‘กฤษฎา’ไฟเขียวสปก.ชุมพร เอาคืนสวนปาล์มสหไทยน้ำมันพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349057

'กฤษฎา'ไฟเขียวสปก.ชุมพร เอาคืนสวนปาล์มสหไทยน้ำมันพืช

‘กฤษฎา’ไฟเขียวสปก.ชุมพร เอาคืนสวนปาล์มสหไทยน้ำมันพืช

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 13.50 น.

“กฤษฎา”ไฟเขียว สปก.ชุมพร เดินหน้ารื้อสวนปาล์มสหไทยน้ำมันพืช ชุมพร หลังศาลปกครองไม่รับคำร้อง  ตามที่บริษัทร้องยื้อเวลา

2 ก.ค. 61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) จังหวัดชุมพร เดินหน้าไล่รื้อสวนปาล์มของบริษัทสหไทยน้ำมันพืช จำกัด จังหวัดชุมพร ภายหลังที่ศาลปกครองได้มีคำสั่งเมื่อวันที่  28 มิ.ย. 2561  ไม่รับคำฟ้องคดีของบริษัทสหไทยน้ำมันพืช ที่ร้องขอให้ศาลคุ้มครองฉุกเฉินภายหลังที่ สปก. ได้มีการเข้ายึดเมื่อ  19 มิ.ย.  2561  ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้การดำเนินการของ สปก. สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยได้ให้เร่งประสานกับฝ่ายความมั่นคงและคณะกรรมการที่ดินจังหวัด (คทช.) เพื่อดำเนินการจัดที่ดินให้กับประชาชน

แหล่งข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง คดีที่บริษัทสหไทยน้ำมันพืชจำกัด  ฟ้อง สปก. ชุมพรกับพวก 4 คน   และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2561 ตามที่บริษัทได้ฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 192/2561 และคดีหมายเลขแดงที่ 235/2561 เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“เมื่อผลออกเป็นอย่างนี้ ส.ป.ก.จังหวัดชุมพร จะร่วมกับฝ่ายความมั่นคง เข้าจัดแปลงให้เกษตรกรในพื้นที่เข้าทำกิน ในแปลงสวนปาล์ม จำนวน 6,083ไร่  ซึ่งต้องหารือว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลาเพราะขอกำลังทหารตรึงพื้นที่ 3 เดือน คือ ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา”  แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้บริษัทสหไทย น้ำมันพืช ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยระบุว่า ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามอนุญาตของกรมป่าไม้ พื้นที่ 6 พันไร่ จนถึง5 มิ.ย. 52 และบริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งในพื้นที่ 6 พันไร่ ได้ปลูกและใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้ผลผลิต และหลังปี 2552 ที่หมดสัญญากับกรมป่าไม้ ได้ขอเช่าเป็นรายปี ใช้ใบอนุญาตแผ้วถาง จนล่าสุดหมดอายุสัญญา 10 ต.ค.59 ต่อมา คสช. มีคำสั่ง 36/59 วันที่  5 ก.ค. 2559  ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสั่งนี้

ดังนั้นการที่ ส.ป.ก. ชุมพร ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ ชพ.0011/1336 ลงวันที่ 14 มิ.ย.ถึงประชาสัมพันธ์จังหวัดชุมพร เพื่อขอเชิญรวมทำข่าวประชาสัมพันธ์การดำเนินการยึดพื้นที่ในเขตปฎิรูปที่ดินแปลงหมายเลข 83 และได้ดำเนินการยึดพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางบริษัทเห็นว่า ส.ป.ก.พร้อมพวก มีเจตนาที่จะนำกำลังตำรวจทหารและอาสาสมัคร เข้าทำมาทำการยึดพื้นที่สวนปาล์มและสำนักงาน พร้อมทรัพย์สินอื่น และต้นปาล์มน้ำมัน มีอยู่ 1.3 แสนต้น

รวมทั้งพืชผลอื่นๆจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งในที่ดินตกป็นของกรมป่าไม้ และห้ามมิให้ ส.ป.ก. เข้ามารบกวนการครอบครองและการอยู่อาศัย ละเมิดสิทธิบริษัทอีก ซึ่งขอให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด ส่งสินค้าเดลิเวอรี่-ลดค่าครองชีพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348885

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด ส่งสินค้าเดลิเวอรี่-ลดค่าครองชีพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด ส่งสินค้าเดลิเวอรี่-ลดค่าครองชีพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากความห่างไกลกันระหว่างสำนักงานสหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด จังหวัดแพร่ กับหมู่บ้านของสมาชิก จึงเป็นที่มาของการกระจายสินค้าแบบเดลิเวอรี่โดยศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก และที่สำคัญสามารถช่วยลดต้นทุนในการขนส่งและเดินทางให้แก่สมาชิกได้มาก

นายไพฑูรย์ มานะศักดิ์สกุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด จังหวัดแพร่ กล่าวว่า ในส่วนของศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ เริ่มดำเนินงานเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยจะเน้นบริการร้านค้าในหมู่บ้านเป็นหลัก ที่ผ่านมาสหกรณ์มีการจัดส่งสินค้าตามหมู่บ้านอยู่แล้ว โดยเริ่มต้นจากน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ต่อมาสมาชิกที่เป็นร้านค้าเริ่มมีความต้องการอยากให้สหกรณ์จัดส่งสินค้าอุปโภค บริโภคด้วย สหกรณ์จึงตอบสนองความต้องการของสมาชิก แต่อาจจะมีคู่แข่งทางการตลาดอย่างบริษัทเอกชนที่มีการส่งสินค้าตามหมู่บ้านเช่นกัน สหกรณ์จึงค่อยๆดึงลูกค้ากลับมา เนื่องจากร้านค้าส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกสหกรณ์ จึงมีสิทธิพิเศษในการซื้อสินค้าในราคาส่ง และร้านค้าสมาชิกจะได้ยอดเฉลี่ยคืนในแต่ละปี อีกทั้งสหกรณ์ยังสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับร้านค้าสมาชิก เพื่อนำไปต่อเติมร้านหรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าสมาชิกตัวแทนอยู่ถึง 400 ร้านค้า

ปัจจุบันสหกรณ์มีหน่วยรถในการบริการสินค้าอุปโภค บริโภค ไปตามพื้นที่ต่างๆ โดยจะมีรถส่งสินค้าประจำ จำนวน 2 คัน ซึ่งรถแต่ละคันจะมีสินค้ามากกว่า 200 รายการ และจะแยกประเภทสินค้ากัน คือ รถคันแรกจะเป็นสินค้าประเภทเครื่องปรุง และของกิน ส่วนอีกคันจะเป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ซึ่งสหกรณ์จะมีตารางการส่งสินค้าที่ชัดเจน 6 วันทำการ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยจะแยกพื้นที่กัน ใน 1 วันสามารถจัดส่งสินค้าให้กับร้านค้าสมาชิกได้วันละกว่า 40 ร้านค้า ซึ่งจะส่งสินค้าแต่ละร้านอาทิตย์ละ 1 รอบ ดังนั้นร้านค้าสมาชิกจึงสามารถบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้เพียงพอในการขาย พร้อมกับเตรียมเงินสดไว้ซื้อสินค้ากับสหกรณ์ได้ เป็นการอำนวยความสะดวกพร้อมกับช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้กับสมาชิกได้อีกด้วย แต่หากร้านค้าใดมีความต้องการสินค้าเพิ่มก่อนถึงรอบการส่ง ก็สามารถโทร.สั่งออเดอร์จากศูนย์ได้ โดยจะมีรถส่งสินค้าตามออเดอร์อีก 3 คัน

“การดำเนินงานที่ผ่านมาของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากจำนวนยอดขายเพิ่มขึ้นทุกปี และที่สำคัญที่สุดคือ สมาชิกซึ่งถือเป็นหัวใจของสหกรณ์ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะสามารถลดค่าครองชีพได้มาก นี่คือสิ่งที่สหกรณ์ภาคภูมิใจ” นายไพฑูรย์ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้สหกรณ์ฯจะขยายตลาดสินค้าประเภทของสด อาหารทะเล ผัก ผลไม้ โดยร่วมกับทางจังหวัดแพร่ ในการจัดทำตลาดนัดสินค้าเกษตร นอกจากนี้จะส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผัก ผลไม้อินทรีย์ ซึ่งทางสหกรณ์ฯจะรวบรวมผลผลิต และทำการตลาดให้ โดยจะขยายตลาดไปยังห้างสรรพสินค้า หรือตลาดโมเดิร์นเทรดต่อไป

สสก.4ย้ำเตือน‘เกษตรกร’ ขึ้นทะเบียน-ปรับปรุงข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348883

x

สสก.4ย้ำเตือน‘เกษตรกร’ ขึ้นทะเบียน-ปรับปรุงข้อมูล

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 (สสก.4) ขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรเป็นหน้าที่ของเกษตรกรไทยทุกคนที่ต้องแจ้งปรับปรุงทะเบียนทุกปี เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เกษตรกรต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงให้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อทราบสถานการณ์การผลิตและใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และสนับสนุนงานตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ตลอดจนเป็นฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติแล้วเท่านั้น ซึ่งการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงเวลาเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ ปี’61 หากเกษตรกรท่านใดเตรียมวางแผนเพาะปลูกพืชใหม่ หรือปรับเปลี่ยนชนิด พื้นที่ในการเพาะปลูก ขอได้โปรดปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนด้วย

สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการปรับปรุง/ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ในส่วนของเกษตรกรรายเดิมเมื่อปลูกพืชแล้วไม่น้อยกว่า 15 วัน ให้มาแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน แต่ถ้าเป็นเกษตรกรรายใหม่ที่ไม่เคยขึ้นทะเบียนมาก่อน ให้ไปแจ้งขึ้นทะเบียน ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก เพื่อกรอกคำร้องขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรพร้อมแนบสำเนาเอกสารสิทธิที่ดินที่ทำการเกษตร สัญญาเช่าที่ดิน (กรณีเช่า) บัตรประจำตัวประชาชน ยื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกข้อมูลเข้าระบบ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลรับแจ้งขึ้นทะเบียนแล้ว จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หลังจากนั้นจะแจ้งให้เกษตรกรนำสมุดทะเบียนเกษตรกรมาปรับปรุงข้อมูลลงบนสมุดจัดเก็บไว้เพื่อแสดงตัวตน หากเมื่อใดที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรจำเป็นต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ภายในชุมชนอีกครั้งหนึ่ง

ยัน‘พาราควอต’ช่วยลดต้นทุน กรมวิชาการฯออกหน้าการันตี กฤษฎาเร่งถกแนวทางควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348882

x

ยัน‘พาราควอต’ช่วยลดต้นทุน กรมวิชาการฯออกหน้าการันตี กฤษฎาเร่งถกแนวทางควบคุม

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ว่า ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ตั้งคณะกรรมการทำงานกำหนดหลักเกณฑ์ ร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยต้นเดือนกรกฎาคม 2561 จะเชิญองค์กรอิสระ ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ เกษตรกร รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน มาช่วยกันยกร่างว่า สิ่งที่กรมได้ศึกษามา ยังขาดเหลืออะไร และควรเพิ่มเติมอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกัน และจะนำไปเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการนำไปยกร่างกฎหมายบังคับใช้ต่อไป

ด้าน นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า จะยังไม่มีการยกเลิกการใช้สารดังกล่าว แต่จะส่งนักวิชาการเกษตรลงพื้นที่ร่วมกับท้องถิ่นทุกจังหวัด เร่งให้ความรู้กับเกษตรกร เช่น การจำกัดการใช้ โดยเฉพาะกลุ่มพืชผักสวนครัว จะห้ามไม่ให้เกษตรกรใช้สารดังกล่าวในการกำจัดวัชพืช เพราะไม่เหมาะสมและเป็นอันตราย แต่สารดังกล่าวเหมาะกับพืชกลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง มากกว่า และหลังจากนี้จะเดินหน้าส่งนักวิชาการให้ความรู้ การใช้ที่ถูกวิธี เช่น การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน จะช่วยลดปัญหาการได้รับอันตรายจากการใช้สาร เพราะในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ใช้แบบถูกวิธีจนทำให้ไม่เกิดอันตราย ทั้งนี้ยืนยันว่า การใช้สารพาราควอตถ้าใช้ถูกวิธีจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรอย่างมาก เพราะจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมหาศาล โดยมีข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างสารพาราควอต กับสารกลูโฟซิเนต ซึ่งพาราควอตจะออกฤทธิ์ให้วัชพืชตายภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังฉีดพ่น และมีระยะปลอดฝนหรือระยะเวลาที่ฝนจะไม่ตกชะล้างสารเคมีก่อนที่ต้นพืชจะดูดซึมเข้าไป เพียงครึ่งชั่วโมง

ชายคาพระพิรุณ : 2 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348884

586851

ชายคาพระพิรุณ : 2 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวเล่าข่าวความเคลื่อนไหวในร่มชายคากระทรวงเกษตรฯเช่นเคย…กระแสข่าวตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการทุจริตโครงการไทยนิยมยั่งยืนยังออกมาเป็นระยะ โดยเฉพาะในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ในการจัดสร้างฉาง โกดัง ลานตาก เพื่อเก็บผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแปรรูปผลผลิต โดยรับงบกลางปี 1,791.5341 ล้านบาท

…ขุนเกษตรา มีโอกาสคุยกับ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับการยืนยันว่า โครงการนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีผลการดำเนินงานที่เห็นเป็นรูปธรรมเข้าร่วมโครงการ เพราะหวังจะให้สหกรณ์พัฒนาศักยภาพ โดยขณะนี้มีสหกรณ์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ 307 แห่ง ใน 67 จังหวัด ส่วนของขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณ เพื่อจัดหาครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้างที่เป็นงบลงทุน จะดำเนินการในหลักการเดียวกัน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีสำนักงบประมาณมีการกำหนดราคามาตรฐานไว้ จะต้องถือใช้ราคาดังกล่าว 2.กรณีไม่มีราคามาตรฐานกำหนดไว้ จะพิจารณาตามบรรทัดฐานและวิธีปฏิบัติในการเสนอขอตั้งงบประมาณของหน่วยงาน ที่เสนอต่อสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติในการจัดทำคำของบประมาณทุกปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แต่ละสหกรณ์มีความต้องการรายละเอียดคุณลักษณะของครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างไม่เหมือนกัน ทำให้ราคาที่เสนอขอตั้งงบประมาณจากแต่ละสหกรณ์ต่างกัน เช่น ราคาของครุภัณฑ์จะพิจารณาโดยให้สหกรณ์เสนอรายการและคุณลักษณะที่ต้องการใช้ พร้อมกับแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายไม่น้อยกว่า 3 ราย มาใช้อ้างอิง หลังจากนั้น กรม จะเสนอขอตั้งงบประมาณไปยังสำนักงานงบประมาณ โดยที่สำนักงบประมาณจะกำหนดเกณฑ์ราคาเฉลี่ยเพื่อใช้สำหรับอ้างอิงในการตั้งงบประมาณของแต่ละรายการ ถ้าราคาตามรายการที่ขอมา ต่ำกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณก็จะจัดสรรให้ตามคำขอ แต่ถ้าราคาตามรายการที่ขอมาสูงเกินกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณจะจัดสรรให้ตามราคาอ้างอิงเท่านั้น

ส่วนขั้นตอนการพิจารณาผลการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับการจ้าง สหกรณ์จะต้องเชิญสมาชิกสหกรณ์เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ทุกคน หากพบว่าสหกรณ์ใดที่ไม่ดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนด และส่อไปในทางไม่โปร่งใส จะสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดระงับและยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างรายการนั้นทันที พร้อมระงับการโอนเงินให้แก่สหกรณ์ จนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ส่วนราชการจะไม่เข้าไปแทรกแซงในทุกกระบวนการ แต่จะคอยตรวจสอบ กำกับ ติดตามให้สหกรณ์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเข้มงวด และยังห้ามข้าราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปชี้นำในการจัดหาผู้รับจ้าง และเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อแอบอ้างรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด หากพบพื้นที่ใดมีการทุจริตจะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดในทันที…ขุนเกษตราได้รับฟังมา ส่วนตัวมองว่าเป็นแนวทางที่เข้มงวดและยังให้สมาชิกมีส่วนร่วม จึงไม่น่ากังวลในส่วนของผู้กำหนดนโยบาย แต่คงต้องติดตามในส่วนของผู้นำไปปฏิบัติ นั้นคือ “สหกรณ์” ต่อไป

ขุนเกษตรา

เสริมแกร่ง‘Young Smart Farmer’ เปิดหลักสูตรติวเข้มพัฒนาสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348880

เสริมแกร่ง‘Young Smart Farmer’ เปิดหลักสูตรติวเข้มพัฒนาสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

เสริมแกร่ง‘Young Smart Farmer’ เปิดหลักสูตรติวเข้มพัฒนาสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.15 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้วางแนวทางการดำเนินงาน โดยมุ่งสร้างสมดุลของการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรตลอดเส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร และพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer อย่างต่อเนื่อง เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้”

ดังนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการแข่งขันด้านสินค้าเกษตร โดยใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร และการตลาดสากลในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร E-commerce และการตลาดสากลในยุคดิจิทัล ให้กับ Young Smart Farmer ที่เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมและตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ และความต้องการของตลาด จึงกำหนดจัดทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ หลักสูตรมาตรฐานสินค้าเกษตรและการตลาดสากลขึ้น มุ่งหวังพัฒนาและยกระดับศักยภาพ Young Smart Farmer ที่เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ก้าวสู่การเกษตรตามมาตรฐานสินค้าและการตลาดสากลอย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อสภาวะเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคง ยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ หลักสูตรมาตรฐานสินค้าเกษตรและการตลาดสากล จะมีการจัดฝึกอบรม Young Smart Farmer 100 คน มีการบรรยาย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กรณีศึกษา ถาม-ตอบปัญหา และแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ พร้อมกับสรุปและรายงานผลการอบรมให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบ โดยจะเริ่มฝึกอบรม ระหว่างวันที่ 4-6 กรกฎาคม และ 1-3 สิงหาคม ณ โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ จะได้รับการพัฒนาและยกระดับศักยภาพจากการฝึกอบรมในหลักสูตรดังกล่าวและสามารถเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม และมาตรฐานสินค้าเกษตร สามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นเกษตรกรมืออาชีพและมีความเข้าใจการทำตลาด E-commerce ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

กฤษฏาดันยางไทยรุกเปิดตลาดใหม่ เผยมีออเดอร์8 ประเทศปีละ7 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348781

กฤษฏาดันยางไทยรุกเปิดตลาดใหม่ เผยมีออเดอร์8 ประเทศปีละ7 แสนตัน

กฤษฏาดันยางไทยรุกเปิดตลาดใหม่ เผยมีออเดอร์8 ประเทศปีละ7 แสนตัน

วันเสาร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 16.55 น.

30 มิ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นที่น่ายินดีที่ 8 ประเทศจาก 20 ประเทศ มาสั่งซื้อยางทุกประเภทรวมประมาณ 58,000 ตันต่อเดือน หรือ 700,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ายินดี และการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) จะติดต่อในรายละเอียดกับผู้ซื้อเหล่านี้ต่อไป

ทั้งนี้ นับเป็นผลสำเร็จในการแสวงหาตลาดใหม่ๆ และจะทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคายาง สร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรสวนยาง จากที่ตนนำคณะทูตและนักธุรกิจกว่า 70 ราย ลงพื้นที่แหล่งผลิตยางไปดูกระบวนการผลิตตั้งแต่สวนยาง จนถึงการส่งออกที่ จ.กระบี่และตรัง ซึ่งในวันนี้มีการเจรจาซื้อยาง จับคู่ธุรกิจกับเอกชนจากประเทศต่างๆที่เป็นตลาดใหม่ ระหว่างสถาบันเกษตรกร สหกรณ์สวนยาง และ กยท.

ด้านนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กล่าวว่า การจับคู่ธุรกิจครั้งนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งเป็นผู้ผลิตได้พบกับผู้ซื้อยาง กลุ่มผู้ประกอบการจากประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดใหม่ เช่น เม็กซิโก เกาหลีใต้ ศรีลังกา อินเดีย ไต้หวัน อเมริกา อิหร่าน โดยมีคำสั่งซื้อยางจากกลุ่มเกษตรกร และ กยท. ร้อยละ 57 มีน้ำยางข้น ยางเครปขาว ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง รวมเดือนละ 5.8 หมื่นตัน ราว 7 แสนตันต่อปี ถือเป็นการเพิ่มยอดจำหน่ายยอดขายแปรรูปในตลาดใหม่ โดยมี กยท.ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อขายยางให้แก่ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ต่างประเทศทราบว่าไทยสามารถแปรรูปยางประเภทต่างๆมีคุณภาพมาตรฐานดี เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต่างๆได้ทั่วโลก

สำหรับผลการจับคู่ธุรกิจผู้ซื้อยาง กลุ่ม 1 เช่น ประเทศอิหร่าน ประเภทยางเอสทีอาร์10 มีปริมาณความต้องการ  1.2 พันตันต่อปี  กลุ่ม 2 มี จีน และเม็กซิโก ประเภทยางเอสอาร์อาร์3 มีปริมาณ 5,040 ตันต่อปี เดือนละ 420 ตัน กลุ่ม 3 มีจีน อินเดีย เม็กซิโก ไต้หวัน ประเภทยางเอสทีอาร์เอสแอล 14,600 ตันต่อปี เดือนละ 1.2 พันตัน กลุ่ม 4 มี เม็กซิโก ศรีลังกา อินเดีย ประเภทยางแอลเอแท็ก ปริมาณ 19,764 ตันต่อปี เดือนละ 1.6 พันตัน กลุ่ม5 มี จีน เม็กซิโก รัสเซีย  ประเภทยางเอสทีอาร์20 ปริมาณ 175,760 ตันต่อปี เดือนละ 1.6 หมื่นตัน และกลุ่ม 6 จีน อินเดีย ประเภทยางเครปขาว ปริมาณ480,060 ตันต่อปี เดือนละกว่า 4 หมื่นตัน

รอ5ก.ค.!ปลัดเกษตรฯแถลงปมสอบงบ1.7พันล้านไทยนิยมฯให้307สหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348749

รอ5ก.ค.!ปลัดเกษตรฯแถลงปมสอบงบ1.7พันล้านไทยนิยมฯให้307สหกรณ์

รอ5ก.ค.!ปลัดเกษตรฯแถลงปมสอบงบ1.7พันล้านไทยนิยมฯให้307สหกรณ์

วันเสาร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 15.51 น.

30 มิ.ย.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรณีนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน หลังจากเกิดข้อครหาการใช้งบประมาณ 1.7 พันล้านบาท ของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่จ่ายอุดหนุนให้กับสหกรณ์การเกษตร จัดซื้อจัดจ้างเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรการแปรรูปเพื่อดำเนินการชะลอสินค้าเกษตร ที่มีการตั้งข้อสังเกตเครื่องมือชนิดเดียวกัน แต่มีราคาสูงกว่ากันของแต่ละสหกรณ์ ซึ่งปลัดกระทรวงฯจะแถลงผลสรุปวันที่ 5 ก.ค.นี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับสังคมในเรื่องการใช้งบทั้งหมด

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวอีกว่า ในโครงการนี้มีสหกรณ์การเกษตรที่ผ่านการคัดเลือก มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจมีความโปร่งใส เข้าร่วม 307 แห่ง 67 จังหวัด โดยกรมฯรับผิดชอบดูแลงบประมาณเพื่ออุดหนุนจ่ายขาดใน 3 โครงการหลัก คือ โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร(แก้มลิง) โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และโครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร

ทั้งนี้ ขั้นตอนการเสนอของบโดยสำนักงบประมาณ จะกำหนดเกณฑ์ราคาเฉลี่ย เพื่อใช้สำหรับอ้างอิงในการตั้งงบประมาณของแต่ละรายการ หากราคาตามรายการที่ขอมาต่ำกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณจะพิจารณาจัดสรรให้ตามคำขอ แต่ถ้าราคาตามรายการที่ขอมาสูงเกินกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณจะจัดสรรให้ตามราคาอ้างอิงเท่านั้น จากนั้นเมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561  จะมีรายละเอียดประกอบที่ระบุรายการ และจำนวนเงินอุดหนุนของครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุมัติ และเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจและติดตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืนในส่วนกลางติดตามความก้าวหน้า

‘กรมปศุสัตว์’เดินหน้าตรวจปัสสาวะหมู หาสารเร่งเนื้อแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348672

'กรมปศุสัตว์'เดินหน้าตรวจปัสสาวะหมู หาสารเร่งเนื้อแดง

‘กรมปศุสัตว์’เดินหน้าตรวจปัสสาวะหมู หาสารเร่งเนื้อแดง

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 20.16 น.

29 มิ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ สั่งการให้ นายสัตวแพทยจีรศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ พร้อมด้วยชุดเฉพาะกิจปราบปรามการใช้สารเร่งเนื้อแดง กรมปศุสัตว์ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จาก สพส. อยส. , สนง.ปศข 7 , กลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 7 รวมกว่า 50 นาย โดยเมื่อวานนี้ (28 มิ.ย.) เข้าตรวจปัสสาวะสุกรที่ฟาร์ม ในพื้นที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี จำนวน 9 ฟาร์ม พบผลบวกต่อสารเร่งเนื้อแดง จำนวน 3 ฟาร์ม จึงได้อายัดสุกร จำนวน 28,460 ตัว

และในวันนี้ ชุดเฉพาะกิจปรามปรามสารเร่งเนื้อแดง กรมปศุสัตว์ ขยายผลลงพื้นที่ตรวจสอบฟาร์มหมูต่อเนื่อง ในพื้นที่ อ.โพธาราม และ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จาก อยส. สพส. , สนง.ปศข 7 เข้าตรวจสอบฟาร์มสุกรขุน ด้วยชุดทดสอบภาคสนาม (strip test) จำนวน 5 ฟาร์ม ไม่พบผลบวกต่อสารเร่งเนื้อแดงทั้ง 5 ฟาร์ม สรุปดำเนินการ 2 วัน อายัดสุกร ที่ฟาร์มจำนวน 3 ฟาร์ม 28,460 ตัว ตัวอย่างปัสสาวะจะถูกส่งตรวจเพื่อยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ต่อไป

รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการปราบปรามการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธการสินค้าเกษตรปลอดภัยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการระดมกำลังกวาดล้างโรงฆ่าสัตว์เถื่อนและสารเร่งเนื้อแดง โดยการกระทำดังกล่าว ข้างต้น เป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ หลังจากนี้จะปฏิบัติการอย่างนี้ต่อเนื่องไปเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสัตว์ที่มาจากฟาร์มที่ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ หากบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรงและอาจทำให้เจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างไรก้ตาม หากพบเห็นการกระทำผิด โปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

สวนยางรายย่อยกว่า9พันคนแห่ร่วม ปรับเปลี่ยนอาชีพสร้างความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348344

สวนยางรายย่อยกว่า9พันคนแห่ร่วม  ปรับเปลี่ยนอาชีพสร้างความมั่นคง

สวนยางรายย่อยกว่า9พันคนแห่ร่วม ปรับเปลี่ยนอาชีพสร้างความมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ลดพื้นที่ปลูกยางพารา โดยตั้งเป้าไว้ที่ 700,000 ไร่ และมอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร จัดฝึกอบรมอาชีพที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรชาวสวนยางที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ในเบื้องต้นวางแผนการส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกยางพาราปรับเปลี่ยนอาชีพจากการทำสวนยางพาราไปประกอบอาชีพอื่น โดยตั้งเป้าหมายในการลดพื้นที่ปลูกยางพารา จำนวน 150,000 ไร่ เพื่อลดปริมาณผลผลิตยางที่จะเข้าสู่ระบบ ลดความเสี่ยงจากราคายางที่ตกต่ำ เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร และเป็นทางเลือกในการปรับเปลี่ยนมาสู่การทำอาชีพเกษตรกรรมใหม่ๆ

จากยอดผู้สมัคร 9,434 ราย ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ กับการยางแห่งประเทศไทยนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการวิเคราะห์และจัดทำแผนพัฒนาอาชีพการเกษตรเป็นรายบุคคล พร้อมทำหลักสูตรรายบุคคลเพื่อฝึกอบรม โดยมีวิทยากรจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมให้ความรู้ตามหลักสูตรแผนพัฒนาอาชีพ โดยมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด และเกษตรอำเภอ เป็นผู้ดำเนินการจัดอบรม ณ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. โดยแบ่งการอบรมออกเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 1 วัน ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 เรื่องการวางแผนการผลิต โอกาสทางการตลาด และการลงทุน และครั้งที่ 2 จะเน้นด้านเทคโนโลยีการผลิต การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว ตลอดจนมาตรฐานการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ ประกอบไปด้วย 8 อาชีพ ได้แก่ อาชีพปลูกผัก พืชไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพร ประมง ปศุสัตว์ ทั้งนี้เกษตรกรที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการจะต้องเข้าร่วมการอบรมทั้ง 2 ครั้ง ถึงจะได้รับใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ และจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐต่อไป