแปรรูปยางพาราในโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า โครงการนี้ได้เสนอขอตั้งงบประมาณจัดหารถโฟล์คลิฟต์ 41 คัน ให้สหกรณ์ 37 แห่ง วงเงิน 34.63 ล้านบาท ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้สหกรณ์เสนอรายการ และคุณลักษณะของรถ พร้อมนำใบเสนอราคาจากผู้ประกอบการในตลาดมาเสนอไม่น้อยกว่า 3 แห่ง สำหรับกรณีที่รถโฟล์คลิฟต์ขนาดเดียวกันแต่ราคาแตกต่างกัน เนื่องจากราคาจะขึ้นอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะของรถที่กำหนดในคำขอของสหกรณ์ เช่น ยี่ห้อ เครื่องยนต์ ความสามารถในการยกสูงที่แตกต่างกัน ทำให้ราคาแตกต่างกัน ซึ่งกรมจะจัดสรรโดยอ้างอิงจากราคาที่เคยได้รับอนุมัติในปีก่อนๆ เทียบเคียงกับราคาตลาด หากไม่สูงเกินไปกว่าราคาอ้างอิง กรมจะจัดสรรให้ตามที่สหกรณ์ขอมา

ส่วนประเด็นสงสัยที่ว่า รถขนาดเดียวกัน คนขายเจ้าเดียวกัน และขายในจังหวัดเดียวกัน ทำไมราคาต่างกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของสหกรณ์ทุกจังหวัดแล้ว พบว่าถ้าเป็นรถขนาดเดียวกัน คุณลักษณะการใช้งานเหมือนกัน ไม่พบว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น และจากผลการจัดซื้อจัดจ้างที่เกิดขึ้นจริง พบว่า มีผู้เสนอราคาต่ำกว่าราคาที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวน 28 คัน (จาก 41 คัน) เป็นเงิน 1.85 ล้านบาท ส่วนประเด็นจะมีคนเดินไปเก็บเงินทอนหรือไม่ ในการดำเนินการดังกล่าว สหกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุน จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยอำนาจของคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ ราชการจะไม่เข้าไปแทรกแซง แต่จะคอยตรวจสอบ กำกับ ติดตามให้สหกรณ์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและเกิดความโปร่งใส พร้อมยืนยันว่าไม่มีพฤติกรรมดังที่กล่าวอ้างนี้แน่นอน…ผู้เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงแล้ว คงคลายความกังวลในประเด็นที่สังคมสงสัยกันนะครับ…

ฟากฝั่งพญาไท แม้ไม่ใช่เรื่องทุจริต แต่เมื่อมีกระแสข่าวที่สังคมสงสัยก็รีบชี้แจงในทันที กรณี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล ให้ข่าวระบุว่า กรมปศุสัตว์ไม่สามารถหาคำตอบได้กรณีบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่นำเข้าข้าวบาร์เลย์ 120,000 ตัน และแสดงกับศุลกากรว่าเป็นอาหาร (ฟู้ด) แต่แท้จริงเป็นวัตถุดิบทดแทนข้าวสาลีเพื่อทำอาหารสัตว์ นั้น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงว่า การนำเข้าข้าวบาร์เลย์ สำหรับอาหารสัตว์ ปี 2561 มีการนำเข้า 2 ครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคม รวม 125,380 ตัน ต้นทางจากออสเตรเลีย เข้าทางท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านการตรวจสอบและมีเอกสารยืนยันใช้ว่าใช้สำหรับอาหารสัตว์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ยังได้สุ่มตรวจสอบโรงงานอาหารสัตว์ที่นำข้าวบาร์เลย์ พบว่า มีการนำไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ที่ขึ้นทะเบียนไว้ถูกต้อง ยังไม่พบการกระทำผิดแต่อย่างใด

…เดี๋ยวนี้ข่าวกระแสมีเยอะ ขุนเกษตรา ได้ยินมาอยู่เรื่อยๆ มีทั้งเรื่องจริง เรื่องไม่จริง เรื่องจริงครึ่งเดียว แล้วแต่วัตถุประสงค์ของคนปล่อยข่าว บางคนหวังดี แต่บางคนมีบางอย่างแอบแฝง เมื่อผู้เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง เบื้องต้นก็ต้องรับฟัง หากยังไม่มั่นใจก็ค่อยตรวจสอบกันต่อ แต่ต้องชัวร์ก่อนให้ข่าวนะครับ…

ขุนเกษตรา

กยท.ยันยางพารายังอนาคตสดใส กระตุ้นเกษตรกรรวมกลุ่มแปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347374

x

กยท.ยันยางพารายังอนาคตสดใส กระตุ้นเกษตรกรรวมกลุ่มแปรรูป

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์ราคายางพาราจะมีราคาลดลง แต่ยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต เพียงแต่ชาวสวนยางต้องปรับปรุงและพัฒนาการปลูกยาง เพื่อลดต้นทุนการผลิต และรวมกลุ่มแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นแรก เช่น ทำยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง น้ำยางข้น เป็นต้น จากนั้นจึงก้าวไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น เช่น ถุงมือยาง ยางล้อ ถุงยางอนามัย หมอนฟองน้ำยางพารา สนามฟุตซอล รองเท้า เป็นต้น ซึ่ง กยท.พร้อมที่จะให้การสนับสนุน ทั้งแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดที่จะรองรับ

นอกจากนี้ หากเกษตรกรสามารถรวมกลุ่มสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางได้ ยิ่งจะช่วยลดการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่า ลาว พม่า กัมพูชา ซึ่งเพิ่งเริ่มปลูกยางและมีพื้นที่จำกัด การที่จะสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางนั้นจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ในขณะที่ไทยมีประสบการณ์ในการปลูกยางมายาวนาน มีความเข้มแข็ง มีความพร้อมมากกว่า ซึ่งจะได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้าน

“ปัจจุบันยางไม่ได้ล้นตลาด เพราะแทบไม่มีสต๊อกยางเหลืออยู่เลย แต่ที่ขายไม่ได้ราคาเพราะขายเป็นยางดิบ เราจะต้องทำการแปรรูปยาง ใช้ยางในประเทศมากขึ้น ส่งออกในรูปแบบยางดิบน้อยลง เราก็จะไม่มีปัญหาในราคาที่ตกต่ำ เพราะยางดิบมันไม่มีมูลค่าเพิ่ม แต่ยางแผ่นรมควัน ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มันมีมูลค่าเพิ่มหลายร้อยเท่า ชาวบ้านก็จะมีรายได้มากขึ้นและไม่ต้องไปเสี่ยงกับราคายางดิบที่มันตกต่ำ และนี่คือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการตั้งบริษัทร่วมทุนดังกล่าว” นายเยี่ยม กล่าว

รายงานพิเศษ : สสก.9ชูแปลงใหญ่ลำไย‘สามเงา’เมืองตาก เชื่อมศพก.พัฒนาคุณภาพเป็นสินค้าส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347376

รายงานพิเศษ : สสก.9ชูแปลงใหญ่ลำไย‘สามเงา’เมืองตาก เชื่อมศพก.พัฒนาคุณภาพเป็นสินค้าส่งออก

รายงานพิเศษ : สสก.9ชูแปลงใหญ่ลำไย‘สามเงา’เมืองตาก เชื่อมศพก.พัฒนาคุณภาพเป็นสินค้าส่งออก

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สสก.9 พิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร ชูแปลงใหญ่ลำไย อ.สามเงา จ.ตาก เป็นต้นแบบเกษตรแปลงใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่าย ศพก.ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตลำไยนอกฤดูคุณภาพ ร่วมกันผลิตลำไยเกรดเอส่งออกได้ราคาสูง

นายนิพนธ์ แรมวิโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาบุคลากร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ที่ 9 จ.พิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 พิษณุโลก ได้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล โดยขับเคลื่อนเรื่องของการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ เชื่อมโยงเครือข่ายผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. มีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต รวมไปถึงแก้ปัญหาในเรื่องของการตลาดตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิตทั้งหมด ซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนในรูปของแปลงใหญ่ที่มุ่งเน้นให้เกษตรรวมกันซื้อรวมกันขายทั้งผลผลิตทางการเกษตรและการจัดซื้อปัจจัยการผลิต เพื่อให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างน้อย 20% และเพิ่มผลผลิตให้ได้ 20% ซึ่งการดำเนินงานในระดับพื้นที่ จะมีสำนักงานในระดับจังหวัดและอำเภอ เป็นผู้รับผิดชอบในด้านของการดำเนินงานทั้งด้าน ศพก.และแปลงใหญ่ โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางในด้านองค์ความรู้ แล้วเข้าไปพัฒนาองค์ความรู้ตามความต้องการของเกษตร

สำหรับจังหวัดตาก ได้ขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2559 จำนวน 35 แปลง ประกอบด้วย แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 12 แปลง แปลงใหญ่ข้าว 10 แปลง และแปลงใหญ่ลำไย 5 แปลง ส่วนอีก 8 แปลงที่เหลือ ได้แก่ มันสำปะหลัง อโวคาโด พืชผัก มันฝรั่ง กล้วยหอม แพะ โคขุน และประมง ซึ่งกระจายอยู่อำเภอต่างๆ ของจังหวัดตาก ยกตัวอย่างการผลิตลำไยแปลงใหญ่ ที่มีอยู่ 5 แปลงในอ.วังเจ้า อ.บ้านตากและอ.สามเงา โดยใน อ.สามเงามีอยู่ 3 แปลง ที่ต.ย่านรี 2 แปลง พื้นที่รวม 1,023 ไร่ เกษตรกร 80 ราย ส่วนที่ ต.สามเงา พื้นที่รวม 445 ไร่ เกษตรกร 40 ราย และเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำอำเภอสามเงาด้วย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตลำไยนอกฤดูคุณภาพ

ด้าน ลุงมนัส โตเอี่ยม ประธานแปลงใหญ่ลำไย และเจ้าของศูนย์ ศพก. อ.สามเงา จ.ตาก เปิดเผยว่า การผลิตลำไย ของ อ.สามเงา จ.ตาก มีมากว่า 30 ปีแล้ว เมื่อก่อนจะต่างคนต่างทำ แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้มีการรวมกันเป็นแปลงใหญ่ตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรฯ มีสมาชิกประมาณ 50 ราย เฉลี่ยพื้นที่ปลูกรายละ 20-30 ไร่ สมาชิกทุกคนจึงได้มีการปรึกษาพูดคุยกันมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มีการปรึกษากันเกี่ยวการทำลำไยคุณภาพเพื่อให้สามารถส่งออกได้และเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตได้

โดยลุงมนัสบอกว่า ส่วนตัวมีสวนลำไยอยู่ 2 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ (แปลงหนึ่งอายุ 33 ปี มี 40 ต้น และอีกแปลงอายุ 16-17 ปี) ระยะปลูก 12×12 เมตร เลี้ยงทรงพุ่มให้กว้าง และไม่ชนกัน หลังจากปลูกไปประมาณ 3 ปี ก็เริ่มให้ผลผลิต แต่ตอนนี้เฉลี่ยที่อายุต้น 16 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 200-250 กิโลกรัม (เป็นผลผลิตแบบคัดเกรด) สร้างรายได้ให้ประมาณ 6,000-7,000 บาท/ปี ส่งตลาดจีนเป็นหลัก ส่วนตลาดอินโดนีเซียจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนกันยายน โดยการเก็บผลผลิตจำหน่ายจะอยู่ที่การตกลงกับคนซื้อ ถ้าเราเก็บเองเราจะมีปัญหาด้านแรงงาน แต่ถ้าขายแบบเหมาสวนทางพ่อค้าเขาจะมีทีมงานมาเก็บเอง ซึ่งในด้านตลาดนั้น จริงๆ แล้ว ช่วงเดือนกค.-ส.ค. ทางอินโดนีเซียจะไม่รับซื้อของไทยเพราะเขาจะบริโภคของประเทศเขาก่อน แต่ตอนนี้เรามีตลาดหลักอีกแห่ง คือ ประเทศจีน โดยจีนต้องการเบอร์ที่สวย เบอร์ใหญ่ ผิวดี โดยการซื้อขาย พ่อค้าจะเข้าไปดูที่สวน สวนไหนผลผลิตสวยได้ตรงตามมาตรฐานก็จะรับซื้อ แต่สวนไหนยังไม่ตรงตามต้องการ ลูกยังเล็กอยู่เขาก็จะยังไม่ซื้อ

“การรวมตัวเป็นแปลงใหญ่เกิดผลดีต่อเกษตรกร ทั้งด้านการวางแผนการผลิตให้ได้คุณภาพและสามารถรวบรวมผลผลิตได้ในปริมาณที่ตลาดต้องการ โดยไม่ถูกกดราคา อีกทั้ง สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการรวมกันทำแบบแปลงใหญ่ คือต้นทุนการผลผลิตที่ลดลง ยกตัวอย่างที่สวน ใน 1 แปลง ประมาณ 10 ไร่ จะต้องใส่ปุ๋ยอยู่ประมาณ 6 กระสอบ ใส่เดือนละ 2 ครั้ง เมื่อเรารวมกันทำแบบแปลงใหญ่ มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และช่วยกันผลิตปุ๋ยสั่งตัดใช้เอง ด้วยการซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมตามสูตร ทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงได้ จากการซื้อปุ๋ยเคมีใช้ประมาณ 2,000 บาท/ครั้ง หรือลดต้นทุนได้ 4,000 บาท/เดือน นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก”ลุงมนัส กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรบุรีรัมย์ส่งเสริมชาวนาปลูกข้าวแบบโยน ลดต้นทุนผลผลิตสูงคุมวัชพืชง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347218

เกษตรบุรีรัมย์ส่งเสริมชาวนาปลูกข้าวแบบโยน ลดต้นทุนผลผลิตสูงคุมวัชพืชง่าย

เกษตรบุรีรัมย์ส่งเสริมชาวนาปลูกข้าวแบบโยน ลดต้นทุนผลผลิตสูงคุมวัชพืชง่าย

วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 11.27 น.
23 มิ.ย.61 สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับเกษตรอำเภอประโคนชัย จัดอบรมให้ความรู้ชาวบ้าน เกษตรกร ในการปลูกข้าวโยนกล้า ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(เครือข่าย) ต.เขาคอก อ.ประโคนชัย ของนายสุเทียน วงศ์ศิริศักดิ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์ภูเขาไฟบ้านเขาคอก โดยมีนายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดเพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงการลดต้นทุนในการทำนาด้วยการโยนกล้าและใช้สารอินทรีย์
รวมทั้งให้ชาวบ้าน เกษตรกรทราบถึงผลดีของการทำนาแบบโยนกล้า คือประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว ในการทำนาโยนจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 3-5 กิโลกรัมต่อไร่ จากปกติที่ชาวนาใช้เมล็ดพันธุ์ 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ลดลงไปถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 1,200 – 1,500 บาทต่อไร่ นอกจากนี้ยังประหยัดแรงงาน สามารถทำนาได้เอง โดยไม่ต้องจ้างแรงงานจำนวนมาก ประหยัดเวลาในการปักดำ การควบคุมวัชพืชได้ง่ายและวัชพืชมีน้อยเนื่องจากใช้ระดับน้ำช่วยควบคุมวัชพืช อีกทั้งยังได้ผลผลิตข้าวสูงด้วย
จากนั้น เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัด อำเภอ ชาวบ้านและเกษตรกร ไปที่แปลงสาธิตการทำนาโยน ของนายสุเทียน วงศ์ศิริศักดิ์ เพื่อร่วมกันลงแขกในการทำนาด้วยการโยนกล้า
นายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การปลูกข้าวโดยวิธีโยนกล้าในวันนี้ เป็นการสาธิตและทำครั้งแรกในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับชาวนาที่กำลังประสบปัญหาการระบาดของวัชพืช และมีต้นทุนการผลิตข้าวที่สูง
โดยทางเลือกหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คือการปลูกข้าวด้วยวิธีโยนกล้า ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายต่อการปฏิบัติของชาวนา และใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวน้อย ลดต้นทุนการผลิตใช้แรงงานน้อย ประหยัดเวลาในการปักดำ และไม่มีวัชพืชในแปลงนา ที่สำคัญต้นกล้าจะตั้งตัวได้ทันที ไม่มีการหยุดชะงักการเติบโตหรือต้นกล้ามีสีเหลืองเหมือนข้าวนาดำ การแตกกอดีและจำนวนต้นต่อกอก็สูง