เสริมแกร่ง‘Young Smart Farmer’ สสก.1เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้-ขับเคลื่อนเครือข่ายเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348140

เสริมแกร่ง‘Young Smart Farmer’ สสก.1เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้-ขับเคลื่อนเครือข่ายเข้มแข็ง

เสริมแกร่ง‘Young Smart Farmer’ สสก.1เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้-ขับเคลื่อนเครือข่ายเข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท สัมมนาเชิงปฏิบัติการเวทีแลกแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับเขต หวังขับเคลื่อนเครือข่าย YSF อย่างเข้มแข็งมีการดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่มาตั้งแต่ ปี 2551 มุ่งเน้นการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรเป็นรายบุคคลในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการธุรกิจ และการใช้ระบบสารสนเทศ ต่อมาในปี 2557 มีการดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ซึ่งมีการแบ่งช่วงอายุของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ คือ อายุ 17-45 ปี จึงยกระดับการพัฒนาเกษตรกร รุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ตั้งแต่ ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ได้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ภาคกลาง เข้ากระบวนการพัฒนาเป็น Young Smart Farmer แล้ว จำนวน 910 ราย และ เข้ากระบวนการพัฒนาประเมินผลผ่านเป็น Young Smart Farmer ในปี 2561 อีก 315 ราย รวมทั้งหมด 1,225 ราย และได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ทั่วประเทศ 77 ศูนย์ ในพื้นที่ภาคกลางมีจำนวน 9 ศูนย์ ได้ดำเนินการเปิดศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่นำร่อง ไปเมื่อเดือนเมษายน 2561 ณ ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดลพบุรี เพื่อให้เป็นศูนย์ที่เชื่อมโยงการทำงานของเครือข่าย young Smart farmer เจ้าหน้าที่ แหล่งเชื่อมโยงถ่ายทอดความรู้การเกษตร จำหน่าย แลกเปลี่ยนสินค้า และเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมพลัง เติมพลัง สร้างพลัง และสร้างทายาททางการเกษตร โดยศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ แต่ละศูนย์จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง พวกเรา Young Smart farmer สามารถเข้าไปศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันพัฒนาให้ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เป็นที่ปรึกษาของเกษตรกรในท้องถิ่นให้และนำองค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเองเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการได้

เพื่อให้การดำเนินงานเครือข่ายมีการเชื่อมโยงทุกระดับ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท โดยกลุ่มพัฒนาบุคลากร จึงได้ดำเนินการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับเขตขึ้น เพื่อให้ Young Smart Farmer ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรมการเกษตร สร้างความรู้จักคุ้นเคย กับเพื่อน Young Smart Farmer ต่างจังหวัด ต่างเขต และได้เรียนรู้การทำงานเครือข่าย Young Smart Farmer จากรุ่นพี่ และสามารถเชื่อมโยงสร้างเครือข่ายระดับเขตได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมกับบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีนวัตกรรมซึ่งสามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง ทั้งภายในจังหวัด เขต ตลาดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับประเทศเพื่อแบ่งปันความรู้ แนวคิดการทำการเกษตร ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นเครือข่ายที่มีความเข้มเข็ง พร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกร หรือผู้ที่จะเข้ามาทำการเกษตรต่อไป

จัดชุมนุมยุวเกษตรกรระดับเขต สสก.9ลุยเพิ่มทักษะคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348135

จัดชุมนุมยุวเกษตรกรระดับเขต  สสก.9ลุยเพิ่มทักษะคนรุ่นใหม่

จัดชุมนุมยุวเกษตรกรระดับเขต สสก.9ลุยเพิ่มทักษะคนรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้จัดกิจกรรมงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกร ระดับเขต ปี 2561 ขึ้นเมื่อวันที่ 18-20 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ณ กรมรบพิเศษที่ 4 ค่ายสฤษดิ์เสนา อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมียุวเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 46 คน อาจารย์ที่ปรึกษายุวเกษตกร 9 คน เจ้าหน้าที่และวิทยากรรวมทั้งสิ้น 80 คน

สำหรับกิจกรรมประกอบไปด้วย กิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ฝึกระเบียบวินัย การเข้าฐานเรียนรู้ การกระโดดหอสูง 34 ฟุต ประกวดแข่งขันพูดในที่ชุมชนและการแข่งขันตอบปัญหาการเกษตรและความรู้ทั่วไป มีการแสดงรอบกองไฟและพิธีเทียน โดยได้วิทยากรเป็นครูฝึกของ กรมรบพิเศษที่ 4 ค่ายสฤษดิ์เสนา อำเภอ วังทอง จังหวัดพิษณุโลก ได้ให้ความรู้ ฝึกระเบียบวินัย และความสนุกสนานแก่ยุวเกษตรกรเป็นอย่างมาก

“ตลอดระยะเวลา 3 วันที่จัดกิจกรรม ยุวเกษตรกรได้รับความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ ประสบการณ์การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ได้ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ทัศนคติเชิงบวก ให้กับยุวเกษตรกร ส่งเสริมให้เห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของอาชีพการเกษตร สืบทอดอาชีพการเกษตรให้คงอยู่คู่ประเทศไทยต่อไป และเป็นพลังในการขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรกรของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน นายอาชว์ชัยชาญ กล่าวทิ้งท้าย

แตกใบอ่อน : ถังขยะของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348134

807934531

แตกใบอ่อน : ถังขยะของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากคนไทยจะได้เห็นภัยร้ายแรงของปัญหา“ขยะพลาสติก”แล้ว คงได้เห็นความน่ากลัวของ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ที่เป็นปัญหาบ่อนทำลายประเทศไทยมาหลายปี

แต่ 2 ปัญหานี้ค่อนข้างมีความต่างกันในแง่ของ “ที่มา”

เพราะอย่างแรกนั้นเกิดจากความมักง่าย ความไม่มีวินัยในการจัดการขยะของพวกเรากันเอง จนทำให้เกิดปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง จนทะลักไปสู่ป่า เขา แม่น้ำ ลำคลอง และทะเล ซึ่งมันจัดการได้ไม่ยาก ถ้าคนไทยทุกคนให้ความร่วมมือ ร่วมใจ และมีวินัยในเรื่องการจัดการขยะและลดการใช้ถุงพลาสติกลง

ส่วนปัญหาขยะอิเล็กทรกนิกส์ ก็อย่างที่เราทราบกันตามข่าวที่ปรากฏออกมา นั่นคือ มันเกิดจากการกำหนดนโยบายและการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐของไทยเราเอง ที่อนุญาตให้นำเข้าขยะเหล่านี้จากต่างประเทศ ทั้งจากสหรัฐ ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม สิงคโปร์ และอื่นๆ อีกหลายประเทศมาทิ้งในบ้านของเราเองปีละนับแสนตัน

เปรียบเสมือนประเทศไทยเป็น “ถังขยะของโลก” อย่างไรอย่างนั้น!

ขณะที่การจัดการปัญหา ผมไม่แน่ใจว่ามันจะง่ายหรือเปล่า เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า มันเกิดจากหลายปัจจัย ไล่มาตั้งแต่แต่การกำหนดนโยบาย มาจนถึงการปฏิบัติหน้าที่และการทุจริตของเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบของรัฐ โดยเฉพาะในการอนุญาตนำเข้าขยะ ซึ่งแต่ละอย่างถือเป็นเรื่องที่แก้ไขยากเสียยิ่งกว่ายาก

แม้ภายหลังจากเรื่องแดงขึ้นมา รัฐบาลจะออกท่าทีขึงขังประกาศมาตรการเร่งด่วน 3 ข้อ คือ 1.ระงับการอนุญาตนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากโรงงานที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามอนุสัญญาบาเซิล 2.ผลักดันให้นำกลับขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกในกรณีที่พบการสำแดงเท็จ พร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และ 3.หากนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกแล้วส่งไปโรงงานกำจัดที่ไม่ถูกต้องตามใบอนุญาต ให้ส่งกลับไปยังโรงงานที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปกำจัดให้ถูกต้อง พร้อมดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย

พร้อมทั้งยังห้อยติ่งเอาไว้ว่า พร้อมที่จะงัดยาวิเศษ “ม.44” มาแก้ปัญหา หากใช้กฎหมายปกติไม่ได้!

ขณะที่ กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ออกมารับลูกอย่างทันควัน โดย “พสุ โลหารชุน” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดสั่งการให้เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด ตรวจสอบโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการบดย่อยขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับใบอนุญาตจำนวน 148 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้ว หรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม ว่ามีประสิทธิภาพการดำเนินงานหรือไม่

โดยขีดเส้นให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ส.ค. 2561

มองเผินๆ ก็มองได้0ว่า เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องอย่างกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ขมีขมันออกมารับลูกดำเนินการอย่างเร่งด่วน

แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน มันก็ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า แล้วที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมเคยดูแล ตรวจสอบ และจัดการโรงงานเหล่านี้บ้างหรือไม่ หรือออกใบอนุญาตให้แล้วก็แล้วกัน เพราะกระบวนการตรวจสอบติดตามที่ออกคำสั่งไปนั้น ความจริงมันคือ “โปรโตคอล” ที่เป็นหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการอยู่แล้ว

แสดงว่าที่ผ่านมาไม่เคยทำกันเลยใช่หรือไม่? ถ้าใช่ ก็ไม่น่าแปลกใจหากวันใดวันหนึ่งข้างหน้าจะเกิดปัญหามลพิษขึ้นมาในบริเวณโดยรอบโรงงานเหล่านี้

แล้วนี่เรายังเหลือประเด็นการสืบสาวราวเรื่องเพื่อ “ไล่เบี้ย” จัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจในการพิจารณาคำขออนุญาตนำเข้า ส่งออก ขยะพิษเหล่านี้ว่ามีความเกี่ยวพันกับการทุจริตลักลอบนำเข้าหรือไม่ หรือเหตุใดจึงละเลยให้ขยะเหล่านี้หลุดรอดเข้ามาในประเทศได้อย่างหนักหน่วง

ที่สำคัญ ยังต้องอาจลามพูดไปถึงการทบทวนการออกกฎกระทรวงของกระทรวงอุตสาหกรรมเอง ที่เอื้อให้มีการนำขยะอันตรายเหล่านี้เข้ามาในประเทศอย่างมหาศาล จนกองเกลื่อนเป็นภูเขาเหมือนอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

ปัญหาแบบนี้จะล้างกันทั้งทีก็ต้องจัดการให้หมดจดสิ้นซากครับ อย่าทำเป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟาง ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่

อย่าลืมว่า เราสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกนะครับ ไม่ใช่ถังขยะของโลก

มะลิลา

‘อธิบดีปศุสัตว์’ยืนยัน! โครงการโคบาลบูรพาจ.สระแก้ว ไม่พบสวมโสร่ง-เป็นวัวในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348126

'อธิบดีปศุสัตว์'ยืนยัน! โครงการโคบาลบูรพาจ.สระแก้ว ไม่พบสวมโสร่ง-เป็นวัวในประเทศ

‘อธิบดีปศุสัตว์’ยืนยัน! โครงการโคบาลบูรพาจ.สระแก้ว ไม่พบสวมโสร่ง-เป็นวัวในประเทศ

วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.31 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”ยืนยันวัวในโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว ไม่พบสวมโสร่ง เป็นวัวในประเทศ เรียกคุยผู้ประกอบการ เร่งรัดส่งมอบวัวให้ชาวบ้านอีก1.8หมื่นตัว จี้ทำแผนให้ชัด เอาวัวจากไหนมาส่ง เหลือเวลา4 เดือนสิ้นสุดโครงการ หากทำไม่ได้เจอฟ้องเรียกค่าปรับบาน

27 มิ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว วงเงิน 1.3 พันล้านบาท แจกวัว 3 หมื่นตัว ให้เกษตรกร ว่าได้รายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในกรณีมีข้อครหาเรื่องสเปกวัวและราคาไม่ตรงตามเงื่อนไขในสัญญา ได้ถ่ายรูปและสอบถามจากเกษตรกร อ.อรัญประเทศ กว่า 2.5 พันราย ได้รับวัว 1.2 หมื่นตัวเกือบครบแล้ว ได้รับการยืนยันว่าวัวแต่ละตัวน้ำหนัก กว่า 200 กก.ส่วนสูง 115 ซม.ผ่านการตรวจโรคถ่ายพยาธิ อยู่ในช่วงผสมพันธุ์มีลูกได้ ซึ่งตรงตามสเปกเกษตรกรมีความพอใจ ร้อยละ 90 ส่วนอีกสองอำเภอยังไม่ได้รับวัว คือ โคกสูง และวัฒนานคร ในวันที่ 28 มิ.ย.ตนจะเรียกผู้ประกอบการ คือชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งมอบวัวมาพบเร่งรัดให้ทำแผนส่งมอบเป็นรายเดือน เฉลี่ยเดือนละ 4 – 5 พันตัว จะนำวัวมาจากที่ไหน ต้องทำแผนให้รอบครอบ ตามข้อห่วงใยของ รมว.เกษตรฯ จะต้องส่งให้ครบภายในสิ้นเดือน ต.ค.หากไม่ทันจะเสียค่าปรับจำนวนมาก และดำเนินการฟ้องร้อง ส่วนการเปลี่ยนเจ้าไม่อยากให้เกิดขึ้น จะช่วยให้ส่งได้ซึ่งตนยังไม่เคยเจอกับผู้ประกอบการ

รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าได้สั่งให้ปศุสัตว์จังหวัด อำเภอ ทำแบบสำรวจรายคน ใช้เวลาสำรวจ 10 วัน ได้ผลสรุป ทั้งนี้ จากการตรวจใบเคลื่อนย้ายเป็นวัวในประเทศ แต่จะนุ่งโสร่งหรือไม่ ต้องใช้เวลาตรวจสอบ ซี่งต้องมีใบเคลื่อนย้ายทุกตัวเพราะขนข้ามจังหวัด มาจากภาคเหนือ และภาคกลาง มาเข้าโครงการในราคาตัวละ3 หมื่นบาท แจกเกษตรกรรายละ 5 ตัว ส่วนการสร้างคอก เป็นเงินกู้ คอกละ 5 หมื่นบาท เทียบราคาเท่ากับเอกชน ไม่แพงเกินไป โดยกรมแจกพันธุ์หญ้าเนเปีย ให้เกษตรกรปลูกรายละ 5 ไร่ ซึ่งเกษตรกรได้รับวัวไปแล้วไม่มีปัญหา ตอนนี้ชาวบ้านอีก 2 อำเภอ รอวัวจะคุยกับผู้ประกอบว่าอีก 4 เดือน จะหาวัวได้ทันหรือไม่ รวมทั้งมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ทุกคนเหนื่อยกันมาก จังหวัดเดียวต้องตรวจสอบรับวัวเป็นหมื่นๆ ตัว ไม่ได้มาจับผิด

พร้อมกันนี้ นายสัตว์แพทย์สรวิศ ได้เปิดโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาดภายในประเทศ เพื่อแก้ไขสัปปะรดล้นตลาด จากปริมาณผลผลิตสับปะรดออกสู่ตลาด 2.24 ล้านตัน แต่มีปริมาณความต้องการภายในประเทศและการส่งออก ไม่เกิน 2 ล้านตัน จึงมีสับปะรดล้นตลาด 0.24 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาสับปะรดราคาตกตำ่และล้นตลาด และยังมีสับปะรดขนาดผลเล็ก ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โรงงานไม่รับซื้อ รมว.เกษตรฯ ได้ให้กรมปศุสัตว์ดำเนินโครงการฯ เพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกร วัตถุประสงค์เพื่อนำสับปะรดมาแปรรูปเป็นอาหารทีเอ็มอาร์ (TMR) สำหรับใช้เลี้ยงโคนม มีเป้าหมายคือ ผลิตอาหาร TMR สำหรับโคนม 1,300 ตัน ระยะเวลาตั้งแต่ 12 – 30 มิ.ย.61

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348078

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นปธ.เปิดโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์

วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 15.56 น.

27 มิ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงานและเป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาดภายในประเทศ และตรวจติดตามงานโครงการโคบาลบูรพา โดยมี นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต้อนรับ และ นายอิทธิพล เผ่าไพศาล ผอ.สอส.กล่าวรายงาน

เนื่องจากปริมาณผลผลิตสับปะรดออกสู่ตลาด 2.24 ล้านตัน แต่มีปริมาณความต้องการภายในประเทศและการส่งออก ไม่เกิน 2 ล้านตัน จึงมีสับปะรดล้นตลาด 0.24 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาสับปะรดราคาตกตำ่และล้นตลาด และยังมีสับปะรดขนาดผลเล็ก ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โรงงานไม่รับซื้อ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ดำเนินโครงการฯ เพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกร วัตถุประสงค์เพื่อนำสับปะรดมาแปรรูปเป็นอาหารทีเอ็มอาร์ (TMR) สำหรับใช้เลี้ยงโคนม มีเป้าหมายคือ ผลิตอาหาร TMR สำหรับโคนม 1,300 ตัน ระยะเวลาตั้งแต่ 12 – 30 มิ.ย.61 ณ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด

การผลิตอาหาร TMR โปรตีน 16% ปริมาณ 100 กิโลกรัม ประกอบด้วย ผลสับปะรดสด หญ้าแห้งแพงโกลา กากถั่วเหลือง กากเนื้อในเมล็ดปาล์ม และมันเส้น โดยผลที่คาดว่าได้รับคือ ช่วยเหลือเกษตรกรระบายผลสับปะรด จำนวน 819 ตัน

นอกจากนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ กิจกรรมของสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น และได้ตรวจเยี่ยมคอกแพะแปลงรวม โคบาลบูรพา และตรวจเยี่ยมกลุ่มโค-แพะ โคบาลบูรพา อำเภออรัญประเทศ และได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการโคบาลบูรพา เพื่อชี้แจงการดำเนินงาน พื้นที่เป้าหมาย กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย ผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้า การเชื่อมโยงตลาด และการขยายผลของโครงการในระยะต่อไป

ทั้งนี้ รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ น.สพ.สรวิศ ธานีโต ได้ให้สัมภาษณ์ ประเด็นเรื่อง การดำเนินโครงการฯ เพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อนำสับปะรดมาแปรรูปเป็นอาหาร ทางช่อง5,ช่อง 3 และสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ณ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว

‘กฤษฎา’พลิกโฉมเกษตรไทย จ่อประกาศ’เขตเกษตรเศรษฐกิจ’ลุยนำร่อง3พื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348044

'กฤษฎา'พลิกโฉมเกษตรไทย จ่อประกาศ'เขตเกษตรเศรษฐกิจ'ลุยนำร่อง3พื้นที่

‘กฤษฎา’พลิกโฉมเกษตรไทย จ่อประกาศ’เขตเกษตรเศรษฐกิจ’ลุยนำร่อง3พื้นที่

วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.42 น.

27 มิ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้จะใช้โมเดลแผนการผลิตทางการเกษตรใหม่ โดยจะทำให้พื้นที่ทดลองประกาศเป็นเขตเกษตรเศรษฐกิจตามกฎหมาย แล้วนำใช้โมเดลการผลิตนำร่องประมาณ 3 พื้นที่ ในแถบภาคเหนือตอนล่าง ภาคอีสาน และภาคกลาง ในระหว่างนี้ได้กำหนดจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ราคาตกต่ำ ขายขาดทุน

โดยสั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในทุกชนิดผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญในแต่ละชนิดพืช ประมง ปศุสัตว์ สำรวจและจัดทำข้อมูลผลผลิตทางการเกษตรของแต่ละฤดูกาลผลิต ในด้านพื้นที่การผลิตและปริมาณผลผลิต รวมถึงข้อมูลอื่นที่จำเป็นต่อการวางแผนการผลิต โดยจัดทำข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี และคาดการณ์ปริมาณการผลิตทางการเกษตรในปี 2561/2562 เปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละปีด้วย ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจเอกชน ประเมินแนวโน้มความต้องการตลาด ในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งความนิยมของผู้บริโภคทั่วโลก

“ในวันนี้กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีตัวเลขมาบอกเกษตรกรว่าควรปลูกทุเรียนอีกเท่าไหร่ในขณะที่ราคาทุเรียน กิโลกรัมละ 150 บาท จึงไม่เกิดปัญหาเหมือนยางพารา สับปะรด กุ้งขาว และสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่วนเวียนมาเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือทุกฤดูกาล ซึ่งช่วง 4 ปีนี้ ใช้งบเกือบ 6 แสนล้านบาท และเกษตรกรไทยก็โชคไม่ดี ในแต่ละปียังเจอภัยพิบัติอีก โดยให้ดูกฎหมายกองทุนอ้อยและน้ำตาล ที่สามารถดูแลเกษตรกรได้แม้มีปัญหาบ้างก็ไม่มากเหมือนพืชอื่น ดังนั้น ในพื้นที่ประกาศเขตเกษตรเศรษฐกิจ มีมาตรการจูงใจเกษตรกรทำตามแผนการผลิต ปรับเปลี่ยนปลูกพืชหรือปศุสัตว์ที่มีต้นทุนต่ำ และตลาดมีความต้องการสูง จะได้รับการช่วยเหลือ และคุ้มครองผลผลิตเสียหาย เพื่อให้อาชีพเกษตรกรอยู่ได้อย่างมั่นคง โดยรวบรวมมาตรการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 ก.ค.นี้” นายกฤษฎา กล่าว

สู้แล้ง!’สุรสีห์’เข้มสั่งปฏิบัติการฝนหลวง ช่วยชาวนาปลูกข้าวทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348023

สู้แล้ง!'สุรสีห์'เข้มสั่งปฏิบัติการฝนหลวง ช่วยชาวนาปลูกข้าวทั่วประเทศ

สู้แล้ง!’สุรสีห์’เข้มสั่งปฏิบัติการฝนหลวง ช่วยชาวนาปลูกข้าวทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 13.00 น.

“สุรสีห์”เข้มสู้แล้งสั่งปฏิบัตการฝนหลวง ช่วยชาวนาปลูกข้าวทั่วประเทศ ย้ายหน่วยฝนหลวง จ.สงขลา มาช่วยนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จนรอดพ้นความเสียหาย พร้อมสั่งขยายปฎิบัติการช่วยนาข้าวทั่วประเทศกำลังประสบภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงต้นฤดู

27 มิ.ย. 61 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ปรับฐานจากหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจ.สงขลา มาตั้งฐานหน่วยปฏิบัติการจ.อุบลราชธานี เพื่อบูรณาการวางแผนการทำฝนร่วมกับหน่วยปฏิบัติการจ.ขอนแก่นและนครราชสีมา เร่งช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรทุ่งกุลาร้องไห้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิใหญ่ที่สุดของประเทศ รวมกว่า 2.1 ล้านไร่ อยู่ในช่วงเพาะปลูกที่กำลังประสบกับภาวะฝนทิ้งช่วงประมาณ 757,000 ไร่ รวมถึงพื้นที่การเกษตรใกล้เคียงใน จ.มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ โดยผลปฎิบัติการระหว่างวันที่ 22 – 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือพื้นที่ได้  312,000 ไร่ ทำให้ฝนตกปริมาณเล็กน้อยใน จ.ร้อยเอ็ด ศรีษะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และขอนแก่น โดยเกษตรกร อาสาสมัครฝนหลวง และการตรวจสอบจากถังวัดน้ำฝน ได้รายงานผลสัมฤทธิ์ของการทำฝนหลวงเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วย

“ได้สั่งการให้ทุกหน่วยฝนหลวงติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อขึ้นปฎิบัติการทำฝนหลวงในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และพื้นที่ขาดน้ำยังมีนาข้าวที่อยู่ในระยะที่ต้องการน้ำมากและยังไม่มีน้ำขังในกระทงนา  รวมถึงที่ลุ่มรับน้ำที่มีความต้องการในภูมิภาคอื่นๆ โดยหน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก ขอนแก่น ลพบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา และสระแก้ว ได้ขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำที่มีการร้องขอ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.กำแพงเพชร มหาสารคาม และร้อยเอ็ด มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางเป็นแห่งๆ  บริเวณพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ นครราชสีมา และสระแก้ว รวมถึงมีฝนตกบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคองและอ่างเก็บน้ำห้วยยางตามเป้าหมายปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลางด้วย ” นายสุรสีห์ กล่าว

อธิบดีกรมฝนหลวงฯกล่าวอีกว่าระหว่างวันที่ 4-5 ก.ค.นี้ตัวแทนประเทศศรีลังกา เดินทางมาศึกษาดูงานฝนหลวงที่หน่วยฝนหลวงจ.นครสวรรค์ เพื่อนำเทคนิกพระราชทานไปใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้งและเติมน้ำเขื่อน รวมทั้งกรมฝนหลวงฯจะลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในการปฎิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำบาดาลให้กับพื้นที่ทั่วประเทศ

ส่องเกษตร : ไทยนิยมต้องไม่โกง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347902

449007

ส่องเกษตร : ไทยนิยมต้องไม่โกง!

วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ท่านเลขาฯสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)- วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข แถลงไม่กี่วันก่อนว่า คณะกก.บริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคการเกษตร ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้แต่งตั้ง“คณะทำงานติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน”ในส่วนที่กระทรวงรับผิดชอบ 2 แผนงานสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาคเกษตร รวม 22 โครงการ ซึ่งใช้งบฯทั้งสิ้นสูงถึง 24,993 ล้านบาท โดยคณะทำงานชุดนี้มีนางอัญชนา ตราโช รองเลขาฯสศก. เป็นประธาน

ในการนี้ สศก.ได้จัด 19 ทีมสำหรับปฏิบัติงานลงพื้นที่สำรวจข้อมูล ติดตามประเมินผล กำหนดไว้ 2 ช่วงได้แก่ ช่วงที่ 1 เก็บข้อมูล 10-30 มิ.ย. แล้วจัดทำรายงานเดือนก.ค. 2561 และช่วงที่ 2 เก็บข้อมูล 1-31 ส.ค. แล้วทำรายงานเดือนก.ย.2561 โดยกำหนดประเด็นประเมินผล 7 ด้านได้แก่ 1.การรับรู้รับทราบโครงการ 2.การได้รับสนับสนุน ช่วยเหลือหรือจ้างงานจากโครงการ 3.การได้รับองค์ความรู้จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกระทรวงเกษตรฯ 4.การนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติในพื้นที่ของเกษตรกร 5.การได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานโครงการ เช่น ลดต้นทุนการผลิต ปริมาณผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 6.การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และ 7.ระดับความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในด้านต่างๆ

ทั้งนี้ ทั้ง 19 ทีม จะจัดทำแผนปฏิบัติงานลงพื้นที่และประสานหน่วยงานรับผิดชอบโครงการในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมติดตามประเมินผลและสรุปผลดำเนินงาน พร้อมข้อเสนอแนะต่างๆ เสนอผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ เพื่อปรับปรุง พัฒนางานให้สำเร็จลุล่วง เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรทั่วประเทศต่อไป…

นับเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนทางราชการ เมื่อมีการทำโครงการพิเศษที่ต้องใช้งบประมาณสูงๆ ก็ต้องติดตามประเมินผลที่ได้รับ เพียงแต่กรอบการประเมินทั้ง 7 ด้านนั้น ผมเองเห็นว่า ยังไม่ครบถ้วนเพียงพอ น่าจะมีการเพิ่มเติมเรื่อง“ความโปร่งใส” และไร้คอร์รัปชั่นด้วย

เพราะที่ผ่านมา โครงการพิเศษต่างๆที่กระทรวงเกษตรฯได้รับการจัดสรรงบฯมากมายมหาศาล ด้วยต้องทำงานยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังทุกข์ยากอยู่มากนั้น มักมีข้อครหา“ส่อทุจริต”ติดตามมาอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าในยุครัฐบาลจากการเลือกตั้ง หรือแม้แต่ในรัฐบาล คสช.ยุคนี้ที่ย้ำกันหนักหนาว่า“ต้องไม่มีการโกงเกิดขึ้น”…แต่โครงการต่างๆก็ยังมีเสียงครหาไม่สร่างซา และเป็นข้อครหาที่มีน้ำหนักไม่น้อย เพียงแค่จับไม่ค่อยได้ ไล่ไม่ค่อยทัน เพราะกระจายงบฯลงพื้นที่กว้างขวางมาก

ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร มาถึงโครงการไทยนิยมยั่งยืนในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบ ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น เพราะแค่งบฯเริ่มจะลงพื้นที่ไม่ทันไร เสียงวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากล ก็ประดังขึ้นแล้ว เริ่มด้วยงบฯอุดหนุนสหกรณ์การเกษตรต่างๆ ที่มีวงเงินถึง 1,791 ล้านบาท พบการจัดซื้อ โดยเฉพาะรถโฟล์คลิฟ รถตัก ที่เป็นชนิดเดียวกัน แต่ต่างสหกรณ์กลับจัดซื้อแพงกว่ากันมาก ทำให้ท่านรมว.กฤษฎา บุญราช เต้นผาง สั่งปลัดกระทรวงฯตั้งคณะกก.สอบสวนให้เสร็จภายใน 15 วัน หากพบทุจริต ก็ให้จัดการตามกฎหมายและวินัยอย่างเฉียบขาด

แม้เรื่องนี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์-พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ จะยืนยันผลตรวจสอบแล้วว่า ไม่พบการทุจริตงบฯที่อุดหนุนแก่สหกรณ์ใดเลย พร้อมอธิบายความว่า ที่ราคาจัดซื้อโฟล์คลิฟแตกต่างกัน ถึงเป็นรถขนาด 2 ตันเท่ากัน ก็เนื่องจากคุณสมบัติและสมรรถนะการใช้งานไม่เท่ากัน เช่น สามารถยกได้สูงกว่าและยาวกว่า หรือเครื่องยนต์มีความแรง 2000 ซีซี กับ 3000 ซีซี ซึ่งสหกรณ์เป็นผู้กำหนดคุณลักษณะ เพื่อประกวดราคา ทั้งยังกำชับสหกรณ์จังหวัดแล้วให้ติดตามการใช้งบฯให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ทุกขั้นตอนต้องทำรอบคอบและรัดกุม…

ถึงท่านอธิบดีจะอธิบายพอฟังได้เช่นนี้ แต่ก็ดูเหมือนยังลบข้อข้องใจได้ไม่หมดสิ้นนัก

นอกจากงบฯส่วนนี้แล้ว ผมเชื่อว่ารอดูต่อไป อาจจะมีงบฯโครงการไทยนิยมยั่งยืนส่วนอื่นๆที่จะถูกครหาตามมาอีก ดังนั้นถึงได้เห็นว่า กรอบการติดตามประเมินผลของคณะทำงานฯที่ตั้งขึ้น ควรจะดูเรื่อง“ความโปร่งใส”และไร้ทุจริตหรือไม่? ด้วย

หรือถ้าคิดว่า คณะทำงานชุดนี้ซึ่งล้วนแต่เป็นข้าราชการประจำ คงไม่สามารถทำหน้าที่ดูแลเรื่องจับผิดทุจริตได้ ท่านรมว.กฤษฎาก็น่าจะลองตั้งชุดทำงานพิเศษ ดึง“คนนอก”ที่มีความสามารถด้านนี้มาช่วยลงไปสุ่มตรวจความโปร่งใสและส่อทุจริตโดยเฉพาะ ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างน้อยก็เพื่อป้องปราม จะได้หวังผลให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งบฯเพื่อประโยชน์สุขแก่เกษตรกรได้เต็มที่มากขึ้น

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯเปิดผลสำเร็จจัดการดินปุ๋ย ผ่านกลไก‘ศดปช.’ช่วยลดต้นทุนเบ็ดเสร็จ43ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347903

เกษตรฯเปิดผลสำเร็จจัดการดินปุ๋ย ผ่านกลไก‘ศดปช.’ช่วยลดต้นทุนเบ็ดเสร็จ43ล้าน

เกษตรฯเปิดผลสำเร็จจัดการดินปุ๋ย ผ่านกลไก‘ศดปช.’ช่วยลดต้นทุนเบ็ดเสร็จ43ล้าน

วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานด้านการส่งเสริมการจัดการดินและปุ๋ย โดยการพัฒนาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) 882 ศูนย์ อำเภอละ 1 ศูนย์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่เป็นเครือข่ายให้บริการถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านดินและปุ๋ย ของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนขยายผลการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี

ผลการดำเนินงานในปี 2560 สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร โดยเกษตรกรสมาชิก ศดปช. จำนวน 17,640 ราย ได้ประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัดไปปฏิบัติในพื้นที่ 140,304.75 ไร่ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ย 27.5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 43 ล้านบาท และสามารถเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยได้ 10.3% นอกจากนี้ ศดปช.ได้ให้บริการวิเคราะห์ดินให้กับสมาชิกและเกษตรกรในชุมชนรวมทั้งสิ้น 37,458 ราย

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีของเกษตรกรสมาชิก ศดปช. ที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด กับที่ใช้ปุ๋ยตามวิธีของเกษตรกร ในพืชหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ยางพาราพืชผัก และไม้ผล พบว่า ต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินและปุ๋ยสั่งตัด ลดลงจากวิธีเกษตรกร โดยในข้าวต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลดลง 31.5% ส่วนผลผลิตเพิ่มขึ้น 7.1% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นทุนลดลง 33% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 18.3% อ้อย ต้นทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.1% เนื่องจากเดิมเกษตรกรอาจใช้ปุ๋ยน้อยกว่าที่ควรจะใช้ แต่ผลผลิตเพิ่มขึ้นมากถึง 21.1% มันสำปะหลัง ต้นทุนลดลง 21.4% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 13.9% ยางพารา ต้นทุนลดลง 23.6% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 12.7% พืชผัก ต้นทุนลดลง 18.3% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 12.5% ส่วนไม้ผล ต้นทุนลดลง 27.6% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 9.6%

“จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าการจัดการดินและปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เป็นอย่างดี เกษตรกรที่สนใจอยากลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีสามารถไปขอคำแนะนำหรือนำตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ได้ที่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนทั้ง 882 ศูนย์ โดยสอบถามข้อมูลจากสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน” นางจิระนุช กล่าว

 

กษ.ไล่ทวงคืนส.ป.ก.’สวนส้ม’เชียงใหม่กว่า5พันไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347913

กษ.ไล่ทวงคืนส.ป.ก.'สวนส้ม'เชียงใหม่กว่า5พันไร่

กษ.ไล่ทวงคืนส.ป.ก.’สวนส้ม’เชียงใหม่กว่า5พันไร่

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 19.37 น.

26 มิ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ) รายงานเรื่องการจัดที่ดินสวนส้ม จ.เชียงใหม่ ที่ยึดตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 กว่า 5 พันไร่ ที่ยังไม่สามารถจัดเกษตรกรเข้าทำกินได้ ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และได้ดำเนินการไปถึงไหน เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งอาจะให้ดำเนินการตามแนวเดียวกับที่ ส.ป.ก.สวนปาล์ม จ.ชุมพร คือ รื้อและจัดให้เกษตรกร

“ผมขอดูรายละเอียดก่อนว่าทำไมยังไม่จัดคนลง แล้วทำไมยังเป็นสวนส้ม แล้วทำไมต้องมีเรื่องพันธสัญญาให้เกษตรกรทำสวนส้มกันต่อไป โดยอำนาจจัดคนลงเป็นเรื่องของคณะกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.เชียงใหม่) ผู้ว่าฯ เป็นประธาน อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยหากต้องเสียที่ดินไปเกือบ 2 พันไร่ เพื่อเป็นพื้นที่แนวกันชนให้สวนส้ม ดังนั้น ขอรายละเอียดมาดูก่อน และคงไม่ยอมให้มีนอมินีของใครไปลงแทนเกษตรกร เขาทำไว้เมื่อไหร่ ทำยังไงก่อนหน้า ผมก็ต้องไล่ดูทั้งหมด” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้านแหล่งข่าวใน ส.ป.ก.ระบุว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธาน คทช.ได้ชะลอเรื่องการแจกที่ดินไว้ เพราะที่ผ่านมาได้มีการทวงถามเกี่ยวกับเกษตรกรที่จะเข้ามา 300 รายคือใคร เพราะก่อนหน้ามีการตั้งข้อสังเกตว่าจังหวัดไม่ปัญหาความขัดแย้งเรื่องคนที่จะมารับสิทธิ์มาก เพราะมีการนำคนของสวนส้มมาขอรับสิทธิ์ เสมือนเป็นนอมินีให้เจ้าของเดิม

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากในการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.เชียงใหม่) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เมื่อวันที่ 23 พ.ค.61 ได้มีการอ้างถึงรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว วันที่ 23 ก.พ.61 มีการหารือในที่ประชุมกรณีมีผู้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรม และ คทช.เชียงใหม่ ประสงค์ขอทราบแนวทางที่ชัดเจนจากทาง ส.ป.ก.เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ คุณสมบัติเกษตรกร ที่จะได้รับการคัดเลือก สิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรสมาชิก สหกรณ์ และเจ้าของสวนส้มเดิม จึงเป็นประเด็นที่ได้หารือร่วมกัน ทั้งนี้ ประธาน คทช.เชียงใหม่ ในฐานะผู้ใช้อำนาจในการอนุมัติรายชื่อบัญชีผู้ที่สมควรจะได้รับการจัดที่ดิน มีข้อกังวลว่าผู้มาขอรับที่ดินทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์ทั้งหมดในการจัดรับที่ดินแปลงสวนส้มหรือไม่ว่าต้องทำสวนส้ม ต้องร่วมกันเป็นสหกรณ์การเกษตร ไม่ได้สิทธิในที่ดินเป็นการเฉพาะราย รวมทั้งการเป็นผู้รับหนี้สินในการร่วมตั้งสหกรณ์ และการลงทุน ร่วมถึงต้องทำเกษตรพันธสัญญากับเอกชน

ขณะที่แหล่งข่าวจาก สปก.ชุมพร เปิดเผยว่า ในวันที่  27 มิ.ย.นี้ ส.ป.ก.ส่วนกลาง จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและทำบัญชีทรัพย์สินของของที่ดิน ส.ป.ก.แปลงสวนปาล์ม ที่บริษัท สหไทยน้ำมันพืช จำกัด จำนวน 6 พันกว่าไร่ ที่ ส.ป.ก.ได้ใช้มาตรา  44 ยึดไว้ เพื่อรายงาน คสช.ตามคำสั่งที่ 36/2559 และจากนั้นจะเริ่มทำผังแบ่งแปลง และนำรายละเอียดเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรม คทช.ชุมพร เพื่อเตรียมจัดเกษตรกรต่อไป โดยหลังจากนี้จะให้เอกชนรื้อถอนต้นปาล์ม ซึ่งจะยึดตามข้อมูลที่ทางเอกชนเคยร้องต่อศาลว่ามีประมาณ 1.3 แสนต้น ทั้งนี้ หากไม่รื้อถอนเอง แต่ให้ ส.ป.ก.รื้อถอน ทาง ส.ป.ก.จะต้องเรียกเก็บค่าดำเนินการประมาณ 32 ล้านบาท