เลาะรั้วเกษตร : ราคาไม่เป็นสับปะรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348342

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ราคาไม่เป็นสับปะรด

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เห็นข่าวนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงมหาดไทย ร่วมทำแผนยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้ยั่งยืนแบบครบวงจร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ราคาผลผลิตตกต่ำแล้วก็ค่อนข้างหนักใจแทนทั้ง 3 กระทรวง…

เรื่องของราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ มีมาทุกยุคทุกสมัย มีมาโดยตลอดไม่ว่าพรรคใดจะมาเป็นรัฐบาล บรรดานักการเงิน นักการคลัง นักการค้าทั้งหลายที่บรรดารัฐมนตรีทั้งหลายเชิญมาเป็นที่ปรึกษา ที่ว่าแน่ๆ ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์
ใดๆ ล้วนแต่แก้ไขได้เพียงปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

แก้ปัญหาราคายางไปได้ระดับหนึ่ง ปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำก็เข้ามาแทนที่ ไม่ว่าจะเป็นสับปะรดส่งโรงงานอย่างพันธุ์ศรีราชา หรือ ปัตตาเวีย หรือสับปะรดรับประทานผลสดอย่างสับปะรดภูเก็ต ภูแล นางแล ตราดสีทอง ห้วยมุ่น ต่างก็โอดครวญว่าราคาตกต่ำมาก แต่ผู้บริโภคสับปะรดรับประทานผลสด ยังซื้อในราคาสูงอยู่ตามปกติ แสดงให้เห็นว่ากลไกการตลาดของสับปะรดน่าจะผิดปกติ

สับปะรด เป็นผลไม้ที่ส่งออกทำรายได้ให้ประเทศสูงมาก โดยเฉพาะสินค้าแปรรูป ทั้งสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรด กำลังการผลิตของโรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตส่วนเกินที่เกษตรกรไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกับโรงงานมีจำนวนมาก งานนี้ไม่รู้จะโทษใคร โทษเกษตรกรก็จะหาว่าใจร้าย โทษทางราชการว่าไม่ดูแลก็ออกจะเห็นใจ เพราะเกษตรกรไม่ค่อยจะเชื่อทางราชการสักเท่าไร อย่างที่มีคนเคยบอกว่า ถ้าทางราชการห้ามทำอะไร ให้ทำตรงกันข้าม….ก็นี่แหละเกษตรประเทศไทย….

ปีนี้ ข้าว รอดตัวไป ราคาข้าวอยู่ในระดับที่เกษตรกรพอใจ ทุเรียน เงาะ มังคุด ไม่มีเสียงโอดครวญ เพราะผลผลิตออกมาน้อยโดยเฉพาะทุเรียนที่ชาวสวนพากันนั่งอมยิ้มนับเงินกันไม่เสร็จ

กุ้ง สินค้าประมงที่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องราคา มาปีนี้ราคากุ้งตกต่ำจนกรมประมงต้องเอากุ้งมาขายที่กรม ช่วยเกษตรกร ราคากุ้งตกต่ำมีปัญหาที่สลับซับซ้อน ทั้งปัจจัยการผลิตราคาสูง มีทั้งกุ้งอินเดียมีมาก และคุณภาพดีกว่ากุ้งไทย มีทั้งการเรียกร้องให้นำเข้ากุ้ง คนนอกวงการงงไปหมด…

เดินตามหลังมาไม่ใกล้ไม่ไกล คือ ลำไย และกระเทียม ที่คาดเดากันว่าผลผลิตจะออกมามากทำให้ราคาตกต่ำ เดือดร้อนถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องเตรียมช่องทางการตลาด กระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตเสียแต่เนิ่นๆ ยิ่งมีข่าวว่าล้งจีนยังไม่มารับซื้อลำไย ยิ่งทำให้ชาวสวนลำไยร้อนๆ หนาวๆ แต่คนที่ร้อนๆ หนาวๆ ยิ่งกว่า น่าจะเป็นเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดแหล่งผลิตลำไยนั่นแล….

ส่วนผู้ที่อยู่เหนือไปกว่านั้น คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช ที่เคยอยู่กระทรวงมหาดไทยมาก่อน สั่งปลัดกระทรวงเกษตร เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่อยู่อย่างเงียบๆ ให้ตั้งทีมติดตามและแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รวมทั้งเตรียมรับการเรียกรวมพลของเกษตรกรบริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

การตั้งทีมติดตามเช่นนี้ก็ดีอยู่….แต่ถ้าไม่แก้ที่ต้นน้ำ..ปลายน้ำก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นนี้ไม่จบสิ้น แต่การจะแก้ปัญหาต้นน้ำ ก็ใช่ว่าจะเนรมิตได้ดังใจต้องใช้เวลา และทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้มากโดยเฉพาะเรื่องอย่าปลูกอะไร หรือทำอะไรตามๆ กัน….นี่แหละสำคัญ

เชื่อหัวไอ้เรืองได้เลย ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ราคาที่ไม่เป็นสับปะรดเช่นนี้เป็นปัญหาที่ยั่งยืน…จริงๆ…ต่อให้รัฐบาลที่เลือกตั้งเข้ามาใหม่ในปีหน้าก็แก้ไม่ตก….

แว่นขยาย

พัฒนากลไก‘โรงเรียนเกษตรกร’ ส่งเสริมภาคการเกษตร-สร้างแหล่งเรียนรู้นอกระบบจากของจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348346

พัฒนากลไก‘โรงเรียนเกษตรกร’ ส่งเสริมภาคการเกษตร-สร้างแหล่งเรียนรู้นอกระบบจากของจริง

พัฒนากลไก‘โรงเรียนเกษตรกร’ ส่งเสริมภาคการเกษตร-สร้างแหล่งเรียนรู้นอกระบบจากของจริง

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรไปสู่เกษตรกรภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตร (Training and Visit System : ระบบการอบรมและเยี่ยมเยียน) ภารกิจในการเยี่ยมเยียนเกษตรกรเพื่อการถ่ายทอดความรู้ ถือเป็นบทบาทภารกิจหน้าที่สำคัญ โดยขับเคลื่อนผ่านกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เนื่องจากกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร เป็นกระบวนการที่กระตุ้นให้เกษตรกรเกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์ อย่างถูกต้องและเหมาะสม จนเกิดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเอง นำมาสู่การเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติของเกษตรกร โดยมีการดำเนินกิจกรรมตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ครอบคลุมทุกระยะพัฒนาการของพืช รวมทั้งการปฏิบัติและการจัดการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

โรงเรียนเกษตรกร จึงเป็นเครื่องมือและแหล่งเรียนรู้นอกระบบที่จะไปพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ด้านอารักขาพืช เพราะหลักการของโรงเรียนเกษตรกรคือการฝึกคนให้ปฏิบัติจริง ในพื้นที่จริง ได้เรียนรู้ในแปลงปลูกพืช เกี่ยวกับการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง ปัจจุบันโรงเรียนเกษตรกรจึงเป็นนโยบายให้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้ทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับพื้นที่มีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เป็นเครือข่ายภายใต้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ด้านอารักขาพืชเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตพืชแบบแปลงใหญ่ ในปีที่ผ่านมาดำเนินการในพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวทั่วประเทศ จำนวน 417 แปลง

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย (กอป.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กอป.เป็นหน่วยงานหลักของกรมส่งเสริมการเกษตรที่รับนโยบายมาดำเนินการเรื่องดังกล่าวร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดผ่านกลไกของ ศจช. ในพื้นที่ อย่างกรณีของจังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องในการนำกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรมาใช้เป็นแห่งแรก และปัจจุบันยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยอำเภอละ 1 กลุ่ม จำนวนเกษตรกรกลุ่มละ 20-25 ราย เพื่อฝึกให้เป็นเกษตรกรผู้นำระดับอำเภอและได้ประสบผลสำเร็จ เช่น ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนบ้านดอนซาก ม.6 ต.ห้วยงู อ.หันคา เน้นกิจกรรมลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเหลือ 5 กิโลกรัมต่อไร่ จากเดิมใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 25 กิโลกรัมต่อไร่มีการผลิตชีวภัณฑ์และน้ำหมักสมุนไพรในการจัดการศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมีลดการใช้ปุ๋ยเคมีโดยใสปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกอัตรา และถูกเวลา เป็นต้นทั้งนี้ หลังจากได้รับการส่งเสริมตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรจะพบว่า เกษตรกรมีความรู้ พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ที่สำคัญสามารถลดต้นทุนการผลิตจากเดิมประมาณ 5,836 บาทต่อไร่เหลือ 3,975 บาทต่อไร่

จัดชุมนุมยุวเกษตรกรภาคใต้ตอนล่าง สสก.5เปิดเวทีแลกเปลี่ยนคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348345

จัดชุมนุมยุวเกษตรกรภาคใต้ตอนล่าง  สสก.5เปิดเวทีแลกเปลี่ยนคนรุ่นใหม่

จัดชุมนุมยุวเกษตรกรภาคใต้ตอนล่าง สสก.5เปิดเวทีแลกเปลี่ยนคนรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จัดชุมนุมยุวเกษตรกรภาคใต้ตอนล่าง  สสก.5เปิดเวทีแลกเปลี่ยนคนรุ่นใหม่ วางรากฐานพัฒนาศักยภาพเครือข่าย

นายสุพิศ จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 (สสก.5) จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2496 เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาเยาวชนเกษตรเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่และเกิดเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.กลุ่มยุวเกษตรกรในสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมจนถึงสถาบันอุดมศึกษา 2.กลุ่มยุวเกษตรกรนอกสถาบันการศึกษา และ 3.กลุ่มยุวเกษตรกรแบบผสม โดยปัจจุบันมีกลุ่มยุวเกษตรกรทั้งประเทศ 5,887 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง 519 กลุ่ม สมาชิก 9,802 คน

ทั้งนี้การจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรระดับเขต เป็นกิจกรรมหนึ่งที่เปิดโอกาสให้สมาชิกยุวเกษตรกร ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการดำเนินงานและได้รับความรู้เพื่อนำไปพัฒนากลุ่มของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดแรงจูงใจในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้กลุ่มยุวเกษตรกรเกิดความเข้มแข็ง สร้างเครือข่ายความร่วมมือและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมให้กับยุวเกษตรกร

สสก.5 จังหวัดสงขลา จึงได้กำหนดจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรระดับเขตขึ้น ระหว่างวันที่ 2–4 กรกฎาคม 2561 ณ กองรักษาความปลอดภัย ฐานทัพเรือสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยมีกิจกรรม 1.การจัดนิทรรศการผลงาน/โครงงานเด่นของกลุ่มยุวเกษตรกร 7 ผลงาน ได้แก่ ขนมดอกจอกเพื่อสุขภาพจาก จ.นราธิวาส การผลิตปุ๋ยน้ำหมักมูลไส้เดือนจาก จ.ปัตตานี น้ำพริกมะขามเห็ดทอดจาก จ.ยะลา เครื่องห่อผลไม้จาก จ.ตรัง มหัศจรรย์ใบพลูจาก จ.พัทลุง เกษตรตามรอยพ่อจาก จ.สงขลา และการเลี้ยงไส้เดือนจาก จ.สตูล 2.การจัดฐานเรียนรู้ ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียง และการเพาะต้นอ่อนพืช 3.การแข่งขันและประกวดด้านการเกษตรและเคหกิจเกษตร 4.กิจกรรมอื่นๆ ได้แก่การแข่งขันตอบปัญหาด้านการเกษตรและเคหกิจเกษตร การแข่งขันการพูดในที่ชุมชน การประกวดผลงานสร้างสรรค์ด้านการเกษตร และการประกวดโครงงานเด่น เป็นต้น

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348347

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร มีพันธกิจที่สำคัญคือ การส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีขีดความสามารถในการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด โดยงานส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและเคหกิจเกษตร เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า งานส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร หรือ วิสาหกิจชุมชน ล้วนเป็นงานหลักสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานาน จนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหลายกลุ่มที่สามารถยืนอยู่ได้บนความสามัคคีของสมาชิก จนก่อให้เกิดความเข้มแข็ง ดังเช่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ที่สามารถดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้จวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นอีกกลุ่มที่สามารถเป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นได้ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะพยายามพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดำเนินการแก้ไขปัญหาอันจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเหล่านี้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างอาชีพในระดับชุมชนและพึ่งพาตนเองให้ได้มากยิ่งขึ้นไป

ด้าน นางฉนิช วรบัณฑิต ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่าสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวนกล้วย ทำไร่อ้อย ข้าวโพด ถั่วเขียว สมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรส่วนใหญ่จะเป็นคนภาคอีสาน ที่อพยพกันมาจับจองซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร เมื่อประมาณ ปี 2521 โดยมาอยู่ตามไร่นาของตัวเองที่จับจองไว้ เมื่ออยู่หลายครอบครัวจึงตั้งเป็นหมู่บ้าน ชื่อ “บ้านสุขเกษม” อาชีพหลักคือทำนา และปลูกกล้วยน้ำว้าตามหัวไร่ปลายนา ด้วยสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์กล้วยน้ำว้าจึงให้ผลผลิตที่ดีและมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน เกษตรกรจึงทำสวนกล้วยเพิ่มมากขึ้น เมื่อผลผลิตมากขึ้น พ่อค้าจึงกดราคา ผู้นำแม่บ้านในขณะนั้นจึงได้ปรึกษาหารือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาพ่อค้ากดราคากล้วยน้ำว้า จึงได้รวบรวมสมาชิกได้ 12 คน จัดตั้งกลุ่ม “แม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น” โดยมีเกษตรอำเภอบึงนาราง และเกษตรตำบลแหลมรัง เป็นที่ปรึกษา วัตถุประสงค์เพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน ส่งเสริมการออมทรัพย์และผลิตอาหารที่ปลอดภัย

โดยเมื่อรวมกลุ่มได้แล้วจึงระดมทุนโดยการถือหุ้น หุ้นละ 200 บาท รวม 20 หุ้น เป็นเงิน 4,000 บาท เพื่อนำเงินมาซื้อ น้ำมัน น้ำตาล และวัสดุที่จำเป็นในการทำกล้วยฉาบเค็ม ฉาบหวาน สำหรับสินค้าที่กลุ่มผลิตจะขายในชุมชน ชุมชนใกล้เคียง และออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม เมื่อการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มดีขึ้นจึงได้ยื่นจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแปรรูปเกษตรท้องถิ่น เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 24 คน และร่วมกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจร่วมกันคือ สร้างรายได้เสริม เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผลิตของดีที่ปลอดภัย โดยในปี พ.ศ. 2552 สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ได้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณจากโครงการแปรรูปผลผลิตเกษตร เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นให้กลุ่มได้มีกำลังใจในการร่วมดำเนินกิจกรรมของกลุ่มให้เข้มแข็งขึ้น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับรองมาตรฐาน อย. ในผลิตภัณฑ์ กล้วยอบน้ำผึ้ง กล้วยกวน กล้วยทอดกรอบรสหวาน กล้วยทอดกรอบรสเค็ม กล้วยฉาบสมุนไพรใบเตย กล้วยตาก ส่วนกล้วยอบน้ำผึ้ง ได้รับรางวัล OTOP 3 ดาว ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานด้วยการพัฒนากล่องบรรจุภัณฑ์กล้วยตาก พร้อมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์การผลิตเพื่อเข้าสู่มาตรฐานการผลิต Primary GMP อีกด้วย

“จุดเด่นของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น คือสามารถแก้ปัญหาราคากล้วยตกต่ำได้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร โดยการแปรรูปเป็นสินค้าใหม่ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ส่งเสริมการออม และเกิดทุนหมุนเวียนในชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร และการแปรรูปผลผลิตเกษตร สร้างงานให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน ส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ที่เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน กรมการปกครอง องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมรัง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น” นางฉนิช กล่าว

‘กฤษฎา’ประกาศไทยเป็นศูนย์กลางแปรรูปยางส่งออก เปิด6โรงงานดูดซับยางจากตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348405

'กฤษฎา'ประกาศไทยเป็นศูนย์กลางแปรรูปยางส่งออก เปิด6โรงงานดูดซับยางจากตลาด

‘กฤษฎา’ประกาศไทยเป็นศูนย์กลางแปรรูปยางส่งออก เปิด6โรงงานดูดซับยางจากตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.25 น.

“กฤษฎา”ประกาศไทยเป็นศูนย์กลางแปรรูปยางส่งออก เปิด6โรงงานดูดซับยางจากตลาด คาดราคายางขยับขึ้น51-55บาทต่อกก. ลงพื้นที่กระบี่-ตรัง พาคณะทูต-ผู้ประกอบการดูแหล่งผลิตยาง เรียกความเชื่อมั่นศักยภาพยางไทย

28 มิ.ย.61 ที่ จ.กระบี่ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดงานเสริมสร้างศักยภาพเพื่อขยายตลาดใหม่ยางพาราไทย โดยมีคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ผู้ประกอบการ ผู้แปรรูป กว่า 20 ประเทศ เข้าร่วมงาน ว่า ขณะนี้มีผลผลิตยางเกือบ 5 ล้านตันต่อปี และนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ทำการแปรรูปเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งตนมีข่าวดีรัฐบาลจัดพื้นท่ีรองรับนักลงทุนแปรรูปยางได้สิทธิพิเศษทางภาษี คือ เขตระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และเมืองธุรกิจยาง ที่สงขลา ซึ่งวันที่ 29 มิ.ย.ตนจะพาคณะไปดูพื้นที่ปลูกยางแหล่งใหญ่ของประเทศให้เชื่อมั่นการเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางรายใหญ่ของโลก

“วันนี้มีผู้ประกอบการ กับผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดใหญ่ มาร่วมดูพื้นที่ผลิต คือ ตลาด สหรัฐอเมริกา อเมริกาใต้ และอาร์เจนติน่า ที่ใช้ยางผลิตล้อรถยนต์จำนวนมากส่งยุโรป ขณะเดียวกัน ได้ให้การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ดำเนินการโรงงานแปรรูป 6 แห่งมีทุกภาค แปรรูปยางจากน้ำยาง เป็นยางก้อน เพื่อนำไปขนส่งทำเป็นล้อรถยนต์ จะร่วมทุน กับ สหกรณ์การยาง มีทุนตั้งต้น 250 ล้านบาท และนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติเงินทุนหมุนเวียนมาให้ กยท.อีก 2 พันล้านบาท มาใช้แปรรูป” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า จะต้องคุมปริมาณผลผลิตไม่ให้ล้นตลาด โดยไม่ให้ปลูกยางเพิ่ม และขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ได้สั่งซื้อยางกว่า 7 หมื่นตัน จากยอดใช้ยาง 1.4 แสนตัน คาดว่าราคาจะขยับตัวสูงขึ้น เมื่อดูดซับออกจากตลาด แต่ขณะนี้ยังไม่หยุดกรีดยาง จะดูช่วงที่เหมาะสม เพราะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จึงเปลี่ยนมาตั้งศูนย์กลางการผลิตยาง โดยโรงแปรรูปยางเพื่อส่งออก ทำให้ราคาขยับขึ้น และจะไม่ต่ำไปกว่า 40 บาทต่อ กก.ดูจากปริมาณใช้ยางทั่วโลก

ด้าน นายเยี่ยม ฤาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ปลายปีนี้มีเป้าส่งออกกว่า 2 ล้านตัน จากตลาดใหม่ และจากโครงการวันนี้ได้มีคำสั่งซื้อยางมาแล้ว 3 แสนตัน จากแถบยุโรป และตะวันออกกลาง มั่นใจราคายางจะขยับขึ้น 10% ประมาณ 51 – 55 บาท โดยมีมาตรการผลักดันจะทะยอยออกมา เช่น การตั้งเป็นศูนย์กลางแปรรูปยาง (โออีเอ็ม) เป็นยางแท่ง และวันที่ 2 ก.ค.จะประกาศยางราคาเดียว ทั่วประเทศ ใน 6 ตลาดกลางของ กยท.ได้ให้เงินหมุนเวียน 250 ล้านบาท เพิ่มแข่งขันซื้อขายยางให้มากขึ้น ใช้ราคาอ้างอิงจากต้นการผลิตและส่วนต่างที่เกษตรกรจะได้ พร้อมกับตั้งบริษัทร่วมทุนพัฒนายาง กับสหกรณ์ที่มีศักยภาพ ซื้อยางแปรรูปยาง ภายในเดือน ก.ค.คาดว่าจะได้เริ่มดำเนินการ และให้มีกองสวัสดิการให้กับเกษตรกรสวนยาง วงเงิน 800 ล้านบาท ซี่งจะนำเงินนี้ไปชดเชยเกษตรกร เข้าโครงการหยุดกรีด สลับวันกรีดบางช่วง 10 – 15 วัน เพื่อยกระดับราคายางขึ้นได้ในช่วงยางล้นตลาด

ประกาศเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังการระบาดโรคขอบใบแห้งข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348369

ประกาศเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังการระบาดโรคขอบใบแห้งข้าว

ประกาศเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังการระบาดโรคขอบใบแห้งข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 17.03 น.

ด้วยขณะนี้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว หลายพื้นที่ข้าวส่วนใหญ่อยู่ในระยะกล้าถึงแตกกอ ประกอบกับในช่วงนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศมีความชื้นสูง นอกจากโรคไหม้ข้าวแล้ว การระบาดของโรคขอบใบแห้งข้าวก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวในแถบภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เชื้อสาเหตุสำคัญของโรคขอบใบแห้งข้าว คือ เชื้อแบคทีเรีย  Xanthomonas oryzae pv. oryzae (ex Ishiyama)  Swings et al. โดยการทำลายของโรคขอบใบแห้งข้าว สามารถพบได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึงฺออกรวง โดยระยะกล้าจะมีจุดเล็กๆ ลักษณะช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ 7 – 10 วัน จุดช้ำนี้จะขยายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ใบที่เป็นโรคจะแห้งอย่างรวดเร็ว และสีเขียวจะจางลงเป็นสีเทาอาการในระยะปักดำจะแสดงหลังจากปักดำแล้วประมาณหนึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนครึ่ง ใบที่เป็นโรคขอบใบมีรอยขีดช้ำ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองที่แผลมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลม ๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและหลุดร่วงและลอยไปตามน้ำ ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดไปยังพื้นที่อื่นได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไปข้างในตามความกว้างของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก แผลนี้เมื่อนานไปจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบที่เป็นโรคขอบใบจะแห้งและม้วนตามความยาว ในกรณีที่ต้นข้าวมีความอ่อนแอต่อโรค และเชื้อโรคมีปริมาณมาก จะทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวจะเหี่ยวเฉาและแห้งตายทั้งต้นอย่างรวดเร็ว เรียกอาการของโรคนี้ว่า ครีเสก (kresek)

โรคขอบใบแห้งข้าวสามารถแพร่ระบาดไปกับน้ำในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง และสภาพที่มีฝนตก ลมพัดแรง จะทำให้โรคสามารถแพร่ระบาดได้อย่างกว้างขวางรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งพบค่อนข้างมากในนาน้ำฝน นาในเขตชลประทาน ในแถบภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในส่วนของแนวทางการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคขอบใบแห้งข้าวนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ปลูกข้าวพันธุ์ต้านทาน เช่น กข5 กข7 กข14 กข17 กข21 กข23 กข25 กข29 (ชัยนาท 80) กข31 (ปทุมธานี 80) กข37 กข39 พิษณุโลก 60-1พิษณุโลก 60-2 สันป่าตอง1 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 3 และสุพรรณบุรี 90 หรือเมื่อพบการระบาดของโรคในแปลงไม่ควรระบายน้ำจากแปลงไปสู่แปลงอื่น ใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันการเกิดโรค เช่น Bacillus subtilis หากการระบาดรุนแรงให้พ่นทุก 7 วัน หรือคลุกเมล็ดก่อนการปลูก อัตราตามคำแนะนำในฉลากหรือหากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี พ่นด้วยสารเคมี แบคบิเคียว , ไอโซโพรไทโอเลน , คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ , เสตร็พโตมัยซินซัลเฟต + ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์ และไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต ควรพ่นตั้งแต่พบอาการเริ่มแรก อัตราตามฉลากแนะนำในฉลาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกษตรกรเริ่มพบใบข้าวมีลักษณะเป็นแผลช้ำที่ขอบใบของใบล่าง หรือแผลเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดทันที

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืช และจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1514 , 0-2955-1626 หรือ https://www.doae.go.th/doae/upload/files/Bacterial_Leaf_Blight_Disease_300561.pdf

เกษตรฯเสริมแกร่ง! อบรมเกษตรกรให้ความรู้การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348309

เกษตรฯเสริมแกร่ง! อบรมเกษตรกรให้ความรู้การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

เกษตรฯเสริมแกร่ง! อบรมเกษตรกรให้ความรู้การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 15.27 น.

เกษตรฯเสริมแกร่ง! อบรมเกษตรกรให้ความรู้การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วยระบบ QR Trace และตลาดสินค้าออนไลน์ DGT Farm เพิ่มความสามารถแข่งขันทางการค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคดียิ่งขึ้น

28 มิ.ย.61 นายยุทธนา นรภูมิพิภัชน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช.จัดอบรมให้ความรู้ระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (QR Trace on Cloud) และเว็บไซต์ตลาดออนไลน์ DGTFarm ให้กับเกษตรกรรายเดี่ยว กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ผู้ประกอบการ ณ ห้องไพร์มไทม์ 1 โรงแรม PrimeTime บางแสน จังหวัดชลบุรี มุ่งหวังให้กลุ่มเป้าหมาย เกิดการใช้งานระบบตามสอบสินค้าเกษตร บนระบบคลาวด์และเว็บไซด์ตลาดออนไลน์ DGT Farm เพิ่มความสามารถแข่งขันทางการค้าและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

โดยรัฐบาลมีแนวนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เมื่อเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรมาแล้วจะต้องมีตลาดรองรับและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารเป็นอย่างมาก  ผู้ผลิตสินค้าเกษตรจึงจำเป็นต้องใช้ระบบตามสอบสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความมั่นใจ เชื่อถือได้ในคุณภาพ ปลอดภัย ของสินค้าเกษตร มกอช.จึงได้ดำเนินการจัดอบรมให้ความรู้ระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (QR Trace on Cloud) และเว็บไซต์ตลาดออนไลน์ DGTFarm ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็น เกษตรกรรายเดี่ยว กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ และผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้งานระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก และเว็บไซต์ตลาดออนไลน์ dgt Farm ให้แก่ผู้มีความประสงค์ใช้งานต่างๆ ทั้งในส่วนผู้ใช้งานเดิมและผู้สนใจรายใหม่

ทั้งนี้ QR Trace ระบบตามสอบสินค้าเกษตร มกอช.นำมาใช้ตั้งแต่ ปี 2556 พร้อมส่งเสริม ผลักดันให้เกษตรกรนำระบบดังกล่าวไปใช้งาน ซึ่ง QR Trace เป็นระบบตามสอบสินค้าเกษตรในกลุ่มพืชผักและผลไม้ ที่สามารถให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ จัดเก็บข้อมูลตามสอบสินค้าเกษตรและบริหารจัดการการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการเชื่อมโยงข้อมูลตามสอบได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยการดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการเชิญชวนและแนะนำการใช้ระบบให้แก่เกษตรกรรายเดี่ยว กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจและผลักดันการใช้งานระบบ QR Trace ต่อมาในปี 2560 เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น มกอช.ได้พัฒนาระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบ Cloud เรียกว่า QR Trace on Cloud ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดให้รองรับการใช้งานกลุ่มสินค้าเพิ่มขึ้น คือ กลุ่มสินค้าข้าว ไข่ ประมง ปศุสัตว์ โดยมีการปรับปรุงระบบให้มีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์สมัยใหม่

นอกจากนี้ มกอช.ยังได้พัฒนาเว็บไซต์ตลาดออนไลน์ DGT Farm ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการจับคู่สินค้าที่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการต้องการขายกับสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อให้ตรงตามความต้องการของทั้งสองฝ่าย ซึ่งสามารถช่วยสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างโอกาสให้แก่ผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่ต้องการสินค้าที่ดี มีคุณภาพ

“มกอช.มีนโยบายที่จะสร้างความเข้าใจและผลักดันให้เกษตรกร และผู้ประกอบการ กลุ่มเป้าหมายต่างๆ โดยเฉพาะผู้ผลิตที่มีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการผลิตสินค้าเกษตร มีความรู้และนำระบบ QR Trace และตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ DGT Farm ไปใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็ง สร้างโอกาสให้แก่ผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่ต้องการสินค้าตรงกันเป็นสินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐานต่างๆ ที่มีการผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร และแหล่งผลิตได้ ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในภาคเกษตรและอาหารของไทย สามารถแข่งขันทางการค้า และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น”

สำหรับการจัดอบรมโครงการฯ นี้ เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2560 มีเป้าหมาย 20 ครั้ง ครอบคลุมทั่วประเทศ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17 โดยผู้เข้ากลุ่มเกษตรกรทั่วไปผู้ใช้ระบบงานรายใหม่ จากสภาเกษตรกรจังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 40 คน ผู้รับการอบรมจะได้รับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบตามสอบสินค้า (Traceability) ขั้นตอนการสมัครใช้งานต่างๆ การสร้าง QR Code ความรู้ระบบตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ DGT Farm การสมัครสมาชิก การบริหารร้านค้า ขั้นตอนต่างๆ ในการลงสินค้าขายและโปรโมชั่น รวมถึงได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา มาให้ความรู้ใน เรื่อง เทคนิคการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และการออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์ อีกด้วย

เกาะติดสถานการณ์‘ศัตรูพืช’ กรมส่งเสริมฯทำแปลง1.7พันแห่งติดตามการระบาดทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348142

เกาะติดสถานการณ์‘ศัตรูพืช’  กรมส่งเสริมฯทำแปลง1.7พันแห่งติดตามการระบาดทั่วปท.

เกาะติดสถานการณ์‘ศัตรูพืช’ กรมส่งเสริมฯทำแปลง1.7พันแห่งติดตามการระบาดทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืช เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรเป็นอย่างมาก กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดให้มีแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในทุกอำเภอ ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ซึ่งมีมากกว่า 1,764 แห่งทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์ศัตรูพืช สามารถพยากรณ์หรือคาดการณ์แนวโน้มของศัตรูพืชที่จะเกิดการระบาดขึ้น และแจ้งเตือนภัยแก่เกษตรกรได้ทันท่วงที นำไปสู่การเลือกวิธีการจัดการศัตรูพืชอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรสามารถจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง และเป็นแปลงต้นแบบของการสำรวจติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชและเฝ้าระวังศัตรูพืชในระดับท้องถิ่น

แปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชจะคัดเลือกแปลงจากชนิดพืชที่เป็นพืชเศรษฐกิจ หรือเป็นพืชที่สำคัญในพื้นที่นั้นๆ โดยเมื่อเริ่มการปลูกพืชจะเริ่มการสำรวจศัตรูพืช ศัตรูธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก และเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของศัตรูพืช ศัตรูธรรมชาติทุกระยะ (ระยะไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย) ตลอดจนอาการความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับต้นพืชในขณะนั้นอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งตลอดฤดูการปลูกพืช บันทึกข้อมูลเพื่อเก็บเป็นสถิตินำมาวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในฤดูปลูกต่อไป นอกจากนั้นแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชยังใช้เพื่อติดตามเฝ้าระวังศัตรูพืชไม่ให้เกิดการระบาดจนกระทบต่อผลผลิตของเกษตรกร และเฝ้าระวังการรุกรานของศัตรูพืชจากแหล่งอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่นั้นๆ

“ข้อมูลจากแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการระบาดของศัตรูพืช จะสามารถใช้เป็นข้อมูลในการแจ้งเตือนการระบาดศัตรูพืชแก่เกษตรกรในหมู่บ้านและบริเวณใกล้เคียง ให้ดำเนินการป้องกันกำจัดตามวิธีการที่เหมาะสมและทันท่วงที ไม่ให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตร อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรหมั่นสำรวจติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชและเฝ้าระวังศัตรูพืชในแปลงปลูกพืชของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวย้ำ

เตือนโรคขอบใบแห้ง สสก.2แนะชาวนาเฝ้าระวัง-หวั่นกระทบผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348139

เตือนโรคขอบใบแห้ง  สสก.2แนะชาวนาเฝ้าระวัง-หวั่นกระทบผลผลิต

เตือนโรคขอบใบแห้ง สสก.2แนะชาวนาเฝ้าระวัง-หวั่นกระทบผลผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี (ศทอ.สุพรรณบุรี) เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 (สสก.2) จังหวัดราชบุรี โดย ศทอ.สุพรรณบุรี ได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight or Bacterial) ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก พบว่า ขณะนี้ได้มีการระบาดของโรคขอบใบแห้ง ในข้าวระยะแตกกอ ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกและความชื้นในอากาศสูงเหมาะกับการระบาดของโรคดังกล่าว

สำหรับอาการของโรคนี้เป็นได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึงออกรวง มีลักษณะช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ 7-10 วัน จุดช้ำนี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว แผลอาจมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลมๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด หลุดไปตามน้ำหรือฝน ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดต่อไปได้

เกษตรกรสามารถป้องกันกำจัดได้โดยการใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทาน เช่น ในภาคกลางใช้พันธุ์สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 และกข 23 ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับลำต้น ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากในดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น ควรเฝ้าระวังการเกิดโรคโดยเฉพาะถ้าปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข 6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก 2 และถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมีแนะนำให้ใช้ สารเสต็พโตมัยซินซัลแฟต+ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์
(แคงเกอร์เอ็กซ์) หรือคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์(ฟังกูราน) หรือไอโซโปรไธโอเลน(ฟูจิ-วัน) หรือไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต เมื่อเริ่มพบอาการของโรคบนใบข้าว สิ่งสำคัญคือเกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคจะได้รีบหาวิธีการป้องกันกำจัดได้อย่างทันท่วงที ลดผลกระทบที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

สศก.ร่วมคิกออฟ‘Field Day’ เคลื่อนภาคเกษตรสุราษฎร์ธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348138

สศก.ร่วมคิกออฟ‘Field Day’ เคลื่อนภาคเกษตรสุราษฎร์ธานี

สศก.ร่วมคิกออฟ‘Field Day’ เคลื่อนภาคเกษตรสุราษฎร์ธานี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการผลิตโดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือจากภาครัฐและเกษตรกร จึงให้มีการจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) อันเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมของพี่น้องเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 โดยจัดกิจกรรม ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ซึ่ง ศพก.ตำบลท่าโรงช้าง อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่หนึ่งที่จัดกิจกรรม Field Day โดยการจัดงานได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาคเอกชนเพื่อร่วมจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ และมีการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนอีกด้วย

นอกจากนี้ ไฮไลท์สำคัญภายในงาน คือ การจัดถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกร ซึ่งทาง ศพก. ได้ประยุกต์ฐานเรียนรู้หลากหลายด้านมาถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรแบบของจริง 6 สถานีเรียนรู้ ประกอบด้วย สถานีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่และการพัฒนาคุณภาพผลผลิตปาล์มน้ำมัน สถานีการลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยเคมี สถานีการลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สถานีการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า สถานีการวิเคราะห์ดิน และสถานีเศรษฐกิจพอเพียง

ทั้งนี้ อำเภอพุนพิน มีพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 464,699 ไร่ แบ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา 293,799 ไร่ ปาล์มน้ำมัน 158,310 ไร่ ส่วนที่เหลือ 12,590 ไร่ เป็นพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้น ปัจจุบันมีการขับเคลื่อนและขยายฐานการดำเนินงาน ศพก. ออกไป ด้วยการจัดตั้ง ศพก. เครือข่าย ครบทุกตำบลรวม 16 แห่ง โดยแบ่งเป็นศูนย์เรียนรู้และให้บริการแก่เกษตรกรด้านปาล์มน้ำมัน 13 แห่ง และยางพารา 3 แห่ง