‘เครือข่ายชาวนา’พอใจ! นายกฯรับปากแก้หนี้เกษตรกรจบก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347905

'เครือข่ายชาวนา'พอใจ! นายกฯรับปากแก้หนี้เกษตรกรจบก่อนเลือกตั้ง

‘เครือข่ายชาวนา’พอใจ! นายกฯรับปากแก้หนี้เกษตรกรจบก่อนเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.24 น.

26 มิ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกร สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม ว่า ให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด เร่งชี้แจงเกษตรกรให้รับทราบถึงแนวทางแก้ไขหนี้สิน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้แก้หนี้ให้เรียบร้อยก่อนมีการเลือกตั้งแน่นอน ดังนั้น เกษตรกรไม่ต้องมากดดัน ในยุคนี้เปลี่ยนไปแล้วจากยุคก่อน เพราะตน และ รมช.เกษตรฯ พวกเราตั้งใจช่วยแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในขณะนี้ได้หารือกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ จะแก้ให้ทุกรายไม่ตัดใครออก แม้ว่ามีบางส่วนในเงินกู้จะแบ่งไปใช้นอกภาคเกษตร

“ได้เจรจาสถาบันการเงินเจ้าหนี้ ให้หยุดหนี้ไว้ 180 วัน ในช่วงที่กำลังแก้ไข โดยเฉพาะเกษตรกรที่กำลังถูกยึดทรัพย์ ให้เจ้าหน้าชะลอไว้ก่อน ยืนยันว่าจะแก้ได้ทั้งหมด แต่ขอเวลาแยกกลุ่มเกษตรกร กู้จากสถาบันการเงินรัฐ เอกชน รายใดกู้ก่อนหลัง ซึ่งให้สงสารเกษตรกร มานอนหน้ากระทรวงเกษตรฯ 3 – 4 คืน เมื่อเจ้าหนี้ เกษตรกร และตน ได้ลงนามทำความเข้าใจกันร่วมกันแล้ว เกษตรกรได้ทยอยเดินทางกลับไปรอฟังที่บ้าน” นายกฤษฎา กล่าว

ด้าน นางนิสา คุ้มกอง แกนนำเครือข่ายหนี้สินชาวนาภาคกลาง ได้พาเกษตรกรเดินทางกลับบ้าน หลังจากกมาปักหลักนอนค้างหน้ากระทรวงตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพอใจที่ รมว.เกษตรฯ ได้เจรจากับเจ้าหนี้ยอมชะลอการยึดทรัพย์เกษตรกรไว้ 180 วัน

รมว.กษ.คาดโทษ’เกษตรอำเภอ’878อำเภอ ถ้าไม่รู้ปัญหาเดือดร้อน’เกษตรกร’โดนแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347886

รมว.กษ.คาดโทษ'เกษตรอำเภอ'878อำเภอ ถ้าไม่รู้ปัญหาเดือดร้อน'เกษตรกร'โดนแน่

รมว.กษ.คาดโทษ’เกษตรอำเภอ’878อำเภอ ถ้าไม่รู้ปัญหาเดือดร้อน’เกษตรกร’โดนแน่

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.51 น.

26 มิ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังสำนักงานเกษตรจังหวัด (กษ.จังหวัด) เกษตรและสหกรณ์ทุกจังหวัด (กส.จังหวัด) ว่า สั่งการในเรื่องโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ใช้งบกลาง 2.4 หมื่นล้านบาท เน้นย้ำข้าราชการในพื้นที่ดำเนินงานตามแผนงาน 22 โครงการของกระทรวงเกษตรฯ ให้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรจังหวัด ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรมากที่สุด โดยเฉพาะโครงการทั้งหมดมีการจ้างงาน 2 ล้านแรงงาน ขอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย 3.9 ล้านคน กลุ่มแรกก่อน แล้วค่อยกระจายไปเกษตรกรกลุ่มอื่น

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าอย่าไปนำญาติกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เอาชื่อมาเข้าโครงการจ้างงาน และจะต้องโอนเงินทุกบาทเข้าบัญชีธนาคารของเกษตรกรโดยตรง ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้เข้าร่วมติดตามการใช้งบในโครงการสร้างฝายชะลอน้ำ 1,097 แห่ง และให้พื้นที่ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมตรวจสอบโครงการทั่วประเทศด้วย

“ขณะนี้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงจนถึงเดือน ก.ค.จึงให้กรมชลประทาน เร่งนำเครื่องสูบน้ำไปช่วยส่งน้ำให้นาข้าวอยู่นอกเขตชลประทาน และกรมฝนหลวงฯ ทำฝนช่วยเหลือพื้นที่นาข้าวหอมมะลิ ในภาคอีสาน ซึ่งตนโทรสอบถามผู้ว่าฯ จ.สุรินทร์ อุบลราชธานี ยังไม่มีพื้นที่นาข้าวหอมมะลิได้รับความเสียหายจนถึงประกาศเขตภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 – 3 เดือนข้างหน้า จะเกิดปัญหาน้ำท่วมตามมา จึงให้เตรียมมาตรการป้องกันพื้นที่ท่วมซ้ำซากไว้ด้วย” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า เกษตรอำเภอ มี 878 อำเภอทั่วประเทศ ต้องรับรู้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรก่อน ซึ่งตนได้คาดโทษไปแล้วหากเกิดปัญหาอะไรแล้ว รมว.เกษตรฯ นายกรัฐมนตรี รู้ก่อน มีงานแน่ สอบตกกันทั้งจังหวัดและส่วนกลางด้วย นอกจากนี้ ตนให้ทุกจังหวัดทำแผนการผลิตสินค้าเกษตรทุกชนิด เพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำให้ได้ พื้นที่ใดสามารถจับคู่ระหว่างเกษตรกร และผู้รับซื้อ กับผู้แปรรูปได้ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง 10 จังหวัด ช่วยเกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ จะมีรางวัลให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน และตนทำหนังสือสั่งปลัดกระทรวง ให้ทำเรื่องประเมินผลผลิตล่วงหน้า เร่งประสานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวางแผนอย่างรัดกุมในการบริหารสินค้าเกษตรครบวงจร เป็นมาตรการรับมือก่อนผลผลิตจะออกสู่ตลาด เพื่อช่วยเกษตรกรขายผลิตไม่ต่ำกว่าต้นทุน

‘กฤษฎา’สั่งชะลอโครงการโคบาลบูรพา หลังพบสเปก’วัว’ไม่ตรงตามความต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347882

'กฤษฎา'สั่งชะลอโครงการโคบาลบูรพา หลังพบสเปก'วัว'ไม่ตรงตามความต้องการ

‘กฤษฎา’สั่งชะลอโครงการโคบาลบูรพา หลังพบสเปก’วัว’ไม่ตรงตามความต้องการ

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.41 น.

26 มิ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งทำรายงานปัญหาอุปสรรคในโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว โดยไปทบทวน และมาชี้แจงตนทั้งหมดให้ไร้ข้อครหา ว่าการใช้งบกลางวงเงิน 1.3 พันล้านบาท จำนวนวัว กว่า 3 หมื่นตัว ได้จัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามสเปกและราคาที่ตั้งไว้ครั้งแรกหรือไม่ ตรวจสอบเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ มีพื้นที่ มีคอกหรือยัง และเปรียบเทียบราคาจัดทำคอกที่มีงบไปอุดหนุนเกษตรกร

“ทราบว่าวัวมีปัญหาเรื่องสเปกไม่ตรงตามความต้องการ และเกษตรกรบางส่วนยังไม่มีความพร้อมในการเลี้ยง และการแจกวัวให้กับเกษตรกรขณะนี้ได้เพียง 1.3 หมื่นตัวเท่านั้น พร้อมกับให้เทียบราคากับคอกของเอกชน ถ้าของกรมปศุสัตว์แพงกว่าเอกชน ผมไม่ยอมแน่ ให้อธิบดีปศุสัตว์ลงพื้นที่ไปถ่ายรูปวัวที่เกษตรกรเลี้ยงมาให้ดูด้วย พร้อมกับรายชื่อเกษตรกรได้รับวัวมีความพร้อมในการเลี้ยงหรือไม่ ต้องทำโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว ให้ได้เป็นผลสำเร็จก่อน ดังนั้น จึงให้ชะลอโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ ที่จะขอใช้งบกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร อีกกว่า 1 พันล้านบาท” นายกฤษฎา กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จะลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว วันที่ 27 มิ.ย.ตามคำสั่ง รมว.เกษตรฯ ที่ให้คุมเข้มปัญหาวัวสวมโสร่ง ลักลอบมาเข้าโครงการ โดยจะไปดูใบอนุญาตเคลื่อนย้ายชัดเจนหรือไม่ เพราะก่อนทำโครงการนี้ได้มีการสำรวจว่าจำนวนวัวในประเทศมีครบ 3 หมื่นตัว สามารถจัดหามาแจกให้เกษตรกรได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โครงการล่าช้าไปมาก เกษตรกรได้รับวัวเพียง 1.3 หมื่นตัว ขาดอีก 1.7 หมื่นตัว ได้ให้ผู้ส่งมอบทำแผนส่งมอบ ถ้าไม่ทันภายในเดือน ต.ค.ต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก สำหรับโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ 3 ทั้งหมด 5 หมื่นตัว ของบจากกองทุนสงเคราะห์ 1 พันล้านบาท ซึ่งกรมอยู่ระหว่างเตรียมทำเรื่องเสนอของบ หาก รมว.เกษตรฯ ยังไม่ไฟเขียว ก็จะระงับโครงการไว้ก่อน

กระชับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา รองรับน้ำหลาก 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347878

กระชับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา รองรับน้ำหลาก 2561

กระชับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา รองรับน้ำหลาก 2561

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.36 น.

การดูแลบูรณาการเรื่องน้ำ เป็นงานที่ต้องทำกันทั้งปี ด้วยประโยคเดียว “น้ำคือชีวิต”

ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน นับแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปจนถึงปลายปี  ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ โอกาสเผชิญภัยน้ำหลากท่วมค่อนข้างสูง เป็นที่น่ากังวลทุกปี

ระฆังที่ตึกสันติไมตรี  ดังลั่นทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2561 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดตัวสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ท่ามกลาง 38 หน่วยงาน 7 กระทรวงเกี่ยวข้องด้านน้ำ

เป็นสัญญาณการบูรณาการงานด้านน้ำอย่างจริงจัง นอกจากยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ ซึ่งเป็นแผนระยะกลางและระยะยาวแล้ว ยังมีแผนระยะสั้นเฉพาะหน้า คือการรับมือกับฤดูน้ำหลาก เป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรี ใส่ใจเป็นพิเศษ

เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 น่าจะเป็นอุทาหรณ์  เพราะค่าความเสียหายมากถึง 1.4 ล้านล้านบาท

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ในฐานะเลขาธิการ สทนช. จึงลงพื้นที่เกาะติดภารกิจหน่วยงานกลางบูรณาการเรื่องน้ำ ประเดิมพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวเปราะบางก่อน 3 จุด ประกอบด้วย  อ.ผักไห่ อ.เสนา และ อ.บางบาล

งานนี้ กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในฐานะเจ้าของพื้นที่ที่ส่งทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ไม่เพียงแต่ทำความเข้าใจบทบาท และเชื่อมร้อยการทำงานระหว่างหน่วยงาน โดยมีการชี้แจงแผนงานและความคืบหน้ารับมือน้ำหลากของแต่ละหน่วยเท่านั้น หากแต่ยังต้องปรับจูนงานระหว่างหน่วยงานด้วย  เพราะข้อมูลที่นำเสนอเห็นได้ชัดว่ามีโครงการทับซ้อนกัน โดยต่างฝ่ายต่างไม่รู้ เช่น โครงการของกรมชลประทานกับโครงการของท้องถิ่น  โครงการสร้างถนนของกรมชลประทานกับกรมทางหลวงชนบท

บางครั้งมีปัญหาขาดการสื่อสารระหว่างกัน เช่นอำเภอบางซ้ายแจ้งขอให้แก้ไขปัญหาอาคารชลประทานชำรุด  กรมชลประทานได้รับงบประมาณซ่อมบำรุงมาแล้ว ก็ไม่ได้แจ้งให้ทราบ เป็นต้น

การแบข้อมูลของแต่ละหน่วยออกมา ทั้งแผนงาน โครงการ งบประมาณ  ทำให้เห็นภาพปัญหาและการแก้ปัญหาชัดเจนขึ้น โดยมี สทนช. เป็นคนกลาง บางโครงการตั้งแผนไว้ปี 2563 ซึ่งช้าไปไม่ทันต่อสถานการณ์ สทนช. รับปากหาทางช่วยหาทางเร่งรัดให้เร็วขึ้น

กลายเป็นเรื่องน่าพิศวง เป็นไปได้อย่างไร ไม่น่าเชื่อ

เพราะแต่เดิมถ้าบอกว่า โครงการใดบรรจุงบปีใดก็ปีนั้น ไม่ทันก็คือไม่ทัน ราษฎรต้องตั้งหน้าตั้งตาคอย ทั้งที่เป็นความเป็นความตายก็มี

หรือกรณี 2 หน่วยงานมีปัญหาการทำงานในบริเวณที่เชื่อมต่อกัน จากเดิมที่ต่างคนต่างทำตามที่ออกแบบไว้  ถ้าไม่ประสานกันก็จะมีปัญหาได้เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ  สทนช. ก็เป็นตัวประสานให้ 2 หน่วยร่วมมือกันเป็นทิศทางเดียวกัน เกิดประโยชน์ตรงวัตถุประสงค์

สทนช. จึงเปรียบเสมือนกรรมการกลาง และผู้ช่วยชี้แนะปัญหาไปในตัว

นอกจากประสานการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำแล้ว เวทีที่ จ.พระนครศรีอยุธยา คือการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้รับฟัง รับรู้ แผนงาน โครงการ ของหน่วยงานรัฐที่ทำในพื้นที่ตัวเอง พร้อมทั้งสะท้อนความต้องการ ข้อจำกัดให้หน่วยงานได้รับรู้ด้วย และปรับแก้กันตรงนั้นด้วยเลย

คล้ายๆ เป็นการร่วมกันตั้งวงคุย แล้วร่วมกันปรับแก้กัน เห็นผลชัดๆ กันตรงนั้นเลย

จึงไม่เพียงแต่เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐเท่านั้น หากข้ามฝั่งไปบูรณาการร่วมกับฝั่งราษฎรไปในตัวด้วย เป็นความพิเศษของหน่วยงานกลาง

แนวคิดเรื่องระหว่างน้ำท่วมอยู่นั้น ราษฎรยังสามารถเดินทางสัญจรทางถนนไปได้  นั่นหมายถึงเส้นทางถนนโดยหน่วยงานอื่นต้องยกระดับที่สูงพอ กรมชลประทานต้องปรับตัวเองด้วย ทั้งปริมาณน้ำและระดับความลึก  เพราะในปี 2560 บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำผักไห่ ตั้งเป้าหมายปล่อยให้น้ำเข้ามา 200 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่กลับมีน้ำเข้ามาจริงถึง 330 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ท่วมเส้นทางสัญจรไปไหนไม่ได้ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ฝ่ายปกครองอย่างนายอำเภอผักไห่เสนอให้จัดตั้งศูนย์อพยพราษฎรชั่วคราว รองรับน้ำหลากท่วมสูง   หรือนายอำเภอบางซ้ายเสนอให้หน่วยงานรับผิดชอบแจ้งข้อมูลแท้จริงโดยไม่ปกปิด เช่น ท่วมก็บอกว่าท่วม เพื่อให้ราษฎรใช้วางแผนจัดการตัวเองได้ หรือข้อเสนอของตัวแทนกรมทางหลวงชนบท ที่เสนอจัดหาสถานที่จอดรถให้ราษฎรที่ถูกน้ำท่วมก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน

นี่เป็นเพียงหนังตัวอย่างในพื้นที่บางจุดเท่านั้น แต่เริ่มเห็นความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนโดย สทนช. ชัดเจนขึ้นระดับหนึ่ง

คำว่า “หน่วยงานบูรณาการด้านน้ำ” จะไม่ใช่คำเลื่อนลอยอีกต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนภัย ‘โรคไหม้ข้าว’ ในระยะกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347629

กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนภัย 'โรคไหม้ข้าว' ในระยะกล้า

กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนภัย ‘โรคไหม้ข้าว’ ในระยะกล้า

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 13.53 น.

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูกข้าว และหลายพื้นที่ข้าวอยู่ในระยะกล้า ประกอบกับในช่วงนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง กลางคืนมีความชื้นสูง กลางวันอากาศร้อน ซึ่งสภาพแวดล้อมเช่นนี้เหมาะต่อการระบาดของโรคไหม้ข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเตือนเกษตรกรที่ปลูกข้าวในทุกภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะในแถบภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจากข้อมูลการติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าวในแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืช เริ่มพบการทำลายของโรคไหม้ข้าวในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เกษตรกรจึงมีความจำเป็นต้องสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของโรคไหม้ เช่น ใบข้าวมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผลให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ เพื่อขอคำแนะนำและดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดทันที

เชื้อราสาเหตุสำคัญของโรคไหม้ข้าว คือ Magnaporthe oryzae หรือ Pyricularia oryzae Cavara โดยลักษณะการทำลายของโรคไหม้ข้าวสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญของต้นข้าว เริ่มตั้งแต่

ระยะกล้า ใบมีแผลเป็นจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้างของแผลประมาณ 2 – 5 มิลลิเมตร และความยาวประมาณ 10 – 15 มิลลิเมตร แผลสามารถขยายลุกลามและกระจายทั่วบริเวณใบ ถ้าอาการของโรครุนแรงกล้าข้าวจะฟุบแห้งตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้

ระยะแตกกอ อาการที่พบได้ คือ ใบข้าว ข้อต่อของใบ และข้อต่อของลำต้น ขนาดของแผลจะใหญ่กว่าที่พบในระยะกล้า แผลลุกลามติดต่อกันได้ตามบริเวณข้อต่อ ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำ และหลุดจากกาบใบ

ระยะออกรวง (โรคไหม้คอรวง) ในข้าวที่เริ่มออกรวง เมื่อถูกเชื้อราเข้าทำลายเมล็ดจะลีบ ถ้าเชื้อราทำลายในช่วงรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวง ทำให้รวงข้าวเปราะหักง่าย รวงข้าวหลุดร่วงผลิตได้รับความเสียหาย

การแพร่ระบาด ของโรคไหม้ข้าวพบมากในแปลงที่ปลูกข้าวหนาแน่น อับลม ใส่ปุ๋ยในอัตราสูง สภาพอากาศร้อนในตอนกลางวัน และชื้นจัดในตอนกลางคืน อีกทั้งกระแสลมแรงยังเป็นตัวช่วยในการแพร่กระจายโรคได้ดีอีกด้วย

ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคไหม้ข้าวนั้น หากพบอาการของโรคไหม้ข้าว ให้พ่นด้วยเชื้อบีเอส (บาซิลลัส ซับทีลิส) หรือพ่นด้วยเชื้อราไตรโครเดอร์มา(เชื้อสด) อัตราตามคำแนะนำการใช้ หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้พ่นเฉพาะบริเวณที่พบการระบาดของโรค เพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายเป็นวงกว้าง โดยสารเคมีที่แนะนำ ได้แก่ อิดิเฟนฟอส 50 เปอร์เซ็นต์ อีซี หรือบลาสติซิดิน – เอส 2 เปอร์เซ็นต์ อีซีหรือไตรไซคราโซล 75 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตราตามคำแนะนำการใช้ ควรพ่นในแปลงนาที่มีประวัติว่าเคยพบการระบาดของโรคและไม่ควรพ่นสารเคมีซ้ำหลายครั้งเพราะจะทำให้เชื้อราจะต้านทานสารเคมี หรือดื้อยา

สำหรับในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรคไหม้ เช่น พันธุ์กข5  กข๑๑ กข๒7 กข33 (หอมอุบล80) กข37 กข41 กข43 กข47 ชัยนาท1 สันป่าตอง1 สุพรรณบุรี1 สุพรรณบุรี2 สุพรรณบุรี3สุพรรณบุรี60 สุพรรณบุรี90 และคลองหลวง1 ปทุมธานี1 และพันธุ์พิษณุโลก60-2 หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือใช้เชื้อราไตรโครเดอร์ คลุกเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือนำไปแช่บ่มเตรียมการก่อนปลูก หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไตรไซคลาโซล , คาซูกาไมซิน , คาร์เบนดาซิม , โพรคลอราซ อัตราตามคำแนะนำการใช้ รวมถึงลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนลง ซึ่งวิธีนี้อาจมีผลกระทบต่อผลผลิตบ้างแต่จะช่วยให้ข้าวไม่อ่อนแอต่อโรคไหม้

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช  กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1514 , 0-2955-1626 หรือ https://www.doae.go.th/doae/upload/files/Rice_BlastDisease_230561.pdf

เกษตรอำนาจเจริญเตือนชาวนา! ซื้อปุ๋ยพ่อค้าเร่เสี่ยงของปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347772

เกษตรอำนาจเจริญเตือนชาวนา! ซื้อปุ๋ยพ่อค้าเร่เสี่ยงของปลอม

เกษตรอำนาจเจริญเตือนชาวนา! ซื้อปุ๋ยพ่อค้าเร่เสี่ยงของปลอม

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 13.00 น.

26 มิ.ย.61 สำนักงานเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญแจ้งว่า เกษตรกรผู้ทำนาปลูกข้าวในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ อยู่ในช่วงทำนาหว่านข้าว บางคนก็กำลัง ปักดำนา จึงมีความต้องการปุ๋ยมาใส่ต้นข้าว เพื่อให้ต้นข้าวเจริญงอกงาม ได้ผลผลิตเมล็ดข้าวดกอวบอูม น้ำหนักเต็ม ขายได้ราคาดี ส่วน การเลือกซื้อปุ๋ยใส่ข้าวให้สังเกตที่ฉลากอากรระบุคำว่า ปุ๋ยเคมี ต้องระบุสูตรปุ๋ยและมีเลขทะเบียนปุ๋ยกำกับไว้บนภาชนะบรรจุปุ๋ย ลักษณะภาชนะบรรจุปุ๋ยต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่ใช่กระสอบเก่าที่นำมาบรรจุใหม่ มีรอยตัดหรือเย็บใหม่ ฉลากต้องเป็นภาษาไทยระบุชื่อการค้าและเครื่องหมายการค้า  ชื่อผู้บริการและสถานที่ผลิต หรือชื่อผู้สั่งซื้อปุ๋ยเคมีเข้ามาในประเทศ และต้องมีข้อความระบุว่า ใช้แทน หรือ ใช้เสริมปุ๋ยเคมีสูตรอื่น

การซื้อปุ๋ยเคมี ควรซื้อจากร้านค้าที่มีใบอนุญาตขายหรือมีไว้เพื่อขายปุ๋ยเคมี ไม่ควรซื้อปุ๋ยจากพ่อค้าเร่ และการซื้อปุ๋ยทุกครั้งต้องขอใบเสร็จ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน รวมทั้งไม่ควรนำกระสอบปุ๋ยหรือภาชนะบรรจุปุ๋ยที่ใช้แล้วมาขาย เพราะอาจมีผู้นำไปบรรจุปุ๋ยเคมีปลอมมาขายต่อ หากเป็นไปได้ควรมีการรวมกลุ่มกันสั่งซื้อ ปุ๋ยครั้งละจำนวนมากๆ และให้สังเกตว่า ปุ๋ยปลอมจะมีราคาถูก ยี่ห้อใหม่ หรือไม่ก็พ่อค้าเร่ จะชักชวนให้ซื้อปุ๋ยอินทรีย์ปลอม มีสรรพคุณ ฆ่าหญ้าในถุงเดียวกัน จากการตรวจสอบไม่เป็นความจริง และปุ๋ยอินทรีย์เม็ด ตรวจไม่ผ่าน เพราะมีดินเหนียวผสมมาก และที่ผ่านมา ยังไม่พบปุ๋ยปลอมขายในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ

ดังนั้น การเลือกซื้อปุ๋ยจะต้องดูให้ดีๆ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ในการซื้อปุ๋ยปลอม ถ้าได้ปุ๋ยปลอมจะทำให้สูญเงินไปเปล่าประโยชน์  หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ปลอม สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ ในวันเวลาราชการ…

เกษตรฯเตือนภัย ‘โรครากเน่า-โคนเน่า’ ระบาดในไม้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347626

เกษตรฯเตือนภัย 'โรครากเน่า-โคนเน่า' ระบาดในไม้ผล

เกษตรฯเตือนภัย ‘โรครากเน่า-โคนเน่า’ ระบาดในไม้ผล

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.00 น.

จากการที่หลายพื้นที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ระวังปัญหาการระบาดของโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผล โดยเฉพาะไม้ผลในแถบภาคตะวันออก และภาคใต้ซึ่งอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ประกอบกับข้อมูลจากแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูไม้ผล เริ่มพบการเข้าทำลายของโรครากเน่าโคนเน่าในหลายพื้นที่ และด้วยสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูง ปริมาณฝนค่อนข้างมากซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำลายของโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผลเพิ่มขึ้น

เชื้อราสาเหตุสำคัญของโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผล คือ เชื้อรา Phytophthora palmivora พบในทุเรียน และเชื้อรา Phytophthora parasitica ซึ่งพบในพืชตระกูลส้ม โดยลักษณะอาการของโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผลที่สังเกตเห็นได้ คือ บริเวณโคนต้นเปลือกจะปริแตก ทำความเสียหายกับระบบรากทำให้รากเน่า บริเวณโคนต้นมียางไหลในสภาพที่อากาศชื้น เมื่อใช้มีดตัดหรือถากที่เปลือกบริเวณที่เป็นโรคจะเห็นเป็นสีน้ำตาลแดงถึงสีดำ แสดงอาการใบเหลืองซีดลู่ลง กิ่งบางกิ่งเริ่มแห้งตาย และผลหลุดร่วง

ส่วนการแพร่ระบาดของโรคนั้น เกิดจากเชื้อราถูกชะล้างโดยน้ำฝนและไหลตามกระแสน้ำ หรือเชื้อราถูกพัดพาโดยกระแสลม หรือเชื้อราอาจติดไปกับดิน น้ำ ซากหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพืชที่เป็นโรค

สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผลนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรสำรวจสวนผลไม้อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ทำการตัดแต่งกิ่ง หรือต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลาย บำรุงต้นไม้ผลให้สมบูรณ์แข็งแรง ปรับปรุงสภาพดิน โดยใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ทำร่องระบายน้ำในสวนที่เป็นพื้นที่ต่ำเพื่อป้องกันน้ำขังภายในสวน ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา (เชื้อสด) หว่านในพื้นที่รัศมีทรงพุ่มที่มีรากฝอยกระจายอยู่ หรือใช้รองก้นหลุมก่อนการปลูกหรือเมื่อพบอาการของโรคให้ขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออกแล้ว ทาแผลด้วยปูนแดง หรือทาด้วยสารเคมีเมทาแลกซิล 25% WP หรือใช้สารเคมีฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP พ่นให้ทั่วบริเวณลำต้นและใบ หรือหากพบอาการรุนแรงที่ลำต้น หรือกิ่งใหญ่ ให้ใช้ฟอสฟอรัส แอซิด 40% SL ฉีดเข้าลำต้นบริเวณที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรคหรือฉีดเข้าลำต้นเหนือระดับผิวดิน อัตราตามคำแนะนำในฉลาก

โดยเฉพาะทุเรียนในระยะติดผลก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน ให้สำรวจผลทุเรียนทุกต้น สัปดาห์ละครั้ง หากพบผลเน่า 1 ผลต่อต้น ให้พ่นสารเคมีฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP ให้ทั่วก่อนการเก็บผลไม่น้อยกว่า 20 วัน ทำลายชิ้นส่วนของทุเรียนที่เป็นโรค โดยการเผาและไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ในสวนอย่างเด็ดขาดเพราะจะเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อราสาเหตุของโรคในสวนผลไม้ได้ อย่างไรก็ตาม หากพบอาการของโรคให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางการควบคุม และดำเนินการป้องกันกำจัดก่อนที่การระบาดจะแผ่ขยายเป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1514 , 0-2955-1626 หรือ  https://www.doae.go.th/doae/upload/files/Fruit_Phytophthora_300561.pdf

รักษ์เกษตร : เทคนิคขยายพันธุ์พืชโดยการตัดชำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347636

x

รักษ์เกษตร : เทคนิคขยายพันธุ์พืชโดยการตัดชำ

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบวิธีการขยายพันธุ์พืชโดยการตัดชำด้วยครับ

นำแสง สุนทรอรุณ

อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ

การขยายพันธุ์โดยการตัดชำ การขยายพันธุ์แบบนี้ กระทำได้ง่าย ให้ผลเร็ว และไม่กลายพันธุ์ การขยายพันธุ์แบบนี้ มี 3 วิธีคือ 1) ใช้กิ่งหรือลำต้นตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทไม้ดอกไม้ประดับ 2) ใช้ใบตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทพืชอวบน้ำ และ 3) ใช้รากตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทมันเทศ มีวิธีการดังนี้

1.การเตรียมอุปกรณ์ ให้ทำเป็นกระบะเพาะโดยใช้วัสดุเหลือใช้เก่าๆ ลังกระดาษ ลังพลาสติก ลังไม้ หรืออาจต่อขึ้นมาใหม่ และเตรียมแผ่นกระดาษแข็ง หรือแผ่นพลาสติกไว้สำหรับปิดกระบะ

2.การเตรียมวัสดุที่ใช้เพาะ ให้เตรียมถ่านแกลบดำ ทรายหยาบ ขุยมะพร้าว และดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ถ่านแกลบเหมาะอย่างยิ่งที่ใช้เพาะ เพราะมีคุณสมบัติโปร่ง ร่วนซุย ไม่จับตัวแข็ง ระบายน้ำ และอุ้มน้ำได้ดี สามารถถอนแยกชำในแปลงได้ง่ายและรากไม่ขาดมาก ทรายหยาบช่วยให้ส่วนผสมร่วนซุยไม่อัดแน่น ขุยมะพร้าวช่วยอุ้มน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ และดิน ใช้เป็นธาตุอาหารของต้นอ่อน ให้ทำการคลุกเคล้าวัสดุต่างๆ ให้เข้ากัน

3. การตัดชำกิ่งหรือลำต้น ทำดังนี้

1.เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป ใช้มีดหรือกรรไกรตัดกิ่งไม้ โดยตัดเฉียงใต้ข้อด้านล่าง ให้เหนือข้อตาด้านบนยาวประมาณ 4-6 นิ้ว หากข้อยาวต้องตัดประมาณ 12 นิ้ว ข้อสำคัญให้มีตาติดอยู่ไม่น้อยกว่า 2 ตา แล้วตัดใบออกให้เหลือน้อย ต้นไม้ที่มียางมาก ให้วางผึ่งไว้ให้ยางแห้งเสียก่อน สัก 1-2 วัน ก่อนปักจะใช้ปูนแดงทารอยที่ตัดส่วนล่างเสียก่อน ทิ้งไว้ให้ปูนแดงแห้ง แล้วจึงนำไปปักลงในกระบะ หรือภาชนะที่เตรียมไว้

2.ควรปักกิ่งให้เอนทำมุมประมาณ 45 องศา ไม้ใหญ่ควรปักให้ห่าง ไม้เล็กปักให้ถี่ ดูให้เป็นแถวเป็นแนว สะดวกแก่การที่จะแยกไปปลูก กดดินให้แน่นไม่ให้โยกคลอน รดน้ำให้ชื้นอยู่เสมอ อย่าให้ถึงแฉะ ไม่ควรฉีดน้ำแรงๆ เพราะจะทำให้กิ่งโยกคลอน ให้พ่นเป็นฝอยหรือรดด้วยฝักบัว อย่าตากแดด ควรให้อยู่ในร่มเงา หรือชำในเรือนเพาะชำ

3.เมื่อแตกราก และมีใบแก่แล้ว ให้ขุดย้ายไปปลูกในภาชนะ หรือปลูกลงดินได้เลย ระวังอย่าให้รากขาด ควรปลูกลงในภาชนะเสียก่อน วางไว้ในที่ร่มรำไร เมื่อต้นไม้ตั้งตัวดีแล้ว จึงนำออกปลูกได้ ถ้าจะปลูกในแปลงเลย ต้องทำบังแดดจนกว่าต้นไม้จะตั้งตัวดี

4.การตัดชำใบ เป็นการชำโดยใช้ใบ หรือก้าน ปักชำลงในกระบะเพาะ รดน้ำให้ชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้ขังแฉะ และอย่าให้ตากแดด เมื่อรากและใบออกแล้ว จึงแยกไปปลูกตามต้องการ

5.การตัดชำราก เป็นการใช้รากของต้นไม้ประเภทที่แตกต้นจากราก ในการตัดชำ จะต้องเลือกรากที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งนิ้ว ให้ตัดด้วยกรรไกร หรือมีดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณท่อนละ 4-5 นิ้ว นำรากนี้ไปชำในกระบะเพาะ วางตามแนวนอน กลบให้ลึกประมาณ 1 นิ้ว กดให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เมื่อรากแตกเป็นต้นแล้ว จึงจะแยกไปปลูกได้

นาย รัตวิ

จัดมหกรรม‘สินค้า-นวัตกรรม’ หนุนYoung Smart Farmerภาคเหนือล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347640

จัดมหกรรม‘สินค้า-นวัตกรรม’  หนุนYoung Smart Farmerภาคเหนือล่าง

จัดมหกรรม‘สินค้า-นวัตกรรม’ หนุนYoung Smart Farmerภาคเหนือล่าง

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“สสก.9”พิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าจัดมหกรรมสินค้าเกษตรและนวัตกรรมภาคเหนือตอนล่าง ปี 2561 สนับสนุนการพัฒนา “Young Smart Farmer” และอาสาสมัครเกษตร

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จ.พิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สสก.9 พิษณุโลก ได้รับงบประมาณจากกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อจัดกิจกรรมพัฒนา Young Smart Farmer และอาสาสมัครเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญในการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดจัดงานมหกรรมสินค้าเกษตรและนวัตกรรมภาคเหนือตอนล่าง ปี 2561 ขึ้นระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม 2561 บริเวณสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงานของ Young Smart Farmer และอาสาสมัครเกษตร 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย พิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี อีกทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายผลิตภัณฑ์ภายใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างและเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกร

“กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการมีชีวิตเสมือนจริง การจัดแสดงนวัตกรรมทางการเกษตร การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยนำผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกร อาทิ ผลผลิตบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยม ทั้งผลิตภัณฑ์จาก พืช ผลไม้ สมุนไพร เกษตรอินทรีย์ และของดี 9 จังหวัดภาพเหนือตอนล่าง เช่น ทุเรียนหลงหลินลับแล สับปะรดห้วยมุ่น ส้มโอท่าข่อย รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนววิถี เป็นต้น นอกจากนี้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เสวนาการจัดแสดงผลงาน ผลิตภัณฑ์ของYoung Smart Farmer และอาสาสมัครเกษตรอีกด้วย จึงขอเชิญชวนมาเที่ยวงาน นอกจากจะได้รับความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังได้เลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยจากเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรงในราคาที่ไม่แพงอีกด้วย”นายอาชว์ชัยชาญ ฝากทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘นกแสก’มิตรแท้ชาวสวนปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347639

รายงานพิเศษ : ‘นกแสก’มิตรแท้ชาวสวนปาล์ม

รายงานพิเศษ : ‘นกแสก’มิตรแท้ชาวสวนปาล์ม

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงนกแสกคนส่วนใหญ่ที่รู้จักจะมีความอคติกับนกชนิดนี้ไปในทางลบเสมอ ภาพลักษณ์ไม่ค่อยดี เพราะถ้าเห็นหรือได้ยินเสียงร้องแหลมๆที่เกาะหรือบินผ่านหรือร้องดังมาจากหลังคาบ้านเรือนของใครแล้วนั้น โดยเฉพาะกลางคืนที่เดือนมืดๆ เสียงนั้นฟังแล้วชวนให้คนที่ไม่ชอบ จะรังเกียจมาก คิดไปต่างๆ นานา ต่อมาอีกไม่นานคนในบ้านนั้นจะต้องมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น จึงทำให้มีการเข้าใจผิดแล้วส่งความคิดนี้ต่อๆกันไปจากรุ่นสู่รุ่น ว่าเป็นนกผี นกอัปมงคลหรือนกแห่งความตายบ้าง ไม่สมควรให้อยู่ใกล้บ้าน ถ้ามีโอกาสก็จะทำการไล่หรือฆ่าทิ้งไปเลย โดยหารู้ไม่ว่า นกตัวที่มาเกาะหลังคาบ้านนั้นมันมารอที่จะจับหนูเป็นอาหาร และเสียงที่ร้องออกมานั้นเป็นการเรียกคู่หาแฟนหรือเสียงเรียกลูกให้มากินอาหารที่แม่นกจับมาได้เท่านั้น เพราะอาหารโปรดที่แสนอร่อยของมันก็คือหนูทุกชนิด มันไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับมนุษย์แต่อย่างใดเลย มีแต่เป็นมิตรที่ช่วยกำจัดหนูทั้งที่บ้านอยู่อาศัยและไร่นาของเกษตรกร

นกแสกหรือนกแฝกหรือนกเค้าหน้าลิง เป็นนกที่น่ารักมากในต่างประเทศเขาเลี้ยงเป็นนกสวยงาม มีลักษณะหัวใหญ่ ใบหน้าเป็นรูปหัวใจ ขนที่ใบหน้ามีสีขาว ตามีขนาดใหญ่ มีสันจมูก จะงอยปากแหลม ขนที่ลำตัวและหน้าอกมีสีขาว ขนที่ปีกมีสีเหลืองอมน้ำตาล มีจุดประสีเทาดำ ปีกสองข้างเมื่อกางได้ยาว ประมาณ 80 ซม. มีลักษณะพิเศษบินได้อย่างเงียบเชียบ ขามีขนาดใหญ่ ยาว มีเล็บโค้งงอเป็นเขี้ยว ปลายเล็บแหลมคม(สำหรับจับเหยื่อ) เป็นนกในตระกูลเดียวกับนกฮูก นกเค้าแมว เป็นนกประจำถิ่นของไทยมีอยู่ทั่วทุกภาคของไทย เป็นนกกลางคืน อาศัยอยู่ใกล้ชุมชน ทำรังเองไม่เป็น ต้องอาศัยโพรงไม้หรือช่อง/ซอกหลังคาบ้านเรือนที่ร้างหรืออาคารต่างๆ เป็นที่วางไข่ กินหนูเป็นอาหาร มีพฤติกรรมล่าเหยื่อในที่โล่ง เพราะสามารถมองเห็นเหยื่อได้ชัดเจนในเวลากลางคืน เช่น ทุ่งหญ้า ท้องนา ชายป่าหรือในสวนปาล์มน้ำมัน

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่า นกแสก 1 ตัวจะกินหนูเป็นอาหาร เฉลี่ยแล้ววันละ 1-2 ตัวโดยการใช้กรงเล็บที่แข็งแรงและแหลมคมจับเหยื่อแล้วกลืนทันที (จะไม่จิกและฉีกหนูเป็นชิ้นๆ เหมือนเหยี่ยว ยกเว้นลูกนกแสกที่ยังกลืนหนูทั้งตัวไม่ได้แม่จะฉีกให้กิน) ชิ้นส่วนของเหยื่อที่ย่อยไม่ได้ เช่น กระดูก ขน จะถูกหยอกออกมาทางปากเสียก่อนซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมสีดำๆ จากนั้นจึงจะกินเหยื่อครั้งต่อไปได้ ดังนั้น ถ้ามีนกแสก 1 ตัวในสวนปาล์มน้ำมัน ก็สามารถกินหนูได้ประมาณ 350-700 ตัวต่อปี ซึ่งเป็นการคุ้มค่ามากถ้าหากได้ร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์หรือจะเลี้ยงนกแสกไว้เป็นผู้ช่วยเกษตรกรไว้ควบคุมหนู โดยเฉพาะในสวนปาล์มหรือนาข้าว ซึ่งนกแสกที่อยู่ในธรรมชาติจะมีช่วงผสมพันธุ์ วางไข่และเลี้ยงลูกประมาณเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ โดยจะเลี้ยงลูก 2 ครอกติดต่อกัน (วางไข่ 2 ครั้ง/ปี) วางไข่จำนวนไข่ 5-7 ฟองต่อครั้ง สูงสุด 15 ฟอง ตัวเมียจะทำหน้าที่ฟักไข่ ประมาณ 30 วัน ส่วนตัวผู้ทำหน้าที่ ออกหาอาหาร ใช้เวลาฟักไข่ 18 ชม.ต่อวัน ลูกนกที่ฟักออกมาในระยะแรกจะไม่มีขนพ่อแม่นกจะช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด พ่อนกจะออกล่าเหยื่อมาป้อนให้แม่และลูกนกทุกวัน พอลูกนกอายุได้ประมาณ 7-8 สัปดาห์เริ่มฝึกล่าเหยื่อ (หนูเป็นๆ) จนชำนาญแล้วแยกจากพ่อแม่ไปหากินตามธรรมชาติต่อไป อนึ่งหนูที่นกแสกกินนั้นจะต้องเป็นหนูที่ไม่ได้กินยาเบื่อมาก่อนเพราะถ้ากินหนูที่มียาเบื่ออยู่ในท้องเข้าไปแล้ว นกก็จะตายด้วยยาเบื่อชนิดนั้นด้วย ฉะนั้นถ้าหากเกษตรกรจะเลี้ยงหรือใช้ประโยชน์จากนกแสกในธรรมชาติเพื่อควบคุมหนูนั้น จะต้องงดใช้ยาเบื่อหนูทุกชนิดในแปลงด้วย

จะเห็นได้ว่านกแสกมีบทบาทสำคัญมากในระบบนิเวศ ช่วยควบคุมประชากรหนู ลดความสูญเสียและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดการใช้สารเคมีกำจัดหนู ลดต้นทุนการผลิต ลดพาหะนำโรคสัตว์สู่คน ตลอดจนลดมลพิษในสภาพแวดล้อม กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะนักส่งเสริมการเกษตร จึงมุ่งให้ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้เห็นคุณค่าของนกแสกด้วยข้อมูลวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และทัศนคติของนกแสกให้เป็น มหามิตรที่สำคัญของเกษตรกรโดยการส่งเสริมการอนุรักษ์และหรือการเลี้ยงนกแสกไว้ในเรือกสวนไร่นาของเกษตรกรได้อย่างถูกวิธี จึงจะนับว่าเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติตัวนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและคุ้มค่ามากที่สุด