‘กฤษฎา’สั่งทั่วปท. เน้นความโปร่งใส ขับเคลื่อนไทยนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349324

x

‘กฤษฎา’สั่งทั่วปท. เน้นความโปร่งใส ขับเคลื่อนไทยนิยม

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯได้รับอนุมัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 จำนวน 24,993 ล้าน เพื่อดำเนินการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1) คนไทยไม่ทิ้งกัน แผนงานเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 2) ชุมชนอยู่ดีมีสุข แผนงานการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ และ 3) งานตามภารกิจของทุกหน่วยงาน (Function) พัฒนาชุมชน/กลุ่ม ให้ความรู้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ ล่าสุดได้เน้นย้ำให้ข้าราชการในพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด ไปรวบรวมว่ามีงบประมาณและทำโครงการเรื่องใดบ้าง และขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อพก.) เพื่อติดตามการดำเนินงาน หากมีปัญหาให้แจ้งกับผู้ว่าฯ และขอความร่วมมือหน่วยงานราชการต่างๆ ช่วยกันแก้ไข อีกทั้งงบดังกล่าวเป็นงบจ้างแรงงานถึง 2 ล้านราย ซึ่งต้องนำมาจากบัญชีรายชื่อผู้มีรายได้น้อยตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ จึงต้องดูกลุ่มนี้เป็นอันดับแรก แต่หากในพื้นที่ไม่มีกลุ่มนี้ ให้กระจายไปยังเกษตรกรรายอื่นได้ รวมถึงการจ่ายค่าแรงงานหรือค่าอบรบนั้น จะต้องจ่ายผ่านบัญชีธนาคารเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายตามมา

รายงานพิเศษ : เกษตรฯยก‘ชุมพร’ต้นแบบความสำเร็จ ใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349328

รายงานพิเศษ : เกษตรฯยก‘ชุมพร’ต้นแบบความสำเร็จ  ใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

รายงานพิเศษ : เกษตรฯยก‘ชุมพร’ต้นแบบความสำเร็จ ใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทุเรียน เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ มีศักยภาพในการส่งออกสูงและเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง จังหวัดชุมพร เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนกันมาก มีพื้นที่ปลูกประมาณ 164,099 ไร่ แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบมากที่สุดของการทำสวนทุเรียน คือโรครากเน่าโคนเน่า ที่นับเป็นปัญหาสำคัญของคนปลูกทุเรียนมาโดยตลอด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์ของโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนว่า พื้นที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เป็นพื้นที่หนึ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนต้องเผชิญกับปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่ระบาดหนัก เพราะอากาศแปรปรวนมีความชื้นสูง รวมทั้งการบริหารจัดการที่ยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ จนสวนทุเรียนได้รับความเสียหายอย่างหนัก เกษตรกรหลายรายมีความคิดว่าจะโค่นต้นทุเรียนทิ้ง เพื่อไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นแทนก็มี กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรอำเภอท่าแซะ ได้ส่งเสริมแนะนำให้เกษตรกรใช้ “เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า” ในการควบคุมโรคพืช เนื่องจากเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเป็นเชื้อราปฏิปักษ์หรือเชื้อราที่เป็นศัตรูต่อเชื้อสาเหตุโรคพืชหลายชนิดได้ จึงช่วยทำลายเชื้อราไฟทอฟธอราซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่าโคนเน่าในดินให้มีปริมาณลดลง ช่วยให้รากที่มีอยู่เดิมหรือรากที่แตกใหม่ไม่ให้เชื้อราไฟทอฟธอราเข้าไปทำลายได้ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่ายังมีส่วนช่วยให้พืชเกิดความต้านทานต่อเชื้อโรค ที่สำคัญเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเป็นสารชีวภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรคพืชแทนการใช้สารเคมี อีกทั้งส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันผลิตไตรโคเดอร์ม่าไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืชได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช แต่พบว่าการใช้สารเคมีนอกจากราคาแพงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ยังก่อให้เกิดมลภาวะตามมาอีกด้วย และเกิดความไม่ปลอดภัยต่อผลผลิตมีสารตกค้าง รวมถึงความไม่ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภคด้วย

นางจิรนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ชีวภัณฑ์ โดยเฉพาะเชื้อที่เป็นจุลินทรีย์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชและโรคพืชได้รับความนิยมจากเกษตรกรในยุคปัจจุบันค่อนข้างมาก เนื่องจากต้นทุนถูกกว่าสารเคมี และยังสามารถผลิตได้เอง มีความปลอดภัยสูง ซึ่งการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปใช้ เพื่อลดต้นทุน ลดความเสียหายของผลผลิต และเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสารชีวภัณฑ์ไว้ใช้เองแล้ว ทางกรมส่งเสริมการเกษตร ยังมีมาตรการควบคุมมาตรฐานการผลิตสารชีวภัณฑ์ที่กลุ่มเกษตรกรผลิต เพื่อให้ได้มาตรฐานสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสุ่มตัวอย่างนำไปตรวจเป็นระยะ 2-3 เดือนครั้ง รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ หรือจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ที่อยู่ในพื้นที่คอยลงพื้นที่ให้คำแนะนำในการผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องเหมาะสมตลอดเวลา

ด้านนางสำเนียง สุขเนาว์ เจ้าของแปลงต้นแบบการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน บ้านบางฝนตก หมู่ 18 ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จ.ชุมพร เล่าว่า ตนมีพื้นที่ปลูกทุเรียนอยู่ 15 ไร่ หลายปีก่อนประสบปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าทำลายต้นทุเรียนเกือบทั้งหมด ตอนนั้นทำยังไงก็ไม่หายใช้สารเคมีก็ไม่เป็นผล เชื้อราไฟทอฟธอราทำลายต้นทุเรียนเป็นแผลตั้งแต่ข้างบนยอดลงมาถึงโคนต้น ใบเหี่ยวเฉา ลูกไม่สมบูรณ์ จนคิดว่าทุเรียนต้องตายหมดสวนแน่ๆ จึงคิดที่จะโค่นทุเรียนไปปลูกปาล์มน้ำมันแทนแล้ว พอดีมาเจอกับเกษตรอำเภอท่าแซะ คุณสว่าง โกดี ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว เข้ามาแนะนำมาอบรมถ่ายทอดความรู้ ให้รู้จักเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ว่าสามารถแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าได้ ซึ่งตอนแรกลูกชาย นายอรุณวิชญ์ สุขเนาว์ ไม่เชื่อเลย แต่ตนคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็เลยลองทำ โดยทั้งหว่านรอบโคนต้น ฉีดลำต้น ทรงพุ่ม ฉีดทุก 15 วัน พอผ่านไปประมาณ 6 เดือน สภาพต้นทุเรียนที่เหมือนจะตายเริ่มฟื้น เมื่อเห็นผลอย่างนั้นก็ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันกำจัดโรคในสวนทุเรียนมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันกว่า 4 ปีแล้ว และก็ยังจะใช้ต่อไป รวมทั้งอยากเชิญชวนให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาหันมาใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี เพราะไม่เพียงช่วยลดต้นทุน ยังปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค

ปัจจุบันแปลงของนางสำเนียง สุขเนาว์ และลูกชาย ถูกยกให้เป็นแปลงต้นแบบการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนที่ประสบความสำเร็จเห็นผลอย่างชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การขยายผลการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าอย่างกว้างขวางของพื้นที่จังหวัดชุมพร

ตัวอย่างเช่น นายสุนันท์ เพชรทอง เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน (สวนลุงนุ้ย) หมู่ 7 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ เป็นแปลงขยายผลการเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนและยังใช้กับพืชอื่นที่ปลูกแบบผสมผสาน หรือสวนสมรม บนพื้นที่ 50 ไร่ ใช้วิธีการฉีดพ่นและโรยโคนต้น รวมถึงมีการนำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าไปปิดปากแผลตามลำต้น ช่วยให้โรคและแมลงลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น ซึ่งที่สวนลุงนุ้ยสามารถผลิตทุเรียนคุณภาพ มีระบบจัดการสินค้าทุเรียนให้มีมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วย QR code การันตีคุณภาพสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และยังได้รับคัดเลือกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเกษตรที่สำคัญของอำเภอท่าแซะด้วย

ขณะที่นายสุรพศ สุวรรณรักษา ผู้ใหญ่บ้าน ม.9 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ ในฐานะผู้ประสานงานของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ต.หงษ์เจริญ กล่าวว่า ตนและเกษตรกรในพื้นที่ เป็นชาวสวนผู้ปลูกทุเรียนที่ประสบปัญหาต้นทุเรียนตาย ผลผลิตเสียหายจากโรครากเน่าโคนเน่า จึงได้มารวมกลุ่มกัน สมาชิก 42 ราย เพื่อมาช่วยกันผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า นำไปใช้ป้องกันโรคในสวนทุเรียน ซึ่งผลจากการดำเนินการพบว่ามีประสิทธิภาพที่ดีกว่าการใช้สารเคมี ทำให้สมาชิกในกลุ่มมีความเชื่อถือในการทำอาชีพแบบยั่งยืน ลดรายจ่ายได้เยอะ อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพของชาวบ้านอีกด้วย ปัจจุบันสมาชิกได้นำไปใช้กว่า 70% ของจำนวนสมาชิก ครอบคลุมพื้นที่สวนทุเรียนกว่า 400 ไร่ และมีแนวโน้มที่จะขยายผลการใช้ไปสู่พื้นที่หมู่บ้านใกล้เคียงคิดเป็นพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่

สำหรับเกษตรกรท่านใดที่สนใจเรื่องการใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันโรคพืช สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ใกล้บ้าน หรือที่หน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้เลย

ปรับชะลอหนี้เกษตรกร3กลุ่มธนาคาร! ‘กฤษฎา’ขอร่วมมืองดชุมนุมเดือน’มหามงคล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349319

ปรับชะลอหนี้เกษตรกร3กลุ่มธนาคาร! 'กฤษฎา'ขอร่วมมืองดชุมนุมเดือน'มหามงคล'

ปรับชะลอหนี้เกษตรกร3กลุ่มธนาคาร! ‘กฤษฎา’ขอร่วมมืองดชุมนุมเดือน’มหามงคล’

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.13 น.

รมว.เกษตรฯ เบรคม็อบหนี้สินเกษตรกร เร่งแจงความคืบหน้าการแก้ปัญหาหนี้จบในเดือนก.ค.พร้อมขอความร่วมมืองดชุมนุมเนื่องในเดือนมหามงคล “เฉลิมพระชนมพรรษาร.10” 

3 ก.ค. 61 นายณรงค์ อ่อนสอาด ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่านายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯได้หารือกับ นายยศวัฒน์ ชัยวัฒนสินิกุล ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย (ส.ก.ท.) ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) โดยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาล่าสุดแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มลูกหนี้ ธกส. ซึ่งลูกหนี้ได้เสนอให้มีการขยายกรอบมติ ครม. เมื่อวันที่ 7 เม.ย.53  เรื่อง โครงการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร จากเดิม ธ.ค. 52 ให้ขยายไปถึง ธ.ค. 60 มี 36,000 ราย เป็นหนี้ภาคการเกษตร ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการหาข้อมูลตัวเลข จำนวนหนี้ต่างๆ รวมทั้งระเบียบกฎหมาย และจะต้องดำเนินการฟื้นฟูลูกหนี้กลุ่มนี้ควบคู่กันไปด้วย คาดว่าภายในเดือน ก.ค. จะนำเสนอให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจพิจารณา

2.กลุ่มลูกหนี้สหกรณ์ เป็นหนี้ผิดชำระ 15,000 ราย ซึ่งเดิม กฟก.สามารถจัดการซื้อหนี้กลุ่มนี้ได้ แต่ปัจจุบันมีระเบียบ กฟก. 2560 ขึ้นมาทำให้ไม่สามารถจัดการซื้อหนี้ได้เช่นเดิม ประกอบกับสหกรณ์ส่วนใหญ่ไม่ยินยอมที่จะขายหนี้ให้กับกองทุน ซึ่งขณะนี้ได้มีการประชุมกับสหกรณ์ 1,500  แห่งทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางแก้ไข และปรับหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมเพื่อให้สหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการหนี้

3.กลุ่มลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีกว่า 4,000 ราย โดยทางสมาคมธนาคารไทยได้เคยเสนอหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือจะขายหนี้ให้กับลูกหนี้ หากมูลหนี้ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท ให้ชำระอัตรา 50% ต่อมากลุ่มเกษตรกร ได้ยื่นข้อเสนอกับ รมว.เกษตรฯ ให้ธนาคารเจ้าหนี้ตัดเงินต้นที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เหลือร้อยละ 30 และไม่มีหลักทรัพย์ เหลือร้อยละ 20

ด้านนายยศวัฒน์ กล่าวว่า ยังคงมีปัญหาติดขัดระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ ทางสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทยจึงได้กำหนดเดินทางมา 2 พันคนเพื่อมาพบเจ้าหนี้วันที่ 3 -4 ก.ค. ที่กระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตามหลังจากได้พบนายกฤษฏา ได้เร่งรัดแก้ไขหนี้เกษตรกรได้ก้าวหน้า และขอความร่วมมือเกษตรกร ทั้งนี้เดือน ก.ค. ถือเป็นเดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระราชสมภพในวันที่ 28 ก.ค. จึงมีความเห็นตรงกันว่าควรเลื่อนการเดินทางชุมนุมออกไปก่อนจนถึง 31 ก.ค. 61 และเชื่อมั่นการทำงานของรมว.เกษตรฯบรรเทาความเดือดร้อนไปได้แก้ไขปัญหาเกษตรกรด้วยความจริงใจ

เกษตรฯเตรียมชดเชยนาข้าว1,600 ไร่ ได้รับผลกระทบระบายน้ำช่วย13ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349247

เกษตรฯเตรียมชดเชยนาข้าว1,600 ไร่  ได้รับผลกระทบระบายน้ำช่วย13ชีวิต

เกษตรฯเตรียมชดเชยนาข้าว1,600 ไร่ ได้รับผลกระทบระบายน้ำช่วย13ชีวิต

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 10.13 น.

 3 ก.ค. 61 เวลา 08.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฤษฎา บุญราช  รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่า ได้รับรายงานจากผวจ.เชียงราย ว่า ขณะนี้มีน้ำท่วมนาข้าว 3 ตำบล ได้รับความเสียหาย 1,600 กว่าไร่ คิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ และจะมีการสำรวจเพิ่มเติมอีก เพราะยังจะมีการระบายน้ำออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรไร่ละ 1,100 บาท โดยใช้งบประมาณของจังหวัด ซึ่งมีวงเงินอยู่ 50 ล้านบาท และจะเยียวยาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา แค่นำเข้าคณะกรรมการระดับจังหวัดเท่านั้น

ทั้งนี้ ยังได้เตรียมพันธุ์ข้าวไว้แจกจ่ายแก่เกษตรกร พร้อมมอบหมายให้อธิบดีกรมชลประทาน ไปดูเส้นทางระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตร เช่น ระบายลงแม่น้ำคำ และแม่น้ำแม่สาย เป็นต้น

รักษ์เกษตร : การขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการตอนกิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349152

x

รักษ์เกษตร : การขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการตอนกิ่ง

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีการขยายพันธุ์พืชโดยการตอนกิ่งครับ ช่วยให้คำแนะนำด้วยครับ ขอบคุณครับ

วิเชียร สายสมบูรณ์

อ.เมือง จ.นนทบุรี

คำตอบ

การขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการตอนกิ่ง เป็นวิธีที่นิยมทำกันมาก เพราะได้ต้นโต และเจริญเติบโตเร็วกว่าใช้เมล็ด หรือวิธีอื่นๆ ไม่กลายพันธุ์ วิธีปฏิบัติไม่ยุ่งยาก มีวิธีดังนี้

1. การเตรียมเครื่องใช้ในการตอนกิ่ง

1) มีด จะต้องคมและสะอาด มีลักษณะโค้ง เพื่อสะดวกในการควั่นกิ่ง เมื่อใช้แล้วต้องล้างให้สะอาด

2) กาบมะพร้าว สำหรับหุ้มกิ่งตอน ต้องแช่น้ำให้นุ่มและอิ่มตัว ตัดหัวท้ายให้เหลือท่อนกลางยาว 4-5 นิ้ว หรือแล้วแต่ขนาดของกิ่งตอน ทุบให้เป็นแผ่นยาว แล้วม้วนเก็บไว้

3) แผ่นพลาสติก สำหรับหุ้มกาบมะพร้าวอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้กาบมะพร้าวมีความชื้นอยู่เสมอ

4) เชือกฟาง สำหรับมัดกิ่งตอน

5) ดิน สำหรับหุ้มกิ่งตอนเป็นดินร่วนซุย หรือดินผสมกากพืชที่เน่าเปื่อย เช่นใบก้ามปู ใบทองหลาง กับมูลโคกระบือด้วย

2. การเลือกกิ่งตอน ต้องเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรค เป็นกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนเกินไป เป็นกิ่งที่แตกจากลำต้น หรือส่วนยอดของลำต้น มีใบยอดคลี่เต็มที่แล้ว

3. วิธีตอน

1) การควั่นกิ่ง เมื่อเลือกกิ่งได้ขนาดแล้ว ให้ควั่นรอบกิ่ง 2 รอบ เป็นรอยล่างและรอยบน การควั่นรอยบนจะต้องควั่นใต้ตาหรือข้อ ประมาณ 1/4 นิ้ว ส่วนรอยล่าง ควั่นให้ห่างจากรอยบนความยาว ประมาณ 1/2 นิ้ว เมื่อควั่นเสร็จแล้ว ใช้มีดกรีดระหว่างรอยควั่นทั้งสอง ลอกเปลือกออกให้หมด และเอาสันมีดขูดเมือกต่างๆ ออกให้หมด

2) การหุ้มกิ่ง ใช้ดินที่เตรียมไว้ ปั้นเป็นก้อนให้พอเหมาะกับกิ่ง หุ้มกิ่งให้มีรอยควั่นด้านบนและด้านล่าง แล้วบีบดินให้กระชับกับกิ่ง แล้วนำกาบมะพร้าวที่ทุบเตรียมไว้แล้วหุ้มดินอีกที โดยให้กาบมะพร้าวยาวกว่าตุ้มดินเล็กน้อย ใช้เชือกมัดหัวท้ายกาบมะพร้าวให้แน่น อย่าให้กาบมะพร้าวหมุนได้ จากนั้น ให้นำแผ่นพลาสติก มาหุ้มทับกาบมะพร้าวอีกครั้งหนึ่ง มัดหัวท้ายอีกครั้งหนึ่ง รดน้ำให้ชุ่มระวังอย่าให้แห้ง จนกระทั่งออกรากเต็มที่ จึงตัดไปเพาะชำต่อได้

3) การตัดกิ่งตอน เมื่อตัดกิ่งตอนมาแล้ว ควรแช่กิ่งตอนลงในน้ำให้กาบมะพร้าว ดูดน้ำให้อิ่มตัวประมาณ 30 นาที ก่อนนำไปเพาะชำ โดยแกะแผ่นพลาสติกออกเสียก่อน แล้วจึงนำไปชำลงในภาชนะหรือกระถาง รดน้ำ และวางไว้ในที่รำไร จนกระทั่งเห็นว่าต้นไม้เจริญงอกงามดีแล้ว จึงนำออกให้ถูกแสงแดด หรือนำไปปลูกลงดินต่อไป

วิธีนี้ เป็นวิธีดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา ปัจจุบันได้ใช้ขุยมะพร้าวที่เปียกชื้น ใส่ถุงพลาสติกอัดให้แน่น แทนการใช้กาบมะพร้าวทุบ ก็เป็นวิธีที่สะดวกสบายไม่ยุ่งยากนัก และสามารถออกรากได้ดีอีกด้วย

นาย รัตวิ

กรมชลเปิดตัวเครื่องตรวจดินไฮเทค แบบพกพา-ประหยัดเวลา-ค่าใช้จ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349153

x

กรมชลเปิดตัวเครื่องตรวจดินไฮเทค แบบพกพา-ประหยัดเวลา-ค่าใช้จ่าย

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้สนับสนุนบุคลากรภายในหน่วยงานให้ประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อเข้ามาช่วยเสริมการทำงาน โดยล่าสุดในงาน “ย้อนรอย 116 ปีกรมชลประทาน” ได้มีการเปิดตัวเครื่องมือใช้ควบคุมคุณภาพและตรวจสอบงานฐานรากและงานถมดินแบบพกพา ซึ่งช่วยให้ประหยัดต้นทุน ค่าใช้จ่าย ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา

นายชาญชัย ศรีสุธรรม วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ กล่าวว่า เครื่องมือตอกทดลองขนาดเล็กแบบพกพาเป็นเครื่องมือที่ใช้ทดสอบความแน่นของชั้นดิน เพื่อเอาค่าความแน่นของชั้นดินไปประเมินค่าคุณสมบัติด้านวิศวกรรมชั้นดิน เพื่อใช้ในการออกแบบฐานรากของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งในทางชลประทานได้แก่การสร้างเขื่อน คลอง อาคารชลประทาน เป็นต้น

“ปกติเราใช้เครื่องมือวัดที่มีขนาดใหญ่ เรียกว่า เครื่องตอกทดลองแบบมาตรฐาน ความสูง 3 เมตร การใช้งานต้องมีการขนย้าย ใช้แรงงาน 3-5 คน ในการประกอบและใช้เวลาหลายวันในการประมวลผล ทำให้บางกรณีอาจทำงานไม่ทันเวลา เพราะต้องรอคน รอของ ดังนี้เราจึงคิดค้นพัฒนาของใหม่ให้เล็กลง เคลื่อนย้ายง่ายเพราะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 15 กิโลกรัม สามารถนำขึ้นไปบนภูเขาสูงได้สะดวกกว่า ใช้บุคลากรเพียง 1-2 คน ก็อ่านค่าต่างๆ ของชั้นดินได้ ส่งผลให้การตัดสินใจรวดเร็วเหมาะกับการใช้งานในกรณีฉุกเฉินเช่นกัน”

นายชาญชัยกล่าวต่อว่า ได้นำเครื่องมือตอกขนาดเล็กฯ ไปใช้งานจริงแล้ว 2 แห่ง คือ ที่คันคลองของอาคารระบายน้ำล้นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อตรวจสอบประเมินชั้นดินที่เกิดการสไลด์ว่าต้องซ่อมแซมและป้องกันอย่างไร กับตรวจสอบชั้นดินเพื่อออกแบบฐานรากให้กับโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร ณ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ด้านหลังเป็นเหว ด้านข้างเป็นภูเขา แต่ปรากฏว่าการทำงานทำได้สะดวกรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 1-2 วัน งานก็เสร็จสิ้น นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมในยุคที่กรมชลประทาน กำลังจะพัฒนาและเดินไปสู่องค์กรอัจฉริยะได้อย่างเหมาะเจาะจริงๆ

สหกรณ์เปิดตลาดสินค้า‘ลับแล’ พัฒนาศูนย์กลางโลจิสติกส์ภาคเหนือล่าง-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349155

สหกรณ์เปิดตลาดสินค้า‘ลับแล’ พัฒนาศูนย์กลางโลจิสติกส์ภาคเหนือล่าง-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

สหกรณ์เปิดตลาดสินค้า‘ลับแล’ พัฒนาศูนย์กลางโลจิสติกส์ภาคเหนือล่าง-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายศิวกร แดงแม่พูล รองผู้จัดการใหญ่ 2 สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรในประเทศไทย ยังขาดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดสินค้าเกษตรที่มีระบบการบริการที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้ค้าและผู้บริโภค ส่งผลให้ผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์ไม่ได้รับการดูแลอย่างครบวงจร ทำให้ราคาสินค้าเกษตรของสมาชิกไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งจะเห็นได้จากหนี้สินของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จึงได้จัดทำโครงการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าการเกษตรอำเภอลับแลขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาการตลาด การขนส่งของผลผลิตทางการเกษตรอำเภอลับแล รวมทั้งจังหวัด และภูมิภาค ซึ่งการดำเนินการโครงการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่มีแนวทางให้จัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรในภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการนำสินค้าเกษตรมาขาย โดยมีเป้าหมายให้เป็นตลาดกลางถาวรเพื่อรองรับสินค้าของเกษตรกรในนาแปลงใหญ่ เกษตรทฤษฎีใหม่ วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรทั่วไป

นายศิวกรกล่าวอีกว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าการเกษตรอำเภอลับแลนั้น เพื่อเป็นสถานที่ให้เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ค้า มาพบปะเจรจาซื้อขายกัน โดยผลผลิตที่สำคัญของอำเภอลับแล ได้แก่ ข้าวเปลือก หอมแดง พืชไร่ ทุเรียน ลองกอง ลางสาด อีกทั้งเพื่อให้เป็นจุดจำหน่ายข้าวสารของโรงสีสหกรณ์ทั้งของสหกรณ์เองและโรงสีเครือข่ายสหกรณ์ รวมถึงสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ ตามแนวทางโครงการ CDC ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชน ผลิตผลจากกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น กลุ่มปลูกผักปลอดภัย กลุ่มเลี้ยงไก่ และกลุ่มแปรรูป เป็นต้น ตลอดจนเป็นลานตาก เพื่อให้เกษตรกรใช้ในการรักษาคุณภาพของผลผลิต และเป็นสถานที่เก็บ เปลี่ยนถ่ายสินค้า เป็นคลังสินค้า จุดพักสินค้าของการขนส่งผลผลิตและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เป็นแหล่งโลจิสติกส์ที่กระจายสินค้าทางการเกษตรทั้งในและต่างประเทศ

โครงการนี้มีแผนดำเนินงานเป็นระยะเวลา 10 ปี ในพื้นที่ทั้งหมด 92 ไร่ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ในแผนระยะ 1-2 ปี โดยอยู่ในช่วงของการพัฒนาสถานที่ให้มีความเหมาะสมและทันสมัยสำหรับเป็นตลาดกลางซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นอาคาร ลานตาก โรงแขวนหอม โรงคัดแยกคุณภาพผลผลิต และเครื่องอบลดความชื้น รวมทั้งศึกษาหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการขนส่งสินค้า

เดินหน้าพัฒนา‘เกษตรอินทรีย์’ เชื่อมโยงเครือข่ายระดับพื้นที่ชี้เป้ารับซื้อผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349154

เดินหน้าพัฒนา‘เกษตรอินทรีย์’ เชื่อมโยงเครือข่ายระดับพื้นที่ชี้เป้ารับซื้อผลผลิต

เดินหน้าพัฒนา‘เกษตรอินทรีย์’ เชื่อมโยงเครือข่ายระดับพื้นที่ชี้เป้ารับซื้อผลผลิต

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การส่งเสริมให้เกษตรกรอยู่ดีกินดีและมีฐานะที่ดีขึ้น เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยนโยบายที่หลากหลายและมาตรการต่าง ๆ ทำให้เกิดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนหนึ่งในนั้นคือ การพัฒนาคุณภาพสินค้าทางการเกษตรให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เกิดการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงเป็นที่มาของการวางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2564 หรือ การส่งเสริมสินค้าเกษตรให้เป็นสินค้าปลอดสารพิษ ดำเนินการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตที่ต้องพึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดมูลค่าและประโยชน์สูงสุดในการสร้างสินค้าการเกษตร

ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุเป้าหมายอาจสำเร็จได้ยากหากขาดการเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ ซึ่งการขับเคลื่อนในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพนั้นต้องดำเนินการในระดับจังหวัด ผ่านการสั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดในการประสานเชื่อมโยงบูรณาการทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นร่วมกันในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของแต่ละจังหวัด ขยายผลครอบคลุมทั้ง 13 กลุ่มจังหวัด 56 จังหวัด ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันชี้เป้าหมายในการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์

ดังนั้น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ โดยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเดิม ไปสู่ระบบการผลิตตามแนวทางของเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร และเกษตรทฤษฎีใหม่ หรืออื่นๆ เช่น พุทธเกษตร

รายงานพิเศษ : สสก.8จัดมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ครบรอบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349156

รายงานพิเศษ : สสก.8จัดมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ครบรอบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : สสก.8จัดมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ครบรอบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาด้านการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยนำระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) มาใช้ขับเคลื่อนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริม และพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตรกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนางานส่งเสริมการเกษตรสู่การเป็น Smart Agriculture สอดรับนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพภาคเกษตร การสร้างความสมดุลในการพัฒนาให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ และให้นักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรเป็นเพื่อนคู่คิดเป็นมิตรแท้ ร่วมกันสร้างสรรค์ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนทั้ง 7 จังหวัดเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาบุคลากรการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร การส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและเคหกิจเกษตร การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งการดำเนินโครงการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง

และเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้กำหนดจัดงานมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบนขึ้น ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน 2561 -วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ณ สนามสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เลขที่ 138-138/1 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองไทร อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ส่งเสริมและพัฒนาความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร 4.0 และแสดงศักยภาพการผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของวิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกรในภาคใต้ตอนบน

“กิจกรรมในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายสินค้า ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของวิสาหกิจชุมชน องค์กรเกษตรกร การเชื่อมโยงการผลิตตลาดสินค้าเกษตร GAP การสัมมนาสร้างเครือข่ายตลาดเกษตรกร เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่าย Young Smart Farmer และเวทียกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตร เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าเกษตรภาคใต้ตอนบน เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร 4.0 จากสำนักงานเกษตรจังหวัด 7 จังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการ 5 ศูนย์ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน เกษตรกร องค์กรเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้ รวมไปถึงจัดให้มีการประกวดบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การประกวดผลผลิตทางการเกษตร เช่น การประกวดปาล์มน้ำมัน และทุเรียนหมอนทอง การประกวดพืชจำนวน 6 ชนิดพืช ได้แก่ กล้วยหอมทอง มะพร้าวอ่อน เงาะโรงเรียน มังคุด ทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง และสับปะรดปัตตาเวีย การประกวดผลผลิตทางการเกษตรประเภทใหญ่-ยาว 4 ชนิด ได้แก่ ไข่เป็ด หอยนางรม มะพร้าวแกง และสะตอ และยังมีการแข่งขันการกรีดยางอีกด้วย”นายธาร กล่าวทิ้งท้าย

ล้างดอกเบี้ยค้างจ่าย นาทีทองลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349147

ล้างดอกเบี้ยค้างจ่าย นาทีทองลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน

ล้างดอกเบี้ยค้างจ่าย นาทีทองลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.29 น.

อาชีพการเกษตร เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง ควบคุมการผลิตได้ยาก เพราะมีปัจจัยแวดล้อมที่คุมไม่ได้หลายอย่าง อาทิ ฝนฟ้าพายุ ที่นำพาน้ำท่วมหรือความแห้งแล้ง แมลงศัตรูพืช โรคระบาด รวมไปถึงราคาตลาด และ ฯลฯ

ประเทศพัฒนาแล้ว จึงให้ความสำคัญกับเกษตรกร ในฐานะผู้ผลิตอาหาร  โดยใช้มาตรการให้ความช่วยเหลือมากมาย เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้เป็นกำลังค้ำยันความมั่นคงด้านอาหารแทนการนำเข้าทั้งหมด

ประเทศไทยเองมีผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมจำนวนมาก เนื่องจากอยู่ในภูมิภาคที่มีความเหมาะสมในการผลิตอาหารสูงสามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี จึงได้ชื่อว่า เป็นครัวหนึ่งของโลกแห่งหนึ่ง

เกษตรกรไทยเผชิญปัญหาความเสี่ยงทุกรูปแบบ เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ประสบปัญหาทางการเงิน รัฐบาลไทยเองพยายามใช้มาตรการช่วยเหลือไม่น้อยเช่นกัน เพราะเกษตรกรไทยไม่เพียงเป็นความมั่นคงด้านอาหารเท่านั้น หากเป็นผู้มีส่วนสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศจากการส่งออกอีกด้วย

นายวีรวัฒน์  อังศุพาณิชย์ ผู้อำนวยการ สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีนโยบายลดปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอนั้น  สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2561

จากการสำรวจลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดินที่มีหนี้ค่าใช้จ่ายในการจัดรูปที่ดินในเดือนมีนาคม พ.ศ.2561  พบว่ามีลูกหนี้ที่ติดค้างหนี้เป็นเวลานานจำนวน 2,251 ราย เป็นเงินต้น 18.93 ล้านบาท และดอกเบี้ยผิดนัดค้างชำระ 9.37 ล้านบาท

“จำนวนหนี้รวมไม่มากเกือบ 19 ล้านบาท แต่ละรายก็เหลือไม่มาก แต่ดอกเบี้ยมาก เพราะค้างชำระนาน อีกทั้งเบี้ยปรับในอดีตเคยสูงถึง 12% ปัจจุบันอยู่ที่ 3% บางรายดอกเบี้ยผิดนัดสูงกว่าเงินต้นด้วยซ้ำ มาตรการนี้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยผิดนัด ส่วนเงินต้นยังต้องชำระเท่าจำนวนเดิม”

นายวีรวัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาลูกหนี้ของกองทุนฯ ไม่เคยได้รับสิทธิเช่นนี้มาก่อนเลย  ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่กองทุนฯ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จัดทำมาตรการนี้ เพื่อให้เกษตรกรในโครงการจัดรูปที่ดินได้รับสิทธิเหมือนเกษตรกรอื่นๆ

ทางด้านนายประเมษ ชูสิน ผู้อำนวยการส่วนกองทุนจัดรูปที่ดิน กล่าวว่า ลูกหนี้ที่ทำบันทึกข้อตกลงเข้ารับสิทธิ  หากชำระหมด นับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงถึงวันที่ 31 มีนาคม 2562 ก็จะยกเลิกดอกเบี้ยผิดนัดชำระทั้งหมด แต่ถ้าชำระเงินต้นหมดภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 จะคิดดอกเบี้ยเพียง 1% ของเงินต้นคงเหลือ และชำระเงินต้นหมดภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 คิดดอกเบี้ย 2% ของเงินต้นคงเหลือ

ทั้งนี้ กำหนดให้ลูกหนี้แจ้งขอรับสิทธิพิเศษนี้ภายในเดือนกันยายน 2561 และทำบันทึกข้อตกลงภายในเดือนธันวาคม 2561

“มาตรการนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้ลูกหนี้เร่งชำระหนี้เร็วขึ้น เพราะลดดอกเบี้ยค้างจ่ายลงได้มาก จะได้หมดๆ ภาระไป  นอกจากนั้น กองทุนฯ เองก็จะจัดทีมออกไปเยี่ยมลูกหนี้มีปัญหาค้างจ่ายนี้อีกด้วย”

นายประเมษกล่าวว่า  จากการลงพื้นที่เยี่ยมลูกหนี้ทั่วไปพบว่าได้ผลดีเกินคาด จากการดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2560-2561 ปรากฏว่า กองทุนฯ ได้รับการชำระหนี้เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยเดือนละ 7-8 แสนบาท เป็นเฉลี่ยที่ 1 ล้านบาท เพราะเป็นการลงไปเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจมากกว่าการทวงหนี้โดยตรง ทำให้เกษตรกรมีความรู้สึกดีขึ้น

“บางรายมีเงินในมืออยู่แล้ว ถึงกับขอจ่ายหนี้ตรงนั้นหรือฝากไปจ่ายแทน แม้เราจะทำให้ไม่ได้ แต่สะท้อนว่า เกษตรกรมีเงิน เขาก็พร้อมจ่าย”

ผู้อำนวยการส่วนกองทุนจัดรูปที่ดินยอมรับว่า หนี้ค้างชำระนานส่วนหนึ่งเกิดจากเกษตรกรมีหนี้หลายแหล่ง เวลามีรายได้จะเลือกชำระหนี้แหล่งอื่นก่อน เช่น หนี้ ธกส. เพราะเกี่ยวพันกับการได้สิทธิกู้เพิ่มเติมหรือหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยแพงมาก ต้องรีบชำระก่อน จึงไม่มีเงินเหลือพอชำระหนี้กองทุนฯ การมุ่งทวงหนี้อย่างเดียวคงไม่พอ จึงวางแผนออกไปเยี่ยมเยียนเสริมด้วย

“กองทุนฯ มี 3 แนวทางในการพยายามลดหนี้ อย่างแรก แจ้งหนี้ล่วงหน้า 1 เดือนเป็นการเตือนให้ลูกหนี้ได้เตรียมตัวเหมือนกับที่ภาคเอกชนทำ  ตามมาด้วยการออกไปเยี่ยมเยียนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เป็นการให้กำลังใจและกระตุ้นให้ชำระหนี้ไปในตัว   แล้วถึงจะเป็นการจัดมาตรการช่วยเหลือคล้ายๆ รายการนาทีทอง”

หนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน เป็นหนี้จากค่าใช้จ่ายในการจัดรูปที่ดิน ซึ่งมีการก่อสร้างคูส่งน้ำ คูระบายน้ำ อาคารชลประทาน เช่นเส้นทางลำเลียง ประตูเปิดปิดน้ำ การปรับระดับดิน การจัดรูปแปลงที่ดินใหม่ เพื่อออกโฉนดใหม่  ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางรับไป 80% อีก 20% เกษตรกรรับไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่อนชำระกองทุนจัดรูปที่ดิน